
| สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าในกรณีที่คู่สมรสกระทำการลบหลู่ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง อันกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีความเป็นสามีภริยา โดยเฉพาะประเด็นว่าการที่สามีพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับภริยาตามข้อกล่าวหาลักทรัพย์ของบิดามารดาตน แม้มิใช่การกระทำโดยตรงของบุพการีเอง แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการรับรองและสนับสนุนข้อกล่าวหานั้น จะถือเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ต้องมีลักษณะเพียงใดจึงจะถึงขั้นเป็นเหตุหย่าได้ และความรับผิดในฐานะคู่สมรสจะครอบคลุมถึงการกระทำที่ตนมีส่วนร่วม แม้ต้นเหตุจะมาจากบุคคลอื่นหรือไม่ อีกทั้งยังมีประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อการหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายตามมาตรา 1526 ข้อเท็จจริงในคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังสมรสมีความขัดแย้งกัน โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยไม่เอาใจใส่ ไม่อุปการะเลี้ยงดู ดื่มสุรา ไม่ร่วมหลับนอน และดุด่าลบหลู่ดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรง ต่อมาหลังแยกกันอยู่ บิดามารดาจำเลยแจ้งความกล่าวหาโจทก์ว่าลักทรัพย์ และจำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าธารกำนัล สร้างความอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงแก่โจทก์อย่างยิ่ง โดยทรัพย์ที่กล่าวหาเป็นของหมั้น และเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตกลงกันเอง จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งในสาระสำคัญว่าตนมิได้พาตำรวจไปจับกุม คำวินิจฉัยประเด็นเหตุหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกประเด็นว่า การที่บิดามารดาจำเลยแจ้งความ แม้ไม่ใช่เหตุหย่าที่โจทก์จะอ้างได้โดยตรง แต่การที่จำเลยพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์ ถือเป็นการแสดงเจตนาสนับสนุนข้อกล่าวหาและเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็น “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสื่อมเสียศักดิ์ศรีในที่สาธารณะ กระทบต่อความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันในชีวิตสมรสอย่างรุนแรง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์มาตรา 1516(3) มาตรา 1516(3) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความเคารพ และเกียรติยศซึ่งกันและกันในชีวิตสมรส สถาบันครอบครัวตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจและการให้เกียรติ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นการทำลายรากฐานแห่งความเป็นสามีภริยา การตีความคำว่า “อย่างร้ายแรง” ต้องพิจารณาทั้งลักษณะการกระทำ สภาพแวดล้อม ผลกระทบต่อชื่อเสียง และเจตนาแฝง การพาตำรวจไปจับกุมคู่สมรสในข้อหาลักทรัพย์ ย่อมมีผลร้ายแรงกว่าการทะเลาะหรือดุด่าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญาและภาพลักษณ์ในสังคม ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เพิ่งหางานทำได้หลังแยกกันอยู่ และไม่มีรายได้เช่นในระหว่างสมรส อีกทั้งเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลย จึงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1526 ที่บัญญัติให้ฝ่ายซึ่งยากจนลงเพราะการหย่า และมิใช่ฝ่ายผิด มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ เจตนารมณ์ของมาตรา 1526 มุ่งคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่า มิให้ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนเพราะความผิดของอีกฝ่าย หลักการนี้สะท้อนแนวคิดความเป็นธรรมเชิงครอบครัว มิใช่เพียงการลงโทษฝ่ายผิด แต่เป็นการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับ “หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การจะถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) ได้นั้น ต้องเป็นการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือศักดิ์ศรีของคู่สมรสอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงคำพูดประชดประชันหรือความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส ศาลฎีกามักพิจารณาองค์ประกอบ 3 ประการ คือ (1) ลักษณะการกระทำ มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นหรือใส่ความหรือไม่ (2) ความร้ายแรงของผลกระทบ เช่น การกระทำต่อหน้าธารกำนัล การกล่าวหาในความผิดอาญา (3) ความสัมพันธ์เชิงเจตนา กล่าวคือ ผู้กระทำมีส่วนสนับสนุนหรือรับรองการกระทำนั้นหรือไม่ คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ “ต้นเรื่อง” มาจากบิดามารดาของจำเลย แต่จำเลยมีบทบาทเชิงรุก โดยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ การกระทำดังกล่าวจึงมิใช่เพียงการนิ่งเฉย แต่เป็นการแสดงออกซึ่งการเห็นพ้องและสนับสนุนข้อกล่าวหา ศาลฎีกาจึงแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง “การกระทำของบุพการี” ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง กับ “การกระทำของคู่สมรสเอง” ที่มีส่วนร่วมอย่างชัดแจ้ง ซึ่งทำให้เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า หลักการรับผิดในฐานะคู่สมรสต่อการกระทำที่มีส่วนร่วม คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า คู่สมรสไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดโดยอ้างว่าเหตุการณ์เริ่มต้นจากบุคคลอื่น หากตนได้มีส่วนสนับสนุนหรือดำเนินการให้การกระทำนั้นเกิดผลร้ายแรง การพาตำรวจไปจับกุมคู่สมรสในข้อหาลักทรัพย์ เป็นการทำให้เรื่องภายในครอบครัวกลายเป็นข้อกล่าวหาทางอาญาในที่สาธารณะ ซึ่งย่อมกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติยศอย่างรุนแรง หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่าความสัมพันธ์สมรสมีลักษณะพิเศษ ต้องอาศัยความเคารพซึ่งกันและกัน หากฝ่ายหนึ่งกระทำการในลักษณะทำลายความไว้วางใจอย่างเปิดเผย ย่อมถึงขั้น “ร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) วิเคราะห์ค่าเลี้ยงชีพและความเชื่อมโยงกับความผิดแห่งเหตุหย่า มาตรา 1526 กำหนดเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ (1) ผู้ขอค่าเลี้ยงชีพยากจนลงเพราะการหย่า (2) เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าหลังแยกกันอยู่ โจทก์เพิ่งหางานทำได้ ไม่มีรายได้เช่นเดิม และจำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลย ดังนั้น สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจึงเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เป็นผลตามบทบัญญัติที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมภายหลังการสิ้นสุดชีวิตสมรส ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อแนวปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีคุณค่าทางบรรทัดฐานใน 3 มิติ หนึ่ง ขยายความหมายของคำว่า “เหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ให้ครอบคลุมถึงการกระทำที่มีผลทางสังคมรุนแรง สอง วางหลักว่าการมีส่วนร่วมในการกระทำอันเป็นการดูหมิ่นย่อมก่อให้เกิดความรับผิด สาม ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างความผิดแห่งเหตุหย่ากับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ พร้อมยกฟ้องแย้งของจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง เห็นว่าเหตุหย่าตามที่โจทก์อ้างยังฟังไม่พอว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสและให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ วินิจฉัยว่าการที่จำเลยพาตำรวจไปจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดา เป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(3) และเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของจำเลย จึงต้องรับผิดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สถาบันสมรสตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพและศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน การกระทำใดที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในลักษณะกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดอาญา ย่อมเกินขอบเขตความขัดแย้งทั่วไปในครอบครัว ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานว่า การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรงมิได้จำกัดอยู่เพียงถ้อยคำหยาบคาย แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่มีผลกระทบทางสังคมและกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังสะท้อนหลักความรับผิดเชิงจริยธรรมของคู่สมรสว่า การสนับสนุนการกระทำอันทำลายเกียรติยศของอีกฝ่าย แม้มิใช่ผู้ริเริ่มเอง ก็อาจเป็นเหตุหย่าได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ว่าการกระทำของคู่สมรสที่พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับอีกฝ่ายตามข้อกล่าวหาของบุพการี จะถือเป็น “การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” อันเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ รวมทั้งการพิจารณาสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 เมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง (มาตรา 1516(3)) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การแจ้งความจะเป็นการกระทำของบิดามารดาจำเลย แต่การที่จำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ ย่อมเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ในที่สาธารณะ มีลักษณะร้ายแรงเกินกว่าความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส จึงเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) 2. สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย (มาตรา 1526) เมื่อศาลวินิจฉัยว่าเหตุแห่งการหย่าเกิดจากความผิดของจำเลย และการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลง ไม่มีรายได้เช่นในระหว่างสมรส จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 อันเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อเยียวยาคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่าโดยมิใช่ความผิดของตน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การพาตำรวจไปจับคู่สมรสทุกกรณีเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ทุกกรณี ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการใส่ความหรือกล่าวหาโดยปราศจากมูลหรือไม่ และมีผลกระทบร้ายแรงต่อเกียรติยศชื่อเสียงเพียงใด หากเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน อาจไม่ถือเป็นเหตุหย่า แต่หากเป็นการกระทำที่เกินสมควรและทำให้คู่สมรสเสื่อมเสียอย่างรุนแรง ย่อมเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516(3) 2. การกระทำของบิดามารดาคู่สมรสจะเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก การกระทำของบุคคลภายนอกไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือเพิกเฉยอย่างมีนัยสำคัญจนถือว่าเป็นการยอมรับการกระทำนั้น หากมีบทบาทเชิงรุก เช่น พาเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเอง ย่อมอาจต้องรับผิดในฐานะเป็นการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง 3. คำว่า “เหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ต้องถึงขั้นใด คำตอบ ต้องเป็นการกระทำที่เกินกว่าการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป มีลักษณะกระทบต่อศักดิ์ศรี ความเคารพ หรือชื่อเสียงในระดับที่ทำให้การดำรงชีวิตสมรสต่อไปไม่อาจกระทำได้โดยปกติ เช่น การใส่ความในความผิดอาญาต่อหน้าธารกำนัล 4. หากอีกฝ่ายกล่าวหาว่าคู่สมรสลักทรัพย์ แต่ทรัพย์เป็นของหมั้น จะมีผลอย่างไร คำตอบ หากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง และมีลักษณะทำให้เกิดความอับอายหรือเสื่อมเสียในสังคม การกล่าวหาเช่นนั้นอาจเข้าลักษณะหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และใช้เป็นเหตุหย่าได้ 5. การที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแต่ศาลฎีกากลับคำพิพากษา แสดงถึงอะไร คำตอบ สะท้อนว่าการตีความความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นดุลพินิจเชิงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาในฐานะศาลสูงสุดมีอำนาจวางบรรทัดฐานว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) 6. การขอค่าเลี้ยงชีพต้องพิสูจน์อย่างไร คำตอบ ผู้ขอต้องพิสูจน์ว่าตนยากจนลงเพราะการหย่า และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่โต้แย้งหรือไม่นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ 7. หากทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ศาลจะพิจารณาอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ใครเป็นฝ่ายกระทำการร้ายแรงก่อน และการกระทำนั้นถึงขั้นทำลายสาระสำคัญแห่งชีวิตสมรสหรือไม่ มิใช่ว่าทั้งสองฝ่ายมีปัญหากันแล้วจะตัดสิทธิฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ 8. คำพิพากษานี้มีผลต่อคดีในอนาคตอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาในความผิดอาญาและการนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะทำให้คู่สมรสเสื่อมเสียในที่สาธารณะ อาจถือเป็นการเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุหย่าได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อฝ่ายผิดเป็นผู้ก่อเหตุแห่งการหย่า ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2985/2525 การที่บิดามารดาจำเลยไปแจ้งความต่อตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์ลักทรัพย์แม้จะมิใช่เหตุที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยก็ตามแต่การที่จำเลยนำตำรวจไปจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดานั้น การกระทำของจำเลยย่อมถือได้ว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์ อันเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1516(3) โจทก์เพิ่งจะหางานทำได้หลังจากที่แยกกันอยู่กับจำเลยจึงติดใจขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น กรณีถือได้ว่าการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากการงานตามที่เคยทำอยู่ในระหว่างสมรส เมื่อเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยจำเลยจึงต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดู ดื่มสุรา ไม่ร่วมหลับนอน ดุด่าและลบหลู่ดูหมิ่นอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ขอให้หย่า แบ่งสินสมรส และชำระค่าเลี้ยงชีพกับค่าทดแทน จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าได้เลี้ยงดูครอบครัวตามสมควร ไม่มีการดูหมิ่น โจทก์ต่างหากที่หมิ่นประมาทและจงใจละทิ้งร้าง อีกทั้งไม่มีสินสมรสให้แบ่ง และไม่ต้องชำระค่าเลี้ยงชีพ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การแจ้งความของบิดามารดาจำเลยจะไม่ใช่เหตุหย่าโดยตรง แต่การที่จำเลยพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงอย่างร้ายแรง เข้าข่ายมาตรา 1516(3) จึงเป็นเหตุหย่าได้ ส่วนค่าเลี้ยงชีพ ศาลเห็นว่าโจทก์ยากจนลงภายหลังการหย่า และเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงต้องชำระค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 พิพากษาแก้ให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยประพฤติตนไม่สมควรที่จะเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยจำเลยไม่เอาใจใส่ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตามสมควรแต่ฐานานุรูป และกระทำการอันเป็นการทรมานจิตใจโจทก์ทั้งทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงโดยเอาแต่ดื่มสุราไม่ช่วยเหลือการค้าขาย ไม่ร่วมหลับนอนกับโจทก์ เมื่อสอบถามสาเหตุจำเลยกลับด่าโจทก์และลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงและฐานะของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจทนอยู่ร่วมกับจำเลยได้อีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้แบ่งสินสมรสกับชำระค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์มาโดยตลอดไม่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ไม่เคยดุด่าโจทก์ให้ได้รับความอับอาย นอกจากบางครั้งที่โจทก์ประพฤติตนไม่สมควรและไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติยศชื่อเสียงและฐานะของโจทก์ โจทก์จำเลยและบุตรได้รับเงินค่าครองชีพจากบิดามารดาจำเลยเดือนละ 3,000 บาทไม่เคยมีรายได้เป็นสินสมรสถึงขนาดดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่มีทรัพย์สินเป็นสินสมรสที่จะแบ่งให้โจทก์และโจทก์ไม่เคยมีสินส่วนตัว โจทก์เป็นฝ่ายกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยหมิ่นประมาทและเหยียดหยามจำเลยและบิดามารดาของจำเลยกล่าวหาจำเลยต่อบุคคลอื่นว่าไม่ยอมร่วมหลับนอนกับโจทก์และเป็นบุคคลที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งยังด่าว่าบุพการีของจำเลยอย่างร้ายแรงโจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์และบุตรหนีออกไปจากบ้านเพื่อจงใจทิ้งร้างจำเลยเกินกว่า1 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายและจำเลยไม่เคยก่อเหตุใด ๆอันจะต้องเสียค่าทดแทน ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามฟ้องแย้งของจำเลยกับให้โจทก์แบ่งสินสมรสพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยด้วย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ออกจากบ้านจำเลยเพราะไม่อาจทนการกลั่นแกล้งจากจำเลยและบิดามารดาจำเลยได้ ครั้งสุดท้ายบิดามารดาจำเลยแจ้งให้ตำรวจจับโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย โจทก์ไม่ได้จงใจละทิ้งจำเลย ทรัพย์สินที่จำเลยกล่าวอ้างในฟ้องแย้งไม่ใช่สินสมรส ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสกับให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เข้าไปอยู่บ้านจำเลย บิดามารดาจำเลยดูถูกเหยียดหยามโจทก์เสมือนโจทก์เป็นคนรับใช้ ไม่เคยให้เกียรติโจทก์หลังจากโจทก์พาบุตรออกจากบ้านจำเลยไปอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ที่คลองเตย เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม 2522 แล้ว ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2522 บิดามารดาจำเลยได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาโจทก์ลักทรัพย์และจำเลยเป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง โจทก์อ้างว่าทรัพย์ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นของหมั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ตกลงกันเองและมารดาจำเลยได้กล่าวต่อหน้าธารกำนัลหาว่าโจทก์หนีตามชู้ซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งในเรื่องนี้เป็นอย่างอื่น โดยจำเลยและนางเกียงี้ มารดาจำเลยเบิกความยอมรับว่า จำเลยเป็นผู้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์ตามข้อกล่าวหาของบิดามารดาจำเลยศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของบิดามารดาจำเลยเช่นที่กล่าวมานี้มิใช่เหตุที่โจทก์จะยกขึ้นอ้างเพื่อฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากับจำเลยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์แต่ลักษณะการกระทำของจำเลยที่พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามจับกุมโจทก์มายังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังตามข้อกล่าวหาของบิดามารดาจำเลยถือได้ว่าเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของโจทก์อันเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง เป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1516(3) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุหย่าในข้อนี้ฟังไม่ได้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กล่าวลอย ๆ และไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องชำระนั้น ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์เพิ่งหางานทำได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2523 จึงติดใจขอค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยนับจากวันฟ้องเป็นเวลาเพียง 5 เดือน จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น กรณีถือได้ว่าการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากการงานตามที่เคยทำอยู่ในระหว่างสมรสประกอบกับเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงมีเหตุที่จำเลยจะต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ตามนัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มาตรา 1526 พิพากษาแก้เป็นให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันกับให้จำเลยแบ่งสินสมรสและจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์ |



.jpg)
