ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน

สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น, การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีผู้อื่น, หลักเกณฑ์พิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวด้วยพยานแวดล้อม, พยานบุคคลภายนอกเช่นพนักงานโรงแรมและพนักงานรักษาความปลอดภัย, การรับฟังรายการโทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. 90(2), คดีค่าทดแทนเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ใช่ละเมิดทั่วไป, การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ถูกห้ามตาม ป.วิ.พ. 224 วรรคสอง, ค่าทดแทนคำนึงถึงชื่อเสียงเกียรติคุณและฐานานุรูป

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการฟ้องเรียก “ค่าทดแทนจากหญิงอื่น” เมื่อหญิงอื่นมีพฤติการณ์คบหาสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาวและ “แสดงตนโดยเปิดเผย” จนกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์และศักดิ์ศรีของครอบครัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีคือ (1) คดีตามมาตรา 1523 วรรคสอง เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว มิใช่ละเมิดธรรมดา จึงมีผลต่อข้อจำกัดการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง (2) หลักพิสูจน์คำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” มิได้จำกัดอยู่เพียงการประกาศต่อสาธารณะ แต่รวมถึงการกระทำที่บุคคลภายนอกรับรู้ได้จากพฤติการณ์แวดล้อม เช่น การร่วมสังคมอย่างใกล้ชิดเกินปกติ การเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกัน และพยานบุคคลภายนอกอย่างพนักงานโรงแรมหรือพนักงานรักษาความปลอดภัย (3) ที่สำคัญยิ่งคือ การฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องฟ้องหย่าก่อน จึงเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับผู้เสียหายในทางครอบครัวที่ประสงค์คุ้มครองเกียรติคุณชื่อเสียงและความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวโดยตรง

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของสามี (นายไพฑูรณ์) จดทะเบียนสมรสและมีครอบครัวร่วมกัน ต่อมาโจทก์สืบทราบว่า “จำเลย” ซึ่งเป็นหญิงอื่น มีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในลักษณะชู้สาว โดยมีพฤติการณ์นัดหมายไปด้วยกันสองต่อสอง ร่วมสังคมกับกลุ่มเพื่อน และมีการแสดงออกให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นภริยาของสามีโจทก์ อีกทั้งมีเหตุการณ์เข้าพักค้างแรมในโรงแรมและพักห้องเดียวกัน อันเป็นพฤติการณ์ที่สังคมรอบข้างสามารถรับรู้ได้ โจทก์รวบรวมหลักฐาน สอบถามสามี และสามียอมรับบางประการ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าเป็นเพียงรู้จักจากการทำงาน มิได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ไม่ได้เดินทางไปตามที่กล่าวอ้าง และยังอ้างด้วยว่าโจทก์ “ยังไม่ได้ฟ้องหย่า” จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย

คำวินิจฉัยของศาล 

ประเด็นที่ 1 ลักษณะคดีและผลต่อการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว เป็นการเฉพาะกรณีที่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง จึง “ไม่ใช่คดีละเมิดธรรมดา” แต่เป็น “คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว” เมื่อเป็นคดีสิทธิในครอบครัว จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามข้อจำกัดทุนทรัพย์ และศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงด้วยเหตุทุนทรัพย์ จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จไปโดยไม่ย้อนสำนวน

ประเด็นที่ 2 การรับฟังพยานเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก

โจทก์อ้างเอกสารรายการใช้โทรศัพท์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก (เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคม) ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อเป็นเอกสารที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจครอบครองของโจทก์ การที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก่อน ย่อมไม่เป็นเหตุให้เอกสารนั้นรับฟังไม่ได้ ตามหลัก ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2) จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

ประเด็นที่ 3 หลักพิสูจน์ “ความสัมพันธ์ฉันชู้สาว” และ “แสดงตนโดยเปิดเผย”

ศาลฎีกาประเมินน้ำหนักพยานแบบ “ภาพรวม” โดยพิจารณาพยานบุคคลหลายแหล่งและพยานแวดล้อม ได้แก่

(ก) พยานจากสามีโจทก์ที่รับว่าเริ่มคบหาเชิงชู้สาว ร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน เข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันหลายครั้ง และมีความสัมพันธ์กัน

(ข) พยานบุคคลแวดล้อม เช่น เพื่อนร่วมสังคมที่เห็นการแสดงออกใกล้ชิดเกินปกติ จนสังเกตได้ว่ามิใช่เพียงคนรู้จักในการทำงาน

(ค) พยานบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย เช่น พนักงานต้อนรับโรงแรมและพนักงานรักษาความปลอดภัยที่พบเห็นการเข้าพัก รวมถึงเอกสารบัตรลงทะเบียนผู้เข้าพักซึ่งระบุจำนวนผู้เข้าพักเป็น 2 คน และข้อมูลเวลาเข้าพัก

(ง) รายการโทรศัพท์ที่ติดต่อกันหลายครั้ง สอดรับกับการนัดหมายและพฤติการณ์การพบปะ

เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ศาลเห็นว่าพยานฝ่ายโจทก์มีความน่าเชื่อถือมากกว่า โดยเฉพาะพยานภายนอกซึ่งไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย และมีรายละเอียดจำได้ชัดเจนตามหน้าที่การงาน อีกทั้งพฤติการณ์เข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันและการร่วมสังคมอย่างใกล้ชิดเกินปกติ แม้ผู้พบเห็นจะเป็นเพื่อนหรือพนักงานโรงแรม ก็เพียงพอสะท้อนการ “แสดงตัวโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้บุคคลภายนอกรับรู้ได้จริง ไม่ใช่ความสัมพันธ์ลับเฉพาะในใจหรือข้อกล่าวหาเลื่อนลอย

ประเด็นที่ 4 ข้อแก้ตัวของจำเลยเรื่องไม่อยู่ในสถานที่และเวลา

จำเลยอ้างกิจกรรมค่ายลูกเสือและการเดินทางกลับ แต่ศาลพิเคราะห์ว่า จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันช่วงเวลาสำคัญให้หักล้างข้อเท็จจริงตามเอกสารโรงแรมและพยานภายนอกได้ โดยเฉพาะเวลาที่เอกสารโรงแรมระบุการเข้าพัก ซึ่งมีระยะห่างเพียงพอให้เดินทางไปถึงได้ และจำเลยไม่มีพยานยืนยันชัดเจนว่าในเวลานั้นอยู่ที่อื่น จึงหักล้างพยานโจทก์ไม่ได้

ประเด็นที่ 5 การกำหนดค่าทดแทนและเกณฑ์พิจารณาความเสียหาย

ศาลฎีกาวางหลักว่า ค่าทดแทนเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้เสียหาย รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ เมื่อโจทก์เป็นข้าราชการครูในชุมชนที่มีลักษณะพื้นที่เล็ก ข่าวแพร่กระจายง่าย และมีบุตรร่วมกับสามี ย่อมกระทบต่อศักดิ์ศรีครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ ค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด 50,000 บาทจึงเหมาะสม

ประเด็นที่ 6 ข้อกฎหมายสำคัญ: ไม่ต้องฟ้องหย่าก่อนเมื่อฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสอง

ศาลฎีกาชี้ชัดความแตกต่างระหว่างมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง โดยวางหลักว่า

การฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสอง (กรณีหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว) “กฎหมายไม่ได้บังคับ” ว่าต้องฟ้องหย่าก่อนจึงฟ้องค่าทดแทนได้

ต่างจากมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งโดยโครงสร้างสิทธิเรียกร้องผูกโยงกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1)

ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์ยังไม่ฟ้องหย่าแล้วจึงไม่มีสิทธิฟ้อง จึงฟังไม่ขึ้น

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึกและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1523 วรรคสอง มีนัยสำคัญเชิงนิติสัมพันธ์ว่า “ความคุ้มครองมิได้มุ่งลงโทษศีลธรรม” แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิในครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรสโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อการกระทำของหญิงอื่นมีลักษณะ “ปรากฏต่อบุคคลภายนอก” จนเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในครอบครัวและสร้างความอับอายต่อสังคม เจตนารมณ์จึงอยู่ที่

(1) ป้องกันการล่วงละเมิดต่อสถานะการสมรสและความสงบแห่งครอบครัว

(2) เปิดช่องทางเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการแทรกแซงความสัมพันธ์สมรส โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ความสัมพันธ์ถึงขั้นยุติด้วยการหย่า

(3) วาง “เกณฑ์เปิดเผย” เป็นตัวกรอง เพื่อแยกแยะกรณีที่เป็นเพียงข้อสงสัยส่วนตัว กับกรณีที่พฤติการณ์มีความหนักแน่นจนสังคมรับรู้ได้และกระทบสิทธิครอบครัวอย่างแท้จริง

ในเชิงนิติวิธี คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่าคดีครอบครัวมิใช่เพียงข้อพิพาททางทรัพย์ แต่เป็นข้อพิพาทที่กระทบสถานะบุคคลและความสัมพันธ์ ศาลจึงให้ความสำคัญกับพยานแวดล้อมหลายมิติ ไม่ยึดติดเพียงพยานตรงประเภทเดียว และเมื่อเป็นคดีสิทธิในครอบครัว ย่อมมีผลต่อการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยในคดีนี้ยืนยัน “แก่น” ของคดีค่าทดแทนหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

(1) โครงสร้างสิทธิ: ผู้เสียหายคือคู่สมรสที่สถานะสมรสยังคงอยู่ก็ฟ้องได้ หากเข้าองค์ประกอบวรรคสอง ไม่ต้องผูกกับการหย่า

(2) องค์ประกอบ “เปิดเผย”: มิใช่ต้องประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ที่บุคคลภายนอกรับรู้ได้จริง เช่น การร่วมสังคมแบบคู่สัมพันธ์ การเข้าพักห้องเดียวกัน การมีพยานบุคคลภายนอกเห็นเหตุการณ์ หรือมีเอกสารประกอบ

(3) มาตรฐานการพิสูจน์: ใช้พยานแวดล้อมประกอบกันได้ ภาพถ่าย รายการโทรศัพท์ เอกสารโรงแรม และพยานบุคคลภายนอก สามารถเชื่อมโยงเป็นสายพยานเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

(4) การประเมินค่าเสียหาย: พิจารณาความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ ฐานานุรูป พื้นที่สังคม และผลกระทบต่อครอบครัว มิใช่ดูเพียงตัวเงินตามคำขอ

(5) ประเด็นวิธีพิจารณา: เอกสารที่อยู่กับบุคคลภายนอก ผู้ฟ้องไม่จำต้องส่งสำเนาก่อนในลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการพิสูจน์ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายวิธีพิจารณา

เมื่อประมวลเป็นแนวปฏิบัติ ผู้ประสงค์ฟ้องควรจัด “ชุดพยานหลักฐาน” ให้ครบทั้ง (ก) พยานบุคคลที่เห็นพฤติการณ์ (ข) เอกสารแวดล้อมที่ยืนยันเวลา สถานที่ การติดต่อ (ค) พยานภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ และควรเล่าเรื่องให้ศาลเห็น “ความเปิดเผย” ในเชิงสังคม ไม่ใช่เล่าเพียงความรู้สึกหรือข้อสงสัย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าคดีเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว อุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ต้องห้าม ชั่งน้ำหนักพยานแล้วเห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและแสดงตนโดยเปิดเผยจริง ค่าทดแทน 50,000 บาทเหมาะสม อีกทั้งการฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสองไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน พิพากษายืน และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 1,000 บาท

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการคุ้มครอง “สิทธิในครอบครัว” ว่าเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความสำคัญยิ่งกว่าข้อพิพาททรัพย์สินทั่วไป เพราะกระทบต่อสถานะสมรส เกียรติคุณ และศักดิ์ศรีของบุคคลโดยตรง การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง จึงมิใช่การยกเหตุละเมิดทั่วไปขึ้นกล่าวอ้าง แต่เป็นกลไกเฉพาะที่กำหนดองค์ประกอบชัดเจนเพื่อรักษาความสงบแห่งครอบครัว โดยศาลจะวินิจฉัยจากพฤติการณ์ภายนอกที่ “สังคมรับรู้ได้” เป็นแกนกลางของคำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” และใช้การประเมินพยานแบบองค์รวมผ่านพยานบุคคลหลายแหล่งร่วมกับพยานเอกสารแวดล้อม ข้อสำคัญที่สุดคือ การใช้สิทธิฟ้องตามวรรคสองไม่ถูกผูกมัดให้ต้องฟ้องหย่าก่อน เพราะเจตนารมณ์มุ่งเยียวยาความเสียหายจากการแทรกแซงความสัมพันธ์สมรส “ในขณะที่สถานะสมรสยังดำรงอยู่” ได้ทันที หากเข้าองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งยังสะท้อนหลักความเป็นธรรมทางวิธีพิจารณาในการรับฟังเอกสารที่อยู่ในครอบครองบุคคลภายนอก และการพิจารณาค่าทดแทนที่รวมถึงชื่อเสียงเกียรติคุณและบริบทสังคมของผู้เสียหายอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิของภริยาที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก “หญิงอื่น” ที่มีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยเฉพาะกรณีที่หญิงอื่น “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมรับประทานอาหาร เที่ยวสถานบันเทิง และเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันกับสามีโจทก์ จนบุคคลภายนอกสามารถรับรู้ได้ ถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยในลักษณะชู้สาว ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง — สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย

บทบัญญัตินี้ให้สิทธิแก่ภริยาหรือสามีที่ถูกละเมิดความสัมพันธ์สมรส สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนในลักษณะชู้สาว และมีพฤติการณ์ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าว ศาลฎีกาเน้นว่าการแสดงออกผ่านพฤติการณ์ในสังคม เช่น การไปไหนมาไหนด้วยกันหรือเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกัน จนบุคคลอื่นรับรู้ได้ ย่อมถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย

2. หลักกฎหมายว่า “การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่จำต้องฟ้องหย่าก่อน”

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำที่กระทบต่อความสัมพันธ์ของสามีภริยา จึงไม่จำเป็นต้องมีการฟ้องหย่าก่อน ต่างจากกรณีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งซึ่งผูกกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ดังนั้นแม้คู่สมรสยังมิได้หย่ากัน ผู้เสียหายก็ยังมีสิทธิใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. การฟ้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง จำเป็นต้องฟ้องหย่าก่อนหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก่อน หากข้อเท็จจริงเข้าลักษณะ “หญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว” อันเป็นองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เพราะสิทธิเรียกร้องตามวรรคสองเป็นกลไกเฉพาะเพื่อคุ้มครองสิทธิในครอบครัวและเกียรติคุณของคู่สมรสโดยตรง กฎหมายมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องให้การสมรสสิ้นสุดด้วยการหย่าก่อนจึงใช้สิทธิได้ ต่างจากกรณีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งซึ่งมีโครงสร้างผูกกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) การแยกให้ชัดเช่นนี้ช่วยป้องกันการตีความผิดจนทำให้ผู้เสียหายเข้าใจว่าต้องรอหย่าก่อน ทั้งที่ความเสียหายต่อชื่อเสียงและครอบครัวเกิดขึ้นแล้วและควรได้รับการเยียวยาได้ทันที

คำถาม

2. “แสดงตนโดยเปิดเผย” ต้องถึงขั้นประกาศต่อสาธารณะหรือโพสต์ให้คนทั้งเมืองรู้หรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นประกาศอย่างเป็นทางการหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะในวงกว้างเสมอไป ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่าการกระทำนั้นทำให้ “บุคคลภายนอก” รับรู้ได้จริงหรือไม่ เช่น การร่วมรับประทานอาหารและไปสถานบันเทิงโดยแสดงความใกล้ชิดเกินปกติ การนั่งติดกัน ดูแลกันเป็นพิเศษจนเพื่อนสังเกตได้ หรือการเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันซึ่งพนักงานโรงแรมหรือพนักงานรักษาความปลอดภัยพบเห็นได้ ลักษณะเช่นนี้สะท้อนว่าความสัมพันธ์มิใช่ความลับเฉพาะตัว แต่มีการแสดงออกภายนอกจนสังคมรอบข้างรับรู้ได้ อันเป็นหัวใจของคำว่า “เปิดเผย” และเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อศักดิ์ศรีครอบครัวตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

คำถาม

3. หากพยานที่เห็นเหตุการณ์เป็นเพื่อนของสามีหรือเพื่อนของหญิงอื่น ศาลจะเชื่อถือได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลมิได้ตัดพยานทิ้งเพียงเพราะเป็นเพื่อนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะประเมิน “ความน่าเชื่อถือ” จากเหตุผล ความสอดคล้องของคำเบิกความ รายละเอียดที่เชื่อมโยงกัน และการมีหรือไม่มีเหตุโกรธเคืองกับคู่ความ อีกทั้งจะดูว่ามีพยานภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียสนับสนุนหรือไม่ เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย เอกสารการเข้าพัก ภาพถ่าย หรือข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เมื่อพยานหลายแหล่งสนับสนุนกันเป็นสายพยาน ศาลย่อมรับฟังได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและแสดงตนโดยเปิดเผยจริง หลักสำคัญจึงอยู่ที่ “ความต่อเนื่องและการประกอบกันของพยาน” ไม่ใช่สถานะว่าเป็นเพื่อนหรือไม่เป็นเพื่อนเพียงอย่างเดียว

คำถาม

4. รายการโทรศัพท์หรือเอกสารจากบริษัทเอกชนที่อยู่กับบุคคลภายนอก ใช้เป็นพยานได้อย่างไร หากไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลยก่อน

คำตอบ

โดยหลักแล้ว เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคม อาจเป็นพยานเอกสารสำคัญในการยืนยันการติดต่อ นัดหมาย และความถี่ของการสื่อสาร ศาลย่อมพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาว่า ผู้ยื่นเอกสารมีหน้าที่ส่งสำเนาล่วงหน้าหรือไม่ หากเป็นเอกสารที่ผู้ยื่น “ไม่ได้อยู่ในอำนาจครอบครอง” ตั้งแต่ต้น และต้องขอจากบุคคลภายนอก กฎหมายย่อมไม่มุ่งให้เป็นอุปสรรคจนทำให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้ เมื่อเอกสารได้มาโดยชอบและสอดคล้องกับพยานอื่น ศาลสามารถรับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ ทั้งนี้การใช้เอกสารควรทำให้เห็นที่มา ความถูกต้อง และความเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงในคดีอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อเพิ่มน้ำหนักและลดข้อโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือ

คำถาม

5. จะพิสูจน์ “ชู้สาว” ต้องมีหลักฐานถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานโดยตรงถึงขั้นนั้นในทุกกรณี เพราะคดีลักษณะนี้ศาลมักรับฟัง “พยานแวดล้อม” เป็นสำคัญ โดยดูความใกล้ชิดผิดปกติ การนัดพบสองต่อสอง การไปพักค้างคืนห้องเดียวกัน การแสดงออกต่อหน้าบุคคลอื่น และหลักฐานการติดต่อสื่อสารที่สอดรับกัน หากพฤติการณ์รวมกันแล้วทำให้เชื่อได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ย่อมเข้าองค์ประกอบได้ อย่างไรก็ตาม หากมีพยานหรือพฤติการณ์ที่ชัด เช่น เข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันหลายครั้ง มีพยานภายนอกและเอกสารประกอบ ย่อมเพิ่มน้ำหนักอย่างมาก หลักสำคัญคือทำให้ศาลเห็น “ความต่อเนื่อง” และ “ความหนักแน่น” ของพฤติการณ์จนเกินกว่าความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักทั่วไป

คำถาม

6. หากหญิงอื่นอ้างว่ามีกิจกรรมหรืออยู่คนละสถานที่ในวันเกิดเหตุ ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาความสมบูรณ์ของข้อแก้ตัวและพยานหักล้างว่ามีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะ “ช่วงเวลาสำคัญ” ที่เอกสารหรือพยานฝ่ายโจทก์ยืนยัน เช่น เวลาเข้าพักโรงแรมที่ระบุชัดในเอกสาร หากหญิงอื่นอ้างอัลไบแต่ไม่สามารถยืนยันด้วยพยานที่น่าเชื่อถือว่าในเวลานั้นอยู่ที่ใดแน่นอน หรือข้ออ้างยังเปิดช่องให้เดินทางไปถึงได้ ศาลอาจเห็นว่าหักล้างไม่ได้ การต่อสู้จึงต้องมีพยานสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น หลักฐานการเดินทาง หลักฐานการอยู่ในกิจกรรมต่อเนื่อง ภาพหรือเอกสารที่ตรวจสอบได้ มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างทั่วไป เพราะมาตรฐานการชั่งน้ำหนักพยานในคดีครอบครัวต้องมุ่งหาความจริงจากภาพรวมและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก

คำถาม

7. ค่าทดแทนศาลกำหนดจากอะไร และทำไมบางคดีได้มากหรือน้อยต่างกัน

คำตอบ

ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง เป็นค่าเสียหายที่ศาลกำหนดได้โดยคำนึงถึงฐานานุรูปของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และผลกระทบต่อครอบครัว ตลอดจนบริบททางสังคม เช่น ผู้เสียหายเป็นบุคคลที่มีหน้าที่การงานและภาพลักษณ์ในชุมชนหรือไม่ อยู่ในพื้นที่สังคมเล็กที่ข่าวแพร่กระจายง่ายหรือไม่ มีบุตรร่วมกันซึ่งยิ่งทำให้ผลกระทบหนักขึ้นหรือไม่ ศาลไม่ได้คำนวณแบบตายตัวเหมือนหนี้เงินกู้ แต่ประเมินความเป็นธรรมตามพฤติการณ์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จำนวนเงินจึงแตกต่างกันได้ตามความร้ายแรงของการแสดงตนโดยเปิดเผย ความชัดเจนของพฤติการณ์ และความเสียหายที่พิสูจน์ได้ในเชิงชื่อเสียงและศักดิ์ศรี

คำถาม

8. คดีค่าทดแทนหญิงอื่นเป็น “คดีสิทธิในครอบครัว” มีผลอย่างไรต่อการอุทธรณ์และการสู้คดี

คำตอบ

เมื่อคดีเข้าลักษณะเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ศาลจะมองว่าเป็นข้อพิพาทที่กระทบสถานะและความสัมพันธ์ของบุคคล ไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน จึงมีนัยสำคัญต่อสิทธิในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์ กล่าวคือ แม้ทุนทรัพย์ไม่สูง แต่หากเป็นคดีสิทธิในครอบครัวก็ไม่ควรถูกตัดโอกาสอุทธรณ์ข้อเท็จจริงด้วยข้อจำกัดทุนทรัพย์ในลักษณะคดีทรัพย์สินทั่วไป แนวนี้ทำให้คู่ความยังมีช่องทางโต้แย้งน้ำหนักพยานและข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องต้องเตรียมสำนวนอย่างรัดกุมตั้งแต่ต้น เพราะศาลจะชั่งน้ำหนักพยานละเอียด และพยานภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย รวมถึงเอกสารแวดล้อม จะมีบทบาทสูงในการชี้ขาดว่ามี “ชู้สาว” และ “เปิดเผย” ครบองค์ประกอบหรือไม่

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. เป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ มิใช่คดีละเมิดธรรมดา ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

โจทก์อ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกเป็นพยานไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)

จำเลยไปรับประทานอาหารกับ พ. ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนที่รู้จักในการทำงานทั่วไปและการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลยและพนักงานงานโรงแรมก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ย่อมไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าตนเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายไพฑูรณ์ จดทะเบียนสมรสวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 ต่อมาทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามี โดยนัดพบกันและแสดงออกต่อบุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยา รวมทั้งเข้าพักค้างแรมที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่าน วันที่ 24 มกราคม 2547 เมื่อโจทก์รวบรวมหลักฐานสอบถาม สามียอมรับ ทำให้โจทก์อับอายเสียชื่อเสียง จึงเรียกค่าทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างรู้จักกันเพราะร่วมงาน ไม่ได้ไปน่าน และโจทก์ยังไม่ฟ้องหย่า จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว มิใช่ละเมิดธรรมดา จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเองโดยพิจารณาพยานรวมกัน ทั้งคำเบิกความของสามี ภาพถ่าย พยานบุคคลแวดล้อม พยานพนักงานโรงแรม เอกสารการเข้าพัก และรายการโทรศัพท์ ซึ่งแม้อยู่ในความครอบครองบุคคลภายนอก โจทก์ไม่จำต้องส่งสำเนาให้จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90(2) ศาลเชื่อว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีพฤติการณ์ใกล้ชิดเกินปกติและเข้าพักห้องเดียวกัน เป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทน และจำนวน 50,000 บาทเหมาะสม

ศาลฎีกายังวางหลักว่า การฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องฟ้องหย่าก่อน (ต่างจากวรรคหนึ่งที่ผูกกับเหตุหย่า มาตรา 1516(1)) จึงพิพากษายืน และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาทแทนโจทก์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายไพฑูรณ์ จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยกับนายไพฑูรณ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โดยนัดหมายไปด้วยกันสองต่อสองและแสดงออกแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์รวมทั้งจำเลยกับนายไพฑูรณ์เข้าพักค้างแรมที่โรงแรมซิตตี้ปาร์ค (ที่ถูก โรงแรมซิตี้ปาร์ค) จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 โจทก์ได้รวบรวมหลักฐานและสอบถามนายไพฑูรณ์ นายไพฑูรณ์ยอมรับการกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรู้จักกับนายไพฑูรณ์สามีโจทก์เนื่องจากได้ร่วมงานในหน้าที่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จำเลยไม่ได้ไปจังหวัดน่านกับสามีโจทก์ โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องหย่ากับสามีโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับนายไพฑูรณ์ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยก็ทราบดี โจทก์เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1882-XXXX โดยให้นายไพฑูรณ์เป็นผู้ใช้ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1884-XXXX และเมื่อเดือนมกราคม 2547 นายไพฑูรณ์กับจำเลยรวมทั้งเพื่อนของนายไพฑูรณ์และเพื่อนจำเลยได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารที่ในอำเภอเมืองลำปางโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อนัดหมายกันจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงต่อ ภาพถ่ายหมาย จ.6 เป็นภาพเดียวกันกับภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 มีรูปของจำเลยใส่เสื้อสีขาวทางด้านล่างซ้ายมือ และมีรูปนายไพฑูรณ์อยู่ทางขวา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมากไปนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ถือว่าจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยหาว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ทำนองชู้สาวทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว อันเป็นสิทธิในครอบครัวจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยประเด็นนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับนายไพฑูรณ์ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะกรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช้คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชันและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นมากเกินไป เห็นว่า โจทก์มีนายไพฑูรณ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2547 พยานได้สนใจจำเลยในทางชู้สาวและได้เคยไปรับประทานอาหารด้วยกันในอำเภอเมืองลำปางโดยมีเพื่อนของจำเลยและเพื่อนพยานไปด้วย และพยานกับจำเลยได้เคยเข้าพักโดยนอนด้วยกันที่โรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง นอกจากนี้ในวันที่ 24 มกราคม 2547 พยาน กับจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่านและได้มีเพศสัมพันธ์กัน และในวันที่ 31 มกราคม 2547 พยานและจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมเวียงลคอรและมีเพศสัมพันธ์กันอีก ซึ่งข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ นั้นโจทก์มีนายสมศักดิ์ ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับนายไพฑูรณ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนข้อเท็จจริงว่าพยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และจำเลยที่ในอำเภอเมืองลำปางด้วยกันและสาเหตุที่จำจำเลยได้เพราะระหว่างที่รับประทานอาหารจำเลยได้ตักอาหารและข้าวให้นายไพฑูรณ์ นายเจริญลาภ พยานเคยไปสถานบันเทิงกับนายไพฑูรณ์ ระหว่างนั่งดื่มสุรากันอยู่จำเลยได้เข้ามาหานายไพฑูรณ์และพูดคุยกัน จากนั้นนายไพฑูรณ์ก็กลับออกไปพร้อมกับจำเลย นายพิพัฒน์พลเบิกความว่า พยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์โดยระหว่างรับประทานอาหารจำเลยและเพื่อนจำเลยได้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วย โดยพยานสังเกตเห็นนายไพฑูรณ์ดูแลพูดคุยกับจำเลยเป็นพิเศษ และหลังจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงด้วยกันโดยจำเลยจะนั่งติดกับนายไพฑูรณ์ตลอดเวลาแม้ว่าพยานดังกล่าวจะเป็นเพื่อนกับนายไพฑูรณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยยังได้นำสืบรับว่าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และเพื่อนของนายไพฑูรณ์ที่อำเภอเมืองลำปาง และไปเที่ยวสถานบันเทิงจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสันติ พนักงานต้อนรับของโรงแรมซิตี้ปาร์คเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 พยานเห็นนายไพฑูรย์และจำเลยเข้าพักที่โรงแรม และที่จำได้เพราะเป็นลูกค้ารายแรกที่พยานมาทำงานในช่วงเข้าเวร และขณะนั้นไม่มีลูกค้าอื่น ทั้งพยานยังได้พูดคุยกับนายไพฑูรณ์ ทั้งหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดของนายไพฑูรณ์เกี่ยวกับการขอเปิดเช่าห้องพักของโรงแรมซึ่งสอดคล้องต้องกันกับบัตรจดนามผู้พักเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับเอกสารหมาย ป.จ.2 ซึ่งเป็นหลักฐานการที่นายไพฑูรณ์ขอเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวในวันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 22.30 นาฬิกา โดยมีรายละเอียดระบุว่ามีจำนวนผู้เข้าพัก 2 คน และโจทก์ยังมีพยานปากนายบุญส่ง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ลานจอดรถของโรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เบิกความว่า เห็นจำเลยและนายไพฑูรย์มาพักโรงแรม 2 ครั้ง เหตุที่จำได้เนื่องจากนายไพฑูรณ์ให้ทิปมากกว่าแขกคนอื่นๆ ซึ่งตามหนังสือแจ้งรายการของผู้พักประจำวันที่ 31 มกราคม 2547 เอกสารหมาย จ.5 รายการที่ 7 ก็ปรากฏชื่อนายไพฑูรณ์เป้นผู้เข้าพัก เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียใดๆ กับโจทก์และจำเลย จึงเชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง และยังเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความและตามบันทึกข้อเท็จจริงซึ่งนายไพฑูรณ์ได้ทำขึ้นโดยมีรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายไพฑูรณ์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จึงน่าเชื่อว่านายไพฑูรณ์เบิกความเป็นจริงเช่นกัน ทั้งตามรายการใช้โทรศัพท์ของหมายเลข 0-1882-xxxx ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่นายไพฑูรย์ใช้นั้นได้มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 0-1884-xxxx ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยจำนวนหลายครั้ง อันเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยตลอดในการนัดเจอกัน แม้ว่ารายการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกคือบริษัทแอ็ดวานซ์อินโฟรเซอร์วิช จำกัด โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) จึงรับฟังเป็นพยานได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างว่า วันที่ 23 และ 24 มกราคม 2547 จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารีที่น้ำตกแม่ปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดปานและหลังเสร็จกิจกรรมก็เดินทางกลับบ้านพักโรงเรียนในเวลา 13 นาฬิกา และออกเดินทางกลับบ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ในเวลา 18 นาฬิกา แต่กลับปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นถึงพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กลับไปที่บ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงานจริงหรือไม่ ทั้งช่วงเวลาที่ปรากฏตามบัตรจดนามผู้พักของโรงแรมซิตี้ปาร์ค เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุเวลาเข้าพักว่าเป็นเวลา 22.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างจากเวลาที่จำเลยออกจากบ้านพักโรงเรียนมากพอสมควร ทั้งในช่วงเวลา 22.30 นาฬิกา นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยมิได้อยู่ที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และการที่จำเลยไปรับประทานอาหารกับนายไพฑูรณ์ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของนายไพฑูรณ์โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนรู้จักในการทำงานทั่วไปจนขนาดเพื่อนของนายไพฑูรณ์สังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษนี้ได้และการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งดังกล่าวกับนายไพฑูรณ์โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของนายไพฑูรณ์ เพื่อนของจำเลยและพนักงานโรงแรมก็ตามก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ และค่าทดแทนนั้นเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหายซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับราชการครูเป็นผู้มีชื่อเสียงในเขตอำเภอเมืองปาน และอำเภอเมืองปาน เป็นอำเภอเล็กๆ ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยและนายไพฑูรณ์ย่อมแพร่ไปได้ง่าย ประกอบกับโจทก์มีบุตรกับนายไพฑูรณ์ด้วยกัน 1 คน โดยจำเลยมิได้นำหักล้างในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท นั้นจึงเหมาะสมแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่านายไพฑูรณ์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องได้นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่
สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่