
| สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับ สิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลที่สาม และข้ออ้างว่าคู่สมรสได้รู้เห็นเป็นใจหรือให้อภัยต่อการกระทำนั้นแล้ว อันจะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 คดีนี้มีข้อโต้แย้งสำคัญว่า แม้โจทก์จะเคยส่งโทรสารถึงจำเลยที่ 1 โดยมีข้อความบางส่วนเกี่ยวกับการหย่าด้วยความยินยอมและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากพฤติการณ์ชู้สาว แต่ศาลต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวจะถือเป็น การให้อภัยตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามหลักกฎหมาย การให้อภัยที่จะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้น ต้องปรากฏว่าคู่สมรสมีเจตนากลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงการติดต่อเพื่อขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน มิได้แสดงเจตนาที่จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิม อีกทั้งโจทก์ยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยที่ 1 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยการกระทำของจำเลย อันจะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามกฎหมาย นอกจากนี้คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับ สิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสและบุคคลที่สามที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ตามมาตรา 1523 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนค่าทดแทน โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความสัมพันธ์ของคู่สมรส และความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้เป็นภริยา ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนจดทะเบียนสมรส ต่อมาภายหลังจึงได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่มีบุตรร่วมกัน แต่ทั้งสองคบหากันมาเป็นเวลาหลายปี ต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เข้ามาทำงานในหน่วยงานเดียวกัน และทั้งสองได้ไปอยู่กินร่วมกันในลักษณะฉันสามีภริยา โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า โจทก์รู้เห็นเป็นใจและได้ให้อภัยต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว โดยอ้างเอกสารโทรสารที่โจทก์ส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีข้อความบางตอนเกี่ยวกับการหย่าโดยความยินยอม ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย คดีนี้มีประเด็นสำคัญสองประการ ได้แก่ 1. สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไปหรือไม่ เนื่องจากโจทก์รู้เห็นเป็นใจหรือให้อภัยการกระทำของจำเลย 2. จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ และควรกำหนดจำนวนเท่าใด การวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิฟ้องหย่า ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้เอกสารโทรสารที่โจทก์ส่งให้จำเลยที่ 1 จะมีข้อความบางตอนเกี่ยวกับการหย่าโดยความยินยอมและไม่มีการฟ้องเรื่องชู้สาว แต่ต้องพิจารณาถึง เจตนาแท้จริงของการกระทำดังกล่าว ตามหลักกฎหมาย มาตรา 1518 การให้อภัยเหตุหย่าที่จะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้น ต้องมีลักษณะเป็นการยกโทษให้คู่สมรสที่กระทำผิดและมีเจตนากลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป ในคดีนี้ ข้อความในเอกสารส่วนใหญ่เป็นเรื่องการขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน มิได้แสดงเจตนาที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา นอกจากนี้ยังปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 และโจทก์ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยที่ 1 ในข้อหาพยายามฆ่า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์สมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้แตกสลายไปแล้ว และไม่มีทางกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันได้อีก ศาลจึงวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ให้อภัยการกระทำของจำเลย สิทธิฟ้องหย่าจึง ไม่หมดไป การวินิจฉัยเรื่องค่าทดแทน ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่กลับมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามมาตรา 1523 ค่าทดแทนดังกล่าวมิได้หมายถึงเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึง ความเสียหายต่อชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และเกียรติคุณของผู้เป็นภริยา ศาลพิจารณาถึงฐานะทางสังคมของโจทก์ ซึ่งมีการศึกษาระดับปริญญาโทจากต่างประเทศและดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด มีรายได้สูง รวมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าทดแทน 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าทดแทน 150,000 บาท สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 150,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าโจทก์มิได้ให้อภัยแก่จำเลยตามมาตรา 1518 และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามมาตรา 1523 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การให้อภัยเหตุหย่า ตามมาตรา 1518 ว่า การให้อภัยที่จะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปต้องมีลักษณะเป็นการยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิดและกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการติดต่อพูดคุย การตกลงเรื่องทรัพย์สิน หรือการแยกทางกันโดยสงบ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยังยืนยันหลักกฎหมายเกี่ยวกับ ค่าทดแทนจากการมีชู้ ตามมาตรา 1523 ว่า ความเสียหายมิได้จำกัดเฉพาะความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และศักดิ์ศรีของคู่สมรส ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนเงินตามพฤติการณ์แห่งคดี ฐานะทางสังคม และความร้ายแรงของการกระทำ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การกระทำของคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่า จะถือว่าได้ “ให้อภัยเหตุหย่า” จนทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้อภัยตามกฎหมายต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงเจตนาให้คู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิดกลับคืนสู่สถานะครอบครัวเดิมและกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาต่อไป มิใช่เพียงการตกลงเรื่องทรัพย์สินหรือการกล่าวถึงการหย่าโดยความยินยอมเท่านั้น ดังนั้นการที่โจทก์เพียงส่งเอกสารเพื่อขอขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและไม่ได้มีพฤติการณ์จะกลับมาอยู่กินกับจำเลยที่ 1 อีก อีกทั้งยังมีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อจำเลยที่ 1 จึงไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์จึงไม่หมดไป มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การให้อภัยเหตุหย่า (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518) หลักกฎหมายกำหนดว่า หากคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ให้อภัยการกระทำที่เป็นเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่สามารถนำเหตุนั้นมาฟ้องหย่าได้อีก อย่างไรก็ตาม การให้อภัยต้องปรากฏเจตนาอย่างชัดเจนว่าคู่สมรสต้องการกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าเอกสารที่โจทก์ส่งถึงจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการติดต่อเพื่อขนย้ายทรัพย์สิน มิได้แสดงเจตนาจะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา จึงไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยและไม่ทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไป 2. ค่าทดแทนจากการมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523) เมื่อสามีหรือภริยามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลที่สาม อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสและบุคคลที่สามได้ ค่าทดแทนดังกล่าวครอบคลุมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และศักดิ์ศรีของผู้เป็นคู่สมรส ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยา จึงเป็นเหตุหย่าและทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทน โดยจำนวนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดถือว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การให้อภัยเหตุหย่าตามมาตรา 1518 ต้องมีลักษณะอย่างไร คำตอบ การให้อภัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 มิได้หมายถึงเพียงการยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือการพูดคุยตกลงกันระหว่างคู่สมรสเท่านั้น แต่ต้องปรากฏพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่าคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตัดสินใจยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิด และมีเจตนาที่จะกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไปตามปกติ หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสใช้เหตุหย่าที่ตนได้ยกโทษให้แล้วกลับมาฟ้องหย่าในภายหลัง ดังนั้นการพิจารณาว่ามีการให้อภัยหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม เช่น การกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา การใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน หรือการแสดงเจตนาที่ชัดแจ้งว่าต้องการรักษาชีวิตสมรสไว้ หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าว แม้จะมีการติดต่อหรือเจรจากัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย คำถาม 2. การส่งข้อความหรือเอกสารตกลงหย่าโดยความยินยอมถือเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ การส่งข้อความหรือเอกสารที่กล่าวถึงการหย่าโดยความยินยอมระหว่างคู่สมรส มิได้ถือว่าเป็นการให้อภัยตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ การให้อภัยตามมาตรา 1518 ต้องมีเจตนาให้คู่สมรสที่กระทำผิดกลับคืนสู่สถานะในครอบครัวและกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันดังเดิม หากเอกสารหรือข้อความดังกล่าวมีลักษณะเพียงการจัดการเรื่องทรัพย์สิน การแบ่งทรัพย์ หรือการเตรียมการแยกทางกัน ย่อมไม่ถือว่าเป็นการให้อภัย เพราะมิได้มีเจตนาจะดำรงชีวิตสมรสต่อไป ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาเนื้อหาของเอกสารและพฤติการณ์ประกอบทั้งหมด เพื่อวินิจฉัยว่ามีเจตนาให้อภัยหรือไม่ คำถาม 3. หากคู่สมรสทราบว่าคู่ของตนมีชู้ แต่ยังคงติดต่อกันอยู่ จะถือว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ คำตอบ การที่คู่สมรสทราบถึงความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับบุคคลที่สามและยังคงมีการติดต่อหรือพูดคุยกัน มิได้หมายความว่าจะถือเป็นการรู้เห็นเป็นใจโดยอัตโนมัติ การรู้เห็นเป็นใจในทางกฎหมายต้องมีลักษณะเป็นการยินยอมโดยสมัครใจหรือมีพฤติการณ์สนับสนุนให้เกิดความสัมพันธ์ดังกล่าว หากเพียงแต่ทราบเหตุการณ์แต่ไม่ได้ยินยอมหรือไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรสในแต่ละคดี คำถาม 4. ค่าทดแทนจากการมีชู้ตามมาตรา 1523 ครอบคลุมความเสียหายประเภทใด คำตอบ ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 มิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงความเสียหายทางจิตใจ ชื่อเสียง และเกียรติคุณของผู้เป็นคู่สมรสที่ถูกละเมิดสิทธิในชีวิตสมรส การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่นย่อมส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและสถานะทางสังคมของผู้เสียหาย ศาลจึงสามารถกำหนดค่าทดแทนโดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ระยะเวลาของความสัมพันธ์ ความร้ายแรงของการกระทำ และฐานะทางสังคมของคู่ความ คำถาม 5. บุคคลที่สามที่มีความสัมพันธ์กับสามีหรือภริยาของผู้อื่นต้องรับผิดหรือไม่ คำตอบ บุคคลที่สามที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับสามีหรือภริยาของผู้อื่นอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นรู้ว่าคู่กรณีมีคู่สมรสอยู่แล้ว และยังคงมีความสัมพันธ์ในลักษณะฉันชู้สาว การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตสมรสของคู่สมรสฝ่ายที่ถูกกระทบ ศาลจึงอาจกำหนดให้บุคคลที่สามต้องร่วมชดใช้ค่าทดแทนกับคู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิดได้ตามมาตรา 1523 คำถาม 6. ศาลกำหนดจำนวนค่าทดแทนจากการมีชู้โดยใช้หลักเกณฑ์ใด คำตอบ ในการกำหนดจำนวนค่าทดแทน ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ ปัจจัยที่ศาลนำมาพิจารณา ได้แก่ ระยะเวลาของการสมรส ความร้ายแรงของพฤติการณ์ชู้สาว ผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว ฐานะทางสังคมและอาชีพของคู่สมรส รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้เสียหาย ศาลจะใช้ดุลพินิจเพื่อกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี คำถาม 7. หากคู่สมรสย้ายออกจากบ้านและแยกกันอยู่ ยังถือว่าเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ การย้ายออกจากบ้านหรือแยกกันอยู่โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นการให้อภัยเหตุหย่า เพราะการให้อภัยต้องมีลักษณะเป็นการกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา หากคู่สมรสแยกกันอยู่และจัดการทรัพย์สินเพื่อแยกทางกัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์สมรส มิใช่การกลับคืนสู่ชีวิตครอบครัวตามปกติ คำถาม 8. หากมีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาระหว่างคู่สมรส จะส่งผลต่อการพิจารณาเรื่องการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ การแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อคู่สมรสถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสได้แตกสลายอย่างรุนแรง การดำเนินคดีอาญาย่อมสะท้อนว่าผู้เสียหายมิได้มีเจตนาจะให้อภัยหรือกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป ศาลจึงมักนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาว่ามีการให้อภัยเหตุหย่าหรือไม่ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2556 แม้โทรสารที่โจทก์ส่งมายังจำเลยที่ 1 ข้อความบางตอนมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหย่าว่าการหย่าครั้งนี้เป็นการหย่าที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการฟ้องหย่าเรื่องชู้สาวระหว่างจำเลยทั้งสอง แต่กรณีที่จะเป็นการกระทำอันแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลยทั้งสองและทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้นต้องได้ความว่าคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าจะต้องมีเจตนาที่จะยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่ทำผิดกลับคืนสู่สถานะในทางครอบครัวดังเดิม คือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีเจตนากลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป การที่โจทก์ขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ออกจากบ้านที่เคยอยู่กินกับจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิมต่อไปอีก นอกจากนี้โจทก์ยังได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ตามพฤติการณ์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันดังเดิมต่อไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยอันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนอีก 500,000 บาท รวมเป็น 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 300,000 บาท รวม 800,000 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 20,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระ 300,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระ 150,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส ไม่มีบุตรด้วยกัน และจำเลยที่ 1 รับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ประเด็นแรกคือ สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไปหรือไม่ เพราะจำเลยอ้างว่าโจทก์ยินยอม รู้เห็นเป็นใจ และให้อภัยแล้วจากข้อความในโทรสารที่ส่งถึงจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่า แม้รับฟังสำเนาเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) เนื่องจากต้นฉบับสูญหาย แต่เนื้อหาในเอกสารเป็นเพียงการขอขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน มิใช่พฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์มีเจตนายกโทษและกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 1 ไปอยู่กับจำเลยที่ 2 แล้ว และโจทก์ยังแจ้งความดำเนินคดีพยายามฆ่าแก่จำเลยที่ 1 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ให้อภัยจนสิทธิฟ้องหย่าหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ส่วนประเด็นค่าทดแทน ศาลเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายมีความสัมพันธ์และอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยา ย่อมเป็นเหตุหย่าและทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 โดยค่าทดแทนครอบคลุมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี ฐานะทางสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสแล้ว จำนวนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระ 300,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระ 150,000 บาท จึงเหมาะสม ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 150,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภรรยาก่อนจดทะเบียนสมรสโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาภายหลังได้จดทะเบียนสมรสและจำเลยที่ 1 รับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไป เนื่องจากโจทก์ให้ความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์ให้ความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่โจทก์ส่งโทรสารมายังจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่าเป็นผู้ส่งเอกสารมายังจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถอ้างส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาลในการพิจารณาได้เนื่องจากต้นฉบับเอกสารสูญหาย แต่จำเลยที่ 1 ลงชื่อรับรองสำเนาเอกสารดังกล่าวแล้ว ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่คู่ความไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงเพราะเอกสารสูญหาย และเนื่องจากเอกสารที่จำเลยอ้างดังกล่าว จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเอกสารที่มีข้อความว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและได้ให้อภัยแก่จำเลยทั้งสองในการที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว จึงเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องนำสืบสำเนาเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดข้อความในเอกสารดังกล่าวมีเพียงข้อความเกี่ยวกับทรัพย์สินจำพวกสิ่งของ เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 เพื่อขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากบ้าน ซึ่งเป็นบ้านของมารดาจำเลยที่ 1 อันมีลักษณะเป็นเอกสารเพื่อให้เจ้าของสถานที่ยินยอมให้โจทก์นำทรัพย์สินออกมาจากบ้าน อันเป็นการป้องกันมิให้โจทก์ถูกดำเนินคดีในความผิดอาญา แม้ข้อความบางตอนมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหย่าว่า การหย่าครั้งนี้เป็นการหย่าที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการฟ้องหย่าเรื่องชู้สาวระหว่างจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลเห็นว่า กรณีที่จะเป็นการกระทำอันแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการที่โจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยทั้งสองและทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปนั้นต้องได้ความว่า คู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าจะต้องมีเจตนาที่จะยกโทษให้คู่สมรสฝ่ายที่ทำผิดเพื่อที่จะให้คู่สมรสที่ทำผิดกลับคืนสู่สถานะในทางครอบครัวดังเดิม คือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีเจตนากลับมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาในข้อความตามเอกสาร เป็นการที่โจทก์ขอเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ออกจากบ้านที่เคยอยู่กินกับจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะอยู่กินฉันสามีภริยาดังเดิมต่อไป อีกทั้งได้ความจากคำของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2551 นอกจากนี้โจทก์ยังได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ตามพฤติการณ์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยากันดังเดิมต่อไป ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า สมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 มาทำงานที่บริษัท อ.ส.ม.ท. จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งลูกจ้างสำนักวิศวกรรม ในหน่วยงานที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ จากนั้นจำเลยทั้งสองไปพักอาศัยอยู่ด้วยกันตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2551 โดยจำเลยที่ 1 รับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ก่อนไปพักยังที่ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์มีความสัมพันธ์และอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 โดยอยู่กินกันฉันสามีภริยาจึงมีเหตุฟ้องหย่าและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ซึ่งการกำหนดค่าทดแทนที่โจทก์พึงได้รับหมายรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ในฐานะภริยา แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าสมควรได้ค่าทดแทนเท่าใด แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและฐานะความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามี เมื่อคำนึงถึงฐานะทางสังคมของโจทก์ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศบริษัทซันพาราเทค จำกัด (มหาชน) ได้รับเงินเดือนรวมเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางเป็นเงิน 95,000 บาท ต่อเดือน แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 เพิ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2551 และไม่มีบุตรด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 รับว่าคบกับโจทก์ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 7 ปี ไปไหนมาไหนกับโจทก์ไม่ได้หลบ ๆ ซ่อน ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนจำนวน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนจำนวน 150,000 บาท แก่โจทก์นั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




