
| อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขต “อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส” กรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะเหตุถูกข่มขู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญว่า ทายาทของผู้ตายซึ่งอ้างว่าการสมรสของเจ้ามรดกเกิดจากการถูกข่มขู่ มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการสมรสดังกล่าวหรือไม่ แม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ตาม คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “ผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งการสมรส” กับ “ผู้มีอำนาจฟ้องตามกฎหมายโดยตรง” และสะท้อนหลักการว่าการเพิกถอนการสมรสในกรณีโมฆียะเป็นสิทธิส่วนตัวของคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบ มิใช่สิทธิทั่วไปของทายาทหรือบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นหลานของเจ้ามรดก ฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดกตกเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าการสมรสดังกล่าวเกิดจากการข่มขู่ อันเป็นเหตุให้การสมรสเป็นโมฆียะตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ และยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า (1) คดีขาดอายุความตามมาตรา 1507 วรรคสอง หรือไม่ และ (2) โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยยืนเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลสำคัญว่า มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จำกัดสิทธิการฟ้องไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่การตีความคำว่า “เฉพาะแต่คู่สมรสที่…ถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนได้” ว่ามีผลตัดสิทธิบุคคลอื่น แม้จะมีส่วนได้เสียทางมรดกหรือไม่ หลักกฎหมายและการตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้ ถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” เป็นถ้อยคำจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง แสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายให้สิทธิการเพิกถอนเป็นสิทธิส่วนตัว ของคู่สมรสผู้เสียหาย มิใช่สิทธิทั่วไป ของบุคคลภายนอก แม้บุคคลดังกล่าวจะได้รับผลกระทบทางทรัพย์สินหรือสถานะก็ตาม หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎีเรื่องการสมรสโมฆียะ ซึ่งแตกต่างจากการสมรสโมฆะ การสมรสโมฆียะยังคงมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอนโดยผู้มีสิทธิ และหากไม่มีผู้มีสิทธิใช้สิทธิดังกล่าว การสมรสย่อมดำรงผลทางกฎหมายต่อไป ดังนั้น แม้โจทก์จะมีส่วนได้เสียในฐานะทายาท แต่เมื่อมิใช่ผู้ถูกข่มขู่ ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตผู้มีอำนาจฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าว วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์บทบัญญัติ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติจำกัดสิทธิในการเพิกถอนการสมรสไว้เฉพาะ “คู่สมรสผู้ถูกข่มขู่” เท่านั้น การใช้ถ้อยคำว่า “เฉพาะแต่…เท่านั้น” มีลักษณะเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิบุคคลอื่นโดยตรง มิใช่เพียงบทกำหนดเงื่อนไขทั่วไป การสมรสที่เป็นโมฆียะตามมาตรา 1507 และ 1508 แตกต่างจากการสมรสที่เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด กล่าวคือ การสมรสโมฆียะยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนโดยผู้มีสิทธิ การเพิกถอนจึงเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” มิใช่สิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สิน เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในประเด็นนี้มีนัยสำคัญ 3 ประการ ประการแรก เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจสมรสของบุคคล การข่มขู่เป็นการบั่นทอนเจตนาเสรีของคู่สมรส ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเพิกถอนหรือไม่ ประการที่สอง เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิแทนโดยอาศัยเหตุผลด้านผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน เช่น กรณีทายาทไม่พอใจคู่สมรสใหม่ของเจ้ามรดกแล้วฟ้องเพิกถอนการสมรสย้อนหลัง ประการที่สาม เพื่อสร้างความมั่นคงแห่งสถานภาพบุคคลและครอบครัว หากเปิดช่องให้บุคคลทั่วไปฟ้องเพิกถอน ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในสถานะคู่สมรสและสิทธิในมรดก ในคดีนี้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงหลานของเจ้ามรดก แม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก แต่สิทธิในมรดกเป็นสิทธิในทรัพย์ มิใช่สิทธิส่วนบุคคลเกี่ยวกับเจตนาในการสมรส จึงไม่อาจแปลงสภาพเป็นอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดแจ้งว่า การที่โจทก์มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง แม้จะอ้างว่าการสมรสดังกล่าวกระทบต่อส่วนแบ่งมรดกก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวที่ผ่านมาได้ยึดหลักสอดคล้องกันว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเป็นสิทธิส่วนตัวโดยแท้ ไม่อาจโอนหรือใช้แทนกันได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่จำเลยยื่นคำร้องให้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและอายุความ ศาลชั้นต้นเห็นว่าสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงงดสืบพยานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนหลักกระบวนพิจารณาว่า หากคดีขาดองค์ประกอบสำคัญเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเนื้อหาแห่งสิทธิ หลัก “อำนาจฟ้อง” เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินคดี หากผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องตามบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชิงลึกได้ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญใน 2 มิติ มิติที่หนึ่ง ยืนยันว่าการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเพราะถูกข่มขู่เป็นสิทธิจำกัดเฉพาะตัว มิติที่สอง ตอกย้ำว่าการมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินมิได้เท่ากับการมีอำนาจฟ้องในเรื่องสถานภาพบุคคล วิเคราะห์ผลกระทบทางมรดกและความสัมพันธ์กับมาตรา 1507 แม้มาตรา 1507 วรรคสองกำหนดเรื่องอายุความในการฟ้องเพิกถอนการสมรส แต่ในคดีนี้ ศาลมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาเรื่องอายุความอย่างลึกซึ้ง เพราะปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นประเด็นเบื้องต้นที่ตัดสินคดีได้ หลักการสำคัญคือ หากไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอื่นย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยต่อ ในทางมรดก หากการสมรสยังมีผลสมบูรณ์ คู่สมรสย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย การเพิกถอนการสมรสย้อนหลังย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิรับมรดกโดยตรง แต่กฎหมายมิได้เปิดช่องให้ทายาทใช้การฟ้องเพิกถอนเป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิคู่สมรสใหม่ การจำกัดสิทธิฟ้องไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่จึงเป็นกลไกคุ้มครองความมั่นคงแห่งครอบครัวและลดข้อพิพาททางมรดกที่อาจเกิดจากแรงจูงใจด้านทรัพย์สิน กล่าวโดยสรุปเชิงวิเคราะห์ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า สิทธิในสถานภาพบุคคลเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในลักษณะเฉพาะ มิอาจตีความขยายโดยอาศัยผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด โดยเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส แม้จะอ้างว่ามีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ตาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าประเด็นอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นที่วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน และเมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิตามบทบัญญัติกฎหมาย ย่อมไม่อาจดำเนินคดีต่อได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยชัดแจ้งว่ามาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จำกัดสิทธิการเพิกถอนไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น โจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่ผู้ถูกข่มขู่ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจฟ้องในคดีสถานภาพบุคคล” โดยยืนยันหลักการว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยแท้ มิใช่สิทธิทั่วไปของผู้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สิน การตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง ต้องเคร่งครัดตามถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง ไม่อาจขยายความโดยอาศัยเหตุผลด้านความเป็นธรรมทางมรดก คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญ 3 ประการ 1. สิทธิในสถานภาพบุคคลแยกขาดจากสิทธิในทรัพย์สิน 2. อำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการพิจารณาคดี หากขาดอำนาจฟ้อง ศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริง 3. กฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองเสรีภาพและความมั่นคงแห่งสถานภาพสมรส มากกว่าการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิแทน ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากทายาทเห็นว่าการสมรสของเจ้ามรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องพิจารณาให้ชัดว่ากรณีนั้นเป็น “โมฆะโดยเด็ดขาด” หรือเป็นเพียง “โมฆียะ” เพราะผลทางกฎหมายและอำนาจฟ้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขต “อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส” กรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสในกรณีดังกล่าวเป็นสิทธิส่วนตัวของคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เช่น ทายาท ก็ไม่มีอำนาจฟ้องแทนได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติจำกัดสิทธิการเพิกถอนการสมรสไว้เฉพาะคู่สมรสที่สำคัญผิด ถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้น โดยมีถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง เป็นประเด็นหลักของคดี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้สิทธิในการเพิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ เป็นสิทธิส่วนบุคคลของคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้น บุคคลอื่นแม้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินก็ไม่อาจใช้สิทธินี้แทนได้ 2. สิทธิทายาทกับสถานภาพการสมรสของเจ้ามรดก แม้ทายาทจะได้รับผลกระทบจากการสมรสของเจ้ามรดกในแง่ส่วนแบ่งมรดก แต่สิทธิในทรัพย์มรดกมิใช่สิทธิในสถานภาพบุคคล การมีส่วนได้เสียในทรัพย์จึงไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสตามกฎหมายครอบครัว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการสมรสของเจ้ามรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่ได้ หากเป็นกรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ สำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉล มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้นมีสิทธิฟ้องเพิกถอน ทายาทแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ไม่ถือเป็นผู้มีอำนาจฟ้องในเรื่องสถานภาพสมรสดังกล่าว 2. การมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกทำให้มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คำตอบ ไม่ทำให้เกิดอำนาจฟ้องโดยอัตโนมัติ สิทธิในทรัพย์มรดกเป็นสิทธิทางทรัพย์สิน ส่วนการเพิกถอนการสมรสเป็นสิทธิในสถานภาพบุคคล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะผู้เสียหายโดยตรง การอ้างเหตุผลด้านผลกระทบทางมรดกจึงไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอำนาจฟ้อง 3. การสมรสโมฆียะกับการสมรสโมฆะแตกต่างกันอย่างไร คำตอบ การสมรสโมฆะเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจยกขึ้นอ้างได้ ส่วนการสมรสโมฆียะยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอน และการเพิกถอนทำได้เฉพาะผู้มีสิทธิที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้น ความแตกต่างนี้มีผลอย่างยิ่งต่ออำนาจฟ้องและสิทธิทายาท 4. หากคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เสียชีวิตแล้ว ใครสามารถฟ้องได้ คำตอบ เมื่อสิทธิในการเพิกถอนเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะ การเสียชีวิตของผู้มีสิทธิอาจทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุด เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติให้สิทธิดังกล่าวตกทอดได้ ซึ่งในกรณีมาตรา 1508 มิได้เปิดช่องเช่นนั้น จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด 5. ศาลสามารถยกฟ้องโดยไม่สืบพยานได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ศาลย่อมมีอำนาจงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องได้ทันที เพราะอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพิจารณาคดี 6. หากพิสูจน์ได้ว่ามีการข่มขู่จริง แต่ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ถูกข่มขู่ ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการข่มขู่ แต่หากผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 1508 ศาลย่อมต้องยกฟ้องเพราะขาดอำนาจฟ้อง การพิจารณาเนื้อหาการข่มขู่ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้ 7. คดีนี้มีผลต่อแนวปฏิบัติด้านมรดกอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้ยืนยันว่าทายาทไม่สามารถใช้กระบวนการเพิกถอนการสมรสเป็นเครื่องมือเพื่อลดหรือขจัดสิทธิของคู่สมรสใหม่ในทรัพย์มรดกได้ เว้นแต่จะเข้าลักษณะสมรสโมฆะโดยเด็ดขาด จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวางแผนคดีมรดก 8. หลัก “อำนาจฟ้อง” สำคัญอย่างไรในคดีครอบครัว คำตอบ อำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขแรกที่ศาลต้องตรวจสอบ หากผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องตามบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ หลักการนี้คุ้มครองความมั่นคงของสถานภาพบุคคล และป้องกันการฟ้องร้องโดยบุคคลที่มิใช่ผู้มีสิทธิโดยแท้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2553 ป.พ.พ. มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงหลานของผู้ตายแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่อ้างว่าเกิดจากการข่มขู่ของจำเลยได้ โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายสำราญเจ้ามรดก ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1507 วรรคสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัวหรือถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้” คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่ผู้ถูกข่มขู่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




