
| การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยขอบเขตของการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหรือกล่าวหากันระหว่างคู่สมรส ว่ากรณีใดเข้าลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย และกรณีใดเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันตามปกติของชีวิตสมรสที่ยังไม่ถึงระดับความร้ายแรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวไม่ให้การหย่าร้างเกิดขึ้นโดยง่ายจากอารมณ์ ความหึงหวง หรือถ้อยคำรุนแรงที่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งระหว่างสามีภริยา โดยศาลต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์โดยรอบ เจตนา และเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการกระทำดังกล่าวอย่างรอบคอบ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรร่วมกัน 2 คน ระหว่างอยู่กินร่วมกันเกิดความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน โดยมีสาเหตุจากพฤติการณ์ของโจทก์ที่ส่อไปในทางมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ทำให้จำเลยเกิดความหึงหวงและทะเลาะกันอยู่เสมอ ต่อมาเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับการนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเพื่อนำเงินไปช่วยญาติของโจทก์ ซึ่งจำเลยไม่ยินยอม จึงเกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง มีการเขียนบันทึกโต้ตอบและใช้ถ้อยคำเสียดสี ดูหมิ่น และกล่าวหากัน โจทก์อ้างว่าจำเลยมีพฤติการณ์ดูหมิ่น เหยียดหยาม และหมิ่นประมาทโจทก์ รวมถึงบุพการีและญาติพี่น้องของโจทก์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี จึงถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย ประเด็นคำวินิจฉัยของศาล ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย คือ การที่จำเลยใช้ถ้อยคำรุนแรง ดูหมิ่น หรือกล่าวหาต่อโจทก์และมารดาของโจทก์นั้น เข้าลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) หรือไม่ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งสะสม มีเหตุยั่วยุจากพฤติการณ์ของโจทก์ และบางส่วนเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเตือนบุตรสาวให้ระมัดระวังตัว มิใช่การประสงค์ร้ายหรือมุ่งเหยียดหยามอย่างแท้จริง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (3) มาตรา 1516 (3) มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายที่ถูกกระทำอย่างร้ายแรงจนเสียศักดิ์ศรีหรือได้รับความอับอายอย่างทนไม่ได้ มีสิทธิยุติชีวิตสมรสได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่เกิดจากอารมณ์หรือการทะเลาะกันทั่วไป ศาลฎีกาใช้หลักการตีความอย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาถึงความร้ายแรง ความต่อเนื่อง เจตนา และสาเหตุที่แท้จริงของการกระทำ เพื่อไม่ให้การหย่ากลายเป็นเครื่องมือในการเอาชนะกันในข้อพิพาทภายในครอบครัว วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวมีทิศทางสอดคล้องกันว่า การกล่าวถ้อยคำไม่เหมาะสมระหว่างคู่สมรส ต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์แวดล้อม หากเป็นผลจากความขัดแย้งซึ่งทั้งสองฝ่ายมีส่วนก่อให้เกิดขึ้น ย่อมไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย หลักดังกล่าวช่วยรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองศักดิ์ศรีของบุคคลกับการธำรงรักษาความมั่นคงของสถาบันครอบครัว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความขัดแย้งในชีวิตสมรส ไม่ใช่การดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายครอบครัวที่ว่า การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่มีความร้ายแรงเพียงพอ และศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบถึงสาเหตุและพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงถ้อยคำหรือการกระทำเฉพาะเหตุการณ์หนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำลายชีวิตสมรสโดยไม่จำเป็น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การด่าทอกันระหว่างสามีภริยา ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด 2. คำถาม การพูดด้วยอารมณ์โกรธในระหว่างทะเลาะกัน ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ศาลจะพิจารณาบริบทและเจตนา หากเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ อาจไม่ถือเป็นเหตุฟ้องหย่า 3. คำถาม มาตรา 1516 (3) มุ่งคุ้มครองสิ่งใด คำตอบ คุ้มครองศักดิ์ศรีของคู่สมรสจากการถูกดูหมิ่นอย่างร้ายแรง แต่ไม่เปิดช่องให้หย่าโดยง่าย 4. คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อคดีหย่าในอนาคตอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานให้ศาลพิจารณาความร้ายแรงของพฤติการณ์อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3563/2548 โจทก์มีพฤติการณ์ส่อว่าจะมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้หญิงอื่น จำเลยหึงหวงเป็นเหตุให้ทะเลาะกันมาโดยตลอด ณ. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์เคยมาขอยืมเงินโจทก์ไปแล้วยังใช้คืนไม่หมด ต่อมา ณ. ขอให้โจทก์นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเพื่อนำเงินกู้มาเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีก แต่จำเลยไม่ยอมลงชื่อให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนอง จึงเกิดทะเลาะกัน โจทก์จำเลยเขียนบันทึกโต้ตอบกันโดยโจทก์ด่าจำเลยก่อนว่าโจทก์กับจำเลยเป็นบุคคลคนละชั้นกัน จำเลยจึงลำเลิกบุญคุณด่ากลับทำนองว่าโดยเลี้ยงดูส่งเสียโจทก์มาก่อน การที่จำเลยพูดห้ามบุตรสาวจำเลยไม่ให้เข้าใกล้โจทก์และว่าไอ้คนนี้ถ้าคลำไม่มีหางมันเอาหมดนั้น เป็นการกระทำไปโดยเจตนาเตือนให้บุตรสาวระมัดระวังตัวไว้ เพียงแต่ใช้ถ้อยคำอันไม่สมควรเยี่ยงมารดาทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ การที่จำเลยพูดว่าทำนองเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์เกิดจากโจทก์และมารดาโจทก์มีส่วนร่วมก่อให้จำเลยกระทำการดังกล่าวอยู่มาก จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์อย่างร้ายแรงอันโจทก์จะอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรร่วมกัน 2 คน ระหว่างอยู่กิน จำเลยหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ ไม่เคารพบุพการีและญาติพี่น้องของโจทก์ ดื่มสุราเป็นอาจิณ และกล่าวหาว่าโจทก์ติดเชื้อโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งเป็นชู้กับบุตรสาวและหลานสาวของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวมีมาเป็นเวลานานและต่อเนื่องกว่า 20 ปี ถือเป็นการจงใจหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาต่อไป ขอให้พิพากษาหย่าและให้บุตรอยู่ในความปกครองของโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายหาเหตุด่าว่าดูถูกจำเลยก่อน จึงเกิดการทะเลาะกัน จำเลยไม่เคยหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นโจทก์และบุพการีตามฟ้อง บิดามารดาและญาติพี่น้องโจทก์ไม่ชอบจำเลยและยุแหย่ให้เลิกกัน จำเลยมิได้ประพฤติชั่วจนเป็นเหตุให้โจทก์อับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยรู้จักกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ต่อมาอยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกัน ภายหลังเกิดเหตุทะเลาะกันเนื่องจากโจทก์มีพฤติการณ์ส่อไปในทางมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ประกอบกับปัญหาทางการเงินและการไม่ยินยอมให้จำนองที่ดิน จึงเกิดการโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายด่าจำเลยก่อน จำเลยจึงโต้ตอบกลับ ส่วนถ้อยคำที่จำเลยกล่าวเตือนบุตรสาวมิให้เข้าใกล้โจทก์ สืบเนื่องจากพฤติการณ์ไม่เหมาะสมของโจทก์ ศาลเห็นว่าเป็นการเตือนด้วยความเป็นมารดา แม้ใช้ถ้อยคำไม่สมควร แต่ยังไม่ถึงขั้นดูหมิ่นอย่างร้ายแรง ส่วนการเหยียดหยามมารดาโจทก์ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างครอบครัว ซึ่งโจทก์และมารดาโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงโดยรวมเป็นเพียงความขัดแย้งธรรมดาของสามีภริยา ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์และมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) พิพากษายืน
|





