
| อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “อายุความฟ้องหย่า” ในสถานการณ์ที่พบได้จริงในทางปฏิบัติ คือคู่สมรสทำบันทึกข้อตกลงยินยอมหย่ากันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีพยานลงชื่อครบถ้วน และตกลงเรื่องทรัพย์สินรวมถึงบุตรไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาต้องไปจดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย กลับมีฝ่ายหนึ่งบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยง หรือไม่ยินยอมไปดำเนินการ ทำให้ “การหย่าโดยความยินยอม” ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ในความเป็นจริงจะเลิกรากันแล้วก็ตาม แก่นสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่การตอบคำถาม 2 ชั้นพร้อมกัน ได้แก่ (ก) เมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียน ผู้เสียหายสามารถฟ้องให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาด และให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่ และ (ข) การฟ้องลักษณะนี้ต้องถูกจำกัดด้วยอายุความสั้นแบบ “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” ตามมาตรา 1529 (ซึ่งโดยแนวคิดเป็นอายุความเร่งรัดเพื่อความมั่นคงของครอบครัว) หรือเป็นการฟ้อง “บังคับให้เป็นไปตามการหย่าโดยยินยอมที่ทำไว้แล้ว” ซึ่งมีอายุความยาวกว่า คือภายใน 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า คำวินิจฉัยในคดีนี้ช่วยวางเส้นแบ่งอย่างชัดเจนว่า “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” กับ “สิทธิฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” เป็นคนละฐานสิทธิ คนละวัตถุประสงค์ และคนละอายุความ และการยกข้ออ้างอายุความผิดฐาน อาจทำให้การต่อสู้คดีพลาดเป้าหมายได้โดยสิ้นเชิง สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเกิดความขัดแย้งรุนแรง โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำให้ตนได้รับความอับอาย ถูกดูถูกเกลียดชัง และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ภายหลังทั้งสองฝ่ายได้ทำ “บันทึกข้อตกลง” ด้วยความยินยอมร่วมกัน มีสาระสำคัญเป็นการตกลงหย่า แบ่งทรัพย์สิน และกำหนดเรื่องการดูแลบุตร โดยมีพยานลงนาม 2 คนครบถ้วน เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกดังกล่าว จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงไม่ไปดำเนินการ โจทก์จึงยื่นฟ้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า และหากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเพื่อให้การจดทะเบียนหย่าเกิดผล คำให้การต่อสู้ของจำเลย จำเลยโต้ว่าไม่ได้กระทำหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และยกข้อต่อสู้สำคัญว่า “สิทธิฟ้องหย่าขาด” ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 จึงขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทที่สะท้อนแก่นของคำพิพากษา (1) คดีนี้เป็นการฟ้องหย่าเพราะเหตุ (อาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516) หรือเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตาม “การหย่าโดยความยินยอม” (มาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515) (2) ถ้าเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม อายุความต้องนับอย่างไร และมาตรา 1529 (อายุความสั้นของสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ) ใช้ตัดสิทธิได้หรือไม่ (3) ข้อความในบันทึกข้อตกลงมีผลเป็น “หลักฐานการหย่าโดยความยินยอม” ตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นเพียงข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน (4) ศาลอุทธรณ์ยกบันทึกดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้หย่าขาด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ (เชื่อมกับข้อโต้แย้งเรื่อง ป.วิ.พ. มาตรา 142) คำวินิจฉัยและการวิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 หลักกฎหมายเรื่อง “หย่าโดยความยินยอม” ต้องจดทะเบียนจึงสมบูรณ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักว่า การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ “จดทะเบียนหย่า” แล้ว (มาตรา 1515) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้คู่สมรสตกลงกันแน่นอนเพียงใด แต่ยังไม่ไปจดทะเบียน ผลทางกฎหมาย “ยังไม่ทำให้สถานภาพสมรสสิ้นสุด” อย่างไรก็ดี กฎหมายเปิดช่องให้คู่สมรสทำ “หนังสือยินยอมหย่า” เป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อ (มาตรา 1514 วรรคสอง) เพื่อให้มีหลักฐานแน่นอนรองรับเจตนาหย่า และลดข้อพิพาทในภายหลัง 2 เมื่ออีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียน: ฟ้องให้ศาลพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ศาลฎีกาวางหลักว่า หากมีการหย่าโดยความยินยอมทำถูกแบบแล้ว แต่ฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า ทำให้การหย่ายังไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 1515 อีกฝ่ายย่อมมี “เหตุฟ้อง” เพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ และในคำขอท้ายฟ้องสามารถขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อใช้ในการจดทะเบียนได้ (สอดคล้องกับแนวคิดการฟ้องบังคับให้เป็นไปตามนิติกรรมที่คู่กรณีมีหน้าที่ต้องกระทำ) แกนตรรกะของศาลคือ คดีลักษณะนี้มิใช่การ “ขอหย่าเพราะเหตุ” เป็นหลัก แต่เป็นการ “บังคับให้ทำให้การหย่าโดยยินยอมที่ทำไว้แล้วเกิดผลสมบูรณ์ตามแบบของกฎหมาย” เมื่ออีกฝ่ายขัดขืน 3 ทำไมศาลจึงไม่ถือว่า “วินิจฉัยนอกประเด็น” จำเลยอ้างว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาบันทึกข้อตกลงแล้วพิพากษาให้หย่าขาด เป็นการนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลฎีกาเห็นว่า จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์บรรยายชัดว่าได้ทำบันทึกข้อตกลงหย่า มีพยาน 2 คน และจำเลยไม่ไปจดทะเบียน โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับตามข้อตกลง และขอให้คำพิพากษาแทนเจตนา นั่นทำให้ “บันทึกข้อตกลงหย่า” เป็นหัวใจของคดีโดยตรงอยู่แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ยกเอกสารดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม และพิพากษาให้หย่าขาด จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่นอกประเด็น 4 การตีความ “บันทึกข้อตกลง” ว่าเป็นหนังสือยินยอมหย่าหรือไม่ ข้อโต้แย้งสำคัญในทางข้อเท็จจริงคือ จำเลยพยายามลดทอนเอกสารว่าเป็นเพียงข้อตกลงทรัพย์สิน มิได้กล่าวถึงการหย่า ศาลฎีกาตรวจถ้อยคำในบันทึกแล้วเห็นว่า แม้มีข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินและบุตร แต่ก็มีข้อความสื่อสารถึง “การหย่าร้าง” และระบุเจตนาว่าจะใช้เป็นหลักฐานสำคัญของการหย่าครั้งนี้ เมื่อประกอบกับมีพยานลงนาม 2 คน จึงครบองค์ประกอบเป็นหนังสือยินยอมหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1514 วรรคสอง ประเด็นนี้สะท้อนแนวปฏิบัติสำคัญ: หากจะทำบันทึกยินยอมหย่า ควรมีถ้อยคำให้เห็นเจตนาหย่าโดยตรง ชัดเจน และให้พยานลงชื่อครบ เพื่อกันข้อโต้แย้งภายหลัง 5 หัวใจของคดี: แยก “อายุความมาตรา 1529” ออกจาก “อายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่า” มาตรา 1529 เป็นบทอายุความที่ผูกกับ “สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุหย่า” ตามกลุ่มเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ (เช่น เหตุตามมาตรา 1516 บางข้อ และ/หรือกรณีตามมาตรา 1523 แล้วแต่กรอบที่กฎหมายบัญญัติ) ซึ่งมีลักษณะเป็นการตัดสิทธิอย่างรวดเร็วเพื่อความแน่นอนแห่งสถานภาพและลดความขัดแย้งยืดเยื้อ แต่คดีนี้ ศาลฎีกามอง “ฐานสิทธิ” ที่แท้จริงจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์มุ่งบังคับให้จำเลยปฏิบัติตาม “บันทึกข้อตกลงการหย่า” ที่ทำถูกแบบไว้แล้ว กล่าวคือเป็นการฟ้องตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 เพื่อทำให้การหย่าโดยยินยอมสมบูรณ์ มิใช่การฟ้องหย่าโดยตั้งฐานหลักบนเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ดังนั้น อายุความที่ใช้บังคับจึงเป็น “อายุความ 10 ปี” สำหรับการฟ้องร้องตามนิติสัมพันธ์/ข้อตกลงที่มีผลผูกพัน โดยให้นับตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงการหย่า เมื่อยังไม่เกินสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างมาตรา 1529 มาตัดสิทธิ จึงเป็นการยกอายุความผิดฐาน ไม่อาจหักล้างสิทธิของโจทก์ได้ 6 อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง (ก) มาตรา 1514 วรรคสอง วาง “แบบ” ของหนังสือยินยอมหย่าให้เข้มงวด เพราะเป็นนิติกรรมเปลี่ยนสถานภาพบุคคล ต้องป้องกันการอ้างหย่าโดยปราศจากหลักฐานแน่นอน และต้องคุ้มครองฝ่ายที่อาจถูกกดดันให้ยอมโดยไม่มีพยาน (ข) มาตรา 1515 กำหนดให้การหย่าโดยยินยอมต้องจดทะเบียน เพื่อให้รัฐรับรองการสิ้นสุดสถานภาพอย่างเป็นทางการ สร้างความแน่นอนต่อบุคคลภายนอก (ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิผู้เยาว์ สถานะครอบครัว) และป้องกันข้อพิพาทซ้อน (ค) มาตรา 1529 เป็น “มาตรการเร่งรัด” สำหรับการฟ้องหย่าเพราะเหตุ เพื่อไม่ให้คู่สมรสถือเหตุเก่าเป็นอาวุธทำลายกันยาวนาน และเพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงในทางกฎหมาย เมื่อเจตนารมณ์ต่างกัน การใช้มาตรา 1529 ไปตัดสิทธิการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม (ซึ่งเป็นคนละฐานสิทธิ) จึงขัดกับเหตุผลของระบบกฎหมายเอง ศาลฎีกาจึงวางหลักแยกชัด แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยที่สอดคล้องกันของศาลฎีกาในเรื่องนิติกรรมครอบครัว มักยืนยัน 3 หลักใหญ่ (1) นิติกรรมเปลี่ยนสถานภาพต้องทำตาม “แบบ” ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นไม่ก่อผล (เช่น การหย่าโดยยินยอมต้องมีหนังสือและพยาน และต้องจดทะเบียน) (2) ศาลจะพิจารณา “เจตนาฟ้องที่แท้จริง” จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ไม่ยึดติดถ้อยคำอ้างเหตุหย่าที่ใส่มาประกอบ หากแก่นคือการบังคับตามข้อตกลง (3) เรื่องอายุความต้องผูกกับ “ฐานสิทธิที่ถูกต้อง” หากยกอายุความผิดฐาน แม้จะเป็นบทอายุความที่เข้ม ก็ใช้ตัดสิทธิไม่ได้ คดีนี้จึงมีคุณค่าทางบรรทัดฐานในการวางเส้นแบ่งทางเทคนิคคดีครอบครัวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับทนายความที่ต้องวางรูปคดีและต่อสู้เรื่องอายุความให้ตรงฐาน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่ายังไม่พอฟังหรือไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลบังคับให้หย่าขาดตามที่โจทก์ขอ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยยึดบันทึกข้อตกลงที่ทำไว้ว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอมและบังคับให้เกิดผลได้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอมที่ทำถูกแบบ มิใช่สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1529 จึงใช้อายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึก และยังไม่ขาดอายุความ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย (1) การต่อสู้คดีครอบครัวต้องแยก “ฐานสิทธิ” ให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก เพราะฐานสิทธิเป็นตัวกำหนดทั้งองค์ประกอบข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ คำขอท้ายฟ้องที่ต้องวาง และบทอายุความที่ใช้บังคับ หากยกมาตราอายุความมาผิดฐาน แม้เป็นบทอายุความที่มีผลตัดสิทธิอย่างรุนแรง ก็ไม่อาจหักล้างสิทธิอีกฝ่ายได้ (2) เมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบตามมาตรา 1514 วรรคสองแล้ว แต่การหย่ายังไม่สมบูรณ์เพราะไม่จดทะเบียนตามมาตรา 1515 คู่สมรสผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายไปจดทะเบียน และขอให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาได้ โดยศาลจะพิจารณาเจตนาฟ้องจากสาระในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นสำคัญ (3) มาตรา 1529 มีสภาพเป็นบทอายุความเร่งรัดสำหรับ “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” เพื่อสร้างความแน่นอนแก่สถานภาพและป้องกันการนำเหตุเก่ามาใช้ทำลายกันยืดเยื้อ แต่ไม่อาจขยายผลไปตัดสิทธิฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม ซึ่งเป็นคนละกรณี คนละวัตถุประสงค์ และควรอยู่ภายใต้กรอบอายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า (4) ในทางร่างเอกสาร การทำบันทึกยินยอมหย่าควรมีข้อความแสดงเจตนาหย่าให้ชัด มีพยานสองคนลงชื่อครบ และควรกำหนดขั้นตอนการไปจดทะเบียน รวมถึงกำหนดวันนัดหมายและผลหากฝ่ายใดไม่ไป เพื่อปิดช่องโต้แย้งว่าเป็นเพียงข้อตกลงทรัพย์สิน มิใช่ข้อตกลงหย่า ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็น “สิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ซึ่งอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1529 หรือเป็น “การฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” ตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามข้อตกลงที่ทำไว้แล้ว มิใช่การฟ้องหย่าเพราะเหตุ จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความมาตรา 1529 มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 แก่นของคดีอยู่ที่หลักว่า การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานอย่างน้อย 2 คน และจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนหย่าแล้ว หากมีหนังสือยินยอมหย่าถูกต้องตามแบบ แต่ฝ่ายหนึ่งไม่ไปจดทะเบียน อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาด และให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ 2. ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นบทอายุความสำหรับสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 หรือกรณีที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าใช้กับคนละกรณีกับการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ เพราะต้องใช้อายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงหย่า ไม่ใช่อายุความสั้นตามมาตรา 1529 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. หากทำ “บันทึกยินยอมหย่า” มีพยาน 2 คนครบ แต่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ไปจดทะเบียนหย่า ฟ้องศาลได้หรือไม่ คำตอบ ฟ้องได้ โดยต้องวางรูปคดีให้ชัดว่าเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามการหย่าโดยความยินยอม มิใช่ฟ้องหย่าเพราะเหตุเป็นหลัก โจทก์ควรบรรยายข้อเท็จจริงว่าได้ทำหนังสือยินยอมหย่าตามแบบ มีพยานสองคน และได้ทวงถามให้อีกฝ่ายไปจดทะเบียนแล้วแต่ถูกบ่ายเบี่ยง พร้อมขอท้ายฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้ไปจดทะเบียน และหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เพื่อให้การหย่าเกิดผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้ดำเนินการทางทะเบียนได้จริง 2. อายุความที่ใช้กับคดี “บังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม” นับอย่างไร และต่างจากมาตรา 1529 อย่างไร คำตอบ ต้องแยกฐานสิทธิให้ตรงก่อน หากเป็นสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุ (อาศัยเหตุหย่าตามบทที่กฎหมายกำหนด) จึงค่อยพิจารณาอายุความเร่งรัดตามมาตรา 1529 แต่ถ้าคดีมีแก่นเป็นการบังคับให้อีกฝ่ายทำให้ “การหย่าโดยยินยอม” ที่ทำถูกแบบแล้วเกิดผลสมบูรณ์ด้วยการจดทะเบียน กรณีนี้เป็นคนละกรณีกับมาตรา 1529 และให้ใช้อายุความ 10 ปี โดยนับจากวันที่ทำบันทึก/หนังสือยินยอมหย่าเป็นหลัก เพราะเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การนำเหตุหย่ามาฟ้องใหม่ 3. จำเลยยกข้อต่อสู้ว่า “ขาดอายุความตามมาตรา 1529” ศาลจะรับฟังเสมอไปหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาว่าคดีอยู่บนฐานสิทธิใด หากจากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเห็นชัดว่าโจทก์มุ่งบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามหนังสือยินยอมหย่าที่ทำถูกแบบแล้ว ข้อต่อสู้เรื่องมาตรา 1529 อาจเป็นการยกอายุความผิดฐาน ศาลจึงไม่ใช้มาตรา 1529 มาตัดสิทธิ แต่จะหันไปพิจารณาอายุความที่ถูกต้องของการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าแทน ดังนั้นผู้ทำคดีต้องระวังอย่างยิ่ง ทั้งฝ่ายโจทก์ในการวางรูปฟ้อง และฝ่ายจำเลยในการยกข้อต่อสู้ให้ตรงประเด็น 4. บันทึกที่มีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและบุตร จะถือเป็น “หนังสือยินยอมหย่า” ได้หรือไม่ คำตอบ ถือได้ หากมีสาระหรือถ้อยคำที่แสดงเจตนาหย่าอย่างชัดเจน และทำถูกแบบตามกฎหมายคือเป็นหนังสือและมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อครบถ้วน ประเด็นสำคัญคือศาลจะดู “เนื้อความรวมทั้งฉบับ” ว่ามีข้อความสื่อถึงการหย่าร้างและเจตนาทำไว้เป็นหลักฐานการหย่าหรือไม่ ไม่ใช่ดูเฉพาะหัวข้อหรือส่วนทรัพย์สินเท่านั้น หากเอกสารมีข้อความพอให้ตีความว่าคู่สมรสตกลงจะหย่ากันจริง เอกสารนั้นย่อมถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม และใช้เป็นฐานฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าได้ 5. หากในคำฟ้องมีการบรรยายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ควบคู่ไปด้วย จะทำให้คดีถูกนับอายุความตามมาตรา 1529 หรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ศาลมักพิจารณา “เจตนาฟ้องที่แท้จริง” จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก หากเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ถูกบรรยายมาเพื่ออธิบายภูมิหลังว่าทำไมคู่สมรสจึงทำบันทึกยินยอมหย่ากัน แต่คำขอท้ายฟ้องมุ่งให้บังคับตามหนังสือยินยอมและให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กรณีนี้ศาลอาจถือว่าเป็นคดีบังคับให้จดทะเบียนหย่า ไม่ใช่คดีหย่าเพราะเหตุเป็นหลัก และจึงไม่ดึงมาตรา 1529 มาใช้ตัดสิทธิ อย่างไรก็ดี เพื่อความรัดกุม ควรเขียนคำฟ้องให้ชัดว่า “ฐานหลัก” คือการบังคับตามหนังสือยินยอม 6. “คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา” ใช้ในทางปฏิบัติอย่างไรเมื่อจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า คำตอบ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าขาดตามหนังสือยินยอม และระบุผลให้คำพิพากษาใช้แทนการแสดงเจตนาของคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ยอมไปจดทะเบียนได้ โจทก์สามารถนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปใช้ประกอบการจดทะเบียนหย่าได้ตามระบบงานทะเบียน โดยหลักคือทำให้ “การขัดขืน” ของอีกฝ่ายไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำให้นิติกรรมครอบครัวสมบูรณ์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังช่วยปิดปัญหาการค้างสถานภาพสมรสที่กระทบสิทธิทรัพย์สิน การสมรสใหม่ และความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับบุคคลภายนอก 7. คดีลักษณะนี้จำเป็นต้องพิสูจน์ “เหตุหย่าร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 ให้ได้หรือไม่ คำตอบ หากวางรูปคดีเป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอมที่ทำถูกแบบแล้ว ประเด็นชี้ขาดมักอยู่ที่ “ความมีผลของหนังสือยินยอม” และ “การขัดขืนไม่ไปจดทะเบียน” มากกว่าการพิสูจน์เหตุหย่าร้ายแรง เพราะแก่นคือการทำให้การหย่าโดยยินยอมสมบูรณ์ตามมาตรา 1515 อย่างไรก็ดี หากจำเลยโต้แย้งว่าเอกสารไม่ใช่หนังสือยินยอมหย่า หรือเอกสารถูกทำโดยไม่สมัครใจ ถูกหลอกลวง ข่มขู่ หรือมีเหตุให้เพิกถอน/บอกล้าง ก็จะกลับไปเป็นศึกข้อเท็จจริงหนักขึ้น ดังนั้นการเตรียมพยานหลักฐานเรื่องการทำเอกสารและเจตนาร่วมจึงสำคัญมาก 8. ถ้าทำบันทึกยินยอมหย่ามานานแล้ว ควรตรวจอะไรเป็นพิเศษก่อนฟ้อง เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องอายุความและประเด็นเทคนิค คำตอบ ควรตรวจ 4 เรื่องเป็นอย่างน้อย (1) วันที่ทำบันทึกยินยอมหย่าเพื่อคำนวณ “10 ปี” ให้ชัด และเตรียมอธิบายการเริ่มนับอายุความจากวันทำข้อตกลง (2) รูปแบบเอกสารว่ามีลายมือชื่อคู่สมรสทั้งสอง มีพยานอย่างน้อย 2 คนลงชื่อครบ และมีข้อความสื่อเจตนาหย่าอย่างชัด ไม่คลุมเครือ (3) พฤติการณ์การบ่ายเบี่ยงไม่ไปจดทะเบียน เช่น หนังสือทวงถาม การนัดหมาย หลักฐานการติดต่อ เพื่อยืนยันเหตุจำเป็นที่ต้องฟ้อง (4) วางคำขอท้ายฟ้องให้ตรง คือขอให้บังคับไปจดทะเบียนหย่า และหากไม่ไปให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เมื่อทำครบ คดีจะชัดว่าเป็น “ฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่า” ไม่ใช่ “ฟ้องหย่าเพราะเหตุ” อันเสี่ยงถูกดึงไปถกอายุความคนละมาตรา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2537 การฟ้องหย่า นอกจากมีเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 ดังนั้นถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมยังไม่สมบูรณ์ อีกฝ่ายหนึ่งจึงฟ้องเพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน ต่อหน้าพยาน 2 คน โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยงและคำขอท้ายฟ้องระบุว่าขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยมาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ข้อความในบันทึกข้อตกลงการหย่า นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อมีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง แล้ว สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3)หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่า ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบ จำเลยกระทำให้โจทก์อับอายขายหน้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ต่อมาทั้งสองทำบันทึกยินยอมหย่าและแบ่งทรัพย์สินต่อหน้าพยาน 2 คน แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่า โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียน และหากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ และอ้างว่าคดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้หย่าขาด จำเลยฎีกาโดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นและยังขาดอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การฟ้องหย่ามักอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 แต่กรณีนี้เป็นการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามหนังสือยินยอม เพราะการหย่าโดยยินยอมยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะจดทะเบียนตามมาตรา 1515 เมื่อบันทึกข้อตกลงมีข้อความแสดงเจตนาหย่าและมีพยาน 2 คน จึงเป็นข้อตกลงหย่าโดยยินยอมตามมาตรา 1514 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ยกเอกสารดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงไม่เป็นนอกประเด็น ส่วนอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่าอายุความตามมาตรา 1529 ใช้กับสิทธิฟ้องหย่าเพราะเหตุตามมาตรา 1516 หรือมาตรา 1523 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการฟ้องบังคับให้จดทะเบียนหย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันทำบันทึก เมื่อโจทก์ฟ้องไม่เกินกำหนดและไม่ปรากฏว่าบันทึกถูกยกเลิกหรือไม่มีผลบังคับ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับได้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยกระทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ถูกดูถูกและเกลียดชังการกระทำของจำเลยถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงโจทก์ จำเลยได้ทำบันทึกยินยอมหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงและหลบเลี่ยงไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปจดทะเบียนหย่า ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกล่าวคำหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์ สิทธิฟ้องร้องเพราะเหตุหย่าขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า (1) โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่ และ (2) สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วหรือไม่ ดังนี้เหตุฟ้องหย่าตามประเด็นข้อ (1) จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2)(ก)(ข) หรือ (ค)และ (6) ส่วนตามประเด็นข้อ (2) เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาเฉพาะหนังสือมอบทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นการพิจารณานอกประเด็นข้อพิพาทและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่าตามประเด็นข้อ (1) ศาลชั้นต้นมิได้ระบุเจาะจงไว้ว่า เหตุฟ้องหย่าดังกล่าวคือเหตุตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 การฟ้องคดีเพื่อหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา นอกจากกรณีที่ต้องมีเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 แล้ว ยังมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1515 ที่บัญญัติว่าการหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนหย่านั้นแล้ว ฉะนั้น ถ้ามีการหย่าโดยความยินยอมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแล้ว แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมดังกล่าวย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 อีกฝ่ายหนึ่งจึงมีเหตุฟ้อง เพื่อให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าพยาน 2 คนเมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าตามบันทึกที่ตกลงกัน จำเลยบ่ายเบี่ยง ไม่มีทางใดที่จะบังคับจำเลยได้จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ทั้งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องว่า ขอให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มาวินิจฉัยว่าเป็นหลักฐานการหย่าโดยความยินยอม โจทก์จึงฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าได้ และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์นั้น จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังจำเลยกล่าวอ้าง ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีของจำเลย และไม่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ทั้งไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจอ้างมาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ และสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า เมื่อประมวลความประสงค์ของโจทก์ที่ปรากฏตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับตามบันทึกข้อตกลงการหย่าที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันตามเอกสารหมาย จ.2 ส่วนข้อที่โจทก์บรรยายเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 มาด้วย เป็นเพียงส่วนประกอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุตามมาตรา 1516 แล้ว โจทก์จำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งในการนำสืบของจำเลยจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 แต่อ้างว่าเป็นการตกลงเฉพาะเรื่องทรัพย์สินมิได้กล่าวถึงการหย่า ดังนั้น จึงต้องวิเคราะห์ว่าเอกสารหมาย จ.2มีผลเป็นการตกลงเกี่ยวกับการหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจข้อความในเอกสารหมาย จ.2 แล้ว นอกจากมีข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและการดูแลบุตร ยังมีข้อความระบุว่า "ผู้เป็นภรรยาพอใจไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่ได้ตกลงกันมาแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานการหย่าร้างครั้งนี้จึงให้มีพยานหลักฐานไว้เป็นสำคัญ" ซึ่งมีข้อความระบุถึงการหย่าไว้แล้ว เมื่อบันทึกข้อตกลงในการหย่ากันระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 มีผู้ลงนามเป็นพยาน 2 คน จึงครบถ้วนเป็นข้อตกลงหย่าด้วยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสอง และที่จำเลยโต้แย้งในฎีกาว่า สิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 นั้น เห็นว่า สิทธิฟ้องร้องที่ระบุไว้ในมาตรา 1529 คือสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)(2)(3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1514 วรรคสอง มาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงการหย่าเมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกินสิบปี จึงไม่ขาดอายุความ ประกอบกับจำเลยมิได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลบังคับและไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่ากรณีตกลงยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ดังนั้นบันทึกข้อตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย จ.2จึงมีผลตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้ พิพากษายืน |



.jpg)
