
| การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” ซึ่งนำไปสู่การพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด และปัญหาว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะมีผลผูกพันและสามารถนำมาบังคับใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทราบภูมิลำเนาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ อันเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ต่อมานำคำพิพากษานั้นมาอ้างต่อศาลไทยว่าการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย จึงไม่อาจรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้ อีกทั้งยังวินิจฉัยต่อไปถึงอำนาจศาลไทยในการพิจารณาเหตุหย่า การแบ่งสินสมรส และการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายภายใน ข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยสังเขปและลำดับเหตุการณ์สำคัญ โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลไทย โดยอ้างเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมเรียกร้องแบ่งสินสมรสที่ดิน ระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ไปยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมิได้ส่งหมายเรียกแก่จำเลยตามภูมิลำเนาที่แท้จริง หากแต่ใช้วิธี “ประกาศหนังสือพิมพ์” เพื่อถือว่าได้แจ้งจำเลยแล้ว ศาลต่างประเทศจึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกันโดยจำเลยขาดนัด ต่อมาโจทก์นำคำพิพากษาดังกล่าวมาอ้างต่อศาลไทยว่า การสมรสสิ้นสุดลงแล้ว ศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก และไม่อาจใช้กฎหมายไทยบังคับได้ จำเลยต่อสู้ว่า การดำเนินคดีในต่างประเทศมิได้เป็นไปโดยสุจริต และการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่โจทก์ทราบภูมิลำเนาของจำเลย เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ (1) คำพิพากษาหย่าของศาลต่างประเทศมีผลผูกพันในประเทศไทยหรือไม่ (2) การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในกรณีที่ทราบภูมิลำเนาแล้ว ชอบด้วยหลักกระบวนพิจารณาอันเป็นธรรมเพียงใด (3) ศาลไทยยังมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่ (4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูและสินสมรสต้องพิจารณาอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 2.1 ประเด็นการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะรับรองและบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเป็นกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม ในคดีนี้ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด เนื่องจากได้ฟ้องคดีในประเทศไทยก่อนแล้ว แต่กลับเลือกใช้วิธีส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ เป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ศาลเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนี้มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การรับรองคำพิพากษาดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย 2.2 ประเด็นการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า เหตุหย่าตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียมีลักษณะอย่างไร และไม่ปรากฏในคำพิพากษาต่างประเทศว่าเป็นการหย่าตามเหตุใด เพียงแต่ระบุว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้หย่าเท่านั้น เมื่อผู้กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศไม่พิสูจน์กฎหมายนั้นอย่างชัดแจ้ง ศาลไทยย่อมมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 2.3 อำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่า เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ ศาลล่างวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) และโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า 2.4 ประเด็นสินสมรส เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมไม่อาจกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ 2.5 ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โดยหลักจะต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายดังกล่าว ศาลย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับ และการที่ศาลล่างใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงชอบแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของคดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ประการแรก หลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม การส่งหมายเรียกเป็นกลไกพื้นฐานในการเปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้คดี หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริง แต่หลีกเลี่ยงการส่งโดยตรงแล้วใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ย่อมกระทบสิทธิในการรับทราบและต่อสู้คดีของจำเลย การดำเนินการเช่นนี้แม้จะเป็นไปตามรูปแบบกฎหมายต่างประเทศบางประการ แต่หากขัดต่อความเป็นธรรมโดยสาระ ศาลไทยย่อมไม่อาจรับรองผลนั้นได้ ประการที่สอง หลักความสงบเรียบร้อย การรับรองคำพิพากษาต่างประเทศมิใช่เป็นไปโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการพิจารณาว่าไม่ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายไทย คดีนี้ศาลเห็นว่าการได้มาซึ่งคำพิพากษาโดยอาศัยการส่งหมายเรียกแบบหลีกเลี่ยงการแจ้งจริง เป็นการขัดต่อหลักความเป็นธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเรียบร้อย ประการที่สาม ภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ให้ชัดแจ้ง ศาลไทยไม่อาจสันนิษฐานเอง หากพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศจะรับรองได้ก็ต่อเมื่อ 1. เป็นคำพิพากษาถึงที่สุด 2. ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย 3. คู่ความได้รับโอกาสต่อสู้คดีโดยชอบ 4. ไม่เกิดจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีนี้ตอกย้ำว่า “การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” แม้เป็นวิธีการที่กฎหมายบางประเทศอนุญาต แต่หากใช้ในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการแจ้งโดยตรง ทั้งที่ทราบภูมิลำเนา ย่อมอาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้น หลักการดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ เพราะป้องกันการการเลือกศาลที่ตนได้เปรียบโดยมุ่งให้คู่ความอีกฝ่ายขาดโอกาสต่อสู้คดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนขอหย่าและแบ่งสินสมรส โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน 3. ส่วนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ เนื่องจากกระบวนพิจารณาไม่เป็นธรรมจากการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทั้งที่ทราบภูมิลำเนาจำเลย และโจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้ชัดแจ้ง จึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพิพากษายืนทุกประการ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญอย่างชัดเจนว่า การรับรองคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในคดีครอบครัวมิใช่เป็นสิทธิที่คู่ความจะอ้างได้โดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องผ่านการกลั่นกรองตามหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และหลักกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม การส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ แม้กฎหมายต่างประเทศบางแห่งอาจเปิดช่องให้กระทำได้ แต่หากคู่ความผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้วกลับเลือกใช้วิธีดังกล่าว อันมีผลทำให้อีกฝ่ายขาดโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ย่อมเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นเหตุให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษานั้นได้ นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำหลักภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศว่า ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้นศาลไทยย่อมใช้กฎหมายไทยบังคับแทน รวมทั้งยืนยันหลักว่า การแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย หากมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศอย่างเพียงพอ โดยสรุป คดีนี้มีนัยสำคัญเชิงหลักการในคดีครอบครัวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความพยายามนำคำพิพากษาต่างประเทศที่ได้มาโดยกระบวนพิจารณาขาดความเป็นธรรม มาใช้เป็นฐานสิทธิในประเทศไทย ศาลไทยย่อมมีอำนาจตรวจสอบและปฏิเสธได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการรับรองคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีหย่า และอำนาจศาลไทยในการวินิจฉัยเหตุหย่าตามกฎหมายภายใน เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ โดยเฉพาะการ “ส่งหมายเรียกด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์” มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และผู้กล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายไทยบังคับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, มาตรา 1532, มาตรา 1533, มาตรา 1461 และมาตรา 1598/38 ประกอบหลักความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์” กับหลักความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายต่างประเทศจะอนุญาตให้ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ได้ แต่หากผู้ฟ้องทราบภูมิลำเนาของจำเลยอยู่แล้ว กลับเลือกใช้วิธีดังกล่าวจนเป็นเหตุให้ศาลต่างประเทศพิพากษาโดยจำเลยขาดนัด ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย ส่งผลให้ศาลไทยปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศนั้นได้ 2. เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และเงื่อนไขการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 เมื่อคำพิพากษาต่างประเทศไม่อาจรับรองได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 (4) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า และเมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1532 และ 1533 ย่อมกระทำมิได้ คดีจึงยกฟ้องในส่วนนี้ และคงสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายไทยไว้ต่อไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หากศาลต่างประเทศพิพากษาให้หย่าแล้ว ศาลไทยต้องรับรองเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ศาลไทยจะรับรองก็ต่อเมื่อคำพิพากษานั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายไทย และกระบวนพิจารณาเป็นธรรม คู่ความต้องมีโอกาสต่อสู้คดีโดยแท้จริง 2. คำถาม การส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่ คำตอบ ในหลักทั่วไปอาจใช้ได้ในกรณีที่ไม่ทราบภูมิลำเนา แต่หากทราบภูมิลำเนาแน่ชัดแล้วกลับหลีกเลี่ยงไม่ส่งโดยตรง การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์อาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรม และกระทบต่อการรับรองคำพิพากษา 3. คำถาม หากคู่ความไม่ไปศาลต่างประเทศและถูกพิพากษาขาดนัด คำพิพากษานั้นมีผลในไทยหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าการขาดนัดเกิดจากการได้รับแจ้งโดยชอบหรือไม่ หากการแจ้งไม่เป็นธรรม ศาลไทยอาจปฏิเสธการรับรองได้ 4. คำถาม ใครมีหน้าที่พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ คำตอบ ฝ่ายที่กล่าวอ้างกฎหมายต่างประเทศต้องพิสูจน์บทบัญญัติและเงื่อนไขให้เป็นที่พอใจแก่ศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลไทยมีสิทธิใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 5. คำถาม หากยังไม่มีการหย่า สามารถแบ่งสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 6. คำถาม ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องใช้กฎหมายใดบังคับ คำตอบ โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของผู้ถูกเรียกร้อง แต่หากไม่พิสูจน์กฎหมายนั้น ศาลไทยอาจใช้กฎหมายไทยบังคับแทน 7. คำถาม การฟ้องคดีในต่างประเทศทั้งที่มีคดีค้างอยู่ในไทยถือว่าไม่สุจริตหรือไม่ คำตอบ หากปรากฏว่ามุ่งหลีกเลี่ยงกระบวนพิจารณาในไทย หรือใช้วิธีการที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบ เช่น ส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ทั้งที่ทราบที่อยู่ อาจเข้าลักษณะใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้ 8. คำถาม คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีครอบครัวระหว่างประเทศ คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าศาลไทยมีอำนาจตรวจสอบความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ และสามารถปฏิเสธการรับรองคำพิพากษาที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8455/2559 โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยในคดีนี้โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีหย่าไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียก็ไม่ได้ระบุถึงเหตุแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดี ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยและให้แบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 จังหวัดระยอง แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ชำระเงินแทนจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ในไทย และระหว่างพิจารณาได้ไปฟ้องหย่าที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งพิพากษาให้หย่าโดยจำเลยขาดนัด โจทก์อ้างว่าศาลไทยไม่มีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าอีก เพราะการสมรสสิ้นสุดแล้วตามกฎหมายต่างประเทศ และได้พิสูจน์กฎหมายสัญชาติของตนแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุหย่าให้ชัดแจ้ง อีกทั้งทราบภูมิลำเนาจำเลยแต่กลับส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ ทำให้จำเลยขาดนัด การดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศจึงไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศ ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และมีอำนาจวินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิหย่า เมื่อยังไม่มีการหย่า การแบ่งสินสมรสย่อมกระทำไม่ได้ตามมาตรา 1532 และ 1533 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้โดยหลักต้องใช้กฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่เมื่อมิได้พิสูจน์ ศาลจึงใช้กฎหมายไทยตามมาตรา 1461 และ 1598/38 พิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 เลขที่ดิน 21 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้จำเลยชำระราคาที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 700,000 บาท และนับแต่วันฟ้องแย้งไปทุกเดือน เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกันและจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายที่เมืองมอนเทอเร่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงว่า โจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ฟ้องอีกต่อไป เพราะระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันไปตามกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายตามสัญชาติของโจทก์และเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โดยโจทก์ได้นำสืบถึงเหตุผลตามกฎหมายของสัญชาติโจทก์ที่อนุญาตให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมคำแปล จึงต้องถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์กฎหมายของสัญชาติโจทก์โดยชัดแจ้งเป็นที่พอใจแก่ศาลแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำพยานผู้เชี่ยวชาญของประเทศโจทก์มานำสืบอีกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย คดีนี้จึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศมาบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 8 ไม่อาจใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับ เมื่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่าจะให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ไม่ได้ระบุถึงแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้ว พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดีศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์ซึ่งถูกเรียกร้องให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษาศาลล่างในส่วนนี้ไม่ชอบ เห็นว่า เหตุที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ก็เพราะไม่มีประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องวินิจฉัยเนื่องจากเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยจำเลยขาดนัด ส่วนคดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




