
| สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญทางกฎหมายครอบครัวว่าด้วย “สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีหรือไม่” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ในกรณีที่เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา มิได้เป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่เป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานจนถึงวันฟ้องคดี สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “รู้หรือควรรู้เหตุหย่าแล้วไม่ฟ้องภายในหนึ่งปี” ว่าจะทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับไปโดยเด็ดขาดหรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อพฤติการณ์อันเป็นเหตุหย่ายังคงมีอยู่ตลอดมา สิทธิฟ้องย่อมยังคงอยู่ ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1529 แม้คู่สมรสจะทราบเหตุมาแล้วเกินหนึ่งปีก็ตาม นับเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะ “เหตุหย่าแบบสิ้นสุดแล้ว” ออกจาก “เหตุหย่าแบบต่อเนื่อง” ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออายุความและสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยละเอียด โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกันหนึ่งคน ต่อมาทั้งสองเคยจดทะเบียนหย่า และภายหลังกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่โดยสมัครใจ แม้จะมิได้กลับมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน แต่สถานะสามีภริยาตามกฎหมายได้กลับคืนมาโดยสมบูรณ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปรู้จักจำเลยที่ 2 และมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยกัน จนจำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยในบ้านของตน และอุปการะเลี้ยงดูในลักษณะฉันสามีภริยา ทั้งยังแสดงตนต่อสาธารณะในลักษณะยกย่องเป็นภริยา โจทก์ยื่นฟ้องขอหย่า พร้อมเรียกค่าทดแทน ค่าดูแลบุตร และขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์รู้เหตุการณ์ดังกล่าวมานานเกินหนึ่งปีแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงระงับไปตามมาตรา 1529 ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เหตุหย่าฐานยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาในกรณีนี้เป็น “เหตุที่สิ้นสุดแล้ว” หรือเป็น “เหตุที่ยังดำเนินต่อเนื่อง” อันมีผลต่อการนับกำหนดหนึ่งปี คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิฟ้องหย่าและการไม่ระงับสิทธิ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ยังอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่การกระทำเพียงครั้งเดียวแล้วเลิก หากเป็นการดำเนินความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ศาลเห็นว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นเหตุที่ยังคงมีอยู่ตลอดมา จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1529 ที่บัญญัติให้สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้เหตุ เพราะมาตรา 1529 มุ่งใช้กับกรณีที่เหตุหย่าเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้เสียหายเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา กล่าวโดยนัยสำคัญ ศาลฎีกาได้วางหลักว่า หากเหตุหย่าเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง การนับหนึ่งปีตามมาตรา 1529 ย่อมไม่อาจเริ่มต้นในลักษณะที่ตัดสิทธิได้ตราบใดที่เหตุยังดำรงอยู่ ศาลยังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่กล่าวว่าไม่ได้มีเจตนาจะกลับมาเป็นสามีภริยาในการจดทะเบียนสมรสครั้งหลังนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจดทะเบียนเป็นไปโดยสมัครใจ และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สำหรับค่าทดแทน ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเข้าลักษณะตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง อันก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าทดแทน และเมื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าสมควรกำหนดค่าทดแทนตามที่ศาลล่างพิพากษา ส่วนอำนาจปกครองบุตร ศาลให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของเด็ก เห็นว่าโจทก์ดูแลบุตรมาโดยตลอด และไม่มีเหตุแสดงว่าเป็นผลเสีย จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (1) และมาตรา 1529 ประเด็นหลักของคดีนี้อยู่ที่การตีความความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 1516 (1) กับมาตรา 1529 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ มาตรา 1516 (1) บัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าเมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง “อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” ซึ่งเป็นการคุ้มครองสถานะความเป็นคู่สมรสและศักดิ์ศรีแห่งครอบครัวโดยตรง ส่วนมาตรา 1529 บัญญัติว่า สิทธิฟ้องหย่าต้องใช้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุหย่า มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับไป สาระสำคัญจึงมิใช่เพียงการนับเวลา แต่เป็นการจำแนก “ลักษณะของเหตุหย่า” ว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นสุดหรือเป็นเหตุที่มีสภาพต่อเนื่อง ในกรณีนี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา มิใช่การกระทำครั้งเดียวแล้วจบ หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะต่อเนื่องตราบใดที่ยังคงดำรงความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ ดังนั้น เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) จึง “ยังคงมีอยู่” ในวันที่ฟ้องคดี เจตนารมณ์ของมาตรา 1529 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสใช้สิทธิฟ้องหย่าในลักษณะยืดเยื้อโดยไม่มีเหตุจำเป็น หรือปล่อยเวลาล่วงเลยจนเกิดความไม่แน่นอนในสถานภาพครอบครัว หากแต่บทบัญญัตินี้มิได้มีเจตนาจะตัดสิทธิในกรณีที่ความเสียหายยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน หากตีความให้สิทธิระงับทั้งที่อีกฝ่ายยังคงยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ย่อมขัดต่อหลักความเป็นธรรมและหลักคุ้มครองสถาบันครอบครัว คำพิพากษานี้จึงเป็นการวางบรรทัดฐานว่า มาตรา 1529 ใช้บังคับกับเหตุหย่าที่ “สิ้นสุดแล้ว” เท่านั้น เช่น การกระทำชู้สาวเพียงครั้งเดียวที่ยุติลงไปแล้ว มิใช่กรณีที่มีการดำเนินชีวิตคู่กับหญิงอื่นอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ศาลยังเชื่อมโยงมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดสิทธิเรียกค่าทดแทนในกรณีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ว่า เมื่อเหตุหย่ายังมีอยู่ สิทธิเรียกค่าทดแทนย่อมเกิดขึ้นด้วย และการกำหนดจำนวนเงินต้องพิจารณาฐานะการเงินของผู้กระทำ ประกอบกับความเสียหายทางจิตใจและสังคมของคู่สมรสฝ่ายผู้เสียหาย ในส่วนอำนาจปกครองบุตร ศาลอาศัยหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหลักทั่วไปในคดีครอบครัว มิใช่พิจารณาจากสิทธิของบิดามารดาแต่ฝ่ายเดียว วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอได้วางหลักไว้ว่า การยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนสมรส หากมีพฤติการณ์แสดงออกอย่างเปิดเผย เช่น พาเข้ามาอยู่ในบ้าน อุปการะเลี้ยงดู ให้สถานะในสังคมเสมือนภริยา ย่อมเข้าลักษณะมาตรา 1516 (1) ส่วนประเด็นอายุความหนึ่งปี ศาลฎีกาได้แยกกรณีออกเป็นสองประเภทอย่างชัดเจน คือ 1. กรณีเหตุหย่าเกิดขึ้นครั้งเดียวและสิ้นสุด เช่น การกระทำชู้สาวในอดีตที่ยุติแล้ว การนับหนึ่งปีเริ่มตั้งแต่วันที่รู้ข้อเท็จจริง 2. กรณีเหตุหย่ามีลักษณะต่อเนื่อง เช่น การดำรงชีวิตคู่กับหญิงอื่นอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง การกระทำย่อมถือว่าเกิดขึ้นทุกวัน จึงไม่อาจถือว่าสิทธิระงับไปเพียงเพราะรู้เหตุครั้งแรกเกินหนึ่งปี คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี” ต้องตีความโดยเคร่งครัดและคำนึงถึงสภาพแห่งเหตุหย่า มิใช่นำกำหนดเวลามาใช้ในลักษณะตัดสิทธิโดยไม่พิจารณาความต่อเนื่องของการกระทำ บรรทัดฐานนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติของทนายความและคู่ความในคดีครอบครัว เพราะหากเหตุหย่ายังดำเนินอยู่ แม้รู้มานานเพียงใดก็ยังสามารถฟ้องหย่าได้ ไม่ตกอยู่ในข้อจำกัดแห่งมาตรา 1529 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 100,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระ 20,000 บาท พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาท และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) และสิทธิฟ้องไม่ระงับตามมาตรา 1529 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าพฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาเป็นเหตุหย่าที่ต่อเนื่อง สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี และการกำหนดค่าทดแทนกับอำนาจปกครองบุตรเหมาะสมแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การตีความบทบัญญัติเรื่องกำหนดเวลาในคดีครอบครัวต้องกระทำโดยคำนึงถึงสภาพแห่งเหตุและความต่อเนื่องของการละเมิดต่อสถานภาพสมรส มิใช่ยึดถือเพียงตัวบทแห่งกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัดจนเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายโดยไม่เป็นธรรม หลักการแยกแยะเหตุหย่าแบบ “สิ้นสุดแล้ว” กับ “ต่อเนื่อง” เป็นสาระสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและศักดิ์ศรีแห่งครอบครัว นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การกำหนดค่าทดแทนต้องพิจารณาฐานะทางการเงินของผู้กระทำและผลกระทบต่อผู้เสียหาย และการกำหนดอำนาจปกครองบุตรต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักเหนือสิทธิของบิดามารดา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความความสัมพันธ์ระหว่างเหตุหย่าฐาน “ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) กับหลัก “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี” ตามมาตรา 1529 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากพฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่องอยู่ในขณะฟ้องคดี สิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสฝ่ายผู้เสียหายย่อมไม่ระงับ แม้จะรู้เหตุมาเกินหนึ่งปีแล้วก็ตาม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา” (ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)) หมายถึงการที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือแสดงพฤติการณ์ต่อสาธารณะในลักษณะให้หญิงอื่นมีฐานะเสมือนภริยา แม้ไม่มีการจดทะเบียนสมรส ก็ถือเป็นเหตุหย่าได้ หากมีลักษณะต่อเนื่องและชัดเจน ศาลถือว่าเป็นการละเมิดต่อสถานภาพสมรสโดยตรง 2. “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี” (ป.พ.พ. มาตรา 1529) เป็นบทบัญญัติกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องหย่า แต่ใช้บังคับเฉพาะกรณีเหตุหย่าได้สิ้นสุดลงแล้ว หากเหตุหย่ายังดำรงอยู่หรือมีลักษณะต่อเนื่อง การนับหนึ่งปีไม่อาจทำให้สิทธิระงับได้ คดีนี้จึงวางหลักสำคัญว่า เหตุหย่าที่ต่อเนื่องไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดแห่งมาตรา 1529 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. สิทธิฟ้องหย่าจะระงับไปเสมอเมื่อรู้เหตุเกินหนึ่งปีหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าเหตุหย่ามีลักษณะสิ้นสุดแล้วหรือยังดำเนินต่อเนื่อง หากเป็นเหตุที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและยุติลงแล้ว การไม่ฟ้องภายในหนึ่งปีอาจทำให้สิทธิระงับ แต่หากเป็นการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาอย่างต่อเนื่อง สิทธิฟ้องหย่ายังคงอยู่แม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี 2. การยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาต้องมีการจดทะเบียนสมรสหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น การแสดงพฤติการณ์อุปการะเลี้ยงดู เปิดเผยต่อสังคม หรือให้สถานะเสมือนภริยา ย่อมเข้าลักษณะตามมาตรา 1516 (1) ได้ แม้มิได้จดทะเบียนสมรส 3. หากคู่สมรสรู้เหตุแต่ยังคงอยู่ร่วมกัน จะถือว่ายินยอมหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี หากไม่มีพฤติการณ์ยินยอมโดยชัดแจ้ง และเหตุหย่ายังดำเนินต่อเนื่อง สิทธิฟ้องหย่ายังคงอยู่ ไม่ถือว่าสละสิทธิ 4. ค่าทดแทนในคดีหย่าคำนวณจากอะไร คำตอบ ศาลพิจารณาจากฐานะการเงินของผู้กระทำ ความเสียหายทางจิตใจ ชื่อเสียง และผลกระทบต่อครอบครัว ไม่มีกำหนดตายตัว ต้องวินิจฉัยตามพฤติการณ์แห่งคดี 5. หากจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาจะเป็นสามีภริยา จะมีผลหรือไม่ คำตอบ หากมีการจดทะเบียนสมรสโดยสมัครใจและมีพฤติการณ์ยืนยันความเป็นสามีภริยา ข้ออ้างว่าไม่มีเจตนาย่อมรับฟังไม่ได้ เพราะสถานะตามกฎหมายเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ 6. การที่เหตุหย่ายังดำเนินต่อเนื่องมีผลต่ออายุความอย่างไร คำตอบ เหตุที่ต่อเนื่องถือว่าเกิดขึ้นทุกวัน การนับหนึ่งปีจึงไม่อาจทำให้สิทธิระงับได้ตราบใดที่การกระทำยังคงมีอยู่ในวันที่ฟ้องคดี 7. การกำหนดอำนาจปกครองบุตรยึดหลักใด คำตอบ ศาลยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ พิจารณาความเหมาะสมในการดูแล ความมั่นคงทางอารมณ์ และสภาพแวดล้อม มิใช่ยึดสิทธิของบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความมาตรา 1529 ว่าสิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับโดยอัตโนมัติเมื่อรู้เหตุเกินหนึ่งปี หากเหตุหย่ายังดำเนินอยู่ ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการวางกลยุทธ์คดีครอบครัวและการปกป้องสิทธิของคู่สมรสฝ่ายผู้เสียหาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2552 โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 20,000 บาท และชำระรายเดือนเดือนละ 4,000 บาทจนบุตรบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนคนละ 150,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 100,000 บาท ขณะที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง พร้อมขอให้หย่ากับโจทก์และให้ตนใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 100,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 20,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาทนับแต่วันพิพากษาจนบุตรบรรลุนิติภาวะ ยกคำขออื่นและยกฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยสรุปว่า คู่ความเคยสมรสกัน มีบุตรหนึ่งคน เคยหย่าและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และนำเข้าพักอาศัยในบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพฤติการณ์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และเมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ยังดำเนินพฤติการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ไม่ระงับตามมาตรา 1529 แม้โจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงมาก่อนเกินหนึ่งปีก็ตาม ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง และจำนวนที่ศาลล่างกำหนดเหมาะสมแล้ว อีกทั้งการให้อำนาจปกครองบุตรแก่โจทก์เหมาะสมกว่าเพราะโจทก์ดูแลบุตรมาตลอดและไม่ปรากฏผลเสียหาย จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ 20,000 บาท และให้ชำระอีกเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงินคนละ 150,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 100,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 20,000 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่วันพิพากษา (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2531 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2532 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 113798 พร้อมบ้านเลขที่ 81/105 หมู่ที่ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ จำเลยที่ 1 นางโตวตี้ มารดาจำเลยที่ 1 เข้าพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านดังกล่าว โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย อ. เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2533 ต่อมาโจทก์กับมารดาจำเลยที่ 1 ทะเลาะกัน จำเลยที่ 1 ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้เด็กชาย อ. อยู่ในความปกครองของโจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท แล้วโจทก์กับเด็กชาย อ. ก็ย้ายออกไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/28 หมู่ที่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยโจทก์ประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเด็กชาย อ. ทุกสัปดาห์และมอบเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 บาท ตลอดมา จนกระทั่งถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2539 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันใหม่ แต่โจทก์ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 81/105 ของจำเลย ซึ่งมีมารดาของจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วย ประมาณเดือนธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 ต่อมาเดือนมีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 ซึ่งตั้งครรภ์กับจำเลยที่ 1 เข้าไปพักอาศัยในบ้านเลขที่ 81/105 กับจำเลยที่ 1 และมารดาจำเลยที่ 1 โจทก์พบจำเลยที่ 2 ที่บ้านดังกล่าวหลายครั้ง คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทดแทนให้โจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. นั้นชอบหรือไม่ เพียงไร พิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาเรื่องเหตุหย่า ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยานั้น โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อีกครั้ง เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปรับความเข้าใจกันได้ จำเลยที่ 1 จึงเจตนาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยที่ 1 เบิกความโต้แย้งว่า ตนมิได้เจตนาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่ต้องจดทะเบียนสมรสกับโจทก์อีกครั้งหนึ่ง เพราะเห็นว่าเด็กชาย อ. บุตรจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะเข้าโรงเรียนเพื่อประโยชน์ของเด็กชาย อ. และการคำนวณลดหย่อนภาษีเงินได้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะขณะที่เด็กชาย อ. เกิดนั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังจดทะเบียนสมรสกันอยู่ เด็กชาย อ. จึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แม้ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันด้วยความสมัครใจ ขณะนั้นโจทก์ไม่ใช่ภริยาของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุเฉพาะตัวของโจทก์ ไม่ทำให้เด็กชาย อ. บุตรชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เด็กชาย อ. จึงยังคงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ตลอดไป จำเลยที่ 1 ย่อมขอลดหย่อนค่าภาษี เนื่องจากต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กชาย อ. ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า การที่จำเลยที่ 1 และโจทก์จดทะเบียนสมรสกันครั้งหลังนี้ จำเลยที่ 1 และโจทก์สมัครใจที่จะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะเป็นสามีภริยากับโจทก์อีกครั้งนั้นย่อมรับฟังไม่ได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วย ในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กับนำจำเลยที่ 2 เข้ามาอยู่ในบ้านเลขที่ 81/105 กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นเป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แล้ว ส่วนโจทก์ไม่เคยแสดงตนว่าเป็นภริยาจำเลยที่ 1 ไม่เคยทะเลาะหรือไล่จำเลยที่ 2 ออกจากบ้านหรือเพิ่งแสดงตนว่าเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เพราะจำเลยที่ 2 กับพี่สาวโจทก์ทะเลาะวิวาททำร้ายกันนั้น ก็มิใช่กรณีที่โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากัน เพราะเมื่อจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว โจทก์ก็ไม่ทราบเรื่อง ขณะที่โจทก์พบจำเลยที่ 2 อยู่ในห้องนอนจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ก็ตั้งครรภ์แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีเหตุฟ้องแย้งขอหย่าโจทก์โดยอ้างเหตุว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมา โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ และโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์มีเหตุหย่าและให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันนั้นชอบแล้ว และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทดแทนให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงสถานภาพของจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เคยทำงานที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับเงินเดือน เดือนละ 23,000 บาท เริ่มทำงานที่บริษัทอิริกสัน จำกัด มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท จนกระทั่งได้รับการขึ้นเงินเดือนเป็นเดือนละ 90,000 บาท และสามารถใช้เงินโจทก์และเด็กชาย อ. ใช้เดือนละ 6,000 บาท ถึง 7,000 บาท บางครั้งเป็น 10,000 บาท มีที่ดิน 2 แปลง แปลงหนึ่งมีบ้านที่ตนใช้พักอาศัยอยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินดี แม้ขณะที่มาเบิกความ จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่มีงานทำแต่จำเลยที่ 1 ก็เคยพบเหตุการณ์นี้เมื่อกลับจากประเทศซาอุดีอาระเบียก็ว่างงานอยู่นานถึง 7 เดือน ก็ไม่ขัดขวางการดำรงชีพของจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์มีรายได้จากการรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า และยังต้องเสียค่าเช่าบ้านด้วย จึงเห็นว่าค่าทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้น คดีมีประเด็นข้อสุดท้ายเรื่องการใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. นั้น เห็นว่า เด็กชาย อ. อยู่ในความดูแลของโจทก์ตลอดมาตั้งแต่โจทก์ยังอยู่ร่วมบ้านกับจำเลยที่ 1 หรือแยกออกมาอยู่ต่างหากจากจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าการปกครองดูแลเด็กชาย อ. ของโจทก์มีผลเสียหายอย่างไร แต่กลับปรากฏผลดีเพราะโจทก์เป็นหญิงมีความละเอียดอ่อนในการดูแลบุตร ทั้งโจทก์ประกอบอาชีพอยู่ภายในบ้าน ย่อมมีเวลาในการเลี้ยงดูบุตร และโจทก์ก็ยังไม่มีสามีใหม่ที่จะมาแบ่งปันเวลาและความรักที่มีต่อเด็กชาย อ. ซึ่งต่างกับจำเลยที่ 1 ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทั้งมีครอบครัวใหม่กับจำเลยที่ 2 และบุตรกับจำเลยที่ 2 การให้เด็กชาย อ. บุตรอยู่ในความดูแลของโจทก์ย่อมเหมาะสมกว่า ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ปัจจุบันเด็กชาย อ. กลับมาอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 81/105 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เพราะโจทก์ไม่มีเวลามาดูแลให้ความอบอุ่น โจทก์ก็แก้ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าจะให้บุตรไปศึกษาต่อต่างประเทศจึงขอให้โจทก์ไปทำหนังสือยินยอมที่สถานกงสุล โจทก์จึงต้องยินยอมให้บุตรไปอยู่กับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นแก่อนาคตของบุตรแต่บุตรก็ยังไม่ได้ไปต่างประเทศ ต้องอาศัยอยู่กับย่าซึ่งอายุมากแล้วที่บ้านเลขที่ 81/105 ตามลำพังสองคน เพราะจำเลยที่ 1 ได้แยกไปอยู่กับครอบครัวใหม่อีกที่หนึ่ง ทำให้ในตอนกลางวันบุตรเล่นแต่เกมคอมพิวเตอร์ และออกไปเที่ยวเตร่กลางคืนเป็นบางครั้ง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดูแลใกล้ชิด ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงยังไม่แน่นอนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา และนำมารับฟังวินิจฉัยประกอบฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองนั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
