
| อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ภายหลังการหย่าร้าง และการพิจารณาสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยศาลได้วางหลักสำคัญว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวผู้ปกครองต้องคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 มิใช่พิจารณาแต่เพียงฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาหรือมารดา นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นสำคัญเรื่องฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ยังมิได้มีคำวินิจฉัยในคดีก่อน จะถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับสิทธิฟ้องแย้งในคดีครอบครัวไว้อย่างชัดเจน สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ต่อมามีข้อพิพาทกัน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยพาบุตรไปอยู่กับมารดาของตน เป็นการจงใจทิ้งร้างเกินกว่า 1 ปี และเคยฟ้องหย่า จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ทิ้งร้าง แต่ย้ายออกเพราะถูกโจทก์ทำร้าย อีกทั้งตนมีเวลาสามารถเลี้ยงดูบุตรได้ใกล้ชิดกว่า พร้อมฟ้องแย้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงหย่ากัน เหลือเพียงประเด็นเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดู คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่หนึ่ง ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย แต่โจทก์เป็นครู ต้องไปสอนในเวลากลางวัน และกลับบ้านได้เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ บุตรมีอายุเพียง 3 ปี การอยู่กับบิดาย่อมไม่สะดวก แม้จะสามารถหาผู้ดูแลแทนได้ก็ตาม ศาลเห็นว่าความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากมารดา ซึ่งดูแลบุตรมาตั้งแต่เกิด เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก และจำเลยมิได้ยากจนถึงขนาดเลี้ยงดูไม่ได้ จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง อย่างไรก็ดี แม้อำนาจปกครองจะตกแก่จำเลย โจทก์ยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามมาตรา 1521 ประเด็นที่สอง ฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โจทก์อ้างว่าฟ้องแย้งของจำเลยซ้ำกับคดีก่อนที่ถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีก่อน ศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ดังนั้น การนำมาฟ้องแย้งในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นยังไม่ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 1521 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองโดยคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์เป็นศูนย์กลาง มิใช่คุ้มครองสิทธิของบิดาหรือมารดาในเชิงแข่งขันกัน ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า หนึ่ง ฐานะทางการเงินไม่ใช่ปัจจัยเด็ดขาด สอง ความใกล้ชิดและความอบอุ่นในวัยเด็กเป็นปัจจัยสำคัญ สาม สิทธิพบปะบุตรยังคงอยู่แม้อำนาจปกครองตกแก่ฝ่ายหนึ่ง ในส่วนประเด็นฟ้องซ้ำ ศาลยึดหลักว่าการจะถือเป็นฟ้องซ้ำ ต้องเป็นกรณีที่ประเด็นเดียวกัน คู่ความเดียวกัน และมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากประเด็นใดยังมิได้ถูกวินิจฉัย สิทธิฟ้องย่อมยังไม่ระงับ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองต้องยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลัก มิใช่ฐานะหรือเกียรติยศของคู่ความ อีกทั้งการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิที่มีลักษณะต่อเนื่อง สามารถเรียกร้องได้ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นนั้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า คดีไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 เมื่อคู่ความตกลงหย่ากันแล้ว ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองได้คำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญแล้ว และการฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูไม่เป็นฟ้องซ้ำ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นพ้องว่าความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากมารดาเหมาะสมแก่บุตรผู้เยาว์วัย 3 ปี มากกว่าการอยู่กับบิดาซึ่งไม่สะดวกในการดูแล อีกทั้งประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีก่อนยังมิได้มีคำวินิจฉัย จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญ 3 ประการ ประการแรก อำนาจปกครองมิใช่สิทธิส่วนบุคคลของบิดามารดา แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องใช้อยู่บนพื้นฐานแห่ง “ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์” ตามมาตรา 1521 ศาลจะประเมินองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งอายุเด็ก ความใกล้ชิด ความมั่นคงทางจิตใจ ความพร้อมในการดูแลอย่างแท้จริง มิใช่พิจารณาเฉพาะฐานะทางการเงิน ประการที่สอง สิทธิของบิดาหรือมารดาที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ยังมีสิทธิในการติดต่อและเยี่ยมเยียนบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ อันเป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและส่งเสริมพัฒนาการทางจิตใจของเด็ก ประการที่สาม หลักฟ้องซ้ำต้องตีความอย่างเคร่งครัด หากประเด็นใดยังมิได้ถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในประเด็นนั้นย่อมยังไม่ระงับ การฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีหลังจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงสารบัญญัติและกระบวนพิจารณา โดยยืนยันว่า ศาลต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลางในการวินิจฉัย และต้องคุ้มครองสิทธิเรียกร้องที่ยังมิได้ถูกวินิจฉัยให้ครบถ้วน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่า โดยต้องคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 มิใช่พิจารณาแต่เพียงฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาหรือมารดา อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในคดีก่อน จะถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อประเด็นดังกล่าวยังมิได้ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด สิทธิฟ้องย่อมยังไม่ระงับ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ความผาสุกและประโยชน์ของผู้เยาว์ (ป.พ.พ. มาตรา 1521) ศาลวางหลักว่าการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นศูนย์กลาง แม้บิดาจะมีฐานะดีกว่า แต่หากมารดาใกล้ชิดและดูแลบุตรได้เหมาะสมกว่า โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก ศาลย่อมกำหนดให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ทั้งนี้ ผู้ที่ไม่ได้รับอำนาจปกครองยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามสมควร 2. ฟ้องซ้ำและสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู (ป.วิ.พ. มาตรา 148) การจะถือว่าเป็นฟ้องซ้ำต้องเป็นกรณีที่ประเด็นเดียวกันได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากในคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธิเรียกร้องในประเด็นดังกล่าวยังไม่ระงับ การฟ้องแย้งในคดีหลังจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้ำ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. บิดามีฐานะดีกว่ามารดาเสมอไปหรือไม่ในการขออำนาจปกครอง คำตอบ ไม่ใช่ ศาลพิจารณาประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นหลัก ฐานะทางการเงินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง มิใช่ปัจจัยเด็ดขาด 2. เด็กเล็กมีผลต่อการกำหนดผู้ปกครองหรือไม่ คำตอบ มีผลอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กวัยก่อนเข้าเรียน ความใกล้ชิดและการดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงดูหลักมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ 3. ผู้ที่ไม่ได้อำนาจปกครองยังพบลูกได้หรือไม่ คำตอบ ได้ แม้อำนาจปกครองตกแก่ฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายยังมีสิทธิพบปะติดต่อบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ 4. การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องฟ้องพร้อมคดีหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น หากประเด็นดังกล่าวยังมิได้ถูกวินิจฉัยถึงที่สุด สามารถยกขึ้นเรียกร้องในคดีภายหลังได้ 5. ฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. คืออะไร คำตอบ คือการนำคดีที่มีคู่ความและประเด็นเดียวกัน ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มาฟ้องใหม่อีก หากประเด็นยังไม่เคยวินิจฉัย ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ 6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคำนวณจากอะไร คำตอบ พิจารณาจากความจำเป็นของผู้เยาว์และความสามารถในการชำระของผู้มีหน้าที่เลี้ยงดู โดยต้องสมดุลและเหมาะสมแก่ฐานะ 7. หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงภายหลัง สามารถขอเปลี่ยนผู้ปกครองได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ตามมาตรา 1521 หากปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควร หรือพฤติการณ์เปลี่ยนไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวได้ 8. หากศาลในคดีก่อนไม่ได้วินิจฉัยเรื่องค่าเลี้ยงดู จะถือว่าสิทธิระงับหรือไม่ คำตอบ ไม่ระงับ เพราะยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในประเด็นนั้น สิทธิฟ้องยังคงอยู่ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3035/2533 โจทก์จำเลยต่างสามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ แต่การให้บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เป็นการไม่สะดวก เพราะโจทก์กลับบ้านได้เฉพาะ วันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนการให้บุตรผู้เยาว์อยู่กับมารดาได้รับความอบอุ่นมากกว่าเพราะอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา จึงสมควรให้จำเลยเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และแม้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์จะตกแก่จำเลยก็ตาม โจทก์มีสิทธิจะติดต่อกับบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์ คดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงมีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์ในนี้ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้อีก ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148. มาตรา 1521 ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย อ้างว่าจำเลยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่กับมารดาและทิ้งร้างเกิน 1 ปี พร้อมขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร จำเลยให้การว่าไม่ได้ทิ้งร้าง แต่ย้ายออกเพราะถูกทำร้าย และตนมีเวลาเลี้ยงดูบุตรได้ดีกว่า อีกทั้งฟ้องแย้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท โดยโต้แย้งว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำ เหตุหย่า และผู้ใช้อำนาจปกครอง ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงหย่ากัน คงเหลือเฉพาะประเด็นอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 1,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์มีฐานะดีกว่า แต่บุตรอายุ 3 ปี การอยู่กับมารดาซึ่งใกล้ชิดและดูแลตลอดเวลาย่อมเหมาะสมกว่า ตามมาตรา 1521 อีกทั้งประเด็นค่าเลี้ยงดูในคดีก่อนยังไม่ถูกวินิจฉัย จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายืน. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยาโดยจดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน จำเลยได้พาบุตรไปอยู่กับมารดาโดยจงใจทิ้งร้างโจทก์ จนบัดนี้เกินกว่า 1 ปีแล้ว ทั้งจำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ จึงขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยา และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้ทิ้งร้างโจทก์ เหตุที่จำเลยไปอยู่กับมารดาเพราะถูกโจทก์ทำร้ายทุบตี จำเลยมีเวลาพอที่จะเลี้ยงดูบุตรได้ดีกว่าโจทก์ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 62/2528 ของศาลชั้นต้น เพราะเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้จำเลยเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยทุบตีจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้น จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยไม่มีอำนาจขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ โจทก์สามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ดีกว่าจำเลย ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ 2. จำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปกว่า 1 ปี เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าหรือไม่และ 3. เมื่อหย่าแล้วใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และบุตรจะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละเท่าไร ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นคู่ความสละประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่าภายหลังศาลพิพากษาในกำหนด 7 วัน และติดใจสืบพยานเฉพาะประเด็นข้อที่ 3 เท่านั้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้น เพราะอ้างเหตุคนละเหตุเมื่อหย่ากันแล้วให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 1,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่จำเลยเดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกโจทก์ฎีกาว่า โจทก์หรือจำเลยควรเป็นผู้ปกครองเด็กชายไกรภพ บุตรผู้เยาว์ เห็นว่าโจทก์เป็นอาจารย์ 1 ระดับ 3 เงินเดือนขณะนั้น 3,325 บาท บิดาเป็นข้าราชการบำนาญ มีนา 400 ไร่ ส่วนจำเลยจบการศึกษาประถมปีที่ 4 มีนา 30 ไร่ ทำร่วมกับบิดามารดาอีก 80 ไร่ แม้โจทก์มีฐานะดีกว่าจำเลยมากก็ตามแต่โจทก์อาศัยอยู่บ้านพักครู กลางวันต้องไปสอนวันเสาร์-อาทิตย์จึงได้กลับบ้าน การที่จะให้เด็กชายไกรภพบุตรผู้เยาว์ซึ่งมีอายุ 3 ขวบ อยู่กับโจทก์ย่อมไม่สะดวก แม้ว่าจะหาผู้มาเลี้ยงหรือส่งบุตรผู้เยาว์อยู่ในโรงเรียนอนุบาลก็ตาม ความอบอุ่นที่บุตรผู้เยาว์ได้รับจากมารดามีมากกว่าเพราะมารดาอยู่ใกล้ชิดกับบุตรผู้เยาว์ตลอดเวลานับแต่คลอด จำเลยก็มิได้ยากจนถึงขนาดที่จะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์ไม่ได้ หากโจทก์ประสงค์ที่จะให้บุตรผู้เยาว์ได้รับการศึกษาจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีก็ทำได้ เพราะแม้อำนาจการปกครองจะตกแก่จำเลยก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1521 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยคดีนี้ฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ของศาลชั้นต้นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 63/2528 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จำเลยจึงฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงบุตรผู้เยาว์ในคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




