ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว

ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใดตามกฎหมายไทย, หลักมูลคดีเกิดในคดีหย่าตามมาตรา 4 ปวิแพ่ง, เขตอำนาจศาลในคดีครอบครัวและคดีหย่า, การตีความคำว่ามูลคดีเกิดของศาลฎีกา, การฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสอยู่คนละจังหวัด, ศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีหย่า, หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นฟ้องคดีแพ่ง, การทำร้ายร่างกายเป็นเหตุหย่า, การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านเป็นเหตุหย่า, การกำหนดศาลที่มีเขตอำนาจในคดีครอบครัว, ฎีกาเรื่องเขตอำนาจศาล, ฟ้องหย่าในจังหวัดที่เกิดเหตุหย่า, ฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตอำนาจศาลในการฟ้องหย่าตามหลัก “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญในการพิจารณาว่าศาลใดมีอำนาจรับคำฟ้องในคดีแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าระหว่างสามีภริยา ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า “สถานที่มูลคดีเกิด” ในคดีหย่าหมายถึงสถานที่ใด ระหว่างสถานที่จดทะเบียนสมรส หรือสถานที่ที่เกิดเหตุแห่งการหย่า

คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า การจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงต้นเหตุของการเกิดสถานะความเป็นสามีภริยา มิใช่ต้นเหตุของคดีหย่า ดังนั้นสถานที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิดขึ้น หากเหตุหย่าเกิดจากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่อื่น เช่น การทำร้ายร่างกาย การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้าน หรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา สถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นตามกฎหมาย

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นหลักสำคัญในการกำหนดเขตอำนาจศาลสำหรับคดีหย่า โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสจดทะเบียนสมรสในจังหวัดหนึ่ง แต่ไปใช้ชีวิตสมรสและเกิดเหตุหย่าในอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับนักกฎหมายและประชาชนในการเลือกศาลที่ถูกต้องในการยื่นฟ้องคดีหย่า

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ณ สำนักทะเบียนอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง หลังจากสมรสแล้ว ทั้งสองได้ไปใช้ชีวิตสมรสร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และมีบุตรร่วมกันหนึ่งคน

ระหว่างที่ใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน จำเลยมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา กล่าวคือ จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นประจำ และมีพฤติการณ์ขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ทำให้โจทก์ไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภริยาได้อีกต่อไป

ต่อมาโจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ตาม ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลจังหวัดพัทลุงมีคำสั่งว่า คดีนี้ทั้งภูมิลำเนาของจำเลยและสถานที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทลุง จึงมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์

โจทก์จึงอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ

การฟ้องหย่าจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลใดจึงจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมาย

โดยต้องพิจารณาตามหลักใน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งบัญญัติว่า

ผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่

1. จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

หรือ

2. ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ

สถานที่จดทะเบียนสมรสถือเป็น “สถานที่มูลคดีเกิด” ในคดีหย่าหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง

ในคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย

ดังนั้นต้นเหตุของคำฟ้องจึงคือ เหตุหย่า

ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงเหตุให้เกิดความสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยา มิใช่เหตุให้เกิดคดีหย่า

ดังนั้น

สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ใช่สถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิด

เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ พบว่า

โจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยได้กระทำการทำร้ายร่างกายและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ณ จังหวัดดังกล่าว

การกระทำดังกล่าวถือเป็นเหตุหย่า

ดังนั้น

จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด

นอกจากนี้ จำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย

ดังนั้นศาลที่มีเขตอำนาจจึงต้องเป็น ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

หลัก “มูลคดีเกิด” เป็นหลักสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อกำหนดศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี

หลักการสำคัญคือ

สถานที่ที่เกิดเหตุแห่งสิทธิฟ้องร้อง

ไม่ใช่สถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายโดยทั่วไป

ในคดีหย่า

เหตุหย่ามักเกิดจากพฤติการณ์ เช่น

การทำร้ายร่างกาย

การเป็นชู้

การทอดทิ้ง

การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา

ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์เหล่านี้จึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด

แนวคำพิพากษาศาลฎีกานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่มุ่งให้คดีถูกพิจารณาโดยศาลที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของคดีมากที่สุด

ทั้งยังช่วยป้องกันการเลือกศาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลจังหวัดพัทลุงตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าทั้งภูมิลำเนาของจำเลยและสถานที่ที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลจังหวัดพัทลุง จึงมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อนำไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ พร้อมคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด

2. ศาลอุทธรณ์

ไม่มีการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าสถานที่จดทะเบียนสมรสไม่ใช่สถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่า เหตุหย่าเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดดังกล่าว ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการกำหนดเขตอำนาจศาลในคดีหย่า โดยยืนยันหลักการตีความคำว่า “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ว่าหมายถึงเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่เป็นต้นเหตุของการฟ้องคดี มิใช่สถานที่ที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายในอดีต เช่น สถานที่จดทะเบียนสมรส

หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยเลือกศาลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท และเพื่อให้ศาลที่มีความใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงของคดีมากที่สุดเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี

ในทางปฏิบัติ ผู้ประสงค์จะฟ้องหย่าควรพิจารณาเขตอำนาจศาลตามหลักสองประการ คือ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่เกิดเหตุหย่า หากยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลย่อมมีอำนาจคืนคำฟ้องได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า คดีฟ้องหย่าต้องยื่นต่อศาลใดจึงจะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยตีความคำว่า “มูลคดีเกิด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ว่าหมายถึงต้นเหตุแห่งคำฟ้อง กล่าวคือ เหตุหย่า มิใช่สถานที่จดทะเบียนสมรส ดังนั้นสถานที่ที่เกิดเหตุหย่าจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดและเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่ศาลในพื้นที่ที่มีการจดทะเบียนสมรส

มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. มูลคดีเกิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง ในคดีหย่า ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด ซึ่งศาลในเขตพื้นที่นั้นย่อมมีเขตอำนาจรับคำฟ้องได้ตามกฎหมาย

2. เขตอำนาจศาลในคดีหย่า

หลักกฎหมายกำหนดให้ผู้ฟ้องต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ในคดีนี้เหตุหย่าเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าศาลจังหวัดพัทลุงไม่มีเขตอำนาจรับคำฟ้อง แม้คู่สมรสจะจดทะเบียนสมรสที่จังหวัดพัทลุงก็ตาม เพราะสถานที่จดทะเบียนสมรสมิใช่สถานที่ที่มูลคดีหย่าเกิดตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ฟ้องหย่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลใด

คำตอบ

การฟ้องหย่าต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งกำหนดว่าคดีแพ่งต้องยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลนั้น ในคดีหย่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงสถานที่ที่เกิดเหตุหย่า เช่น การทำร้ายร่างกาย การเป็นชู้ หรือการขับไล่คู่สมรสออกจากบ้าน ดังนั้นหากเหตุหย่าเกิดขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ผู้ฟ้องย่อมสามารถยื่นฟ้องต่อศาลในจังหวัดนั้นได้ แม้ว่าการจดทะเบียนสมรสจะเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นก็ตาม

คำถาม

2. สถานที่จดทะเบียนสมรสถือเป็นสถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่าหรือไม่

คำตอบ

สถานที่จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นสถานที่มูลคดีเกิดของคดีหย่า เนื่องจากการจดทะเบียนสมรสเป็นเพียงการก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย แต่ไม่ได้เป็นเหตุแห่งการฟ้องหย่า คดีหย่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุหย่าตามกฎหมาย เช่น การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา การทำร้ายร่างกาย หรือการทอดทิ้ง ดังนั้นสถานที่ที่เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดตามกฎหมาย

คำถาม

3. หากฟ้องหย่าต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจจะเกิดผลอย่างไร

คำตอบ

หากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลมีอำนาจตรวจคำฟ้องและมีคำสั่งคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ การคืนคำฟ้องไม่ได้ถือว่าเป็นการยกฟ้องในเนื้อหาของคดี แต่เป็นเพียงการพิจารณาในทางกระบวนพิจารณาว่าศาลนั้นไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณา ดังนั้นโจทก์ยังสามารถนำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่เสียสิทธิในการดำเนินคดี

คำถาม

4. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

การทำร้ายร่างกายคู่สมรสอาจถือเป็นเหตุหย่าได้ หากพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ซึ่งบัญญัติว่าหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นพฤติการณ์ที่ศาลมักพิจารณาว่าเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

คำถาม

5. หากสามีภริยาอยู่คนละจังหวัดจะฟ้องหย่าที่ไหนได้บ้าง

คำตอบ

ในกรณีที่สามีภริยาอยู่คนละจังหวัด ผู้ฟ้องสามารถเลือกยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น หากเหตุหย่าเกิดขึ้นในจังหวัดที่คู่สมรสเคยอยู่ร่วมกัน ศาลในจังหวัดนั้นย่อมมีเขตอำนาจพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม การยื่นฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่มักเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในทางกระบวนพิจารณา

คำถาม

6. เหตุหย่าตามกฎหมายต้องเกิดขึ้นที่ใดจึงจะถือเป็นมูลคดี

คำตอบ

เหตุหย่าต้องเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่มีพฤติการณ์ของการกระทำที่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย เช่น การทำร้ายร่างกาย การเป็นชู้ การทอดทิ้ง หรือการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา สถานที่ดังกล่าวจะถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิด ซึ่งศาลในเขตพื้นที่นั้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าได้ตามกฎหมาย

คำถาม

7. เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิด

คำตอบ

หลักการให้ฟ้องคดีต่อศาลที่มูลคดีเกิดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาโดยศาลที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ศาลในพื้นที่ที่เกิดเหตุย่อมสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานและพยานบุคคลได้สะดวกกว่า อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเลือกศาลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คำถาม

8. การเลือกศาลที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างไรในคดีหย่า

คำตอบ

การเลือกศาลที่มีเขตอำนาจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในคดีหย่า เพราะหากยื่นฟ้องต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ศาลอาจมีคำสั่งคืนคำฟ้อง ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องต้องเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องใหม่ ส่งผลให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ในบางกรณีอาจกระทบต่อเรื่องอายุความของคดีได้ ดังนั้นก่อนยื่นฟ้องควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าศาลใดมีเขตอำนาจตามกฎหมาย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2546

คำว่า "มูลคดีเกิด" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด เมื่อโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ต่อมาไปอยู่กินกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและมีบุตร 1 คน ระหว่างสมรสจำเลยทำร้ายร่างกายและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน โจทก์จึงขอหย่าและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ภูมิลำเนาจำเลยและสถานที่เกิดเหตุหย่าอยู่นอกเขตศาลจังหวัดพัทลุง จึงสั่งคืนฟ้องให้ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โจทก์จึงอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4(1) คดีต้องยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่หรือศาลที่มูลคดีเกิด โดยคำว่า “มูลคดีเกิด” หมายถึงต้นเหตุแห่งคำฟ้อง สำหรับคดีหย่า ต้นเหตุคือเหตุหย่า มิใช่สถานที่จดทะเบียนสมรส เมื่อเหตุทำร้ายร่างกายและขับไล่เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น ศาลจังหวัดพัทลุงจึงไม่มีเขตอำนาจ พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักทะเบียนอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และอยู่กินกันที่บ้านเลขที่ 256/2 หมู่ที่ 6ตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเกิดบุตรด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ ระหว่างอยู่กินด้วยกัน จำเลยกระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาโดยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นประจำและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน จนโจทก์ไม่อาจทนอยู่กินเป็นภริยาจำเลยได้อีกต่อไป จึงขอศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว

ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คดีนี้ภูมิลำเนาของจำเลยและมูลคดีอันเป็นเหตุที่โจทก์อ้างเพื่อขอหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลพัทลุง จึงให้คืนฟ้องโจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) คือ เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ซึ่งคำว่า "มูลคดีเกิด" ย่อมหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจากจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิดตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างสมรสโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า ฉะนั้นจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด ทั้งปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ศาลจังหวัดพัทลุงตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลจังหวัดพัทลุงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย