ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ

คำพิพากษาศาลฎีกา 3169/2564, สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน, กฎหมายสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์, แนววินิจฉัยคดีที่ดินศาลฎีกา, สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367, ข้อสันนิษฐานสิทธิครอบครองมาตรา 1373, การตีความสิทธิในที่ดินพิพาท, บทบัญญัติสิทธิครอบครองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, สิทธิและข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสิทธิครอบครองที่ดินจากเอกสารสิทธิประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งเป็นเพียงหลักฐานสิทธิครอบครองไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ที่มีสิทธิครอบครองแท้จริงต้องเป็นผู้ที่เข้ายึดถือและทำประโยชน์ในที่ดิน มิใช่เพียงผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ หากบุคคลหนึ่งมิได้เข้าครอบครองย่อมไม่มีสิทธิขายที่ดินให้แก่ผู้อื่น แม้กระทรวงการคลังและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะได้รับการโอนสิทธิตามทะเบียนก็ไม่อาจถือว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทได้ ศาลจึงพิพากษาเพิกถอนโฉนดพิพาทและรับรองสิทธิครอบครองของโจทก์

ข้อเท็จจริงของคดี

ที่ดินพิพาทเดิมมีเอกสารสิทธิ น.ส.3 เลขที่ 535 ซึ่งระบุชื่อบุคคลอื่น แต่บุคคลดังกล่าวไม่เคยเข้าครอบครอง

ที่ดินดังกล่าวถูกขายต่อหลายทอดจนถึงกระทรวงการคลังและ ส.ป.ก.

โจทก์ได้สิทธิครอบครองโดยซื้อจากผู้ที่ทำประโยชน์ในที่ดินจริง (นางสีและบุตร) และครอบครองต่อเนื่อง

กระทรวงการคลังและจำเลยที่ 1 (ส.ป.ก.) นำไปขอโฉนดที่ดินโฉนดเลขที่ 17275 โดยอ้างสิทธิจากการซื้อขายต่อเนื่อง

โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนโฉนดพิพาท

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. สิทธิครอบครองตามกฎหมาย

o มาตรา 1367 ป.พ.พ. กำหนดว่าผู้ครอบครองย่อมมีสิทธิครอบครอง

o มาตรา 1373 ป.พ.พ. กำหนดว่าการมีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ต้องพิสูจน์ด้วยการครอบครองจริง

2. การโอนสิทธิจากผู้ไม่มีสิทธิครอบครอง

o นายอนันต์ซึ่งไม่มีการครอบครองจริง ไม่อาจโอนสิทธิให้แก่กระทรวงการคลังได้

o การจดทะเบียนของกระทรวงการคลังและ ส.ป.ก. เป็นเพียงการเปลี่ยนทางทะเบียน ไม่ใช่การได้สิทธิครอบครอง

3. อำนาจ ส.ป.ก. ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินฯ มาตรา 36 ทวิ

o กฎหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้มาตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

o แต่ไม่ใช่การให้สิทธิที่ขัดกับหลักกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หากแหล่งที่ได้มาไม่ใช่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครอง

4. คำพิพากษา

o ศาลฎีกายืนตามศาลล่าง ให้เพิกถอนโฉนดพิพาท

o รับรองสิทธิครอบครองของโจทก์ซึ่งได้จากผู้ครอบครองตัวจริง

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

สิทธิครอบครอง vs. กรรมสิทธิ์: น.ส.3 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ แต่เป็นเพียงสิทธิครอบครอง ผู้มีสิทธิคือผู้ที่ทำประโยชน์จริง

ความสำคัญของการครอบครองจริง: การถือครองและทำประโยชน์มีน้ำหนักกว่าการมีชื่อในเอกสารสิทธิ

การตีความมาตรา 1373: ศาลยืนยันว่าชื่อในเอกสารเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ถูกหักล้างได้

อำนาจของหน่วยงานรัฐ: แม้ ส.ป.ก. จะมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปที่ดิน แต่หากแหล่งที่มาไม่ชอบ ก็ไม่อาจได้สิทธิเหนือที่ดินได้

IRAC Analysis

Issue:

ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริงของที่ดินพิพาท และการที่ ส.ป.ก. ได้สิทธิตามการโอนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิ จะถือว่ามีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่

Rule:

ป.พ.พ. มาตรา 1367: ผู้ครอบครองทรัพย์ย่อมมีสิทธิครอบครอง

ป.พ.พ. มาตรา 1373: การมีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ต้องพิจารณาจากการครอบครองจริง

ป.พ.พ. มาตรา 1336: กรรมสิทธิ์มีแต่เฉพาะเจ้าของเท่านั้น

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ: ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาโดยชอบเพื่อการปฏิรูป ถือว่า ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์

Application:

โจทก์ซื้อมาจากผู้ที่ทำประโยชน์จริง จึงได้สิทธิครอบครองแท้จริง ขณะที่นายอนันต์ไม่เคยครอบครอง การขายต่อให้กระทรวงการคลังและ ส.ป.ก. จึงไม่ชอบ แม้จะมีชื่อใน น.ส.3 แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่หักล้างได้

Conclusion:

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้เพิกถอนโฉนดพิพาท รับรองสิทธิครอบครองของโจทก์ จำเลยไม่อาจได้สิทธิในที่ดินพิพาท

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. เอกสารสิทธิประเภท น.ส.3 เป็นเพียงหลักฐานสิทธิครอบครอง ไม่ใช่กรรมสิทธิ์

2. สิทธิครอบครองต้องพิจารณาจากการครอบครองจริง ไม่ใช่ชื่อในเอกสาร

3. การซื้อขายที่ดินจากผู้ไม่มีสิทธิครอบครอง ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิ

4. หน่วยงานของรัฐแม้จะมีอำนาจด้านที่ดิน หากแหล่งที่ได้มาไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถมีสิทธิได้

ประเด็นสำคัญของเรื่อง

“ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ”

คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งเดิมมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นเพียงหลักฐานสิทธิครอบครอง มิใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด ผู้ที่จะมีสิทธิครอบครองที่แท้จริงต้องเป็นผู้ที่เข้ายึดถือและทำประโยชน์ในที่ดินนั้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิเท่านั้น

ศาลวินิจฉัยว่าการที่บุคคลหนึ่งมีชื่ออยู่ในเอกสาร น.ส.3 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเท่านั้น แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลดังกล่าวไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินเลย ย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริง ดังนั้นบุคคลดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิที่จะขายหรือโอนที่ดินให้แก่ผู้อื่นได้

ในคดีนี้ ที่ดินพิพาทถูกนำไปโอนขายต่อหลายทอดจนกระทั่งมีการดำเนินการออกโฉนดในภายหลัง แต่ปรากฏว่าผู้ที่ขายที่ดินในลำดับต้นไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทจริง การซื้อขายจึงเป็นการโอนสิทธิจากผู้ที่ไม่มีสิทธิครอบครอง เมื่อแหล่งที่มาของสิทธิไม่ชอบ การออกโฉนดที่ดินในภายหลังจึงถือว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลจึงวินิจฉัยว่า ผู้ที่มีสิทธิครอบครองแท้จริงคือผู้ที่ทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยต่อเนื่อง และผู้ที่ได้สิทธิจากบุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินดีกว่าบุคคลอื่น แม้จะมีการออกโฉนดในภายหลังก็ตาม หากโฉนดดังกล่าวออกโดยอาศัยสิทธิจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิครอบครอง ย่อมสามารถถูกเพิกถอนได้

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิครอบครองตามความเป็นจริงมีน้ำหนักเหนือกว่าชื่อที่ปรากฏในเอกสารสิทธิ และการออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยสิทธิจากผู้ไม่มีสิทธิครอบครองย่อมเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. การออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบคืออะไร

คำตอบ

การออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ หมายถึงกรณีที่มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยอาศัยข้อมูลหรือสิทธิที่ไม่ถูกต้อง เช่น การอ้างสิทธิจากบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของหรือไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริง หรือการออกโฉนดโดยเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่งที่ดินจริง ผลคือโฉนดที่ดินดังกล่าวอาจครอบคลุมพื้นที่ที่บุคคลอื่นครอบครองอยู่ก่อนแล้ว ตามหลักกฎหมายไทย การมีชื่อในเอกสารสิทธิไม่ได้เป็นข้อยุติเด็ดขาดว่าบุคคลนั้นมีสิทธิครอบครอง หากปรากฏว่าผู้อื่นเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยต่อเนื่อง ศาลอาจวินิจฉัยให้เพิกถอนโฉนดที่ออกโดยมิชอบได้

คำถาม

2. การมีชื่อในเอกสารสิทธิที่ดินถือว่าเป็นเจ้าของที่ดินโดยเด็ดขาดหรือไม่

คำตอบ

การมีชื่อในเอกสารสิทธิ เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของโดยเด็ดขาดเสมอไป กฎหมายกำหนดว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น หากมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่นเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินจริง ศาลสามารถวินิจฉัยให้สิทธิเป็นของผู้ครอบครองตัวจริงได้ ดังนั้น ในข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นสำคัญ ไม่ได้พิจารณาเพียงเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น

คำถาม

3. หากซื้อที่ดินจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิครอบครองจริง ผู้ซื้อจะได้สิทธิหรือไม่

คำตอบ

ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมโอนสิทธิให้แก่ผู้อื่นได้เฉพาะในขอบเขตของสิทธิที่ตนมีอยู่เท่านั้น หากผู้ขายไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน การซื้อขายดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ผู้ซื้อได้รับสิทธิที่แท้จริง แม้จะมีการจดทะเบียนโอนสิทธิหรือมีเอกสารทางราชการรองรับก็ตาม หากภายหลังปรากฏว่าผู้ขายไม่มีสิทธิ ผู้ซื้ออาจไม่สามารถยืนยันสิทธิในที่ดินนั้นได้ และศาลอาจเพิกถอนเอกสารสิทธิที่เกิดขึ้นจากการโอนดังกล่าวได้

คำถาม

4. หากโฉนดที่ดินออกโดยมิชอบ สามารถเพิกถอนได้หรือไม่

คำตอบ

หากพิสูจน์ได้ว่าโฉนดที่ดินออกโดยมิชอบ เช่น ออกโดยอาศัยสิทธิจากผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่แท้จริง หรือออกโดยทับที่ดินที่ผู้อื่นครอบครองอยู่ก่อน ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้ การเพิกถอนโฉนดถือเป็นวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดของการออกเอกสารสิทธิ เพื่อให้สิทธิในที่ดินกลับคืนสู่ผู้ที่มีสิทธิที่แท้จริงตามกฎหมาย ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินมาแสดงต่อศาล

คำถาม

5. สิทธิครอบครองที่ดินแตกต่างจากกรรมสิทธิ์อย่างไร

คำตอบ

สิทธิครอบครองเป็นสิทธิที่เกิดจากการเข้ายึดถือและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน แม้จะยังไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายก็ตาม ในขณะที่กรรมสิทธิ์เป็นสิทธิสูงสุดเหนือทรัพย์สิน เจ้าของสามารถใช้ จำหน่าย หรือโอนทรัพย์สินได้อย่างเต็มที่ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีผู้ครอบครองที่ดินจริงอาจมีสิทธิที่ศาลรับรองเหนือกว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสาร หากพิสูจน์ได้ว่าการได้มาซึ่งเอกสารสิทธินั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำถาม

6. หน่วยงานของรัฐสามารถได้สิทธิในที่ดินจากการซื้อขายได้หรือไม่

คำตอบ

หน่วยงานของรัฐสามารถได้สิทธิในที่ดินจากการซื้อขายได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แต่การได้สิทธิดังกล่าวต้องมาจากเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริง หากการซื้อขายเกิดจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินตั้งแต่ต้น หน่วยงานของรัฐก็ไม่สามารถได้สิทธิในที่ดินนั้นได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป หลักการนี้สะท้อนว่ากฎหมายไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่รัฐในการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่มาจากแหล่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำถาม

7. หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานหลายประการ เช่น การเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน การปลูกพืช การใช้ที่ดินอย่างต่อเนื่อง หลักฐานการเสียภาษี หรือพยานบุคคลที่ยืนยันการครอบครอง ศาลจะนำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประเมินร่วมกันเพื่อวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริง การพิจารณาไม่ได้จำกัดเพียงเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่ต้องดูพฤติการณ์การใช้ที่ดินจริงด้วย

คำถาม

8. หากซื้อที่ดินโดยสุจริตแต่ภายหลังพบว่าโฉนดออกโดยมิชอบ ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

คำตอบ

การซื้อที่ดินโดยสุจริตอาจช่วยให้ผู้ซื้อมีเหตุผลในการเชื่อว่าตนได้สิทธิในที่ดินนั้น แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเอกสารสิทธิออกโดยมิชอบตั้งแต่ต้น สิทธิของผู้ซื้ออาจไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้ออาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขายหรือบุคคลที่ทำให้เกิดการโอนสิทธิโดยไม่ชอบได้ การซื้อขายที่ดินจึงควรตรวจสอบประวัติการครอบครองและเอกสารสิทธิอย่างละเอียดก่อนทำสัญญาเพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในภายหลัง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2564

ที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 535 จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ส. เป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส. จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และมีสิทธิขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองแก่โจทก์ได้ การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 535 มีชื่อ อ. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ส่วนความเป็นจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองต้องพิจารณาว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง อ.ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิครอบครอง ไม่อาจขายที่ดินพิพาทแก่กระทรวงการคลังได้ และการที่กระทรวงการคลังจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน มิได้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินเพื่อตนตามความเป็นจริง แม้จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แตกต่างจากเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 การที่จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังจัดซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดพิพาทได้

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17275 เนื้อที่ 49 ไร่ 2 งานเศษ เป็นของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 17275 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17275 เนื้อที่ 49 ไร่ 2 งาน มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และอยู่ในเขตประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีที่ตั้งตามกรอบสีแดงในแผนที่พิพาท โฉนดที่ดินพิพาทออกมาจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 นายทองจดทะเบียนซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 จากธนาคารกรุงไทยจำกัด และได้จดทะเบียนขายแก่นายอนันต์ และนายอนันต์จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในนามกระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) เมื่อปี 2540 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อปี 2554 จำเลยที่ 1 จึงขอออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 17275 นายทองและนางเสงี่ยมซึ่งเป็นภริยาไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่อยู่ติดกันภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท มาตั้งแต่ก่อนปี 2525 และหลังจากนายอนันต์ซื้อที่ดินจากนายทองแล้ว ได้ให้นายทองเช่าทำกิน โดยนายทองและนางเสงี่ยมยังคงทำประโยชน์ในที่ดินกรอบเส้นสีเขียวตามเดิมตลอดมา นายอนันต์ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาแล้วได้ให้นางเสงี่ยมเช่าที่ดินกรอบเส้นสีเขียวจนกระทั่งนางเสงี่ยมถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2539 จำเลยที่ 1 ให้นางสุรินทร์และนางจำลองซึ่งเป็นบุตรของนางเสงี่ยมเช่าที่ดินกรอบเส้นสีเขียวโดยนางเสงี่ยม นางสุรินทร์ และนางจำลองได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงกรอบสีเขียวมาตลอดไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนที่ดินพิพาทมีนางสีเป็นผู้เข้าทำประโยชน์โดยให้นายไพรวัลย์และนายจำปีหรือปี เช่าทำกิน จนกระทั่งปี 2544 โจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากนางสีเพื่อทำนา และเมื่อปี 2547 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางสมจิตร บุตรของนางสี และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 เดิมมีชื่อนายอนันต์ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายอนันต์ขายให้แก่กระทรวงการคลังและโอนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาทและการที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทในที่ดินที่โจทก์ครอบครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17275 ออกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ดินพิพาท โฉนดที่ดินพิพาทจึงมิได้ออกผิดแปลงหรือออกทับที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ยังฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วย ซึ่งเดิมที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยโดยจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งปรากฏว่า นายทองเป็นผู้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 แก่นายอนันต์ เมื่อปี 2525 แล้วต่อมานายอนันต์ขายที่ดินแก่กระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) แล้ว วันที่ 9 ตุลาคม 2540 จึงจดทะเบียนโอนชื่อมาเป็นของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นปี 2554 จำเลยที่ 1 จึงขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่นายทอง นายอนันต์ แม้กระทั่งจำเลยที่ 1 หรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ให้เช่าที่ดิน ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท เนื่องจากเข้าใจว่าที่ดินที่ซื้อขายกันเป็นที่ดินแปลงที่อยู่ติดกัน ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบได้ความว่า เดิมที่ดินพิพาทนางสีเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ นางสีจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และมีสิทธิขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองแก่โจทก์ได้ นายอนันต์ซึ่งไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 535 มีชื่อนายอนันต์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ส่วนความเป็นจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้นจะต้องพิจารณาว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครอง เมื่อปรากฏว่านางสีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้นายอนันต์ไม่อาจขายที่ดินพิพาทแก่กระทรวงการคลังได้และการที่กระทรวงการคลังจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองทำประโยชน์มาเป็นจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2540 นั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนมิได้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนตามความเป็นจริง แม้จำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แตกต่างจากเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อนายอนันต์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังได้วินิจฉัยข้างต้น การที่จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังจัดซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย article
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย article
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ article
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย