
| สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายครอบครัวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่สมรสมีกรณีพิพาทถึงขั้นมีการร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาวและมีข้อความพาดพิงเหยียดหยามบุพการี แต่ภายหลังเกิดเหตุ คู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องได้กลับมาอยู่ร่วมบ้านและอยู่กินฉันสามีภริยากับอีกฝ่ายอีกครั้ง พร้อมมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงและการถอนเรื่องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงมิได้อยู่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่า เมื่อคู่สมรสได้แสดงพฤติการณ์ให้อภัยโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายแล้ว สิทธิในการฟ้องหย่าซึ่งเกิดจากเหตุนั้นจะยังคงอยู่หรือย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเน้นหลักการว่าการกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาหลังเกิดเหตุ เป็นพฤติการณ์ที่มีนัยสำคัญในทางกฎหมาย อันอาจตีความได้ว่าเป็นการให้อภัย ซึ่งทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไป คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า แม้เหตุหย่าอาจเคยเกิดขึ้น แต่หากมีการให้อภัยโดยพฤติการณ์อันชัดแจ้งแล้ว ศาลไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1518 อันมุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวและความมั่นคงแห่งการสมรส ข้อเท็จจริงโดยสรุปอย่างละเอียด คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยอ้างเหตุแห่งการหย่าหลายประการ ได้แก่ การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์มีพฤติกรรมชู้สาว การว่าจ้างนักสืบเอกชนติดตามพฤติกรรมของโจทก์ การขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากบ้าน และการส่งข้อความพาดพิงเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จำเลยได้ถอนหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 โดยระบุเงื่อนไข 3 ประการ คือ ให้โจทก์กลับเข้าบ้าน ปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ดูแลบุตรภริยา และประพฤติตนให้เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ทั้งนี้โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะกลับเข้าอยู่อาศัยในบ้านเดิมและใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกับจำเลยต่อไป ข้อเท็จจริงสำคัญคือ โจทก์บรรยายฟ้องเองว่า ภายหลังเดือนสิงหาคม 2557 เมื่อจำเลยถอนเรื่องร้องเรียนแล้ว โจทก์ได้กลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้งในเดือนกันยายน 2557 และใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไป จำเลยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ศาลจึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยหลัก 2 ชั้น ประเด็นที่หนึ่ง การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การร้องเรียน การว่าจ้างนักสืบ และการขนย้ายทรัพย์สิน ยังไม่ถึงขนาดเป็นเหตุหย่า ส่วนประเด็นข้อความพาดพิงบุพการี แม้เข้าลักษณะเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ก็ต้องพิจารณาประเด็นการให้อภัยประกอบ ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นหัวใจของคดี คือ เมื่อมีการกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาหลังเกิดเหตุแล้ว สิทธิฟ้องหย่ายังมีอยู่หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดประเด็นเรื่องการให้อภัยไว้โดยตรง แต่ศาลมีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่า เหตุหย่ายังคงมีอยู่ในขณะฟ้องหรือไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 หากคู่สมรสได้ให้อภัยแล้ว ย่อมไม่อาจนำเหตุนั้นมาฟ้องหย่าได้อีก ศาลเห็นว่า การที่โจทก์กลับเข้าอยู่อาศัยในบ้านเดิมและใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกับจำเลยต่อไป เป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัย แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุคำว่า “ให้อภัย” โดยตรง แต่การกระทำย่อมมีนัยทางกฎหมายชัดเจน เมื่อสิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าวหมดไปแล้ว ศาลไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1518 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 บัญญัติว่า หากคู่สมรสได้ให้อภัยแก่กันในเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจยกเหตุนั้นมาฟ้องหย่าได้อีก หลักการนี้มีเจตนารมณ์สำคัญ 3 ประการ หนึ่ง เพื่อส่งเสริมการประนีประนอมและการกลับคืนดีในครอบครัว สอง เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายใดใช้เหตุเก่าที่ได้ยกโทษแล้วมาฟ้องซ้ำ สาม เพื่อสร้างเสถียรภาพแห่งสถานะสมรส มิให้การสมรสตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน การให้อภัยตามมาตรา 1518 ไม่จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร อาจเกิดจากพฤติการณ์ เช่น การกลับมาอยู่ร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ชีวิตครอบครัวต่อเนื่อง หรือการแสดงเจตนายกโทษโดยชัดแจ้ง ในคดีนี้ ศาลตีความว่า “การกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา” เป็นการให้อภัยโดยปริยาย ซึ่งมีผลตัดสิทธิฟ้องหย่า แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและการวิเคราะห์เชิงระบบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา วางหลักสอดคล้องกันว่า หากคู่สมรสฝ่ายผู้เสียหายทราบเหตุหย่าแล้ว แต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยาต่อไปโดยสมัครใจ ย่อมถือว่าได้ให้อภัย หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “การให้อภัยในคดีหย่า” ในกฎหมายครอบครัว ซึ่งถือว่าการกลับไปใช้ชีวิตคู่หลังทราบเหตุ เป็นการยกโทษและฟื้นฟูความสัมพันธ์ คดีนี้มีความสำคัญเชิงบรรทัดฐานใน 2 ประเด็น หนึ่ง ศาลสามารถหยิบยกมาตรา 1518 ขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้โต้แย้ง สอง การให้อภัยอาจตีความจากพฤติการณ์โดยไม่จำต้องมีถ้อยคำระบุชัด สาระสำคัญที่สุดที่คดีนี้ตอกย้ำ คือ “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว แม้การให้อภัยนั้นจะมิได้กล่าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม” เมื่อเหตุหย่าถูกลบล้างด้วยการให้อภัยแล้ว ย่อมไม่มีเหตุหย่าเหลืออยู่ในขณะฟ้อง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นเห็นว่า การร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาว การว่าจ้างนักสืบ และการขนย้ายทรัพย์สิน ยังไม่ถึงขนาดเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุโจทก์กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลย จึงถือว่าเหตุหย่าถูกลบล้าง พิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น 3. ส่วนศาลฎีกาเห็นพ้องว่า การกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นพฤติการณ์ให้อภัยตามมาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าระงับแล้ว จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการ ประการแรก สิทธิฟ้องหย่าไม่ใช่สิทธิสัมบูรณ์ หากเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับ “เหตุหย่า” และเหตุหย่านั้นต้องคงอยู่จนถึงขณะฟ้อง หากเหตุถูกลบล้างด้วยการให้อภัย สิทธิย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย ประการที่สอง การให้อภัยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำโดยตรง การกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาโดยสมัครใจภายหลังทราบเหตุ ถือเป็นการให้อภัยโดยพฤติการณ์ อันมีผลทางกฎหมายโดยชัดแจ้ง ประการที่สาม ศาลมีอำนาจยกบทบัญญัติมาตรา 1518 ขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอ้าง เพราะเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิฟ้องหย่า หากศาลเพิกเฉยต่อประเด็นนี้ ย่อมขัดต่อบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัว สาระสำคัญที่ต้องตระหนักคือ เมื่อคู่สมรสเลือก “กลับคืนดี” แล้ว กฎหมายย่อมถือว่าความผิดในอดีตถูกยกโทษ หากไม่มีเหตุใหม่เกิดขึ้นภายหลัง ย่อมไม่อาจนำเหตุนั้นกลับมาฟ้องหย่าได้อีก กล่าวโดยสรุปอย่างเข้มข้นในทางหลักกฎหมาย คือ “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว เพราะเหตุหย่าถูกลบล้างตามมาตรา 1518 และถือว่าไม่คงอยู่ในขณะฟ้อง” ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า “สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 แม้การกระทำของจำเลยอาจเข้าข่ายเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ก็ตาม แต่หากคู่สมรสฝ่ายผู้เสียหายได้แสดงพฤติการณ์ให้อภัยโดยกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาภายหลังเกิดเหตุแล้ว เหตุหย่าย่อมถือว่าสิ้นสุดลง และไม่อาจนำเหตุนั้นมาฟ้องหย่าได้อีก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยยืนตามศาลล่างว่า สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ได้หมดไปแล้ว มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 โดยพิจารณาประกอบมาตรา 1516 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อให้อภัยแล้ว หลักกฎหมายตามมาตรา 1518 บัญญัติว่า หากคู่สมรสให้อภัยในเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจยกเหตุนั้นขึ้นฟ้องหย่าได้อีก การให้อภัยอาจเกิดโดยพฤติการณ์ เช่น การกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ซึ่งศาลถือว่าเป็นการลบล้างเหตุหย่า ทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปโดยผลของกฎหมาย 2. การให้อภัยโดยพฤติการณ์ แม้ไม่มีถ้อยคำระบุชัดว่า “ให้อภัย” แต่หากฝ่ายผู้เสียหายทราบเหตุแล้วสมัครใจกลับมาใช้ชีวิตคู่ต่อไป ย่อมถือเป็นการให้อภัยโดยปริยาย การให้อภัยดังกล่าวทำให้เหตุหย่าไม่คงอยู่จนถึงวันฟ้อง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การกลับมาอยู่บ้านเดียวกันถือว่าให้อภัยเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องถือว่าให้อภัยเสมอไป ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์รวมทั้งหมด หากเป็นการกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาโดยสมัครใจและต่อเนื่อง ศาลมักตีความว่าเป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 2. หากมีการทำบันทึกข้อตกลงแต่ไม่ระบุคำว่า “ให้อภัย” จะถือว่าให้อภัยหรือไม่ คำตอบ ได้ หากพฤติการณ์แสดงชัดเจนว่าคู่สมรสกลับมาดำรงชีวิตคู่ต่อไป การให้อภัยอาจเกิดโดยปริยาย ไม่จำต้องใช้ถ้อยคำเฉพาะ 3. หากให้อภัยแล้วสามารถฟ้องหย่าได้อีกหรือไม่ คำตอบ ไม่สามารถฟ้องโดยอาศัยเหตุเดิมได้ เพราะสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้ว เว้นแต่จะมีเหตุหย่าใหม่เกิดขึ้นภายหลัง 4. ศาลสามารถยกประเด็นการให้อภัยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิฟ้องหย่า หากเหตุถูกให้อภัยแล้ว ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้หย่า 5. การถอนคำร้องเรียนมีผลเป็นการให้อภัยโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ไม่โดยอัตโนมัติ แต่เป็นพฤติการณ์ประกอบการพิจารณา หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกันด้วย ย่อมมีน้ำหนักมากในทางกฎหมาย 6. การให้อภัยต้องทำทันทีหลังเกิดเหตุหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องทันที แต่ต้องเป็นการกระทำโดยสมัครใจภายหลังทราบเหตุหย่าแล้ว และแสดงเจตนายกโทษชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์ 7. หากถูกหมิ่นประมาทบุพการีอย่างร้ายแรง ยังสามารถให้อภัยได้หรือไม่ คำตอบ สามารถให้อภัยได้ เพราะมาตรา 1518 ใช้กับเหตุหย่าทุกประเภท หากให้อภัยแล้ว ย่อมตัดสิทธิฟ้องในเหตุนั้น 8. ถ้ากลับมาอยู่ร่วมกันเพราะถูกกดดัน จะถือว่าให้อภัยหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าเป็นการสมัครใจหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้สมัครใจจริง ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นการให้อภัย 9. การให้อภัยมีผลลบล้างเหตุหย่าทั้งหมดหรือเฉพาะเหตุที่ทราบ คำตอบ ลบล้างเฉพาะเหตุที่ผู้ให้อภัยทราบในขณะนั้น หากมีเหตุอื่นที่ไม่ทราบ ยังคงใช้เป็นเหตุฟ้องได้ 10. เหตุหย่าต้องคงอยู่ถึงวันฟ้องหมายความว่าอย่างไร คำตอบ หมายความว่า ในวันที่ยื่นฟ้องต้องยังมีเหตุหย่าที่ยังไม่ถูกให้อภัยหรือไม่ถูกลบล้าง หากเหตุสิ้นไปก่อนฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10157/2559 โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับหญิงอื่น ต่อมาเดือนสิงหาคม 2557 จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ยอมกลับมาอยู่กับจำเลยที่บ้าน จึงเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายระบุถึงพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัยจำเลยโดยยอมกลับมาอยู่กับจำเลยภายหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) อีกทั้งจำเลยได้ยื่นถอนเรื่องร้องเรียนความประพฤติด้านชู้สาวของโจทก์ต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ว่า จำเลยตกลงใจถอนเรื่องร้องเรียนโดยมีเงื่อนไข 3 ประการ คือให้โจทก์กลับเข้าบ้านและปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีดูแลบุตรภริยาตามเดิม ให้โจทก์ปฏิบัติตนในทางที่ดี ไม่ให้เป็นที่ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยาม ซุบซิบนินทาของบุคคลทั่วไปในสังคมและให้โจทก์ให้เกียรติยกย่องบุคคลในครอบครัวอันได้แก่ บุตร ภริยา ตามกาลเทศะที่เหมาะสม โดยโจทก์ก็ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะกลับเข้าพักในบ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิม แม้ข้อตกลงจะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลย แต่พฤติการณ์ที่โจทก์แสดงออกโดยกลับมาอยู่บ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิมเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อการกระทำของจำเลยที่ส่งข้อความหมิ่นประมาทบิดาของโจทก์ สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ในเรื่องนี้จึงหมดไป ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาหย่าขาดจากจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาวของโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชา ว่าจ้างนักสืบติดตาม หรือให้ขนทรัพย์สินของโจทก์ออกจากบ้าน ยังไม่ถึงขนาดเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และเมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติว่าไม่เป็นเหตุหย่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ ข้อความที่จำเลยส่งพาดพิงเหยียดหยามบุพการีโจทก์เป็นเหตุหย่าหรือไม่ และสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 หรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องการให้อภัยไว้ แต่ศาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าเหตุหย่ายังคงอยู่จนถึงวันฟ้องหรือไม่ หากคู่กรณีให้อภัยแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ และศาลสามารถยกมาตรา 1518 ขึ้นวินิจฉัยเองได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจำเลยถอนเรื่องร้องเรียน โจทก์ได้กลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้ง และตามคำฟ้องเองก็ระบุพฤติการณ์ดังกล่าว โดยจำเลยมิได้โต้แย้ง จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่รับกันแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) อีกทั้งมีบันทึกข้อตกลงให้โจทก์กลับเข้าบ้านและใช้ชีวิตครอบครัวต่อไป แม้เอกสารมิได้ระบุคำว่าให้อภัย แต่การกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาภายหลังเหตุ ย่อมเป็นการแสดงว่าโจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลยแล้ว ดังนั้น สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์จึงระงับไป ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาวของโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาโจทก์ก็ดี หรือการที่จำเลยว่าจ้างนักสืบเอกชนให้คอยติดตามความเคลื่อนไหวของโจทก์ยังไม่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควรจึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ ส่วนการที่จำเลยให้คนขนทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากบ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 1 ตำบลเสาไห้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มาวางไว้ที่หน้าบ้านพักประจำตำแหน่งของโจทก์ภายในโรงเรียนอนุบาลสระบุรียังไม่ถือเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติว่าเหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติว่าเหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยส่งเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ ซึ่งตรงกับสำเนาข้อความในส่วนที่พาดพิงบุพการีโจทก์เป็นการเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงซึ่งถือว่าเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ และการที่มีการพูดคุยเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยยื่นถอนเรื่องร้องเรียนโจทก์แล้วโจทก์กลับไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยอีกครั้ง เมื่อเดือนกันยายน 2557 การกระทำดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว สิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 หมดไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานว่ากรณีมีเหตุฟ้องหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยประพฤติชั่วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ก) - (ค) หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ตามมาตรา 1516 (3) หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) หรือไม่ แม้จะไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องการให้อภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ไว้ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้หย่ากันได้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นจำต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการหย่าว่ายังคงมีอยู่จนถึงขณะฟ้องคดีหรือไม่ หากเหตุหย่านั้นหมดไปเพราะคู่กรณีให้อภัยซึ่งกันและกันแล้วศาลชั้นต้นก็ไม่อาจพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ดังนั้น แม้คู่ความจะมิได้ให้การโต้แย้งไว้ ศาลชั้นต้นสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่ถือว่าโจทก์ให้อภัยจำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ว่าโจทก์มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับหญิงอื่น ต่อมาเดือนสิงหาคม 2557 จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ยอมกลับมาอยู่กับจำเลยที่บ้านจึงเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายระบุถึงพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัยจำเลยโดยยอมกลับมาอยู่กับจำเลยภายหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) อีกทั้งเมื่อตรวจดูเอกสาร จำเลยได้ยื่นถอนเรื่องร้องเรียนความประพฤติด้านชู้สาวของโจทก์ต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 1 ว่า จำเลยตกลงใจถอนเรื่องร้องเรียนโดยมีเงื่อนไข 3 ประการ คือให้โจทก์กลับเข้าบ้านและปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีดูแลบุตรภริยาตามเดิม ให้โจทก์ปฏิบัติตนในทางที่ดี ไม่ให้เป็นที่ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยามซุบซิบนินทาของบุคคลทั่วไปในสังคมและให้โจทก์ให้เกียรติยกย่องบุคคลในครอบครัวอันได้แก่ บุตร ภริยา ตามกาลเทศะที่เหมาะสม โดยโจทก์ก็ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะกลับเข้าพักในบ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิม แม้ข้อตกลงตามเอกสารจะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลย แต่พฤติการณ์ที่โจทก์แสดงออกโดยกลับมาอยู่บ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิมเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อการกระทำของจำเลยที่ส่งข้อความหมิ่นประมาทบิดาของโจทก์ สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ในเรื่องนี้จึงหมดไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




