ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

อำนาจปกครองบุตรหลังการหย่า, หลักความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ, สิทธิของบิดามารดาในการติดต่อบุตร, การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถ, ฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร, ประเด็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ., แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้ปกครอง, การพิจารณาฐานะและความใกล้ชิดของบุตร, สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูที่ยังไม่ถูกวินิจฉัย, การเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1521, คดีหย่าและสิทธิในตัวบุตร, อำนาจศาลในคดีครอบครัว, การกำหนดสิทธิพบปะบุตร

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังการหย่าร้าง และการพิจารณาสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยศาลได้วางหลักสำคัญว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวผู้ปกครองต้องคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 มิใช่พิจารณาแต่เพียงฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาหรือมารดา นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นสำคัญเรื่องฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ยังมิได้มีคำวินิจฉัยในคดีก่อน จะถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับสิทธิฟ้องแย้งในคดีครอบครัวไว้อย่างชัดเจน

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ต่อมามีข้อพิพาทกัน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยพาบุตรไปอยู่กับมารดาของตน เป็นการจงใจทิ้งร้างเกินกว่า 1 ปี และเคยฟ้องหย่า จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ทิ้งร้าง แต่ย้ายออกเพราะถูกโจทก์ทำร้าย อีกทั้งตนมีเวลาสามารถเลี้ยงดูบุตรได้ใกล้ชิดกว่า พร้อมฟ้องแย้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท

ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงหย่ากัน เหลือเพียงประเด็นเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดู

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่หนึ่ง ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย แต่โจทก์เป็นครู ต้องไปสอนในเวลากลางวัน และกลับบ้านได้เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ บุตรมีอายุเพียง 3 ปี การอยู่กับบิดาย่อมไม่สะดวก แม้จะสามารถหาผู้ดูแลแทนได้ก็ตาม

ศาลเห็นว่าความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากมารดา ซึ่งดูแลบุตรมาตั้งแต่เกิด เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก และจำเลยมิได้ยากจนถึงขนาดเลี้ยงดูไม่ได้ จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง

อย่างไรก็ดี แม้อำนาจปกครองจะตกแก่จำเลย โจทก์ยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามมาตรา 1521

ประเด็นที่สอง ฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่

โจทก์อ้างว่าฟ้องแย้งของจำเลยซ้ำกับคดีก่อนที่ถึงที่สุดแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีก่อน ศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ดังนั้น การนำมาฟ้องแย้งในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นยังไม่ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 ป.วิ.พ.

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1521 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองโดยคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์เป็นศูนย์กลาง มิใช่คุ้มครองสิทธิของบิดาหรือมารดาในเชิงแข่งขันกัน

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า

หนึ่ง ฐานะทางการเงินไม่ใช่ปัจจัยเด็ดขาด

สอง ความใกล้ชิดและความอบอุ่นในวัยเด็กเป็นปัจจัยสำคัญ

สาม สิทธิพบปะบุตรยังคงอยู่แม้อำนาจปกครองตกแก่ฝ่ายหนึ่ง

ในส่วนประเด็นฟ้องซ้ำ ศาลยึดหลักว่าการจะถือเป็นฟ้องซ้ำ ต้องเป็นกรณีที่ประเด็นเดียวกัน คู่ความเดียวกัน และมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากประเด็นใดยังมิได้ถูกวินิจฉัย สิทธิฟ้องย่อมยังไม่ระงับ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองต้องยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลัก มิใช่ฐานะหรือเกียรติยศของคู่ความ อีกทั้งการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิที่มีลักษณะต่อเนื่อง สามารถเรียกร้องได้ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นนั้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า คดีไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 เมื่อคู่ความตกลงหย่ากันแล้ว ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองได้คำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญแล้ว และการฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูไม่เป็นฟ้องซ้ำ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน เห็นพ้องว่าความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากมารดาเหมาะสมแก่บุตรผู้เยาว์วัย 3 ปี มากกว่าการอยู่กับบิดาซึ่งไม่สะดวกในการดูแล อีกทั้งประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัย จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ.

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญ 3 ประการ

ประการแรก อำนาจปกครองมิใช่สิทธิส่วนบุคคลของบิดามารดา แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องใช้อยู่บนพื้นฐานแห่ง “ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์” ตามมาตรา 1521 ศาลจะประเมินองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งอายุเด็ก ความใกล้ชิด ความมั่นคงทางจิตใจ ความพร้อมในการดูแลอย่างแท้จริง มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะทางการเงิน

ประการที่สอง สิทธิของบิดาหรือมารดาที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ยังมีสิทธิในการติดต่อและเยี่ยมเยียนบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ อันเป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและส่งเสริมพัฒนาการทางจิตใจของเด็ก

ประการที่สาม หลักฟ้องซ้ำต้องตีความอย่างเคร่งครัด หากประเด็นใดยังมิได้ถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในประเด็นนั้นย่อมยังไม่ระงับ การฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 ป.วิ.พ.

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงสารบัญญัติและกระบวนพิจารณา โดยยืนยันว่า ศาลต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลางในการวินิจฉัย และต้องคุ้มครองสิทธิเรียกร้องที่ยังมิได้ถูกวินิจฉัยให้ครบถ้วน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่า โดยต้องคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 มิใช่พิจารณาแต่เพียงฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาหรือมารดา อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในคดีก่อน จะถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อประเด็นดังกล่าวยังมิได้ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด สิทธิฟ้องย่อมยังไม่ระงับ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ (ป.พ.พ. มาตรา 1521)

ศาลวางหลักว่าการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นศูนย์กลาง แม้บิดาจะมีฐานะดีกว่า แต่หากมารดาใกล้ชิดและดูแลบุตรได้เหมาะสมกว่า โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก ศาลย่อมกำหนดให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้รับอำนาจปกครองยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามสมควร

2. ฟ้องซ้ำและสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู (ป.วิ.พ. มาตรา 148)

การจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำต้องเป็นกรณีที่ประเด็นเดียวกันได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากในคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธิเรียกร้องในประเด็นดังกล่าวยังไม่ระงับ การฟ้องแย้งในคดีหลังจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. บิดามีฐานะดีกว่ามารดาเสมอไปหรือไม่ในการขออำนาจปกครอง

คำตอบ

ไม่ใช่ ศาลพิจารณาประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลัก ฐานะทางการเงินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง มิใช่ปัจจัยเด็ดขาด

2. เด็กเล็กมีผลต่อการกำหนดผู้ปกครองหรือไม่

คำตอบ

มีผลอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กวัยก่อนเข้าเรียน ความใกล้ชิดและการดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงดูหลักมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ

3. ผู้ที่ไม่ได้อำนาจปกครองยังพบลูกได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ แม้อำนาจปกครองตกแก่ฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายยังมีสิทธิพบปะติดต่อบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์

4. การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องฟ้องพร้อมคดีหย่าหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น หากประเด็นดังกล่าวยังมิได้ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด สามารถยกขึ้นเรียกร้องในคดีภายหลังได้

5. ฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. คืออะไร

คำตอบ

คือการนำคดีที่มีคู่ความและประเด็นเดียวกัน ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มาฟ้องใหม่อีก หากประเด็นยังไม่เคยวินิจฉัย ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ

6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคำนวณจากอะไร

คำตอบ

พิจารณาจากความจำเป็นของผู้เยาว์และความสามารถในการชำระของผู้มีหน้าที่เลี้ยงดู โดยต้องสมดุลและเหมาะสมแก่ฐานะ

7. หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงภายหลัง สามารถขอเปลี่ยนผู้ปกครองได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ ตามมาตรา 1521 หากปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควร หรือพฤติการณ์เปลี่ยนไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวได้

8. หากศาลในคดีก่อนไม่ได้วินิจฉัยเรื่องค่าเลี้ยงดู จะถือว่าสิทธิระงับหรือไม่

คำตอบ

ไม่ระงับ เพราะยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นนั้น สิทธิฟ้องยังคงอยู่

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3035/2533

โจทก์จำเลยต่างสามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ แต่การให้บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เป็นการไม่สะดวก เพราะโจทก์กลับบ้านได้เฉพาะ วันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนการให้บุตรผู้เยาว์อยู่กับมารดาได้รับความอบอุ่นมากกว่าเพราะอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และแม้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์จะตกแก่จำเลยก็ตาม โจทก์มีสิทธิจะติดต่อกับบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์ คดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์ในนี้ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้อีก ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148.

มาตรา 1521  ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย อ้างว่าจำเลยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่กับมารดาและทิ้งร้างเกิน 1 ปี พร้อมขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

จำเลยให้การว่าไม่ได้ทิ้งร้าง แต่ย้ายออกเพราะถูกทำร้าย และตนมีเวลาเลี้ยงดูบุตรได้ดีกว่า อีกทั้งฟ้องแย้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท โดยโต้แย้งว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำ เหตุหย่า และผู้ใช้อำนาจปกครอง ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงหย่ากัน คงเหลือเฉพาะประเด็นอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์มีฐานะดีกว่า แต่บุตรอายุ 3 ปี การอยู่กับมารดาซึ่งใกล้ชิดและดูแลตลอดเวลาย่อมเหมาะสมกว่า ตามมาตรา 1521 อีกทั้งประเด็นค่าเลี้ยงดูในคดีก่อนยังไม่ถูกวินิจฉัย จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายืน.

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยาโดยจดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน จำเลยได้พาบุตรไปอยู่กับมารดาโดยจงใจทิ้งร้างโจทก์ จนบัดนี้เกินกว่า 1 ปีแล้ว ทั้งจำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ จึงขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยา และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้ทิ้งร้างโจทก์ เหตุที่จำเลยไปอยู่กับมารดาเพราะถูกโจทก์ทำร้ายทุบตี จำเลยมีเวลาพอที่จะเลี้ยงดูบุตรได้ดีกว่าโจทก์ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 62/2528 ของศาลชั้นต้น เพราะเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้จำเลยเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยทุบตีจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้น จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยไม่มีอำนาจขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ โจทก์สามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ดีกว่าจำเลย

 ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้นหรือไม่  2. จำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปกว่า 1 ปี เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าหรือไม่และ  3. เมื่อหย่าแล้วใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และบุตรจะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละเท่าไร   ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นคู่ความสละประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่าภายหลังศาลพิพากษาในกำหนด 7 วัน และติดใจสืบพยานเฉพาะประเด็นข้อที่ 3 เท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้น เพราะอ้างเหตุคนละเหตุเมื่อหย่ากันแล้วให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 1,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่จำเลยเดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ       

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกโจทก์ฎีกาว่า โจทก์หรือจำเลยควรเป็นผู้ปกครองเด็กชายไกรภพ  บุตรผู้เยาว์ เห็นว่าโจทก์เป็นอาจารย์ 1 ระดับ 3 เงินเดือนขณะนั้น 3,325 บาท บิดาเป็นข้าราชการบำนาญ มีนา 400 ไร่ ส่วนจำเลยจบการศึกษาประถมปีที่ 4 มีนา 30 ไร่ ทำร่วมกับบิดามารดาอีก 80 ไร่ แม้โจทก์มีฐานะดีกว่าจำเลยมากก็ตามแต่โจทก์อาศัยอยู่บ้านพักครู กลางวันต้องไปสอนวันเสาร์-อาทิตย์จึงได้กลับบ้าน การที่จะให้เด็กชายไกรภพบุตรผู้เยาว์ซึ่งมีอายุ 3 ขวบ อยู่กับโจทก์ย่อมไม่สะดวก แม้ว่าจะหาผู้มาเลี้ยงหรือส่งบุตรผู้เยาว์อยู่ในโรงเรียนอนุบาลก็ตาม ความอบอุ่นที่บุตรผู้เยาว์ได้รับจากมารดามีมากกว่าเพราะมารดาอยู่ใกล้ชิดกับบุตรผู้เยาว์ตลอดเวลานับแต่คลอด จำเลยก็มิได้ยากจนถึงขนาดที่จะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์ไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์ที่จะให้บุตรผู้เยาว์ได้รับการศึกษาจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีก็ทำได้ เพราะแม้อำนาจการปกครองจะตกแก่จำเลยก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย  โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยคดีนี้ฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว  เห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จำเลยจึงฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ในคดีนี้ได้  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย