
| การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ การหย่าโดยคำพิพากษาและการสิ้นสุดแห่งการสมรสตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2531 การสิ้นสุดแห่งการสมรสตามกฎหมายมิได้เกิดขึ้นเพียงจากการที่ศาลมีคำพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลทางกฎหมายที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพของคู่สมรส การจัดการทรัพย์สินสมรส ตลอดจนความรับผิดในหนี้สินร่วมกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2531 เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ตอกย้ำหลักการดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และหากจำเลยไม่ไปดำเนินการตามคำพิพากษา ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนหย่า พร้อมทั้งให้มีการแบ่งทรัพย์สินสมรสที่ระบุไว้ในคำพิพากษาเท่า ๆ กัน และให้คู่สมรสร่วมกันรับผิดในหนี้สินที่มีอยู่คนละครึ่ง ทั้งยังวางแนวทางไว้ว่า หากไม่อาจแบ่งทรัพย์สินสมรสตามสภาพได้ ก็ให้ดำเนินการขายโดยประมูลระหว่างคู่ความหรือขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง ต่อมา โจทก์และจำเลยต่างฎีกา โดยเฉพาะฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาไว้ก่อน โดยอ้างว่าคดีมีทางชนะในชั้นฎีกา อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลสำคัญอันเป็นหลักกฎหมายที่ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1531 ซึ่งบัญญัติให้การหย่าโดยคำพิพากษาเป็นการสิ้นสุดแห่งการสมรสต่อเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่มีผลทันทีตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อการหย่ายังไม่เกิดผลโดยสมบูรณ์ในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา ย่อมถือได้ว่าสถานภาพสามีภริยายังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ผลทางกฎหมายที่ตามมาจากการหย่า เช่น การแบ่งทรัพย์สินสมรส ย่อมยังไม่อาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 ซึ่งกำหนดให้การแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยากระทำได้ภายหลังจากการหย่าแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ในเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยย่อมไม่มีเหตุอันควรที่จะขอให้ศาลทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาในระหว่างฎีกา คำร้องดังกล่าวจึงต้องถูกยกไป พร้อมสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ แนวคำวินิจฉัยนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า “คำพิพากษาให้หย่า” กับ “การสิ้นสุดแห่งการสมรส” มิใช่สิ่งเดียวกันในทางกฎหมาย การสิ้นสุดแห่งการสมรสจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ก่อนหน้านั้น คู่สมรสยังคงมีสถานภาพตามกฎหมายดังเดิม และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินสมรสและหนี้สินร่วมยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในทางปฏิบัติ หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนดำเนินคดีหย่า การจัดการทรัพย์สิน และการบังคับคดี คู่ความไม่อาจอ้างคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดมาใช้เป็นฐานในการเปลี่ยนแปลงสิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยาได้ก่อนเวลาอันควร ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันว่าศาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงแน่นอนของสถานภาพทางครอบครัว และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายจากการบังคับคดีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2531 จึงเป็นแนวคำพิพากษาหลักที่ควรอ้างอิงในการทำความเข้าใจเรื่องการหย่าโดยคำพิพากษา การสิ้นสุดแห่งการสมรส และเงื่อนไขการแบ่งทรัพย์สินสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งนักกฎหมายและประชาชนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับคดีครอบครัว
|





.jpg)