ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก

 

อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่ตามมาตรา 1508, ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรสของเจ้ามรดกหรือไม่, การสมรสที่เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ขอบเขตสิทธิของหลานในการฟ้องคดีครอบครัว, การข่มขู่ในการจดทะเบียนสมรสมีผลทางกฎหมายอย่างไร, สิทธิในทรัพย์มรดกกับอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรส, การตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง, ผลของการไม่มีอำนาจฟ้องในคดีครอบครัว, ข้อกฎหมายเบื้องต้นในคดีครอบครัว, อายุความฟ้องเพิกถอนการสมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขต “อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส” กรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะเหตุถูกข่มขู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญว่า ทายาทของผู้ตายซึ่งอ้างว่าการสมรสของเจ้ามรดกเกิดจากการถูกข่มขู่ มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการสมรสดังกล่าวหรือไม่ แม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ตาม คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “ผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งการสมรส” กับ “ผู้มีอำนาจฟ้องตามกฎหมายโดยตรง” และสะท้อนหลักการว่าการเพิกถอนการสมรสในกรณีโมฆียะเป็นสิทธิส่วนตัวของคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบ มิใช่สิทธิทั่วไปของทายาทหรือบุคคลภายนอก

ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท

โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นหลานของเจ้ามรดก ฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้ามรดกตกเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าการสมรสดังกล่าวเกิดจากการข่มขู่ อันเป็นเหตุให้การสมรสเป็นโมฆียะตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ และยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า 

(1) คดีขาดอายุความตามมาตรา 1507 วรรคสอง หรือไม่ และ 

(2) โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่งหรือไม่

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยยืนเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลสำคัญว่า มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จำกัดสิทธิการฟ้องไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่การตีความคำว่า “เฉพาะแต่คู่สมรสที่…ถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนได้” ว่ามีผลตัดสิทธิบุคคลอื่น แม้จะมีส่วนได้เสียทางมรดกหรือไม่

หลักกฎหมายและการตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง

มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้

ถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” เป็นถ้อยคำจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง แสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายให้สิทธิการเพิกถอนเป็นสิทธิส่วนตัว ของคู่สมรสผู้เสียหาย มิใช่สิทธิทั่วไป  ของบุคคลภายนอก แม้บุคคลดังกล่าวจะได้รับผลกระทบทางทรัพย์สินหรือสถานะก็ตาม

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎีเรื่องการสมรสโมฆียะ ซึ่งแตกต่างจากการสมรสโมฆะ การสมรสโมฆียะยังคงมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอนโดยผู้มีสิทธิ และหากไม่มีผู้มีสิทธิใช้สิทธิดังกล่าว การสมรสย่อมดำรงผลทางกฎหมายต่อไป

ดังนั้น แม้โจทก์จะมีส่วนได้เสียในฐานะทายาท แต่เมื่อมิใช่ผู้ถูกข่มขู่ ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตผู้มีอำนาจฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าว

วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์บทบัญญัติ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติจำกัดสิทธิในการเพิกถอนการสมรสไว้เฉพาะ “คู่สมรสผู้ถูกข่มขู่” เท่านั้น การใช้ถ้อยคำว่า “เฉพาะแต่…เท่านั้น” มีลักษณะเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิบุคคลอื่นโดยตรง มิใช่เพียงบทกำหนดเงื่อนไขทั่วไป

การสมรสที่เป็นโมฆียะตามมาตรา 1507 และ 1508 แตกต่างจากการสมรสที่เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด กล่าวคือ การสมรสโมฆียะยังคงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนโดยผู้มีสิทธิ การเพิกถอนจึงเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” มิใช่สิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สิน

เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในประเด็นนี้มีนัยสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจสมรสของบุคคล การข่มขู่เป็นการบั่นทอนเจตนาเสรีของคู่สมรส ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเพิกถอนหรือไม่

ประการที่สอง เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิแทนโดยอาศัยเหตุผลด้านผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน เช่น กรณีทายาทไม่พอใจคู่สมรสใหม่ของเจ้ามรดกแล้วฟ้องเพิกถอนการสมรสย้อนหลัง

ประการที่สาม เพื่อสร้างความมั่นคงแห่งสถานภาพบุคคลและครอบครัว หากเปิดช่องให้บุคคลทั่วไปฟ้องเพิกถอน ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในสถานะคู่สมรสและสิทธิในมรดก

ในคดีนี้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงหลานของเจ้ามรดก แม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก แต่สิทธิในมรดกเป็นสิทธิในทรัพย์ มิใช่สิทธิส่วนบุคคลเกี่ยวกับเจตนาในการสมรส จึงไม่อาจแปลงสภาพเป็นอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดแจ้งว่า การที่โจทก์มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง แม้จะอ้างว่าการสมรสดังกล่าวกระทบต่อส่วนแบ่งมรดกก็ตาม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวที่ผ่านมาได้ยึดหลักสอดคล้องกันว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเป็นสิทธิส่วนตัวโดยแท้ ไม่อาจโอนหรือใช้แทนกันได้ เว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่จำเลยยื่นคำร้องให้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและอายุความ ศาลชั้นต้นเห็นว่าสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงงดสืบพยานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนหลักกระบวนพิจารณาว่า หากคดีขาดองค์ประกอบสำคัญเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องได้โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเนื้อหาแห่งสิทธิ

หลัก “อำนาจฟ้อง” เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินคดี หากผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องตามบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชิงลึกได้

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญใน 2 มิติ

มิติที่หนึ่ง ยืนยันว่าการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเพราะถูกข่มขู่เป็นสิทธิจำกัดเฉพาะตัว

มิติที่สอง ตอกย้ำว่าการมีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินมิได้เท่ากับการมีอำนาจฟ้องในเรื่องสถานภาพบุคคล

วิเคราะห์ผลกระทบทางมรดกและความสัมพันธ์กับมาตรา 1507

แม้มาตรา 1507 วรรคสองกำหนดเรื่องอายุความในการฟ้องเพิกถอนการสมรส แต่ในคดีนี้ ศาลมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาเรื่องอายุความอย่างลึกซึ้ง เพราะปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นประเด็นเบื้องต้นที่ตัดสินคดีได้

หลักการสำคัญคือ หากไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอื่นย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยต่อ

ในทางมรดก หากการสมรสยังมีผลสมบูรณ์ คู่สมรสย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย การเพิกถอนการสมรสย้อนหลังย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิรับมรดกโดยตรง แต่กฎหมายมิได้เปิดช่องให้ทายาทใช้การฟ้องเพิกถอนเป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิคู่สมรสใหม่

การจำกัดสิทธิฟ้องไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่จึงเป็นกลไกคุ้มครองความมั่นคงแห่งครอบครัวและลดข้อพิพาททางมรดกที่อาจเกิดจากแรงจูงใจด้านทรัพย์สิน

กล่าวโดยสรุปเชิงวิเคราะห์ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า

สิทธิในสถานภาพบุคคลเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในลักษณะเฉพาะ มิอาจตีความขยายโดยอาศัยผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด โดยเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส แม้จะอ้างว่ามีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ตาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าประเด็นอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นที่วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน และเมื่อโจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิตามบทบัญญัติกฎหมาย ย่อมไม่อาจดำเนินคดีต่อได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยชัดแจ้งว่ามาตรา 1508 วรรคหนึ่ง จำกัดสิทธิการเพิกถอนไว้เฉพาะคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น โจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่ผู้ถูกข่มขู่ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจฟ้องในคดีสถานภาพบุคคล” โดยยืนยันหลักการว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสโมฆียะเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยแท้ มิใช่สิทธิทั่วไปของผู้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สิน

การตีความมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง ต้องเคร่งครัดตามถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง ไม่อาจขยายความโดยอาศัยเหตุผลด้านความเป็นธรรมทางมรดก

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญ 3 ประการ

1. สิทธิในสถานภาพบุคคลแยกขาดจากสิทธิในทรัพย์สิน

2. อำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการพิจารณาคดี หากขาดอำนาจฟ้อง ศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริง

3. กฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองเสรีภาพและความมั่นคงแห่งสถานภาพสมรส มากกว่าการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิแทน

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากทายาทเห็นว่าการสมรสของเจ้ามรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องพิจารณาให้ชัดว่ากรณีนั้นเป็น “โมฆะโดยเด็ดขาด” หรือเป็นเพียง “โมฆียะ” เพราะผลทางกฎหมายและอำนาจฟ้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขต “อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรส” กรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการเพิกถอนการสมรสในกรณีดังกล่าวเป็นสิทธิส่วนตัวของคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เช่น ทายาท ก็ไม่มีอำนาจฟ้องแทนได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติจำกัดสิทธิการเพิกถอนการสมรสไว้เฉพาะคู่สมรสที่สำคัญผิด ถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้น โดยมีถ้อยคำ “เฉพาะแต่…เท่านั้น” อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสตามมาตรา 1508 วรรคหนึ่ง

เป็นประเด็นหลักของคดี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้สิทธิในการเพิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ เป็นสิทธิส่วนบุคคลของคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้น บุคคลอื่นแม้มีส่วนได้เสียทางทรัพย์สินก็ไม่อาจใช้สิทธินี้แทนได้

2. สิทธิทายาทกับสถานภาพการสมรสของเจ้ามรดก

แม้ทายาทจะได้รับผลกระทบจากการสมรสของเจ้ามรดกในแง่ส่วนแบ่งมรดก แต่สิทธิในทรัพย์มรดกมิใช่สิทธิในสถานภาพบุคคล การมีส่วนได้เสียในทรัพย์จึงไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสตามกฎหมายครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการสมรสของเจ้ามรดกได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วไม่ได้ หากเป็นกรณีการสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะถูกข่มขู่ สำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉล มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้นมีสิทธิฟ้องเพิกถอน ทายาทแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกก็ไม่ถือเป็นผู้มีอำนาจฟ้องในเรื่องสถานภาพสมรสดังกล่าว

2. การมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกทำให้มีอำนาจฟ้องหรือไม่

คำตอบ

ไม่ทำให้เกิดอำนาจฟ้องโดยอัตโนมัติ สิทธิในทรัพย์มรดกเป็นสิทธิทางทรัพย์สิน ส่วนการเพิกถอนการสมรสเป็นสิทธิในสถานภาพบุคคล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะผู้เสียหายโดยตรง การอ้างเหตุผลด้านผลกระทบทางมรดกจึงไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอำนาจฟ้อง

3. การสมรสโมฆียะกับการสมรสโมฆะแตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ

การสมรสโมฆะเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจยกขึ้นอ้างได้ ส่วนการสมรสโมฆียะยังมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอน และการเพิกถอนทำได้เฉพาะผู้มีสิทธิที่กฎหมายระบุไว้เท่านั้น ความแตกต่างนี้มีผลอย่างยิ่งต่ออำนาจฟ้องและสิทธิทายาท

4. หากคู่สมรสผู้ถูกข่มขู่เสียชีวิตแล้ว ใครสามารถฟ้องได้

คำตอบ

เมื่อสิทธิในการเพิกถอนเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะ การเสียชีวิตของผู้มีสิทธิอาจทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุด เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติให้สิทธิดังกล่าวตกทอดได้ ซึ่งในกรณีมาตรา 1508 มิได้เปิดช่องเช่นนั้น จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด

5. ศาลสามารถยกฟ้องโดยไม่สืบพยานได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้องสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ศาลย่อมมีอำนาจงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องได้ทันที เพราะอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพิจารณาคดี

6. หากพิสูจน์ได้ว่ามีการข่มขู่จริง แต่ผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ถูกข่มขู่ ศาลจะวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ

แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการข่มขู่ แต่หากผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิตามมาตรา 1508 ศาลย่อมต้องยกฟ้องเพราะขาดอำนาจฟ้อง การพิจารณาเนื้อหาการข่มขู่ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้

7. คดีนี้มีผลต่อแนวปฏิบัติด้านมรดกอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้ยืนยันว่าทายาทไม่สามารถใช้กระบวนการเพิกถอนการสมรสเป็นเครื่องมือเพื่อลดหรือขจัดสิทธิของคู่สมรสใหม่ในทรัพย์มรดกได้ เว้นแต่จะเข้าลักษณะสมรสโมฆะโดยเด็ดขาด จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวางแผนคดีมรดก

8. หลัก “อำนาจฟ้อง” สำคัญอย่างไรในคดีครอบครัว

คำตอบ

อำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขแรกที่ศาลต้องตรวจสอบ หากผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องตามบทบัญญัติกฎหมาย ศาลไม่อาจเข้าสู่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ หลักการนี้คุ้มครองความมั่นคงของสถานภาพบุคคล และป้องกันการฟ้องร้องโดยบุคคลที่มิใช่ผู้มีสิทธิโดยแท้

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3528/2553

ป.พ.พ. มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัว หรือถูกฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้ โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเพียงหลานของผู้ตายแม้จะมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่มิใช่ผู้ถูกข่มขู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่อ้างว่าเกิดจากการข่มขู่ของจำเลยได้

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายสำราญเจ้ามรดก ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2545 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1507 วรรคสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียม ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1508 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัวหรือถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้” คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดมิใช่ผู้ถูกข่มขู่จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้

 

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย