
| ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก มูลคดีเกิด และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตอำนาจศาลในการฟ้องหย่าตามหลัก “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญในการพิจารณาว่าศาลใดมีอำนาจรับคำฟ้องในคดีแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าระหว่างสามีภริยา ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า “สถานที่มูลคดีเกิด” ในคดีหย่าหมายถึงสถานที่ใด ระหว่างสถานที่จดทะเบียนสมรส หรือสถานที่ที่เกิดเหตุแห่งการหย่า คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า การจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงต้นเหตุของการเกิดสถานะความเป็นสามีภริยา มิใช่ต้นเหตุของคดีหย่า ดังนั้นสถานที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิดขึ้น หากเหตุหย่าเกิดจากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่อื่น เช่น การทำร้ายร่างกาย การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้าน หรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา สถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นตามกฎหมาย แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นหลักสำคัญในการกำหนดเขตอำนาจศาลสำหรับคดีหย่า โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสจดทะเบียนสมรสในจังหวัดหนึ่ง แต่ไปใช้ชีวิตสมรสและเกิดเหตุหย่าในอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับนักกฎหมายและประชาชนในการเลือกศาลที่ถูกต้องในการยื่นฟ้องคดีหย่า ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ณ สำนักทะเบียนอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง หลังจากสมรสแล้ว ทั้งสองได้ไปใช้ชีวิตสมรสร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และมีบุตรร่วมกันหนึ่งคน ระหว่างที่ใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน จำเลยมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา กล่าวคือ จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นประจำ และมีพฤติการณ์ขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ทำให้โจทก์ไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภริยาได้อีกต่อไป ต่อมาโจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุงมีคำสั่งว่า คดีนี้ทั้งภูมิลำเนาของจำเลยและสถานที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทลุง จึงมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ การฟ้องหย่าจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดจึงจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาตามหลักใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่ 1. จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือ 2. ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ดังนั้นคำถามสำคัญคือ สถานที่จดทะเบียนสมรสถือเป็น “สถานที่มูลคดีเกิด” ในคดีหย่าหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง ในคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ดังนั้นต้นเหตุของคำฟ้องจึงคือ เหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงเหตุให้เกิดความสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยา มิใช่เหตุให้เกิดคดีหย่า ดังนั้น สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ใช่สถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิด เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ พบว่า โจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยได้กระทำการทำร้ายร่างกายและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ณ จังหวัดดังกล่าว การกระทำดังกล่าวถือเป็นเหตุหย่า ดังนั้น จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด นอกจากนี้ จำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย ดังนั้นศาลที่มีเขตอำนาจจึงต้องเป็น ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หลัก “มูลคดีเกิด” เป็นหลักสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อกำหนดศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี หลักการสำคัญคือ สถานที่ที่เกิดเหตุแห่งสิทธิฟ้องร้อง ไม่ใช่สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายโดยทั่วไป ในคดีหย่า เหตุหย่ามักเกิดจากพฤติการณ์ เช่น การทำร้ายร่างกาย การเป็นชู้ การทอดทิ้ง การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์เหล่านี้จึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด แนวคำพิพากษาศาลฎีกานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่มุ่งให้คดีถูกพิจารณาโดยศาลที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของคดีมากที่สุด ทั้งยังช่วยป้องกันการเลือกศาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดพัทลุงตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าทั้งภูมิลำเนาของจำเลยและสถานที่ที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทลุง จึงมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อนำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ พร้อมคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าสถานที่จดทะเบียนสมรสไม่ใช่สถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่า เหตุหย่าเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดดังกล่าว ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการกำหนดเขตอำนาจศาลในคดีหย่า โดยยืนยันหลักการตีความคำว่า “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ว่าหมายถึงเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่เป็นต้นเหตุของการฟ้องคดี มิใช่สถานที่ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายในอดีต เช่น สถานที่จดทะเบียนสมรส หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยเลือกศาลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท และเพื่อให้ศาลที่มีความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงของคดีมากที่สุดเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี ในทางปฏิบัติ ผู้ประสงค์จะฟ้องหย่าควรพิจารณาเขตอำนาจศาลตามหลักสองประการ คือ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่เกิดเหตุหย่า หากยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลย่อมมีอำนาจคืนคำฟ้องได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า คดีฟ้องหย่าต้องยื่นต่อศาลใดจึงจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยตีความคำว่า “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ว่าหมายถึงต้นเหตุแห่งคำฟ้อง กล่าวคือ เหตุหย่า มิใช่สถานที่จดทะเบียนสมรส ดังนั้นสถานที่ที่เกิดเหตุหย่าจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดและเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่ศาลในพื้นที่ที่มีการจดทะเบียนสมรส มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มูลคดีเกิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง ในคดีหย่า ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด ซึ่งศาลในเขตพื้นที่นั้นย่อมมีเขตอำนาจรับคำฟ้องได้ตามกฎหมาย 2. เขตอำนาจศาลในคดีหย่า หลักกฎหมายกำหนดให้ผู้ฟ้องต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ในคดีนี้เหตุหย่าเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าศาลจังหวัดพัทลุงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง แม้คู่สมรสจะจดทะเบียนสมรสที่จังหวัดพัทลุงก็ตาม เพราะสถานที่จดทะเบียนสมรสมิใช่สถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิดตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ฟ้องหย่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลใด คำตอบ การฟ้องหย่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งกำหนดว่าคดีแพ่งต้องยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ในคดีหย่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงสถานที่ที่เกิดเหตุหย่า เช่น การทำร้ายร่างกาย การเป็นชู้ หรือการขับไล่คู่สมรสออกจากบ้าน ดังนั้นหากเหตุหย่าเกิดขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ผู้ฟ้องย่อมสามารถยื่นฟ้องต่อศาลในจังหวัดนั้นได้ แม้ว่าการจดทะเบียนสมรสจะเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นก็ตาม คำถาม 2. สถานที่จดทะเบียนสมรสถือเป็นสถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่าหรือไม่ คำตอบ สถานที่จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นสถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่า เนื่องจากการจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงการก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย แต่ไม่ได้เป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่า คดีหย่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุหย่าตามกฎหมาย เช่น การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา การทำร้ายร่างกาย หรือการทอดทิ้ง ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดตามกฎหมาย คำถาม 3. หากฟ้องหย่าต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจจะเกิดผลอย่างไร คำตอบ หากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลมีอำนาจตรวจคำฟ้องและมีคำสั่งคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ การคืนคำฟ้องไม่ได้ถือว่าเป็นการยกฟ้องในเนื้อหาของคดี แต่เป็นเพียงการพิจารณาในทางกระบวนพิจารณาว่าศาลนั้นไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา ดังนั้นโจทก์ยังสามารถนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่เสียสิทธิในการดำเนินคดี คำถาม 4. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ การทำร้ายร่างกายคู่สมรสอาจถือเป็นเหตุหย่าได้ หากพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ซึ่งบัญญัติว่าหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นพฤติการณ์ที่ศาลมักพิจารณาว่าเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย คำถาม 5. หากสามีภริยาอยู่คนละจังหวัดจะฟ้องหย่าที่ไหนได้บ้าง คำตอบ ในกรณีที่สามีภริยาอยู่คนละจังหวัด ผู้ฟ้องสามารถเลือกยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น หากเหตุหย่าเกิดขึ้นในจังหวัดที่คู่สมรสเคยอยู่ร่วมกัน ศาลในจังหวัดนั้นย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม การยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่มักเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในทางกระบวนพิจารณา คำถาม 6. เหตุหย่าตามกฎหมายต้องเกิดขึ้นที่ใดจึงจะถือเป็นมูลคดี คำตอบ เหตุหย่าต้องเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่มีพฤติการณ์ของการกระทำที่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย เช่น การทำร้ายร่างกาย การเป็นชู้ การทอดทิ้ง หรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา สถานที่ดังกล่าวจะถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด ซึ่งศาลในเขตพื้นที่นั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าได้ตามกฎหมาย คำถาม 7. เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิด คำตอบ หลักการให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาโดยศาลที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ศาลในพื้นที่ที่เกิดเหตุย่อมสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานและพยานบุคคลได้สะดวกกว่า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเลือกศาลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำถาม 8. การเลือกศาลที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างไรในคดีหย่า คำตอบ การเลือกศาลที่มีเขตอำนาจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในคดีหย่า เพราะหากยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลอาจมีคำสั่งคืนคำฟ้อง ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องต้องเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องใหม่ ส่งผลให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ในบางกรณีอาจกระทบต่อเรื่องอายุความของคดีได้ ดังนั้นก่อนยื่นฟ้องควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าศาลใดมีเขตอำนาจตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2546 คำว่า "มูลคดีเกิด" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด เมื่อโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ต่อมาไปอยู่กินกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและมีบุตร 1 คน ระหว่างสมรสจำเลยทำร้ายร่างกายและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน โจทก์จึงขอหย่าและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ภูมิลำเนาจำเลยและสถานที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตศาลจังหวัดพัทลุง จึงสั่งคืนฟ้องให้ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โจทก์จึงอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4(1) คดีต้องยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือศาลที่มูลคดีเกิด โดยคำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงต้นเหตุแห่งคำฟ้อง สำหรับคดีหย่า ต้นเหตุคือเหตุหย่า มิใช่สถานที่จดทะเบียนสมรส เมื่อเหตุทำร้ายร่างกายและขับไล่เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจ พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักทะเบียนอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และอยู่กินกันที่บ้านเลขที่ 256/2 หมู่ที่ 6ตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเกิดบุตรด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ ระหว่างอยู่กินด้วยกัน จำเลยกระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาโดยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นประจำและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน จนโจทก์ไม่อาจทนอยู่กินเป็นภริยาจำเลยได้อีกต่อไป จึงขอศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คดีนี้ภูมิลำเนาของจำเลยและมูลคดีอันเป็นเหตุที่โจทก์อ้างเพื่อขอหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลพัทลุง จึงให้คืนฟ้องโจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) คือ เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ซึ่งคำว่า "มูลคดีเกิด" ย่อมหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจากจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิดตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างสมรสโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า ฉะนั้นจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด ทั้งปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ศาลจังหวัดพัทลุงตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลจังหวัดพัทลุงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
