ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า

เหตุหย่าจากการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง, การพาตำรวจไปจับคู่สมรสเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่, สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย, การลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงของคู่สมรส, องค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3), หลักเกณฑ์การกำหนดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526, การแยกกันอยู่กับการจงใจละทิ้งร้างแตกต่างกันอย่างไร, การกระทำของบุพการีกับความรับผิดของคู่สมรส, คดีหมิ่นประมาทในบริบทครอบครัว, ฎีกาเกี่ยวกับเหตุหย่า, สิทธิแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าในกรณีที่คู่สมรสกระทำการลบหลู่ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง อันกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีความเป็นสามีภริยา โดยเฉพาะประเด็นว่าการที่สามีพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับภริยาตามข้อกล่าวหาลักทรัพย์ของบิดามารดาตน แม้มิใช่การกระทำโดยตรงของบุพการีเอง แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการรับรองและสนับสนุนข้อกล่าวหานั้น จะถือเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ต้องมีลักษณะเพียงใดจึงจะถึงขั้นเป็นเหตุหย่าได้ และความรับผิดในฐานะคู่สมรสจะครอบคลุมถึงการกระทำที่ตนมีส่วนร่วม แม้ต้นเหตุจะมาจากบุคคลอื่นหรือไม่ อีกทั้งยังมีประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายตามมาตรา 1526

ข้อเท็จจริงในคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังสมรสมีความขัดแย้งกัน โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่เอาใจใส่ ไม่อุปการะเลี้ยงดู ดื่มสุรา ไม่ร่วมหลับนอน และดุด่าลบหลู่ดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรง ต่อมาหลังแยกกันอยู่ บิดามารดาจำเลยแจ้งความกล่าวหาโจทก์ว่าลักทรัพย์ และจำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล สร้างความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงแก่โจทก์อย่างยิ่ง โดยทรัพย์ที่กล่าวหาเป็นของหมั้น และเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตกลงกันเอง จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งในสาระสำคัญว่าตนมิได้พาตำรวจไปจับกุม

คำวินิจฉัยประเด็นเหตุหย่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกประเด็นว่า การที่บิดามารดาจำเลยแจ้งความ แม้ไม่ใช่เหตุหย่าที่โจทก์จะอ้างได้โดยตรง แต่การที่จำเลยพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์ ถือเป็นการแสดงเจตนาสนับสนุนข้อกล่าวหาและเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์

การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็น “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสื่อมเสียศักดิ์ศรีในที่สาธารณะ กระทบต่อความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันในชีวิตสมรสอย่างรุนแรง

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์มาตรา 1516(3)

มาตรา 1516(3) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความเคารพ และเกียรติยศซึ่งกันและกันในชีวิตสมรส สถาบันครอบครัวตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจและการให้เกียรติ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นการทำลายรากฐานแห่งความเป็นสามีภริยา

การตีความคำว่า “อย่างร้ายแรง” ต้องพิจารณาทั้งลักษณะการกระทำ สภาพแวดล้อม ผลกระทบต่อชื่อเสียง และเจตนาแฝง การพาตำรวจไปจับกุมคู่สมรสในข้อหาลักทรัพย์ ย่อมมีผลร้ายแรงกว่าการทะเลาะหรือดุด่าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญาและภาพลักษณ์ในสังคม

ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เพิ่งหางานทำได้หลังแยกกันอยู่ และไม่มีรายได้เช่นในระหว่างสมรส อีกทั้งเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลย จึงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1526 ที่บัญญัติให้ฝ่ายซึ่งยากจนลงเพราะการหย่า และมิใช่ฝ่ายผิด มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ

เจตนารมณ์ของมาตรา 1526 มุ่งคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่า มิให้ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนเพราะความผิดของอีกฝ่าย หลักการนี้สะท้อนแนวคิดความเป็นธรรมเชิงครอบครัว มิใช่เพียงการลงโทษฝ่ายผิด แต่เป็นการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับ “หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง”

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การจะถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) ได้นั้น ต้องเป็นการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือศักดิ์ศรีของคู่สมรสอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงคำพูดประชดประชันหรือความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส

ศาลฎีกามักพิจารณาองค์ประกอบ 3 ประการ คือ

(1) ลักษณะการกระทำ มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นหรือใส่ความหรือไม่

(2) ความร้ายแรงของผลกระทบ เช่น การกระทำต่อหน้าธารกำนัล การกล่าวหาในความผิดอาญา

(3) ความสัมพันธ์เชิงเจตนา กล่าวคือ ผู้กระทำมีส่วนสนับสนุนหรือรับรองการกระทำนั้นหรือไม่

คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ “ต้นเรื่อง” มาจากบิดามารดาของจำเลย แต่จำเลยมีบทบาทเชิงรุก โดยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงมิใช่เพียงการนิ่งเฉย แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการเห็นพ้องและสนับสนุนข้อกล่าวหา

ศาลฎีกาจึงแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง “การกระทำของบุพการี” ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง กับ “การกระทำของคู่สมรสเอง” ที่มีส่วนร่วมอย่างชัดแจ้ง ซึ่งทำให้เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า

หลักการรับผิดในฐานะคู่สมรสต่อการกระทำที่มีส่วนร่วม

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า คู่สมรสไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดโดยอ้างว่าเหตุการณ์เริ่มต้นจากบุคคลอื่น หากตนได้มีส่วนสนับสนุนหรือดำเนินการให้การกระทำนั้นเกิดผลร้ายแรง

การพาตำรวจไปจับกุมคู่สมรสในข้อหาลักทรัพย์ เป็นการทำให้เรื่องภายในครอบครัวกลายเป็นข้อกล่าวหาทางอาญาในที่สาธารณะ ซึ่งย่อมกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศอย่างรุนแรง

หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่าความสัมพันธ์สมรสมีลักษณะพิเศษ ต้องอาศัยความเคารพซึ่งกันและกัน หากฝ่ายหนึ่งกระทำการในลักษณะทำลายความไว้วางใจอย่างเปิดเผย ย่อมถึงขั้น “ร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3)

วิเคราะห์ค่าเลี้ยงชีพและความเชื่อมโยงกับความผิดแห่งเหตุหย่า

มาตรา 1526 กำหนดเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ

(1) ผู้ขอค่าเลี้ยงชีพยากจนลงเพราะการหย่า

(2) เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าหลังแยกกันอยู่ โจทก์เพิ่งหางานทำได้ ไม่มีรายได้เช่นเดิม และจำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลย

ดังนั้น สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจึงเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เป็นผลตามบทบัญญัติที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมภายหลังการสิ้นสุดชีวิตสมรส

ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อแนวปฏิบัติ

คำพิพากษานี้มีคุณค่าทางบรรทัดฐานใน 3 มิติ

หนึ่ง ขยายความหมายของคำว่า “เหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ให้ครอบคลุมถึงการกระทำที่มีผลทางสังคมรุนแรง

สอง วางหลักว่าการมีส่วนร่วมในการกระทำอันเป็นการดูหมิ่นย่อมก่อให้เกิดความรับผิด

สาม ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างความผิดแห่งเหตุหย่ากับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ พร้อมยกฟ้องแย้งของจำเลย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง เห็นว่าเหตุหย่าตามที่โจทก์อ้างยังฟังไม่พอว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสและให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ วินิจฉัยว่าการที่จำเลยพาตำรวจไปจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดา เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(3) และเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลย จึงต้องรับผิดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สถาบันสมรสตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพและศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน การกระทำใดที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในลักษณะกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดอาญา ย่อมเกินขอบเขตความขัดแย้งทั่วไปในครอบครัว

ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานว่า การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรงมิได้จำกัดอยู่เพียงถ้อยคำหยาบคาย แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่มีผลกระทบทางสังคมและกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งยังสะท้อนหลักความรับผิดเชิงจริยธรรมของคู่สมรสว่า การสนับสนุนการกระทำอันทำลายเกียรติยศของอีกฝ่าย แม้มิใช่ผู้ริเริ่มเอง ก็อาจเป็นเหตุหย่าได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ว่าการกระทำของคู่สมรสที่พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับอีกฝ่ายตามข้อกล่าวหาของบุพการี จะถือเป็น “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” อันเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ รวมทั้งการพิจารณาสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 เมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง (มาตรา 1516(3))

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การแจ้งความจะเป็นการกระทำของบิดามารดาจำเลย แต่การที่จำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ ย่อมเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ในที่สาธารณะ มีลักษณะร้ายแรงเกินกว่าความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส จึงเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3)

2. สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย (มาตรา 1526)

เมื่อศาลวินิจฉัยว่าเหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของจำเลย และการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลง ไม่มีรายได้เช่นในระหว่างสมรส จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 อันเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อเยียวยาคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่าโดยมิใช่ความผิดของตน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การพาตำรวจไปจับคู่สมรสทุกกรณีเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ทุกกรณี ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการใส่ความหรือกล่าวหาโดยปราศจากมูลหรือไม่ และมีผลกระทบร้ายแรงต่อเกียรติยศชื่อเสียงเพียงใด หากเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน อาจไม่ถือเป็นเหตุหย่า แต่หากเป็นการกระทำที่เกินสมควรและทำให้คู่สมรสเสื่อมเสียอย่างรุนแรง ย่อมเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516(3)

2. การกระทำของบิดามารดาคู่สมรสจะเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลัก การกระทำของบุคคลภายนอกไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือเพิกเฉยอย่างมีนัยสำคัญจนถือว่าเป็นการยอมรับการกระทำนั้น หากมีบทบาทเชิงรุก เช่น พาเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเอง ย่อมอาจต้องรับผิดในฐานะเป็นการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง

3. คำว่า “เหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ต้องถึงขั้นใด

คำตอบ

ต้องเป็นการกระทำที่เกินกว่าการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป มีลักษณะกระทบต่อศักดิ์ศรี ความเคารพ หรือชื่อเสียงในระดับที่ทำให้การดำรงชีวิตสมรสต่อไปไม่อาจกระทำได้โดยปกติ เช่น การใส่ความในความผิดอาญาต่อหน้าธารกำนัล

4. หากอีกฝ่ายกล่าวหาว่าคู่สมรสลักทรัพย์ แต่ทรัพย์เป็นของหมั้น จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง และมีลักษณะทำให้เกิดความอับอายหรือเสื่อมเสียในสังคม การกล่าวหาเช่นนั้นอาจเข้าลักษณะหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และใช้เป็นเหตุหย่าได้

5. การที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแต่ศาลฎีกากลับคำพิพากษา แสดงถึงอะไร

คำตอบ

สะท้อนว่าการตีความความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นดุลพินิจเชิงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาในฐานะศาลสูงสุดมีอำนาจวางบรรทัดฐานว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3)

6. การขอค่าเลี้ยงชีพต้องพิสูจน์อย่างไร

คำตอบ

ผู้ขอต้องพิสูจน์ว่าตนยากจนลงเพราะการหย่า และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่โต้แย้งหรือไม่นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้

7. หากทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ใครเป็นฝ่ายกระทำการร้ายแรงก่อน และการกระทำนั้นถึงขั้นทำลายสาระสำคัญแห่งชีวิตสมรสหรือไม่ มิใช่ว่าทั้งสองฝ่ายมีปัญหากันแล้วจะตัดสิทธิฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ

8. คำพิพากษานี้มีผลต่อคดีในอนาคตอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาในความผิดอาญาและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะทำให้คู่สมรสเสื่อมเสียในที่สาธารณะ อาจถือเป็นการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุหย่าได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อฝ่ายผิดเป็นผู้ก่อเหตุแห่งการหย่า

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2985/2525           

การที่บิดามารดาจำเลยไปแจ้งความต่อตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์ลักทรัพย์แม้จะมิใช่เหตุที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยก็ตามแต่การที่จำเลยนำตำรวจไปจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดานั้น การกระทำของจำเลยย่อมถือได้ว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ อันเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1516(3)

โจทก์เพิ่งจะหางานทำได้หลังจากที่แยกกันอยู่กับจำเลยจึงติดใจขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น กรณีถือได้ว่าการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากการงานตามที่เคยทำอยู่ในระหว่างสมรส เมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยจำเลยจึงต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดู ดื่มสุรา ไม่ร่วมหลับนอน ดุด่าและลบหลู่ดูหมิ่นอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ขอให้หย่า แบ่งสินสมรส และชำระค่าเลี้ยงชีพกับค่าทดแทน

จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าได้เลี้ยงดูครอบครัวตามสมควร ไม่มีการดูหมิ่น โจทก์ต่างหากที่หมิ่นประมาทและจงใจละทิ้งร้าง อีกทั้งไม่มีสินสมรสให้แบ่ง และไม่ต้องชำระค่าเลี้ยงชีพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การแจ้งความของบิดามารดาจำเลยจะไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง แต่การที่จำเลยพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงอย่างร้ายแรง เข้าข่ายมาตรา 1516(3) จึงเป็นเหตุหย่าได้

ส่วนค่าเลี้ยงชีพ ศาลเห็นว่าโจทก์ยากจนลงภายหลังการหย่า และเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงต้องชำระค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 พิพากษาแก้ให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยประพฤติตนไม่สมควรที่จะเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยจำเลยไม่เอาใจใส่ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตามสมควรแต่ฐานานุรูป และกระทำการอันเป็นการทรมานจิตใจโจทก์ทั้งทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงโดยเอาแต่ดื่มสุราไม่ช่วยเหลือการค้าขาย ไม่ร่วมหลับนอนกับโจทก์ เมื่อสอบถามสาเหตุจำเลยกลับด่าโจทก์และลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงและฐานะของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจทนอยู่ร่วมกับจำเลยได้อีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้แบ่งสินสมรสกับชำระค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนให้โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์มาโดยตลอดไม่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ไม่เคยดุด่าโจทก์ให้ได้รับความอับอาย นอกจากบางครั้งที่โจทก์ประพฤติตนไม่สมควรและไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงและฐานะของโจทก์ โจทก์จำเลยและบุตรได้รับเงินค่าครองชีพจากบิดามารดาจำเลยเดือนละ 3,000 บาทไม่เคยมีรายได้เป็นสินสมรสถึงขนาดดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่มีทรัพย์สินเป็นสินสมรสที่จะแบ่งให้โจทก์และโจทก์ไม่เคยมีสินส่วนตัว โจทก์เป็นฝ่ายกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยหมิ่นประมาทและเหยียดหยามจำเลยและบิดามารดาของจำเลยกล่าวหาจำเลยต่อบุคคลอื่นว่าไม่ยอมร่วมหลับนอนกับโจทก์และเป็นบุคคลที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งยังด่าว่าบุพการีของจำเลยอย่างร้ายแรงโจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์และบุตรหนีออกไปจากบ้านเพื่อจงใจทิ้งร้างจำเลยเกินกว่า1 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายและจำเลยไม่เคยก่อเหตุใด ๆอันจะต้องเสียค่าทดแทน ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามฟ้องแย้งของจำเลยกับให้โจทก์แบ่งสินสมรสพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ออกจากบ้านจำเลยเพราะไม่อาจทนการกลั่นแกล้งจากจำเลยและบิดามารดาจำเลยได้ ครั้งสุดท้ายบิดามารดาจำเลยแจ้งให้ตำรวจจับโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย โจทก์ไม่ได้จงใจละทิ้งจำเลย ทรัพย์สินที่จำเลยกล่าวอ้างในฟ้องแย้งไม่ใช่สินสมรส ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสกับให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เข้าไปอยู่บ้านจำเลย บิดามารดาจำเลยดูถูกเหยียดหยามโจทก์เสมือนโจทก์เป็นคนรับใช้ ไม่เคยให้เกียรติโจทก์หลังจากโจทก์พาบุตรออกจากบ้านจำเลยไปอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ที่คลองเตย เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม 2522 แล้ว ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2522 บิดามารดาจำเลยได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาโจทก์ลักทรัพย์และจำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง โจทก์อ้างว่าทรัพย์ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นของหมั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ตกลงกันเองและมารดาจำเลยได้กล่าวต่อหน้าธารกำนัลหาว่าโจทก์หนีตามชู้ซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งในเรื่องนี้เป็นอย่างอื่น โดยจำเลยและนางเกียงี้  มารดาจำเลยเบิกความยอมรับว่า จำเลยเป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดาจำเลยศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของบิดามารดาจำเลยเช่นที่กล่าวมานี้มิใช่เหตุที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากับจำเลยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์แต่ลักษณะการกระทำของจำเลยที่พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังตามข้อกล่าวหาของบิดามารดาจำเลยถือได้ว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์อันเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1516(3) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุหย่าในข้อนี้ฟังไม่ได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กล่าวลอย ๆ และไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องชำระนั้น ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์เพิ่งหางานทำได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2523 จึงติดใจขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยนับจากวันฟ้องเป็นเวลาเพียง 5 เดือน จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น กรณีถือได้ว่าการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานตามที่เคยทำอยู่ในระหว่างสมรสประกอบกับเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงมีเหตุที่จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ตามนัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1526

พิพากษาแก้เป็นให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันกับให้จำเลยแบ่งสินสมรสและจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย