
| การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการบอกล้างการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉล ประเด็นอายุความของสิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรส ผลของการแก้ไขคำฟ้องฉบับใหม่ต่อการสะดุดหยุดลงแห่งอายุความ ตลอดจนสิทธิฟ้องหย่าและสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเมื่อคู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานานเกินสามปี โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การเสนอคำฟ้องฉบับใหม่ซึ่งเปลี่ยนฐานแห่งสิทธิเดิมย่อมถือเป็นการสละข้อหาเดิม และไม่อาจอาศัยเหตุแห่งการพิจารณาคดีใหม่เพื่อให้เกิดผลสะดุดหยุดลงแห่งอายุความได้ อีกทั้งได้วินิจฉัยถึงลักษณะการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาในฐานะเหตุหย่า และหลักเกณฑ์การเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อเหตุแห่งการหย่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงกระบวนพิจารณาและสารบัญญัติแห่งกฎหมายครอบครัว ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะโดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งคำคู่ความ ภายหลังโจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ เปลี่ยนฐานคดีจาก “สมรสเป็นโมฆะเพราะสมรสซ้อน” เป็น “ขอบอกล้างการสมรสเพราะถูกฉ้อฉล” อ้างว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน ทำให้โจทก์หลงเชื่อและยอมจดทะเบียนสมรส จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งขอหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ และแบ่งสินสมรสจำนวนมาก โดยอ้างเหตุหย่าว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา อีกทั้งทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ยาวนานเกินสามปี ประเด็นอายุความการบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่เปลี่ยนฐานแห่งสิทธิจากโมฆะเป็นโมฆียะกรรม เท่ากับสละข้อหาเดิมโดยสิ้นเชิง ข้อหาเดิมจึงยุติไป ไม่อาจอาศัยเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยมาเป็นเหตุให้ “อายุความสะดุดหยุดลง” ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฉ้อฉลตั้งแต่วันที่มีการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ และนำหลักฐานทะเบียนหย่ามาแสดงแล้ว การยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไขภายหลังเกินเก้าสิบวัน ย่อมทำให้สิทธิขอบอกล้างการสมรสระงับไปตามกฎหมาย หลักการสำคัญคือ อายุความสิทธิขอบอกล้างโมฆียะกรรมในคดีครอบครัวต้องใช้สิทธิโดยเคร่งครัดภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นย่อมสิ้นสิทธิ แม้จะมีคดีเดิมอยู่ก่อนก็ตาม ประเด็นเหตุหย่าเพราะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา แม้ขณะหนึ่งศาลชั้นต้นเคยพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ แต่เมื่อคำพิพากษาดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยศาลฎีกา ย่อมมีผลให้การสมรสยังคงสมบูรณ์ตามกฎหมายตลอดมา จำเลยจึงยังคงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาและมีบุตรด้วยกัน การกระทำดังกล่าวเป็น “เหตุหย่าต่อเนื่อง” มิใช่เหตุที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นสุดในคราวเดียว จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวางหลักว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือหย่า ต้องถือว่าคู่สมรสยังมีสถานะตามกฎหมาย และการอ้างความคุ้มครองตามคำพิพากษาที่ภายหลังถูกเพิกถอนย่อมไม่อาจใช้เป็นข้อยกเว้นความรับผิดได้ ประเด็นค่าเลี้ยงชีพและการแยกกันอยู่เกินสามปี ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ยาวนานประมาณ 16 ปี ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องกัน ไม่มีความพยายามกลับไปอยู่ร่วมกันอีก พฤติการณ์จึงเข้าลักษณะสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี แม้จะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่เหตุแห่งการหย่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 1526 ในการเรียกค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ เนื่องจากการแยกกันอยู่เป็นผลจากพฤติการณ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากัน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเป็นเงินก้อนและรายเดือน และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยรายเดือนภายหลังคดีถึงที่สุด อีกทั้งให้ยกฟ้องโจทก์ในประเด็นบอกล้างการสมรส และมีคำสั่งเกี่ยวกับโจทก์ร่วม/ฟ้องแย้งตามรูปคดี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เฉพาะจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ลดลง และยกคำขอ “ค่าเลี้ยงชีพ” ตามฟ้องแย้ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนในสาระสำคัญว่า ฟ้องโจทก์เรื่องบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉลขาดอายุความ และจำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าได้เพราะการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุต่อเนื่อง แต่จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเพราะเหตุหย่าไม่ใช่ความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว พร้อมคืนค่าขึ้นศาลอนาคตบางส่วน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย หลัก “ฐานแห่งสิทธิ” และผลของการเสนอคำฟ้องฉบับใหม่ คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า เมื่อโจทก์เสนอคำฟ้องฉบับใหม่ซึ่ง “เปลี่ยนฐานแห่งสิทธิ” จากการอ้างสมรสเป็นโมฆะ (เชิงสถานะโดยกฎหมาย) ไปเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะฉ้อฉล (เชิงเจตนาและความบกพร่องแห่งนิติกรรม) ย่อมถือเป็นการสละข้อหาเดิมและตั้งข้อหาใหม่โดยสิ้นเชิง ข้อหาเดิมยุติลง ไม่อาจนำเหตุการณ์ในคดีเดิมหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาเดิมมาอ้างเพื่อให้เกิดผลสะดุดหยุดลงแห่งอายุความของข้อหาใหม่ได้โดยอัตโนมัติ อายุความสิทธิขอบอกล้างโมฆียะกรรมต้องตีความเคร่งครัด ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานว่า “รู้หรือควรรู้เหตุฉ้อฉล” เป็นจุดเริ่มนับกำหนดเวลา เมื่อคู่ความได้รับรู้ข้อมูลสำคัญจากพยานหลักฐานในศาลแล้ว ย่อมต้องใช้สิทธิภายในกำหนด มิฉะนั้นสิทธิบอกล้างระงับไป แม้คดีจะสืบเนื่องยาวนานหรือมีการพิจารณาใหม่ก็ไม่ใช่เหตุยืดอายุความ เว้นแต่เข้าองค์ประกอบแห่งเหตุสะดุดหยุดลงตามกฎหมายอย่างแท้จริงและสัมพันธ์กับฐานสิทธิเดียวกัน ผลของการเพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อสถานะสมรส คดีนี้ชี้ชัดว่า หากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยวินิจฉัยให้การสมรสเป็นโมฆะถูกศาลฎีกายกหรือเพิกถอน ย่อมทำให้ผลของคำพิพากษาดังกล่าวสิ้นไป คู่สมรสกลับสู่สถานะเดิมคือ “ยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการสมรสหรือให้หย่า การกระทำที่ไปยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาจึงอาจเป็นเหตุหย่าได้เต็มองค์ประกอบ มิอาจอ้างความเชื่อโดยสุจริตจากคำพิพากษาที่ภายหลังสิ้นผลเพื่อพ้นความรับผิดในทางครอบครัว เหตุหย่าต่อเนื่องกับการนับอายุความฟ้องหย่า ศาลฎีกาเน้นแนวคิด “การกระทำต่อเนื่อง” ในเหตุหย่าประเภทอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ซึ่งมิใช่เหตุที่เกิดครั้งเดียวแล้วจบ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังคงดำเนินต่อไปตลอดเวลา อายุความย่อมนับโดยคำนึงถึงลักษณะต่อเนื่องนั้น ทำให้คู่สมรสผู้เสียหายยังคงมีสิทธิยกเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ค่าเลี้ยงชีพต้องผูกกับความผิดฝ่ายเดียวตามมาตรา 1526 คดีนี้ย้ำหลักว่า แม้มีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 แต่การจะเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ต้องปรากฏว่าเหตุแห่งการหย่าเป็น “ความผิดของอีกฝ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว” หากข้อเท็จจริงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กัน ต่างสมัครใจแยกกันอยู่ยาวนาน และความสัมพันธ์แตกหักจากเหตุร่วมกัน สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพย่อมไม่เกิด แม้จะมีความเดือดร้อนภายหลังหย่าก็ตาม ข้อสังเกตเชิงกระบวนพิจารณาในคดีครอบครัว ศาลฎีกายังสะท้อนแนวปฏิบัติว่าประเด็นที่คู่ความมิได้โต้แย้งหรือมิได้ยกขึ้นเป็นข้อพิพาทโดยชอบในศาลชั้นต้น ย่อมถูกจำกัดการยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์/ฎีกาตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณา และในคดีครอบครัวบางคำขอได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลตามกฎหมายเฉพาะ การวางค่าขึ้นศาลอนาคตผิดประเภทจึงอาจต้องคืนตามคำพิพากษา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยเรื่อง “อายุความสิทธิขอบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉล” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการตีความ “สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อหย่า” ตามมาตรา 1526 ประกอบมาตรา 1516 และมาตรา 1529 โดยศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อโจทก์เปลี่ยนฐานฟ้องเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม ย่อมต้องใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของคู่สมรสยาวนาน ย่อมไม่ก่อสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหากเหตุแห่งการหย่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายเดียว มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. มาตรา 1529 (อายุความฟ้องหย่าและเหตุหย่าต่อเนื่อง) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่มีลักษณะต่อเนื่อง หากการกระทำยังดำรงอยู่ตลอดเวลา ย่อมไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม ในส่วนสิทธิขอบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉล เมื่อผู้มีสิทธิรู้หรือควรรู้เหตุแห่งฉ้อฉลแล้ว ต้องใช้สิทธิภายในกำหนด มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับ แม้จะมีการพิจารณาคดีใหม่ในคดีเดิมก็ตาม 2. มาตรา 1526 (สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า) ศาลฎีกาวางหลักว่า การเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังหย่าต้องปรากฏว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว หากข้อเท็จจริงแสดงว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลานานและมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เหตุหย่าจึงมิใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายเดียว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้คือ 1. “อายุความสิทธิขอบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉล” แก่นของคดีอยู่ที่การตีความว่าการแก้ไขคำฟ้องเปลี่ยนฐานคดี ทำให้ไม่อาจอาศัยเหตุเดิมให้เกิดผลสะดุดหยุดลงแห่งอายุความได้ และเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย สิทธิย่อมระงับโดยเด็ดขาด 2. “ค่าเลี้ยงชีพต้องเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว” แม้มีเหตุหย่า แต่หากการแตกแยกเป็นผลจากพฤติการณ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ไม่เข้าเกณฑ์มาตรา 1526 ผู้ฟ้องหย่าจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากอีกฝ่าย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแก้ไขคำฟ้องเป็น “คำฟ้องฉบับใหม่” มีผลอย่างไรต่อคดีเดิม คำตอบ หากคำฟ้องฉบับใหม่เปลี่ยนฐานแห่งสิทธิและข้อหาโดยสาระสำคัญ ย่อมถือเป็นการสละข้อหาเดิมและตั้งข้อหาใหม่ ข้อหาเดิมยุติไป ไม่อาจอาศัยเหตุในคดีเดิมมาให้เกิดผลทางอายุความของข้อหาใหม่โดยอัตโนมัติ 2. การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าเหตุที่อ้างให้สะดุดหยุดลงสัมพันธ์กับ “ฐานสิทธิเดียวกัน” หรือไม่ หากคู่ความเปลี่ยนข้อหาใหม่จนข้อหาเดิมยุติ เหตุจากคำร้องพิจารณาคดีใหม่ย่อมไม่ใช่เหตุสะดุดหยุดลงของข้อหาใหม่ 3. เริ่มนับอายุความสิทธิขอบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉลเมื่อใด คำตอบ โดยหลักเริ่มเมื่อผู้มีสิทธิ “รู้หรือควรรู้” เหตุฉ้อฉล ซึ่งอาจเกิดจากวันที่ได้รับทราบข้อเท็จจริงสำคัญจากพยานหลักฐานในศาลหรือจากเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ความจริงอย่างเพียงพอ แล้วต้องใช้สิทธิภายในกำหนด มิฉะนั้นสิทธิระงับ 4. หากศาลชั้นต้นเคยพิพากษาว่าสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาศาลฎีกายกคำพิพากษา ผลทางสถานะเป็นอย่างไร คำตอบ เมื่อศาลฎีกายกหรือเพิกถอน คำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมสิ้นผล คู่สมรสกลับสู่สถานะเดิมคือยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดที่ยังไม่มีหย่าหรือเพิกถอนการสมรสโดยคำพิพากษาถึงที่สุด 5. การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่ขาดอายุความง่ายหรือไม่ คำตอบ หากข้อเท็จจริงเป็นการกระทำ “ต่อเนื่อง” เช่น อุปการะเลี้ยงดู ยกย่องเป็นภริยา และดำรงสภาพเช่นนั้นตลอดมา ย่อมถือเป็นเหตุที่ยังเกิดอยู่ ทำให้คู่สมรสผู้เสียหายยังยกเป็นเหตุหย่าได้ ไม่ขาดอายุความตามหลักเหตุหย่าต่อเนื่อง 6. แยกกันอยู่เกินสามปีแล้วเรียกค่าเลี้ยงชีพได้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ต้องผูกกับการที่เหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย “แต่เพียงฝ่ายเดียว” หากต่างฝ่ายต่างสมัครใจแยกกันอยู่และมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ร่วมกัน สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพย่อมไม่เกิด 7. เหตุหย่ามี แต่ศาลยังไม่ให้ค่าเลี้ยงชีพ เกิดจากอะไร คำตอบ เพราะกฎหมายแยก “เหตุหย่า” ออกจาก “สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพ” เหตุหย่าอาจมีได้จากหลายพฤติการณ์ แต่การให้ค่าเลี้ยงชีพต้องเข้าเงื่อนไขเฉพาะว่าผู้เรียกมิใช่ฝ่ายผิด และอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดฝ่ายเดียวตามมาตรา 1526 8. ถ้าคู่ความไม่คัดค้านประเด็นอายุความในศาลชั้นต้น ยังยกในชั้นฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ หากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ย่อมติดข้อจำกัดตามกฎหมายวิธีพิจารณา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอาจไม่รับวินิจฉัย 9. คดีครอบครัวบางคำขอยกเว้นค่าขึ้นศาล มีผลอย่างไรในทางปฏิบัติ คำตอบ หากคำขออยู่ในประเภทที่กฎหมายเฉพาะให้ยกเว้นค่าขึ้นศาล การวางค่าขึ้นศาลอนาคตหรือค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็นอาจเป็นการวางผิดประเภท ศาลอาจมีคำสั่งคืนตามคำพิพากษาได้ 10. คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเรื่องใดมากที่สุด คำตอบ เป็นบรรทัดฐานเรื่อง (1) ผลของการเปลี่ยนฐานฟ้องต่อสิทธิอ้างเหตุสะดุดหยุดลงแห่งอายุความ และ (2) การยืนยันสถานะสมรสเมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอน พร้อมทั้งวางกรอบสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพให้เคร่งครัดตามมาตรา 1526 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10770/2558 เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่าโจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรมเท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไปทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยขาดนัด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งคำคู่ความ ภายหลังโจทก์แก้ไขคำฟ้องเป็นขอบอกล้างการสมรสโดยเหตุฉ้อฉล อ้างว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องเคยสมรสมาก่อน ทำให้โจทก์หลงเชื่อและจดทะเบียนสมรส ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์ขอให้การสมรสเป็นโมฆียะและตกเป็นโมฆะมาแต่ต้น พร้อมให้แจ้งนายทะเบียน จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู แบ่งสินสมรสและค่าเสียหายจำนวนมาก โจทก์ต่อสู้ว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพ ศาลอุทธรณ์แก้ลดจำนวนค่าอุปการะและยกคำขอค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขคำฟ้องเป็นการเปลี่ยนฐานคดีจากสมรสโมฆะเป็นบอกล้างโมฆียะกรรม เท่ากับสละข้อหาเดิม จึงไม่อาจอ้างเหตุพิจารณาคดีใหม่ให้เกิดผลสะดุดหยุดลงแห่งอายุความได้ เมื่อโจทก์รู้หรือควรรู้เหตุฉ้อฉลตั้งแต่วันไต่สวนคำร้อง แต่ยื่นแก้ไขคำฟ้องเกินกำหนดเก้าสิบวัน สิทธิบอกล้างจึงระงับ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนเหตุหย่า แม้ขณะหนึ่งศาลชั้นต้นเคยพิพากษาว่าสมรสเป็นโมฆะ แต่เมื่อถูกเพิกถอน การสมรสย่อมยังคงสมบูรณ์ โจทก์ที่อุปการะและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาจึงเป็นเหตุหย่าต่อเนื่อง ไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1529 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ประมาณ 16 ปี ต่างเป็นปฏิปักษ์กันและไม่มีความพยายามกลับมาอยู่ร่วมกัน เหตุแห่งการหย่าไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 1526 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาพิพากษายืน และคืนค่าขึ้นศาลอนาคตแก่โจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งคำคู่ความ แล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่ โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยยื่นฟ้องฉบับใหม่ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 ต่อมาเดือนมกราคม 2542 โจทก์ทราบว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนาย ภ. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2524 เมื่อจำเลยจดทะเบียนหย่ากับนาย ภ. จำเลยต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่านาง และใช้ชื่อสกุลเดิมของจำเลย แต่ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยกลับแสดงบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายทะเบียน โดยมีคำนำหน้าชื่อว่า นางสาว จ. และให้ถ้อยคำต่อนายทะเบียนว่า จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไว้ ณ สำนักทะเบียนใดอยู่ก่อนซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยต้องแจ้งว่า ตนจดทะเบียนสมรสมาก่อนและจดทะเบียนหย่าแล้ว การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนจึงเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ ซึ่งหากโจทก์รู้ความจริงว่าจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนแล้ว โจทก์จะไม่จดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงเป็นการจดทะเบียนสมรสโดยถูกฉ้อฉลอันถึงขนาด การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะและภายหลังจดทะเบียนสมรส โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย พ. และนางสาว ว. โจทก์ขอใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม และให้ถือว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่ฐานะเดิม ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเพื่อบอกล้างโมฆียะกรรมการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 และให้การสมรสตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้มีหนังสือแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนอำเภอเมืองนนทบุรีเรื่องการสมรสเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกและให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนการรับรองนาย พ. และนางสาว ว. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 49,920,000 บาท และในอัตราเดือนละ 260,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย 57,600,000 บาท และในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์แบ่งสินสมรสให้จำเลยกึ่งหนึ่ง 500,000,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหาย 300,000,000 บาท แก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันเนื่องจากเหตุทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาเกิน 3 ปี ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นจำเลยฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม (จำเลยฟ้องแย้ง) ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องแย้งเฉพาะในประเด็นเรื่องขอแบ่งสินสมรสและค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในกำหนดและโจทก์ไม่ติดใจในคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับบุตรทั้งสอง โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเป็นเงิน 9,596,500 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 51,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดและให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) จนกว่าคดีถึงที่สุด ยกคำขอตามฟ้องแย้งที่ขอค่าเลี้ยงชีพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นาย พ. และนางสาว ว. มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า ยอมรับสภาพตามสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันยื่นคำร้องและการยื่นคำฟ้องฉบับเดิมว่าการสมรสเป็นโมฆะเป็นการตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง อายุความจึงสะดุดหยุดลง นับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดถึงวันที่โจทก์เสนอคำฟ้องฉบับแก้ไขต่อศาลยังไม่เกินเก้าสิบวัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่า โจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรมและให้การสมรสตกเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก เท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แจ้งชัดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกินกว่าเก้าสิบวัน นับจากวันที่โจทก์รู้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 จึงไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ในวันไต่สวนคำร้องจำเลยได้นำหลักฐานการจดทะเบียนหย่ามาเป็นพยานหลักฐานในคดี ถือว่าโจทก์ย่อมต้องรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฉ้อฉลนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์แก้ไขคำฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2554 เป็นระยะเวลาเกินกว่าเก้าสิบวัน สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นอันระงับไป จึงฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและไม่จำต้องวินิจฉัยถึงปัญหาที่ว่าโจทก์สมรสโดยถูกกลฉ้อฉลหรือไม่อีก ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะโจทก์อยู่กินกับโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ควรได้รับการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาจึงไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะแล้ว แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไป ทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะกล่าวอ้างถึงการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาซึ่งไม่มีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยหาได้ไม่ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ในปี 2550 โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทราบเรื่องโจทก์ยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา จำเลยไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี คดีขาดอายุความ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องคดีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาตลอดมา ลักษณะการกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยจึงยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่อันเป็นเหตุฟ้องหย่า โดยโจทก์เบิกความว่าประมาณเดือนตุลาคม 2538 จำเลยกลับมายังประเทศไทยเพื่อฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินอันเป็นสินสมรสและยังมีเรื่องบาดหมางกับโจทก์อย่างรุนแรงโดยจำเลยแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าบิดาโจทก์ใช้ผู้อื่นบุกรุกและลักทรัพย์ในเคหสถาน คดีดังกล่าวจำเลยได้รับเงิน 11,300,000 บาท จากผู้รับโอนที่ดินแต่กลับผลักภาระให้โจทก์รับผิดในหนี้ภาษีอากร ทั้งยังแจ้งความกล่าวหาโจทก์เป็นคดีอาญาว่าขับรถชนจำเลย ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์เป็นคนเจ้าชู้ สำส่อนทางเพศและชอบทำร้ายร่างกายจำเลย เมื่อเมาสุราจนเคยขอแยกทางกันมาก่อน หลังจากจำเลยกลับมายังประเทศไทยเมื่อปลายปี 2538 จำเลยพบว่าโจทก์มีพฤติการณ์ฉ้อฉลเงินค่าเลี้ยงดูและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินสมรส ซึ่งจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมมือกับบิดาและน้องชายของโจทก์ จำเลยจึงฟ้องโจทก์กับน้องชายโจทก์ขอเพิกถอนการโอนที่ดินอันเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยได้รับเงินในคดีมาก็มีผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยทำหนังสือถึงกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าโจทก์เบิกความเท็จ และนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยสอดคล้องกันและบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่เหลือเยื่อใยต่อกันทั้งยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์กันจนไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขอีกต่อไป โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า มีการแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
