ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว

บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” ซึ่งนำไปสู่การพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด และปัญหาว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะมีผลผูกพันและสามารถนำมาบังคับใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทราบภูมิลำเนาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ อันเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ต่อมานำคำพิพากษานั้นมาอ้างต่อศาลไทยว่าการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย จึงไม่อาจรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้ อีกทั้งยังวินิจฉัยต่อไปถึงอำนาจศาลไทยในการพิจารณาเหตุหย่า การแบ่งสินสมรส และการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายภายใน  ข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยสังเขปและลำดับเหตุการณ์สำคัญ โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลไทย โดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเรียกร้องแบ่งสินสมรสที่ดิน ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ไปยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมิได้ส่งหมายเรียกแก่จำเลยตามภูมิลำเนาที่แท้จริง หากแต่ใช้วิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” เพื่อถือว่าได้แจ้งจำเลยแล้ว ศาลต่างประเทศจึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกันโดยจำเลยขาดนัด ต่อมาโจทก์นำคำพิพากษาดังกล่าวมาอ้างต่อศาลไทยว่า การสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก และไม่อาจใช้กฎหมายไทยบังคับได้ จำเลยต่อสู้ว่า การดำเนินคดีในต่างประเทศมิได้เป็นไปโดยสุจริต และการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่โจทก์ทราบภูมิลำเนาของจำเลย เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ (1) คำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศมีผลผูกพันในประเทศไทยหรือไม่ (2) การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในกรณีที่ทราบภูมิลำเนาแล้ว ชอบด้วยหลักกระบวนพิจารณาอันเป็นธรรมเพียงใด (3) ศาลไทยยังมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่ (4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูและสินสมรสต้องพิจารณาอย่างไร  คำวินิจฉัยของศาลฎีกา  2.1 ประเด็นการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเป็นกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม ในคดีนี้ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด เนื่องจากได้ฟ้องคดีในประเทศไทยก่อนแล้ว แต่กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ เป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ศาลเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนี้มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การรับรองคำพิพากษาดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย 2.2 ประเด็นการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า เหตุหย่าตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียมีลักษณะอย่างไร และไม่ปรากฏในคำพิพากษาต่างประเทศว่าเป็นการหย่าตามเหตุใด เพียงแต่ระบุว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อผู้กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศไม่พิสูจน์กฎหมายนั้นอย่างชัดแจ้ง ศาลไทยย่อมมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 2.3 อำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่า เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ ศาลล่างวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) และโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า 2.4 ประเด็นสินสมรส เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมไม่อาจกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ 2.5 ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โดยหลักจะต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายดังกล่าว ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับ และการที่ศาลล่างใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงชอบแล้ว  วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของคดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ประการแรก หลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม (due process) การส่งหมายเรียกเป็นกลไกพื้นฐานในการเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้คดี หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริง แต่หลีกเลี่ยงการส่งโดยตรงแล้วใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ย่อมกระทบสิทธิในการรับทราบและต่อสู้คดีของจำเลย การดำเนินการเช่นนี้แม้จะเป็นไปตามรูปแบบกฎหมายต่างประเทศบางประการ แต่หากขัดต่อความเป็นธรรมโดยสาระ ศาลไทยย่อมไม่อาจรับรองผลนั้นได้ ประการที่สอง หลักความสงบเรียบร้อย (public policy) การรับรองคำพิพากษาต่างประเทศมิใช่เป็นไปโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการพิจารณาว่าไม่ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายไทย คดีนี้ศาลเห็นว่าการได้มาซึ่งคำพิพากษาโดยอาศัยการส่งหมายเรียกแบบหลีกเลี่ยงการแจ้งจริง เป็นการขัดต่อหลักความเป็นธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเรียบร้อย ประการที่สาม ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ให้ชัดแจ้ง ศาลไทยไม่อาจสันนิษฐานเอง หากพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ  แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศจะรับรองได้ก็ต่อเมื่อ 1.	เป็นคำพิพากษาถึงที่สุด 2.	ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย 3.	คู่ความได้รับโอกาสต่อสู้คดีโดยชอบ 4.	ไม่เกิดจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีนี้ตอกย้ำว่า “การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” แม้เป็นวิธีการที่กฎหมายบางประเทศอนุญาต แต่หากใช้ในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการแจ้งโดยตรง ทั้งที่ทราบภูมิลำเนา ย่อมอาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้น หลักการดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ เพราะป้องกันการ forum shopping หรือการเลือกศาลที่ตนได้เปรียบโดยมุ่งให้คู่ความอีกฝ่ายขาดโอกาสต่อสู้คดี  สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม  1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนขอหย่าและแบ่งสินสมรส โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน  3. ส่วนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ เนื่องจากกระบวนพิจารณาไม่เป็นธรรมจากการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ทราบภูมิลำเนาจำเลย และโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้ชัดแจ้ง จึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพิพากษายืนทุกประการ  สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญอย่างชัดเจนว่า การรับรองคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในคดีครอบครัวมิใช่เป็นสิทธิที่คู่ความจะอ้างได้โดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการกลั่นกรองตามหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ แม้กฎหมายต่างประเทศบางแห่งอาจเปิดช่องให้กระทำได้ แต่หากคู่ความผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้วกลับเลือกใช้วิธีดังกล่าว อันมีผลทำให้อีกฝ่ายขาดโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ย่อมเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้นได้ นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำหลักภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศว่า ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้นศาลไทยย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแทน รวมทั้งยืนยันหลักว่า การแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย หากมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศอย่างเพียงพอ โดยสรุป คดีนี้มีนัยสำคัญเชิงหลักการในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความพยายามนำคำพิพากษาต่างประเทศที่ได้มาโดยกระบวนพิจารณาขาดความเป็นธรรม มาใช้เป็นฐานสิทธิในประเทศไทย ศาลไทยย่อมมีอำนาจตรวจสอบและปฏิเสธได้  ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีหย่า และอำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายภายใน เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ โดยเฉพาะการ “ส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และผู้กล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายไทยบังคับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, มาตรา 1532, มาตรา 1533, มาตรา 1461 และมาตรา 1598/38 ประกอบหลักความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1.	“การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์” กับหลักความสงบเรียบร้อย (Public Policy) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายต่างประเทศจะอนุญาตให้ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ได้ แต่หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาของจำเลยอยู่แล้ว กลับเลือกใช้วิธีดังกล่าวจนเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย ส่งผลให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้ 2.	เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และเงื่อนไขการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า และเมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 และ 1533 ย่อมกระทำมิได้ คดีจึงยกฟ้องในส่วนนี้ และคงสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายไทยไว้ต่อไป  คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1.	คำถาม หากศาลต่างประเทศพิพากษาให้หย่าแล้ว ศาลไทยต้องรับรองเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ศาลไทยจะรับรองก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และกระบวนพิจารณาเป็นธรรม คู่ความต้องมีโอกาสต่อสู้คดีโดยแท้จริง 2.	คำถาม การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่ คำตอบ ในหลักทั่วไปอาจใช้ได้ในกรณีที่ไม่ทราบภูมิลำเนา แต่หากทราบภูมิลำเนาแน่ชัดแล้วกลับหลีกเลี่ยงไม่ส่งโดยตรง การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์อาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และกระทบต่อการรับรองคำพิพากษา 3.	คำถาม หากคู่ความไม่ไปศาลต่างประเทศและถูกพิพากษาขาดนัด คำพิพากษานั้นมีผลในไทยหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าการขาดนัดเกิดจากการได้รับแจ้งโดยชอบหรือไม่ หากการแจ้งไม่เป็นธรรม ศาลไทยอาจปฏิเสธการรับรองได้ 4.	คำถาม ใครมีหน้าที่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ คำตอบ ฝ่ายที่กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเงื่อนไขให้เป็นที่พอใจแก่ศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลไทยมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 5.	คำถาม หากยังไม่มีการหย่า สามารถแบ่งสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 6.	คำถาม ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องใช้กฎหมายใดบังคับ คำตอบ โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของผู้ถูกเรียกร้อง แต่หากไม่พิสูจน์กฎหมายนั้น ศาลไทยอาจใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 7.	คำถาม การฟ้องคดีในต่างประเทศทั้งที่มีคดีค้างอยู่ในไทยถือว่าไม่สุจริตหรือไม่ คำตอบ หากปรากฏว่ามุ่งหลีกเลี่ยงกระบวนพิจารณาในไทย หรือใช้วิธีการที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบ เช่น ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ทั้งที่ทราบที่อยู่ อาจเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้ 8.	คำถาม คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีครอบครัวระหว่างประเทศ คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าศาลไทยมีอำนาจตรวจสอบความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ และสามารถปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมได้  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8455/2559  โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยในคดีนี้โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีหย่าไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียก็ไม่ได้ระบุถึงเหตุแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดี ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว  ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยและให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 จังหวัดระยอง แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ชำระเงินแทนจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ในไทย และระหว่างพิจารณาได้ไปฟ้องหย่าที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งพิพากษาให้หย่าโดยจำเลยขาดนัด โจทก์อ้างว่าศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก เพราะการสมรสสิ้นสุดแล้วตามกฎหมายต่างประเทศ และได้พิสูจน์กฎหมายสัญชาติของตนแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง อีกทั้งทราบภูมิลำเนาจำเลยแต่กลับส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทำให้จำเลยขาดนัด การดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศจึงไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศ ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิหย่า เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมกระทำไม่ได้ตามมาตรา 1532 และ 1533 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อมิได้พิสูจน์ ศาลจึงใช้กฎหมายไทยตามมาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ  ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 เลขที่ดิน 21 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้จำเลยชำระราคาที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 700,000 บาท และนับแต่วันฟ้องแย้งไปทุกเดือน เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกันและจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายที่เมืองมอนเทอเร่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงว่า โจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ฟ้องอีกต่อไป เพราะระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันไปตามกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายตามสัญชาติของโจทก์และเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โดยโจทก์ได้นำสืบถึงเหตุผลตามกฎหมายของสัญชาติโจทก์ที่อนุญาตให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมคำแปล จึงต้องถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์กฎหมายของสัญชาติโจทก์โดยชัดแจ้งเป็นที่พอใจแก่ศาลแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำพยานผู้เชี่ยวชาญของประเทศโจทก์มานำสืบอีกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย คดีนี้จึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศมาบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 8 ไม่อาจใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับ เมื่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่าจะให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ไม่ได้ระบุถึงแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้ว พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดีศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์ซึ่งถูกเรียกร้องให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษาศาลล่างในส่วนนี้ไม่ชอบ เห็นว่า เหตุที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ก็เพราะไม่มีประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องวินิจฉัยเนื่องจากเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยจำเลยขาดนัด ส่วนคดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ   --------------------------------  ต่อไปนี้เป็นชุดเนื้อหา SEO จำนวน 4 รูปแบบ (แต่ละชุดประกอบด้วย 1. Meta Title 2. Meta Description 3. Quick Summary) โดยไม่ระบุเลขฎีกา และใช้ภาษากฎหมายราชการเข้มข้นตามที่ท่านกำหนด ________________________________________ ชุดที่ 1 1.	Meta Title การรับรองคำพิพากษาหย่าศาลต่างประเทศเมื่อมีการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม ศาลไทยมีอำนาจใช้กฎหมายภายในวินิจฉัยเหตุหย่าและสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแทนกฎหมายต่างประเทศได้

 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” ซึ่งนำไปสู่การพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด และปัญหาว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะมีผลผูกพันและสามารถนำมาบังคับใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทราบภูมิลำเนาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ อันเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ต่อมานำคำพิพากษานั้นมาอ้างต่อศาลไทยว่าการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย จึงไม่อาจรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้ อีกทั้งยังวินิจฉัยต่อไปถึงอำนาจศาลไทยในการพิจารณาเหตุหย่า การแบ่งสินสมรส และการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายภายใน

ข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยสังเขปและลำดับเหตุการณ์สำคัญ

โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลไทย โดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเรียกร้องแบ่งสินสมรสที่ดิน

ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ไปยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมิได้ส่งหมายเรียกแก่จำเลยตามภูมิลำเนาที่แท้จริง หากแต่ใช้วิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” เพื่อถือว่าได้แจ้งจำเลยแล้ว

ศาลต่างประเทศจึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกันโดยจำเลยขาดนัด ต่อมาโจทก์นำคำพิพากษาดังกล่าวมาอ้างต่อศาลไทยว่า การสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก และไม่อาจใช้กฎหมายไทยบังคับได้

จำเลยต่อสู้ว่า การดำเนินคดีในต่างประเทศมิได้เป็นไปโดยสุจริต และการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่โจทก์ทราบภูมิลำเนาของจำเลย เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่

(1) คำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศมีผลผูกพันในประเทศไทยหรือไม่

(2) การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในกรณีที่ทราบภูมิลำเนาแล้ว ชอบด้วยหลักกระบวนพิจารณาอันเป็นธรรมเพียงใด

(3) ศาลไทยยังมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่

(4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูและสินสมรสต้องพิจารณาอย่างไร

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

2.1 ประเด็นการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเป็นกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม

ในคดีนี้ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด เนื่องจากได้ฟ้องคดีในประเทศไทยก่อนแล้ว แต่กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ เป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด

ศาลเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนี้มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การรับรองคำพิพากษาดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย

2.2 ประเด็นการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ

ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า เหตุหย่าตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียมีลักษณะอย่างไร และไม่ปรากฏในคำพิพากษาต่างประเทศว่าเป็นการหย่าตามเหตุใด เพียงแต่ระบุว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้หย่าเท่านั้น

เมื่อผู้กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศไม่พิสูจน์กฎหมายนั้นอย่างชัดแจ้ง ศาลไทยย่อมมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน

2.3 อำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่า

เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่

ศาลล่างวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) และโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า

2.4 ประเด็นสินสมรส

เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมไม่อาจกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่

2.5 ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู

จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โดยหลักจะต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายดังกล่าว ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับ และการที่ศาลล่างใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงชอบแล้ว

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

หลักสำคัญของคดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก หลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม การส่งหมายเรียกเป็นกลไกพื้นฐานในการเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้คดี หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริง แต่หลีกเลี่ยงการส่งโดยตรงแล้วใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ย่อมกระทบสิทธิในการรับทราบและต่อสู้คดีของจำเลย การดำเนินการเช่นนี้แม้จะเป็นไปตามรูปแบบกฎหมายต่างประเทศบางประการ แต่หากขัดต่อความเป็นธรรมโดยสาระ ศาลไทยย่อมไม่อาจรับรองผลนั้นได้

ประการที่สอง หลักความสงบเรียบร้อย การรับรองคำพิพากษาต่างประเทศมิใช่เป็นไปโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการพิจารณาว่าไม่ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายไทย คดีนี้ศาลเห็นว่าการได้มาซึ่งคำพิพากษาโดยอาศัยการส่งหมายเรียกแบบหลีกเลี่ยงการแจ้งจริง เป็นการขัดต่อหลักความเป็นธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเรียบร้อย

ประการที่สาม ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ให้ชัดแจ้ง ศาลไทยไม่อาจสันนิษฐานเอง หากพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศจะรับรองได้ก็ต่อเมื่อ

1. เป็นคำพิพากษาถึงที่สุด

2. ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

3. คู่ความได้รับโอกาสต่อสู้คดีโดยชอบ

4. ไม่เกิดจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

คดีนี้ตอกย้ำว่า “การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” แม้เป็นวิธีการที่กฎหมายบางประเทศอนุญาต แต่หากใช้ในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการแจ้งโดยตรง ทั้งที่ทราบภูมิลำเนา ย่อมอาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้น

หลักการดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ เพราะป้องกันการการเลือกศาลที่ตนได้เปรียบโดยมุ่งให้คู่ความอีกฝ่ายขาดโอกาสต่อสู้คดี

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนขอหย่าและแบ่งสินสมรส โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน 

3. ส่วนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ เนื่องจากกระบวนพิจารณาไม่เป็นธรรมจากการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ทราบภูมิลำเนาจำเลย และโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้ชัดแจ้ง จึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพิพากษายืนทุกประการ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญอย่างชัดเจนว่า การรับรองคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในคดีครอบครัวมิใช่เป็นสิทธิที่คู่ความจะอ้างได้โดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการกลั่นกรองตามหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม

การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ แม้กฎหมายต่างประเทศบางแห่งอาจเปิดช่องให้กระทำได้ แต่หากคู่ความผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้วกลับเลือกใช้วิธีดังกล่าว อันมีผลทำให้อีกฝ่ายขาดโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ย่อมเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้นได้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำหลักภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศว่า ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้นศาลไทยย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแทน รวมทั้งยืนยันหลักว่า การแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย หากมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศอย่างเพียงพอ

โดยสรุป คดีนี้มีนัยสำคัญเชิงหลักการในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความพยายามนำคำพิพากษาต่างประเทศที่ได้มาโดยกระบวนพิจารณาขาดความเป็นธรรม มาใช้เป็นฐานสิทธิในประเทศไทย ศาลไทยย่อมมีอำนาจตรวจสอบและปฏิเสธได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีหย่า และอำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายภายใน เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ โดยเฉพาะการ “ส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และผู้กล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายไทยบังคับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, มาตรา 1532, มาตรา 1533, มาตรา 1461 และมาตรา 1598/38 ประกอบหลักความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์” กับหลักความสงบเรียบร้อย 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายต่างประเทศจะอนุญาตให้ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ได้ แต่หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาของจำเลยอยู่แล้ว กลับเลือกใช้วิธีดังกล่าวจนเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย ส่งผลให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้

2. เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และเงื่อนไขการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532

เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า และเมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 และ 1533 ย่อมกระทำมิได้ คดีจึงยกฟ้องในส่วนนี้ และคงสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายไทยไว้ต่อไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หากศาลต่างประเทศพิพากษาให้หย่าแล้ว ศาลไทยต้องรับรองเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป ศาลไทยจะรับรองก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และกระบวนพิจารณาเป็นธรรม คู่ความต้องมีโอกาสต่อสู้คดีโดยแท้จริง

2. คำถาม

การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่

คำตอบ

ในหลักทั่วไปอาจใช้ได้ในกรณีที่ไม่ทราบภูมิลำเนา แต่หากทราบภูมิลำเนาแน่ชัดแล้วกลับหลีกเลี่ยงไม่ส่งโดยตรง การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์อาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และกระทบต่อการรับรองคำพิพากษา

3. คำถาม

หากคู่ความไม่ไปศาลต่างประเทศและถูกพิพากษาขาดนัด คำพิพากษานั้นมีผลในไทยหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าการขาดนัดเกิดจากการได้รับแจ้งโดยชอบหรือไม่ หากการแจ้งไม่เป็นธรรม ศาลไทยอาจปฏิเสธการรับรองได้

4. คำถาม

ใครมีหน้าที่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ

คำตอบ

ฝ่ายที่กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเงื่อนไขให้เป็นที่พอใจแก่ศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลไทยมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน

5. คำถาม

หากยังไม่มีการหย่า สามารถแบ่งสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533

6. คำถาม

ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องใช้กฎหมายใดบังคับ

คำตอบ

โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของผู้ถูกเรียกร้อง แต่หากไม่พิสูจน์กฎหมายนั้น ศาลไทยอาจใช้กฎหมายไทยบังคับแทน

7. คำถาม

การฟ้องคดีในต่างประเทศทั้งที่มีคดีค้างอยู่ในไทยถือว่าไม่สุจริตหรือไม่

คำตอบ

หากปรากฏว่ามุ่งหลีกเลี่ยงกระบวนพิจารณาในไทย หรือใช้วิธีการที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบ เช่น ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ทั้งที่ทราบที่อยู่ อาจเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้

8. คำถาม

คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีครอบครัวระหว่างประเทศ

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าศาลไทยมีอำนาจตรวจสอบความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ และสามารถปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมได้

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8455/2559 

โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยในคดีนี้โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีหย่าไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียก็ไม่ได้ระบุถึงเหตุแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดี ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยและให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 จังหวัดระยอง แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ชำระเงินแทนจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ในไทย และระหว่างพิจารณาได้ไปฟ้องหย่าที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งพิพากษาให้หย่าโดยจำเลยขาดนัด โจทก์อ้างว่าศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก เพราะการสมรสสิ้นสุดแล้วตามกฎหมายต่างประเทศ และได้พิสูจน์กฎหมายสัญชาติของตนแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง อีกทั้งทราบภูมิลำเนาจำเลยแต่กลับส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทำให้จำเลยขาดนัด การดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศจึงไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศ ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิหย่า

เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมกระทำไม่ได้ตามมาตรา 1532 และ 1533 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อมิได้พิสูจน์ ศาลจึงใช้กฎหมายไทยตามมาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 เลขที่ดิน 21 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้จำเลยชำระราคาที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 700,000 บาท และนับแต่วันฟ้องแย้งไปทุกเดือน เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกันและจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายที่เมืองมอนเทอเร่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงว่า โจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ฟ้องอีกต่อไป เพราะระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันไปตามกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายตามสัญชาติของโจทก์และเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โดยโจทก์ได้นำสืบถึงเหตุผลตามกฎหมายของสัญชาติโจทก์ที่อนุญาตให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมคำแปล จึงต้องถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์กฎหมายของสัญชาติโจทก์โดยชัดแจ้งเป็นที่พอใจแก่ศาลแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำพยานผู้เชี่ยวชาญของประเทศโจทก์มานำสืบอีกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย คดีนี้จึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศมาบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 8 ไม่อาจใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับ เมื่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่าจะให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ไม่ได้ระบุถึงแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้ว พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดีศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์ซึ่งถูกเรียกร้องให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษาศาลล่างในส่วนนี้ไม่ชอบ เห็นว่า เหตุที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ก็เพราะไม่มีประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องวินิจฉัยเนื่องจากเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยจำเลยขาดนัด ส่วนคดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย