
| การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นซึ่งมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยศาลต้องวินิจฉัยเงื่อนไขสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ว่าการจะเรียกค่าทดแทนได้นั้น หญิงอื่นต้องแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตของคำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” การประเมินพยานหลักฐานในคดีครอบครัว และภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ ซึ่งมีผลต่อการใช้สิทธิฟ้องคดีเรียกค่าทดแทนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของชายซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำเลยในลักษณะชู้สาว โจทก์นำสืบว่าจำเลยและสามีมีการติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง นัดหมายมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่าง ๆ มีคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย การส่งดอกไม้ และการโอนเงินเข้าบัญชี โจทก์จึงร้องเรียนการกระทำของจำเลยต่อผู้บังคับบัญชา และฟ้องคดีเรียกค่าทดแทนโดยไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าสามี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นชู้กับสามีโจทก์ คำวินิจฉัยและการวิเคราะห์หลักกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นแรกว่า โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องคดี แม้ภายหลังจะมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการถอนการร้องเรียนทางวินัย เนื่องจากบันทึกดังกล่าวไม่ใช่การตกลงระงับข้อพิพาทในสิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายแพ่ง ในประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาได้วางหลักการตีความมาตรา 1523 วรรคสอง อย่างชัดเจนว่า การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ ศาลพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เป็นความสัมพันธ์ลับ การรับรู้ของโจทก์เกิดจากคำบอกเล่าของสามี มิใช่จากการแสดงออกของคู่กรณีต่อสาธารณชน ไม่ปรากฏว่ามีการยกย่องกันฉันสามีภริยา ไม่ปรากฏการเปิดตัวในที่สาธารณะ หรือการแสดงสถานะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พยานบุคคลภายนอกก็ไม่มีการรับรู้ถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว ศาลยังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ที่โจทก์เป็นผู้เผยแพร่ภาพและคลิปด้วยตนเอง ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมิได้เปิดเผยโดยจำเลย เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1523 วรรคสอง มีเจตนารมณ์คุ้มครองสถาบันครอบครัวโดยจำกัดสิทธิเรียกค่าทดแทนไว้เฉพาะกรณีที่มีการแสดงตนอย่างเปิดเผย อันกระทบต่อเกียรติและสถานภาพของครอบครัวโดยตรง ศาลฎีกาใช้หลักการตีความอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการขยายความรับผิดเกินสมควร แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะเดียวกันยืนยันตรงกันว่า ความสัมพันธ์ลับ แม้จะผิดศีลธรรมหรือเป็นการละเมิดทางศีลธรรมในครอบครัว แต่ยังไม่เพียงพอให้เกิดสิทธิเรียกค่าทดแทนตามบทบัญญัตินี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าจำเลยมิได้แสดงตนโดยเปิดเผย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง โดยวางหลักชัดเจนว่าการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ต้องมีการแสดงตนโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนเท่านั้น ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักความเคร่งครัดในการใช้สิทธิฟ้องคดีครอบครัว ศาลให้ความสำคัญกับภาระการพิสูจน์และการคุ้มครองเสรีภาพของบุคคลที่สาม มิให้ถูกกล่าวหาหรือเรียกร้องค่าเสียหายโดยปราศจากพฤติการณ์ที่ชัดเจนตามกฎหมาย อันเป็นการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองครอบครัวและหลักความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความองค์ประกอบสิทธิเรียกค่าทดแทนของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่หญิงอื่นต้อง “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะพิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศจริง แต่หากเป็นความสัมพันธ์ที่ลักลอบ ปกปิด มิได้แสดงออกต่อสาธารณชนในลักษณะยกย่องฉันภริยา ก็ไม่เข้าองค์ประกอบตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าทดแทน มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “แสดงตนโดยเปิดเผย” คำว่า “โดยเปิดเผย” เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ศาลตีความอย่างเคร่งครัด หมายถึงการแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปในลักษณะเปิดตัวหรือยกย่องกันฉันสามีภริยา เช่น การพาไปเปิดเผยในสังคม การอยู่กินร่วมกันโดยเปิดเผย หรือการประกาศสถานะต่อสาธารณะ มิใช่เพียงการติดต่อกันลับ ๆ หรือมีเพศสัมพันธ์กันเป็นการส่วนตัว แม้จะมีหลักฐานภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอก็ตาม หากไม่มีพฤติการณ์ที่สังคมรับรู้ได้ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย 2. “ภาระการพิสูจน์ของโจทก์” สิทธิเรียกค่าทดแทนเป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยมีเงื่อนไขเฉพาะ ผู้ฟ้องจึงต้องนำสืบให้ครบองค์ประกอบทุกประการ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเรื่องการแสดงตนโดยเปิดเผย ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์โดยตรง หากนำสืบได้เพียงว่ามีความสัมพันธ์ทางกาย แต่ไม่อาจพิสูจน์พฤติการณ์เปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ศาลย่อมยกฟ้อง แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวก็ตาม คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องมีเงื่อนไขใด คำตอบ ต้องพิสูจน์ได้ว่าหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสามี 2. ความสัมพันธ์ลับเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ คำตอบ ไม่เพียงพอ หากไม่มีการแสดงตนต่อสาธารณชน 3. ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใด คำตอบ ตกแก่ภริยาผู้ฟ้องคดีเรียกค่าทดแทน 4. คำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดีครอบครัวในอนาคต คำตอบ เป็นบรรทัดฐานในการจำกัดขอบเขตสิทธิเรียกค่าทดแทนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2561 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงว่า หญิงอื่นแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในทำนองชู้สาว “โดยเปิดเผย” หน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้นจึงตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ช. สามีโจทก์ โดยได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งข้อความทางโทรศัพท์ ส่งข้อความ (Chat) ทางระบบเครือข่ายไลน์ มีการนัดหมายกันไปมีเพศสัมพันธ์กันตามสถานที่ต่างๆ และมีคลิปวิดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับ ช. รวมถึง ช. ได้ส่งดอกไม้ให้จำเลยเป็นประจำ และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมจำเลยไปที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย แต่โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยกับ ช. มีพฤติกรรมดังกล่าว แม้จำเลยยอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับ ช. จริง แต่จำเลยก็ไม่ได้รับว่าตนเองอยู่ในฐานะภริยาอีกคนของ ช. หรือ ช. ได้มีพฤติกรรมยกย่องตนเองฉันภริยาแต่อย่างใด ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอโจทก์ได้มาจาก ช. ทั้งสิ้น โดย ช. เก็บไว้ในโน๊ตบุ๊ก flashdrive และ external harddisk ช. เป็นผู้อธิบายให้โจทก์ฟังว่าสถานที่ต่างๆ คือที่ใดแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ ช. กับจำเลยเกิดจากคำบอกเล่าของสามีของโจทก์เองหาใช่การกระทำของทั้ง ช. และจำเลยที่มีการแสดงออกโดยเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อบุคคลอื่นไม่ ไม่ปรากฏพฤติกรรมว่า ช. ได้เลี้ยงดูยกย่องจำเลยเป็นภริยา หรือแยกไปอาศัยอยู่กินด้วยกัน หรือพาจำเลยไปเปิดตัวต่อผู้อื่นในที่ชุมชน หรือพาไปตามสถานที่ต่างๆ แบบเปิดเผย ไม่มีการแสดงออกทั้งภาพถ่าย และการระบุสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองไม่ว่าพนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย บิดามารดา เพื่อร่วมงานของจำเลยที่ธนาคาร ก. ที่สาขาพัทยา เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เพื่อนของ ช. ลำพังเพียงรูปถ่ายของจำเลยกับ ช. ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่างๆ และคลิปวิดีโอที่โจทก์ได้มาจากสามีตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่สื่อถึงเจตนาที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผย โจทก์กลับนำพยานหลักฐานต่างๆ เหล่านี้มาได้ด้วยความยินยอมของ ช. โจทก์ส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ของจำเลยกับ ช. ไปให้ ส. น้องสาวจำเลยทางเครือข่ายไลน์ ทำให้เป็นที่เผยแพร่ไปในสังคม อันเป็นการกระทำด้วยตัวโจทก์เอง หาใช่จำเลยเป็นคนเผยแพร่ไม่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนที่ย่อมต้องปกปิด แอบลักลอบกระทำกันในที่ลับ แม้ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์กับผู้เป็นภริยา แต่โจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทนจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนาย ว. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ประกอบอาชีพเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจและร่วมทำธุรกิจกับสามี จำเลยเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยรู้จักและมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับนาย ว. และเคยมีเพศสัมพันธ์กัน เมื่อโจทก์ทราบเรื่องได้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลย และส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ไปยังบุคคลอื่น ทำให้จำเลยแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ฐานหมิ่นประมาท ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้เจรจาตกลงกัน โดยโจทก์จะไม่ดำเนินการร้องเรียนทางวินัยอีก และจำเลยถอนคำร้องทุกข์ทางอาญา คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการตกลงไม่ดำเนินการร้องเรียนทางวินัย มิใช่การตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าทดแทน การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ยังมีอำนาจฟ้อง ประการต่อมา คดีมีปัญหาว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับนาย ว. แต่ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยหรือได้รับการยกย่องฉันภริยา ไม่มีการเปิดตัวต่อสาธารณชน ไม่มีการแสดงสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ และไม่มีพยานบุคคลอื่นรับรู้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงความสัมพันธ์ลับซึ่งโจทก์ทราบจากคำบอกเล่าของสามีตนเอง ประกอบกับโจทก์เป็นผู้เผยแพร่ภาพและข้อมูลดังกล่าวเอง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมิได้แสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ หมายเหตุ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคทางกฎหมายและหลักการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น โดยปรับถ้อยคำจากเดิมที่จำกัดสิทธิไว้เฉพาะ “สามี” หรือ “ภริยา” มาเป็นการใช้คำว่า “คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” อันมีผลให้คู่สมรสสามารถใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงเพศหรือบทบาทในครอบครัว อย่างไรก็ดี การแก้ไขดังกล่าวมิได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของความรับผิดทางกฎหมายในสาระสำคัญ โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกซึ่งยังคงต้องอาศัยองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หัวใจสำคัญของมาตรา 1523 ในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของบุคคลภายนอก คือ หลักการที่กำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลอื่นได้ต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้สาว หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวในกรณีที่มีการละเมิดอย่างร้ายแรงและเปิดเผยต่อสาธารณชน จนกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และความสงบเรียบร้อยของครอบครัวอย่างชัดแจ้ง มิใช่มุ่งหมายให้ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ลับซึ่งเกิดขึ้นเป็นการเฉพาะตัวระหว่างบุคคลสองคน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้จะปรากฏว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของโจทก์ในลักษณะฉันชู้สาว และมีพยานหลักฐานแสดงถึงการติดต่อสื่อสาร การนัดหมาย และการมีเพศสัมพันธ์กันจริง แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดกลับสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปในลักษณะลับ มิได้มีการแสดงออกต่อสาธารณชน ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยได้รับการยกย่องหรือแสดงตนฉันภริยาหรือคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ปรากฏการเปิดตัวในที่ชุมชน หรือการแสดงสถานะต่อบุคคลทั่วไป รวมถึงไม่ปรากฏพยานบุคคลภายนอกที่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวในลักษณะเปิดเผย ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับการตีความคำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” อย่างเคร่งครัด โดยเห็นว่าเพียงการมีความสัมพันธ์ทางเพศหรือการติดต่อกันเป็นการส่วนตัว แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่อาจละเมิดสิทธิในครอบครัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความรับผิดตามมาตรา 1523 ต่อบุคคลภายนอกได้ หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงออกต่อสังคมจนทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าบุคคลนั้นมีสถานะเป็นคู่สมรสหรือเป็นชู้ในลักษณะเปิดเผย ดังนั้น แม้กฎหมายมาตรา 1523 จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้นในเชิงโครงสร้างและถ้อยคำ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีมิได้เปลี่ยนแปลงไป และยังคงขาดองค์ประกอบสำคัญเรื่องการแสดงตนโดยเปิดเผย ผลทางคดีย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงมิได้มีผลให้จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้แต่อย่างใด คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า การเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามกฎหมายครอบครัว เป็นข้อยกเว้นที่กระทบต่อเสรีภาพของบุคคลที่สาม ศาลจึงต้องใช้การตีความอย่างระมัดระวังและเคร่งครัด เพื่อมิให้ขยายความรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมายไว้ และเพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสถาบันครอบครัวกับหลักความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม |




