ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4818/2551, ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน, ป.พ.พ. มาตรา 1523 คดีครอบครัว, การละเมิดสิทธิภริยา, ความสัมพันธ์ชู้สาวและสิทธิฟ้อง

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ 

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการฟ้องหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสามี โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยให้สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงและกระทบกระเทือนครอบครัว แม้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนแต่ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิในครอบครัวตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ (ภริยาชอบด้วยกฎหมาย) ฟ้องหญิงอื่นว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสามี

มีหลักฐานจากการไปทานอาหาร พักโรงแรม และพยานยืนยันว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง

จำเลยอ้างว่าเป็นเพียงคนรู้จักร่วมงาน ไม่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา อ้างว่าโจทก์ยังไม่ฟ้องหย่า จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

คดีนี้เข้าข่าย ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง คือ หญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสามีผู้อื่น

การฟ้องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีการฟ้องหย่าก่อน ต่างจากมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุจากมาตรา 1516 (1)

ศาลรับฟังพยานหลักฐานหลายด้าน ทั้งคำให้การสามี ภาพถ่าย พยานบุคคล และเอกสารการเข้าพักโรงแรม

พิพากษายืน ให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

 

👉 สรุป: คดีนี้ยืนยันว่าสิทธิของคู่สมรสในการฟ้องหญิงอื่นเพื่อเรียกค่าทดแทนสามารถทำได้โดยไม่ต้องหย่าก่อน ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิและเกียรติครอบครัวตาม มาตรา 1523 วรรคสอง


การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. สิทธิในการฟ้องหญิงอื่น

มาตรา 1523 วรรคสอง ให้สิทธิภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องหญิงอื่นหรือชายอื่น ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรสตน โดยไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน

ศาลฎีกายืนยันหลักการนี้ ทำให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้โดยตรง

2. ความแตกต่างระหว่างวรรคหนึ่งและวรรคสอง

วรรคหนึ่ง: ต้องมีการฟ้องหย่า และเรียกค่าทดแทนควบคู่กับการหย่า

วรรคสอง: ฟ้องเรียกค่าทดแทนโดยไม่ต้องหย่า เพียงพิสูจน์ว่าหญิงอื่น/ชายอื่นแสดงตนโดยเปิดเผย

3. คดีครอบครัว ไม่ใช่ละเมิดทั่วไป

ศาลชี้ว่าเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว จึงไม่ห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224

แสดงถึงความแตกต่างของการคุ้มครองสิทธิในครอบครัวกับคดีแพ่งทั่วไป

4. พยานหลักฐาน

ศาลรับฟังพยานทั้งบุคคลภายนอก เพื่อนร่วมงาน และเอกสารของโรงแรม

แม้เป็นเพียงสำเนารายการโทรศัพท์ แต่ถือเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองบุคคลภายนอก จึงใช้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)


IRAC Analysis

Issue (ประเด็น):

โจทก์มีสิทธิฟ้องหญิงอื่นเพื่อเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้ยังไม่ได้ฟ้องหย่าหรือไม่

Rule (กฎหมาย):

ป.พ.พ. มาตรา 1523

วรรคหนึ่ง: การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรส ต้องฟ้องหย่าก่อน

วรรคสอง: การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น/ชายอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นชู้ ไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน

Application (การปรับใช้):

จำเลยมีพฤติการณ์เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์

พยานหลักฐานยืนยันทั้งการพักโรงแรมและการแสดงออกต่อสังคม

ศาลจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทน โดยไม่ต้องหย่าก่อน

Conclusion (ข้อสรุป):

โจทก์มีสิทธิฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิของภริยาโดยชอบ


ข้อคิดทางกฎหมาย

1. มาตรา 1523 วรรคสอง เปิดโอกาสให้ฟ้องหญิงอื่น/ชายอื่น โดยไม่ต้องหย่า

2. สิทธิในครอบครัวได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ แตกต่างจากคดีละเมิดทั่วไป

3. พยานบุคคลและพฤติการณ์แวดล้อมมีความสำคัญ แม้ไม่มีหลักฐานโดยตรง

4. ศาลสามารถกำหนดค่าทดแทนโดยพิจารณาจากเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเสียหายทางสังคม

5. คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการปกป้องสิทธิของคู่สมรสที่ถูกละเมิดความสัมพันธ์ในครอบครัว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. เป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ มิใช่คดีละเมิดธรรมดา ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

โจทก์อ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกเป็นพยานไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)


จำเลยไปรับประทานอาหารกับ พ. ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนที่รู้จักในการทำงานทั่วไปและการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลยและพนักงานงานโรงแรมก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้


โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ย่อมไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายไพฑูรณ์ จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยกับนายไพฑูรณ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โดยนัดหมายไปด้วยกันสองต่อสองและแสดงออกแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์รวมทั้งจำเลยกับนายไพฑูรณ์เข้าพักค้างแรมที่โรงแรมซิตตี้ปาร์ค (ที่ถูก โรงแรมซิตี้ปาร์ค) จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 โจทก์ได้รวบรวมหลักฐานและสอบถามนายไพฑูรณ์ นายไพฑูรณ์ยอมรับการกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรู้จักกับนายไพฑูรณ์สามีโจทก์เนื่องจากได้ร่วมงานในหน้าที่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จำเลยไม่ได้ไปจังหวัดน่านกับสามีโจทก์ โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องหย่ากับสามีโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับนายไพฑูรณ์ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยก็ทราบดี โจทก์เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1882-XXXX โดยให้นายไพฑูรณ์เป็นผู้ใช้ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1884-XXXX และเมื่อเดือนมกราคม 2547 นายไพฑูรณ์กับจำเลยรวมทั้งเพื่อนของนายไพฑูรณ์และเพื่อนจำเลยได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารที่ในอำเภอเมืองลำปางโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อนัดหมายกันจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงต่อ ภาพถ่ายหมาย จ.6 เป็นภาพเดียวกันกับภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 มีรูปของจำเลยใส่เสื้อสีขาวทางด้านล่างซ้ายมือ และมีรูปนายไพฑูรณ์อยู่ทางขวา


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมากไปนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ถือว่าจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยหาว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ทำนองชู้สาวทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว อันเป็นสิทธิในครอบครัวจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยประเด็นนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับนายไพฑูรณ์ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะกรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช้คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชันและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นมากเกินไป เห็นว่า โจทก์มีนายไพฑูรณ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2547 พยานได้สนใจจำเลยในทางชู้สาวและได้เคยไปรับประทานอาหารด้วยกันในอำเภอเมืองลำปางโดยมีเพื่อนของจำเลยและเพื่อนพยานไปด้วย และพยานกับจำเลยได้เคยเข้าพักโดยนอนด้วยกันที่โรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง นอกจากนี้ในวันที่ 24 มกราคม 2547 พยาน กับจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่านและได้มีเพศสัมพันธ์กัน และในวันที่ 31 มกราคม 2547 พยานและจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมเวียงลคอรและมีเพศสัมพันธ์กันอีก ซึ่งข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ นั้นโจทก์มีนายสมศักดิ์ ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับนายไพฑูรณ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนข้อเท็จจริงว่าพยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และจำเลยที่ในอำเภอเมืองลำปางด้วยกันและสาเหตุที่จำจำเลยได้เพราะระหว่างที่รับประทานอาหารจำเลยได้ตักอาหารและข้าวให้นายไพฑูรณ์ นายเจริญลาภ พยานเคยไปสถานบันเทิงกับนายไพฑูรณ์ ระหว่างนั่งดื่มสุรากันอยู่จำเลยได้เข้ามาหานายไพฑูรณ์และพูดคุยกัน จากนั้นนายไพฑูรณ์ก็กลับออกไปพร้อมกับจำเลย นายพิพัฒน์พลเบิกความว่า พยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์โดยระหว่างรับประทานอาหารจำเลยและเพื่อนจำเลยได้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วย โดยพยานสังเกตเห็นนายไพฑูรณ์ดูแลพูดคุยกับจำเลยเป็นพิเศษ และหลังจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงด้วยกันโดยจำเลยจะนั่งติดกับนายไพฑูรณ์ตลอดเวลาแม้ว่าพยานดังกล่าวจะเป็นเพื่อนกับนายไพฑูรณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยยังได้นำสืบรับว่าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และเพื่อนของนายไพฑูรณ์ที่อำเภอเมืองลำปาง และไปเที่ยวสถานบันเทิงจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสันติ พนักงานต้อนรับของโรงแรมซิตี้ปาร์คเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 พยานเห็นนายไพฑูรย์และจำเลยเข้าพักที่โรงแรม และที่จำได้เพราะเป็นลูกค้ารายแรกที่พยานมาทำงานในช่วงเข้าเวร และขณะนั้นไม่มีลูกค้าอื่น ทั้งพยานยังได้พูดคุยกับนายไพฑูรณ์ ทั้งหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดของนายไพฑูรณ์เกี่ยวกับการขอเปิดเช่าห้องพักของโรงแรมซึ่งสอดคล้องต้องกันกับบัตรจดนามผู้พักเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับเอกสารหมาย ป.จ.2 ซึ่งเป็นหลักฐานการที่นายไพฑูรณ์ขอเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวในวันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 22.30 นาฬิกา โดยมีรายละเอียดระบุว่ามีจำนวนผู้เข้าพัก 2 คน และโจทก์ยังมีพยานปากนายบุญส่ง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ลานจอดรถของโรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เบิกความว่า เห็นจำเลยและนายไพฑูรย์มาพักโรงแรม 2 ครั้ง เหตุที่จำได้เนื่องจากนายไพฑูรณ์ให้ทิปมากกว่าแขกคนอื่นๆ ซึ่งตามหนังสือแจ้งรายการของผู้พักประจำวันที่ 31 มกราคม 2547 เอกสารหมาย จ.5 รายการที่ 7 ก็ปรากฏชื่อนายไพฑูรณ์เป้นผู้เข้าพัก เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียใดๆ กับโจทก์และจำเลย จึงเชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง และยังเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความและตามบันทึกข้อเท็จจริงซึ่งนายไพฑูรณ์ได้ทำขึ้นโดยมีรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายไพฑูรณ์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จึงน่าเชื่อว่านายไพฑูรณ์เบิกความเป็นจริงเช่นกัน ทั้งตามรายการใช้โทรศัพท์ของหมายเลข 0-1882-xxxx ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่นายไพฑูรย์ใช้นั้นได้มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 0-1884-xxxx ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยจำนวนหลายครั้ง อันเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยตลอดในการนัดเจอกัน แม้ว่ารายการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกคือบริษัทแอ็ดวานซ์อินโฟรเซอร์วิช จำกัด โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) จึงรับฟังเป็นพยานได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างว่า วันที่ 23 และ 24 มกราคม 2547 จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารีที่น้ำตกแม่ปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดปานและหลังเสร็จกิจกรรมก็เดินทางกลับบ้านพักโรงเรียนในเวลา 13 นาฬิกา และออกเดินทางกลับบ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ในเวลา 18 นาฬิกา แต่กลับปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นถึงพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กลับไปที่บ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงานจริงหรือไม่ ทั้งช่วงเวลาที่ปรากฏตามบัตรจดนามผู้พักของโรงแรมซิตี้ปาร์ค เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุเวลาเข้าพักว่าเป็นเวลา 22.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างจากเวลาที่จำเลยออกจากบ้านพักโรงเรียนมากพอสมควร ทั้งในช่วงเวลา 22.30 นาฬิกา นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยมิได้อยู่ที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และการที่จำเลยไปรับประทานอาหารกับนายไพฑูรณ์ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของนายไพฑูรณ์โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนรู้จักในการทำงานทั่วไปจนขนาดเพื่อนของนายไพฑูรณ์สังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษนี้ได้และการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งดังกล่าวกับนายไพฑูรณ์โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของนายไพฑูรณ์ เพื่อนของจำเลยและพนักงานโรงแรมก็ตามก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ และค่าทดแทนนั้นเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหายซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับราชการครูเป็นผู้มีชื่อเสียงในเขตอำเภอเมืองปาน และอำเภอเมืองปาน เป็นอำเภอเล็กๆ ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยและนายไพฑูรณ์ย่อมแพร่ไปได้ง่าย ประกอบกับโจทก์มีบุตรกับนายไพฑูรณ์ด้วยกัน 1 คน โดยจำเลยมิได้นำหักล้างในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท นั้นจึงเหมาะสมแล้ว


มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่านายไพฑูรณ์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องได้นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์


หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยาไปรับประทานอาหารกับ สามีโจทก์. ร่วมกับเพื่อนของหญิงและเพื่อนของ สามี โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนที่รู้จักในการทำงานทั่วไปและการที่หญิงนั้นไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ สามีโจทก์ โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ สามีโจทก์ เพื่อนของหญิงและพนักงานงานโรงแรมก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงนั้นได้ การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องฟ้องหย่าสามีก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องหญิงอื่นได้




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว article
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย article
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ article
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง article
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่ article
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี article
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 article
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง article
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา article
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท article
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 article
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม article
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี article
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า article
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย