ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515

อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีบันทึกยินยอมหย่า, อายุความ 10 ปีฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนหย่า, แยกอายุความมาตรา 1529 ออกจากการฟ้องตามมาตรา 1515, หนังสือหย่าโดยความยินยอมต้องมีพยาน 2 คน, คู่สมรสบ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่า, ศาลพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่สมรสได้, การฟ้องตามป.วิ.พ. มาตรา 55 เพื่อบังคับนิติกรรม, ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตรในบันทึกหย่า, การตีความข้อความในบันทึกว่าเป็นหลักฐานการหย่า, วินิจฉัยนอกประเด็นตามป.วิ.พ. มาตรา 142

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “อายุความฟ้องหย่า” ในสถานการณ์ที่พบได้จริงในทางปฏิบัติ คือคู่สมรสทำบันทึกข้อตกลงยินยอมหย่ากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีพยานลงชื่อครบถ้วน และตกลงเรื่องทรัพย์สินรวมถึงบุตรไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาต้องไปจดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย กลับมีฝ่ายหนึ่งบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยง หรือไม่ยินยอมไปดำเนินการ ทำให้ “การหย่าโดยความยินยอม” ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ในความเป็นจริงจะเลิกรากันแล้วก็ตาม

แก่นสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่การตอบคำถาม 2 ชั้นพร้อมกัน ได้แก่ (ก) เมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียน ผู้เสียหายสามารถฟ้องให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาด และให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่ และ (ข) การฟ้องลักษณะนี้ต้องถูกจำกัดด้วยอายุความสั้นแบบ “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” ตามมาตรา 1529 (ซึ่งโดยแนวคิดเป็นอายุความเร่งรัดเพื่อความมั่นคงของครอบครัว) หรือเป็นการฟ้อง “บังคับให้เป็นไปตามการหย่าโดยยินยอมที่ทำไว้แล้ว” ซึ่งมีอายุความยาวกว่า คือภายใน 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า

คำวินิจฉัยในคดีนี้ช่วยวางเส้นแบ่งอย่างชัดเจนว่า “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” กับ “สิทธิฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” เป็นคนละฐานสิทธิ คนละวัตถุประสงค์ และคนละอายุความ และการยกข้ออ้างอายุความผิดฐาน อาจทำให้การต่อสู้คดีพลาดเป้าหมายได้โดยสิ้นเชิง

สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเกิดความขัดแย้งรุนแรง โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำให้ตนได้รับความอับอาย ถูกดูถูกเกลียดชัง และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ภายหลังทั้งสองฝ่ายได้ทำ “บันทึกข้อตกลง” ด้วยความยินยอมร่วมกัน มีสาระสำคัญเป็นการตกลงหย่า แบ่งทรัพย์สิน และกำหนดเรื่องการดูแลบุตร โดยมีพยานลงนาม 2 คนครบถ้วน

เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกดังกล่าว จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงไม่ไปดำเนินการ โจทก์จึงยื่นฟ้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า และหากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเพื่อให้การจดทะเบียนหย่าเกิดผล

คำให้การต่อสู้ของจำเลย

จำเลยโต้ว่าไม่ได้กระทำหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และยกข้อต่อสู้สำคัญว่า “สิทธิฟ้องหย่าขาด” ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 จึงขอให้ยกฟ้อง

ประเด็นข้อพิพาทที่สะท้อนแก่นของคำพิพากษา

(1) คดีนี้เป็นการฟ้องหย่าเพราะเหตุ (อาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516) หรือเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตาม “การหย่าโดยความยินยอม” (มาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515)

(2) ถ้าเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม อายุความต้องนับอย่างไร และมาตรา 1529 (อายุความสั้นของสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ) ใช้ตัดสิทธิได้หรือไม่

(3) ข้อความในบันทึกข้อตกลงมีผลเป็น “หลักฐานการหย่าโดยความยินยอม” ตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นเพียงข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน

(4) ศาลอุทธรณ์ยกบันทึกดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้หย่าขาด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ (เชื่อมกับข้อโต้แย้งเรื่อง ป.วิ.พ. มาตรา 142)

คำวินิจฉัยและการวิเคราะห์หลักกฎหมาย

1 หลักกฎหมายเรื่อง “หย่าโดยความยินยอม” ต้องจดทะเบียนจึงสมบูรณ์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักว่า การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ “จดทะเบียนหย่า” แล้ว (มาตรา 1515) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้คู่สมรสตกลงกันแน่นอนเพียงใด แต่ยังไม่ไปจดทะเบียน ผลทางกฎหมาย “ยังไม่ทำให้สถานภาพสมรสสิ้นสุด”

อย่างไรก็ดี กฎหมายเปิดช่องให้คู่สมรสทำ “หนังสือยินยอมหย่า” เป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อ (มาตรา 1514 วรรคสอง) เพื่อให้มีหลักฐานแน่นอนรองรับเจตนาหย่า และลดข้อพิพาทในภายหลัง

2 เมื่ออีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียน: ฟ้องให้ศาลพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้

ศาลฎีกาวางหลักว่า หากมีการหย่าโดยความยินยอมทำถูกแบบแล้ว แต่ฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า ทำให้การหย่ายังไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 1515 อีกฝ่ายย่อมมี “เหตุฟ้อง” เพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ และในคำขอท้ายฟ้องสามารถขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อใช้ในการจดทะเบียนได้ (สอดคล้องกับแนวคิดการฟ้องบังคับให้เป็นไปตามนิติกรรมที่คู่กรณีมีหน้าที่ต้องกระทำ)

แกนตรรกะของศาลคือ คดีลักษณะนี้มิใช่การ “ขอหย่าเพราะเหตุ” เป็นหลัก แต่เป็นการ “บังคับให้ทำให้การหย่าโดยยินยอมที่ทำไว้แล้วเกิดผลสมบูรณ์ตามแบบของกฎหมาย” เมื่ออีกฝ่ายขัดขืน

3 ทำไมศาลจึงไม่ถือว่า “วินิจฉัยนอกประเด็น”

จำเลยอ้างว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาบันทึกข้อตกลงแล้วพิพากษาให้หย่าขาด เป็นการนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

ศาลฎีกาเห็นว่า จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์บรรยายชัดว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงหย่า มีพยาน 2 คน และจำเลยไม่ไปจดทะเบียน โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับตามข้อตกลง และขอให้คำพิพากษาแทนเจตนา นั่นทำให้ “บันทึกข้อตกลงหย่า” เป็นหัวใจของคดีโดยตรงอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ยกเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม และพิพากษาให้หย่าขาด จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่นอกประเด็น

4 การตีความ “บันทึกข้อตกลง” ว่าเป็นหนังสือยินยอมหย่าหรือไม่

ข้อโต้แย้งสำคัญในทางข้อเท็จจริงคือ จำเลยพยายามลดทอนเอกสารว่าเป็นเพียงข้อตกลงทรัพย์สิน มิได้กล่าวถึงการหย่า

ศาลฎีกาตรวจถ้อยคำในบันทึกแล้วเห็นว่า แม้มีข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินและบุตร แต่ก็มีข้อความสื่อสารถึง “การหย่าร้าง” และระบุเจตนาว่าจะใช้เป็นหลักฐานสำคัญของการหย่าครั้งนี้ เมื่อประกอบกับมีพยานลงนาม 2 คน จึงครบองค์ประกอบเป็นหนังสือยินยอมหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1514 วรรคสอง

ประเด็นนี้สะท้อนแนวปฏิบัติสำคัญ: หากจะทำบันทึกยินยอมหย่า ควรมีถ้อยคำให้เห็นเจตนาหย่าโดยตรง ชัดเจน และให้พยานลงชื่อครบ เพื่อกันข้อโต้แย้งภายหลัง

5 หัวใจของคดี: แยก “อายุความมาตรา 1529” ออกจาก “อายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่า”

มาตรา 1529 เป็นบทอายุความที่ผูกกับ “สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุหย่า” ตามกลุ่มเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ (เช่น เหตุตามมาตรา 1516 บางข้อ และ/หรือกรณีตามมาตรา 1523 แล้วแต่กรอบที่กฎหมายบัญญัติ) ซึ่งมีลักษณะเป็นการตัดสิทธิอย่างรวดเร็วเพื่อความแน่นอนแห่งสถานภาพและลดความขัดแย้งยืดเยื้อ

แต่คดีนี้ ศาลฎีกามอง “ฐานสิทธิ” ที่แท้จริงจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์มุ่งบังคับให้จำเลยปฏิบัติตาม “บันทึกข้อตกลงการหย่า” ที่ทำถูกแบบไว้แล้ว กล่าวคือเป็นการฟ้องตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 เพื่อทำให้การหย่าโดยยินยอมสมบูรณ์ มิใช่การฟ้องหย่าโดยตั้งฐานหลักบนเหตุหย่าตามมาตรา 1516

ดังนั้น อายุความที่ใช้บังคับจึงเป็น “อายุความ 10 ปี” สำหรับการฟ้องร้องตามนิติสัมพันธ์/ข้อตกลงที่มีผลผูกพัน โดยให้นับตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงการหย่า เมื่อยังไม่เกินสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างมาตรา 1529 มาตัดสิทธิ จึงเป็นการยกอายุความผิดฐาน ไม่อาจหักล้างสิทธิของโจทก์ได้

6 อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง 

(ก) มาตรา 1514 วรรคสอง วาง “แบบ” ของหนังสือยินยอมหย่าให้เข้มงวด เพราะเป็นนิติกรรมเปลี่ยนสถานภาพบุคคล ต้องป้องกันการอ้างหย่าโดยปราศจากหลักฐานแน่นอน และต้องคุ้มครองฝ่ายที่อาจถูกกดดันให้ยอมโดยไม่มีพยาน

(ข) มาตรา 1515 กำหนดให้การหย่าโดยยินยอมต้องจดทะเบียน เพื่อให้รัฐรับรองการสิ้นสุดสถานภาพอย่างเป็นทางการ สร้างความแน่นอนต่อบุคคลภายนอก (ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิผู้เยาว์ สถานะครอบครัว) และป้องกันข้อพิพาทซ้อน

(ค) มาตรา 1529 เป็น “มาตรการเร่งรัด” สำหรับการฟ้องหย่าเพราะเหตุ เพื่อไม่ให้คู่สมรสถือเหตุเก่าเป็นอาวุธทำลายกันยาวนาน และเพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงในทางกฎหมาย

เมื่อเจตนารมณ์ต่างกัน การใช้มาตรา 1529 ไปตัดสิทธิการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม (ซึ่งเป็นคนละฐานสิทธิ) จึงขัดกับเหตุผลของระบบกฎหมายเอง ศาลฎีกาจึงวางหลักแยกชัด

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

แนววินิจฉัยที่สอดคล้องกันของศาลฎีกาในเรื่องนิติกรรมครอบครัว มักยืนยัน 3 หลักใหญ่

(1) นิติกรรมเปลี่ยนสถานภาพต้องทำตาม “แบบ” ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นไม่ก่อผล (เช่น การหย่าโดยยินยอมต้องมีหนังสือและพยาน และต้องจดทะเบียน)

(2) ศาลจะพิจารณา “เจตนาฟ้องที่แท้จริง” จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ไม่ยึดติดถ้อยคำอ้างเหตุหย่าที่ใส่มาประกอบ หากแก่นคือการบังคับตามข้อตกลง

(3) เรื่องอายุความต้องผูกกับ “ฐานสิทธิที่ถูกต้อง” หากยกอายุความผิดฐาน แม้จะเป็นบทอายุความที่เข้ม ก็ใช้ตัดสิทธิไม่ได้

คดีนี้จึงมีคุณค่าทางบรรทัดฐานในการวางเส้นแบ่งทางเทคนิคคดีครอบครัวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับทนายความที่ต้องวางรูปคดีและต่อสู้เรื่องอายุความให้ตรงฐาน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่ายังไม่พอฟังหรือไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลบังคับให้หย่าขาดตามที่โจทก์ขอ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับ ให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยยึดบันทึกข้อตกลงที่ทำไว้ว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอมและบังคับให้เกิดผลได้

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอมที่ทำถูกแบบ มิใช่สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1529 จึงใช้อายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึก และยังไม่ขาดอายุความ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

(1) การต่อสู้คดีครอบครัวต้องแยก “ฐานสิทธิ” ให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก เพราะฐานสิทธิเป็นตัวกำหนดทั้งองค์ประกอบข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ คำขอท้ายฟ้องที่ต้องวาง และบทอายุความที่ใช้บังคับ หากยกมาตราอายุความมาผิดฐาน แม้เป็นบทอายุความที่มีผลตัดสิทธิอย่างรุนแรง ก็ไม่อาจหักล้างสิทธิอีกฝ่ายได้

(2) เมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบตามมาตรา 1514 วรรคสองแล้ว แต่การหย่ายังไม่สมบูรณ์เพราะไม่จดทะเบียนตามมาตรา 1515 คู่สมรสผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายไปจดทะเบียน และขอให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาได้ โดยศาลจะพิจารณาเจตนาฟ้องจากสาระในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นสำคัญ

(3) มาตรา 1529 มีสภาพเป็นบทอายุความเร่งรัดสำหรับ “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” เพื่อสร้างความแน่นอนแก่สถานภาพและป้องกันการนำเหตุเก่ามาใช้ทำลายกันยืดเยื้อ แต่ไม่อาจขยายผลไปตัดสิทธิฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม ซึ่งเป็นคนละกรณี คนละวัตถุประสงค์ และควรอยู่ภายใต้กรอบอายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า

(4) ในทางร่างเอกสาร การทำบันทึกยินยอมหย่าควรมีข้อความแสดงเจตนาหย่าให้ชัด มีพยานสองคนลงชื่อครบ และควรกำหนดขั้นตอนการไปจดทะเบียน รวมถึงกำหนดวันนัดหมายและผลหากฝ่ายใดไม่ไป เพื่อปิดช่องโต้แย้งว่าเป็นเพียงข้อตกลงทรัพย์สิน มิใช่ข้อตกลงหย่า

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็น “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ซึ่งอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1529 หรือเป็น “การฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” ตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามข้อตกลงที่ทำไว้แล้ว มิใช่การฟ้องหย่าเพราะเหตุ จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความมาตรา 1529

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515

แก่นของคดีอยู่ที่หลักว่า การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานอย่างน้อย 2 คน และจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนหย่าแล้ว หากมีหนังสือยินยอมหย่าถูกต้องตามแบบ แต่ฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียน อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาด และให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้

2. ป.พ.พ. มาตรา 1529

เป็นบทอายุความสำหรับสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 หรือกรณีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าใช้กับคนละกรณีกับการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ เพราะต้องใช้อายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า ไม่ใช่อายุความสั้นตามมาตรา 1529

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. หากทำ “บันทึกยินยอมหย่า” มีพยาน 2 คนครบ แต่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียนหย่า ฟ้องศาลได้หรือไม่

คำตอบ

ฟ้องได้ โดยต้องวางรูปคดีให้ชัดว่าเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามการหย่าโดยความยินยอม มิใช่ฟ้องหย่าเพราะเหตุเป็นหลัก โจทก์ควรบรรยายข้อเท็จจริงว่าได้ทำหนังสือยินยอมหย่าตามแบบ มีพยานสองคน และได้ทวงถามให้อีกฝ่ายไปจดทะเบียนแล้วแต่ถูกบ่ายเบี่ยง พร้อมขอท้ายฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้ไปจดทะเบียน และหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เพื่อให้การหย่าเกิดผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้ดำเนินการทางทะเบียนได้จริง

2. อายุความที่ใช้กับคดี “บังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” นับอย่างไร และต่างจากมาตรา 1529 อย่างไร

คำตอบ

ต้องแยกฐานสิทธิให้ตรงก่อน หากเป็นสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ (อาศัยเหตุหย่าตามบทที่กฎหมายกำหนด) จึงค่อยพิจารณาอายุความเร่งรัดตามมาตรา 1529 แต่ถ้าคดีมีแก่นเป็นการบังคับให้อีกฝ่ายทำให้ “การหย่าโดยยินยอม” ที่ทำถูกแบบแล้วเกิดผลสมบูรณ์ด้วยการจดทะเบียน กรณีนี้เป็นคนละกรณีกับมาตรา 1529 และให้ใช้อายุความ 10 ปี โดยนับจากวันที่ทำบันทึก/หนังสือยินยอมหย่าเป็นหลัก เพราะเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การนำเหตุหย่ามาฟ้องใหม่

3. จำเลยยกข้อต่อสู้ว่า “ขาดอายุความตามมาตรา 1529” ศาลจะรับฟังเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาว่าคดีอยู่บนฐานสิทธิใด หากจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเห็นชัดว่าโจทก์มุ่งบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบแล้ว ข้อต่อสู้เรื่องมาตรา 1529 อาจเป็นการยกอายุความผิดฐาน ศาลจึงไม่ใช้มาตรา 1529 มาตัดสิทธิ แต่จะหันไปพิจารณาอายุความที่ถูกต้องของการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าแทน ดังนั้นผู้ทำคดีต้องระวังอย่างยิ่ง ทั้งฝ่ายโจทก์ในการวางรูปฟ้อง และฝ่ายจำเลยในการยกข้อต่อสู้ให้ตรงประเด็น

4. บันทึกที่มีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและบุตร จะถือเป็น “หนังสือยินยอมหย่า” ได้หรือไม่

คำตอบ

ถือได้ หากมีสาระหรือถ้อยคำที่แสดงเจตนาหย่าอย่างชัดเจน และทำถูกแบบตามกฎหมายคือเป็นหนังสือและมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อครบถ้วน ประเด็นสำคัญคือศาลจะดู “เนื้อความรวมทั้งฉบับ” ว่ามีข้อความสื่อถึงการหย่าร้างและเจตนาทำไว้เป็นหลักฐานการหย่าหรือไม่ ไม่ใช่ดูเฉพาะหัวข้อหรือส่วนทรัพย์สินเท่านั้น หากเอกสารมีข้อความพอให้ตีความว่าคู่สมรสตกลงจะหย่ากันจริง เอกสารนั้นย่อมถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม และใช้เป็นฐานฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าได้

5. หากในคำฟ้องมีการบรรยายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ควบคู่ไปด้วย จะทำให้คดีถูกนับอายุความตามมาตรา 1529 หรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ศาลมักพิจารณา “เจตนาฟ้องที่แท้จริง” จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก หากเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ถูกบรรยายมาเพื่ออธิบายภูมิหลังว่าทำไมคู่สมรสจึงทำบันทึกยินยอมหย่ากัน แต่คำขอท้ายฟ้องมุ่งให้บังคับตามหนังสือยินยอมและให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กรณีนี้ศาลอาจถือว่าเป็นคดีบังคับให้จดทะเบียนหย่า ไม่ใช่คดีหย่าเพราะเหตุเป็นหลัก และจึงไม่ดึงมาตรา 1529 มาใช้ตัดสิทธิ อย่างไรก็ดี เพื่อความรัดกุม ควรเขียนคำฟ้องให้ชัดว่า “ฐานหลัก” คือการบังคับตามหนังสือยินยอม

6. “คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา” ใช้ในทางปฏิบัติอย่างไรเมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า

คำตอบ

เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าขาดตามหนังสือยินยอม และระบุผลให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาของคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนได้ โจทก์สามารถนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปใช้ประกอบการจดทะเบียนหย่าได้ตามระบบงานทะเบียน โดยหลักคือทำให้ “การขัดขืน” ของอีกฝ่ายไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำให้นิติกรรมครอบครัวสมบูรณ์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังช่วยปิดปัญหาการค้างสถานภาพสมรสที่กระทบสิทธิทรัพย์สิน การสมรสใหม่ และความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับบุคคลภายนอก

7. คดีลักษณะนี้จำเป็นต้องพิสูจน์ “เหตุหย่าร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 ให้ได้หรือไม่

คำตอบ

หากวางรูปคดีเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอมที่ทำถูกแบบแล้ว ประเด็นชี้ขาดมักอยู่ที่ “ความมีผลของหนังสือยินยอม” และ “การขัดขืนไม่ไปจดทะเบียน” มากกว่าการพิสูจน์เหตุหย่าร้ายแรง เพราะแก่นคือการทำให้การหย่าโดยยินยอมสมบูรณ์ตามมาตรา 1515 อย่างไรก็ดี หากจำเลยโต้แย้งว่าเอกสารไม่ใช่หนังสือยินยอมหย่า หรือเอกสารถูกทำโดยไม่สมัครใจ ถูกหลอกลวง ข่มขู่ หรือมีเหตุให้เพิกถอน/บอกล้าง ก็จะกลับไปเป็นศึกข้อเท็จจริงหนักขึ้น ดังนั้นการเตรียมพยานหลักฐานเรื่องการทำเอกสารและเจตนาร่วมจึงสำคัญมาก

8. ถ้าทำบันทึกยินยอมหย่ามานานแล้ว ควรตรวจอะไรเป็นพิเศษก่อนฟ้อง เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องอายุความและประเด็นเทคนิค

คำตอบ

ควรตรวจ 4 เรื่องเป็นอย่างน้อย (1) วันที่ทำบันทึกยินยอมหย่าเพื่อคำนวณ “10 ปี” ให้ชัด และเตรียมอธิบายการเริ่มนับอายุความจากวันทำข้อตกลง (2) รูปแบบเอกสารว่ามีลายมือชื่อคู่สมรสทั้งสอง มีพยานอย่างน้อย 2 คนลงชื่อครบ และมีข้อความสื่อเจตนาหย่าอย่างชัด ไม่คลุมเครือ (3) พฤติการณ์การบ่ายเบี่ยงไม่ไปจดทะเบียน เช่น หนังสือทวงถาม การนัดหมาย หลักฐานการติดต่อ เพื่อยืนยันเหตุจำเป็นที่ต้องฟ้อง (4) วางคำขอท้ายฟ้องให้ตรง คือขอให้บังคับไปจดทะเบียนหย่า และหากไม่ไปให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เมื่อทำครบ คดีจะชัดว่าเป็น “ฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่า” ไม่ใช่ “ฟ้องหย่าเพราะเหตุ” อันเสี่ยงถูกดึงไปถกอายุความคนละมาตรา

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1820/2537

การฟ้องหย่า นอกจากมีเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 ดังนั้นถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมยังไม่สมบูรณ์ อีกฝ่ายหนึ่งจึงฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน ต่อหน้าพยาน 2 คน โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยงและคำขอท้ายฟ้องระบุว่าขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยมาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ข้อความในบันทึกข้อตกลงการหย่า นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อมีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง แล้ว สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3)หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่า

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบ จำเลยกระทำให้โจทก์อับอายขายหน้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ต่อมาทั้งสองทำบันทึกยินยอมหย่าและแบ่งทรัพย์สินต่อหน้าพยาน 2 คน แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่า โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียน และหากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การปฏิเสธ และอ้างว่าคดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้หย่าขาด จำเลยฎีกาโดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นและยังขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การฟ้องหย่ามักอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 แต่กรณีนี้เป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม เพราะการหย่าโดยยินยอมยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะจดทะเบียนตามมาตรา 1515 เมื่อบันทึกข้อตกลงมีข้อความแสดงเจตนาหย่าและมีพยาน 2 คน จึงเป็นข้อตกลงหย่าโดยยินยอมตามมาตรา 1514 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ยกเอกสารดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงไม่เป็นนอกประเด็น

ส่วนอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่าอายุความตามมาตรา 1529 ใช้กับสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 หรือมาตรา 1523 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึก เมื่อโจทก์ฟ้องไม่เกินกำหนดและไม่ปรากฏว่าบันทึกถูกยกเลิกหรือไม่มีผลบังคับ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับได้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย  จำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ถูกดูถูกและเกลียดชังการกระทำของจำเลยถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงโจทก์  จำเลยได้ทำบันทึกยินยอมหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนหย่า ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์ สิทธิฟ้องร้องเพราะเหตุหย่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า (1) โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ และ (2) สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วหรือไม่ ดังนี้เหตุฟ้องหย่าตามประเด็นข้อ (1) จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2)(ก)(ข) หรือ (ค)และ (6) ส่วนตามประเด็นข้อ (2) เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาเฉพาะหนังสือมอบทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นการพิจารณานอกประเด็นข้อพิพาทและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่าตามประเด็นข้อ (1) ศาลชั้นต้นมิได้ระบุเจาะจงไว้ว่า เหตุฟ้องหย่าดังกล่าวคือเหตุตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 การฟ้องคดีเพื่อหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา นอกจากกรณีที่ต้องมีเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1515 ที่บัญญัติว่าการหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนหย่านั้นแล้ว ฉะนั้น ถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมดังกล่าวย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 อีกฝ่ายหนึ่งจึงมีเหตุฟ้อง เพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าพยาน 2 คนเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยง ไม่มีทางใดที่จะบังคับจำเลยได้จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ทั้งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังจำเลยกล่าวอ้าง

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีของจำเลย และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ทั้งไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจอ้างมาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ และสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า เมื่อประมวลความประสงค์ของโจทก์ที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับตามบันทึกข้อตกลงการหย่าที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันตามเอกสารหมาย จ.2 ส่วนข้อที่โจทก์บรรยายเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 มาด้วย เป็นเพียงส่วนประกอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุตามมาตรา 1516 แล้ว โจทก์จำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งในการนำสืบของจำเลยจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แต่อ้างว่าเป็นการตกลงเฉพาะเรื่องทรัพย์สินมิได้กล่าวถึงการหย่า ดังนั้น จึงต้องวิเคราะห์ว่าเอกสารหมาย จ.2มีผลเป็นการตกลงเกี่ยวกับการหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจข้อความในเอกสารหมาย จ.2 แล้ว นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อบันทึกข้อตกลงในการหย่ากันระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง และที่จำเลยโต้แย้งในฎีกาว่า สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่าเมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกินสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ ประกอบกับจำเลยมิได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับและไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่ากรณีตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ดังนั้นบันทึกข้อตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2จึงมีผลตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่
สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่