ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่

สามีไม่ร่วมประเวณีสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่, ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (10) ต้องพิสูจน์อย่างไร, ไม่ยอมร่วมหลับนอนเป็นเหตุหย่าหรือไม่, สภาพแห่งกายไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล, แยกห้องนอนถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่, ภาวะจิตใจไม่ใช่สภาพแห่งกายตามกฎหมาย, การเป็นหมันฟ้องหย่าได้หรือไม่, ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง, ภาระการพิสูจน์ในคดีหย่า, สามีไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์ฟ้องหย่าได้ไหม, หย่าเพราะอุบัติเหตุสูญเสียอวัยวะเพศ, หลักไม่อาจอ้างความผิดตนเองเป็นเหตุหย่า,

บทนำ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีเกี่ยวกับ “สามีไม่ร่วมประเวณี” อยู่ที่การแยกแยะให้ชัดว่า การไม่ยอมร่วมหลับนอนกันนั้น เป็นเพียงปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส หรือเป็น “สภาพแห่งกาย” ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (10) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายหนึ่งมีสภาพทางกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล

ในทางปฏิบัติ คู่สมรสจำนวนไม่น้อยอยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เป็นเวลานาน บางกรณีไม่เคยร่วมหลับนอนกันเลยตั้งแต่ต้น หรือแยกห้องนอนกันโดยถาวร คำถามสำคัญคือ สถานการณ์เช่นนี้สามารถนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่

หัวใจของปัญหากฎหมายอยู่ที่การจำแนก “สภาพแห่งกายที่ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล” ออกจาก “ความไม่สมัครใจ” หรือ “ปัญหาทางจิตใจ” รวมถึงพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งอาจเข้าลักษณะเหตุหย่าข้ออื่น เช่น การทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง แต่ไม่ใช่เหตุในมาตรา 1516 (10) โดยตรง

บทความนี้จะวิเคราะห์โครงสร้างของเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (10) เปรียบเทียบกับเหตุปฏิปักษ์ร้ายแรง อธิบายภาระการพิสูจน์ และเสนอแนวทางประเมินข้อเท็จจริงในคดีที่สามีไม่ร่วมประเวณีอย่างเป็นระบบ

เนื้อหาเชิงวิเคราะห์

1. หลักกฎหมายตามมาตรา 1516 (10)

มาตรา 1516 (10) บัญญัติว่า สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

องค์ประกอบสำคัญมี 3 ประการ

(1) ต้องเป็น “สภาพแห่งกาย”

หมายถึง ความบกพร่องทางร่างกาย ไม่ใช่เพียงอารมณ์ ความรู้สึก หรือความไม่สมัครใจ เช่น การสูญเสียอวัยวะเพศ อัมพาตครึ่งล่าง หรือโรคทางกายที่ทำให้ไม่สามารถร่วมประเวณีได้โดยถาวร

(2) ต้อง “ไม่อาจร่วมประเวณีได้”

ต้องเป็นการไม่สามารถในเชิงกายภาพจริง มิใช่เพียงการปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง

(3) ต้อง “ตลอดกาล”

หมายถึง ไม่สามารถรักษาให้กลับคืนสภาพได้ หรือมีแนวโน้มถาวร ไม่ใช่เพียงภาวะชั่วคราว

ดังนั้น การเป็นหมัน แม้ทำให้ไม่มีบุตรได้ แต่หากยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบนี้

2. สามีไม่ยอมร่วมหลับนอน เข้าข่ายมาตรา 1516 (10) หรือไม่

กรณีสามีไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับภริยา แยกห้องนอน ไม่เคยร่วมหลับนอนเลย หากมิได้เกิดจากความบกพร่องทางร่างกายโดยถาวร ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 1516 (10)

ภาวะจิตใจ เช่น ไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ เบื่อหน่ายชีวิตสมรส มีปัญหาความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งไม่มีความรู้สึกทางเพศ ล้วนไม่ใช่ “สภาพแห่งกาย” ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่าย “ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นเหตุหย่าอีกข้อหนึ่งตามมาตรา 1516 (6) ทั้งนี้ต้องพิจารณาความร้ายแรงและความต่อเนื่องของพฤติกรรมเป็นสำคัญ

3. หลักไม่อาจอ้างความผิดของตนเองเป็นเหตุหย่า

หากสภาพทางกายที่ทำให้ไม่สามารถร่วมประเวณีได้ เกิดจากการกระทำของผู้ฟ้องเอง เช่น ภริยาทำร้ายสามีจนสูญเสียอวัยวะเพศ แล้วนำเหตุการณ์นั้นมาอ้างเป็นเหตุหย่า ย่อมขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า บุคคลไม่อาจอาศัยความผิดของตนเองเพื่อให้ได้ประโยชน์

ในทางกลับกัน หากเกิดจากอุบัติเหตุหรือเหตุสุดวิสัยที่ฝ่ายผู้ฟ้องมิได้มีส่วนก่อให้เกิด ย่อมเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516 (10) ได้ หากพิสูจน์ได้ครบถ้วน

4. ภาระการพิสูจน์

ฝ่ายที่อ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (10) ต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่า

– มีสภาพแห่งกายจริง

– ไม่สามารถร่วมประเวณีได้จริง

– เป็นสภาพถาวรตลอดกาล

การพิสูจน์มักต้องอาศัยหลักฐานทางการแพทย์ ใบรับรองแพทย์ หรือความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนกรณีอ้างว่าไม่ยอมร่วมหลับนอนเป็นเวลานานในฐานะปฏิปักษ์ร้ายแรง การพิสูจน์ยิ่งมีความยาก เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงภายในครอบครัว อีกฝ่ายสามารถโต้แย้งได้ว่าไม่เป็นความจริง หรือเกิดจากเหตุจำเป็นชั่วคราว

5. ประเด็นเรื่องอายุและบริบทชีวิตสมรส

แม้มาตรา 1516 (10) ไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นเรื่องอายุ แต่ในทางปฏิบัติ ศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาสภาพแวดล้อมโดยรวม เช่น คู่สมรสมีอายุสูงมาก มีบุตรแล้ว ใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน และมิได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเพศสัมพันธ์อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณานี้มิใช่ข้อยกเว้นตามตัวบท แต่เป็นการชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงตามดุลพินิจศาล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. สามีไม่ยอมร่วมประเวณีเลยตั้งแต่แต่งงาน ฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

หากเกิดจากสภาพทางกายที่ถาวร อาจเข้ามาตรา 1516 (10) แต่หากเป็นเพียงความไม่สมัครใจ ต้องพิจารณาว่าเข้าลักษณะปฏิปักษ์ร้ายแรงหรือไม่

2. การแยกห้องนอนถือเป็นเหตุหย่าทันทีหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ ต้องพิสูจน์ว่าเป็นการละเลยหน้าที่สามีภริยาอย่างร้ายแรงและต่อเนื่อง

3. การเป็นหมันฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ หากยังสามารถร่วมประเวณีได้ เพราะมาตรา 1516 (10) คุ้มครองกรณีไม่สามารถร่วมประเวณี ไม่ใช่กรณีไม่มีบุตร

4. ภาวะซึมเศร้าหรือไม่มีความต้องการทางเพศถือเป็นสภาพแห่งกายหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักถือเป็นภาวะทางจิตใจ ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 1516 (10)

5. ต้องมีใบรับรองแพทย์หรือไม่

คำตอบ

ในกรณีอ้างสภาพแห่งกายถาวร หลักฐานทางการแพทย์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์

6. หากสามีปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

ศาลจะชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย และพิจารณาความน่าเชื่อถือของคำเบิกความประกอบพฤติการณ์แวดล้อม

7. หากสามีเคยร่วมประเวณีได้ แต่ภายหลังไม่ยอมร่วมหลับนอน จะเข้ามาตรา 1516 (10) หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ว่าภายหลังเกิดสภาพทางกายถาวร มิใช่เพียงเปลี่ยนแปลงความรู้สึก

8. การไม่ร่วมประเวณีเป็นเวลานานเท่าใดจึงถือว่าร้ายแรง

คำตอบ

กฎหมายไม่กำหนดระยะเวลาแน่นอน ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ ความต่อเนื่อง และผลกระทบต่อชีวิตสมรส

9. หากฝ่ายภริยาเป็นฝ่ายปฏิเสธการร่วมประเวณี สามีจะฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง

10. คดีลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ

เป็นคดีที่ต้องตีความเส้นแบ่งระหว่างปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวกับเหตุหย่าตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และสะท้อนบทบาทดุลพินิจของศาลในคดีครอบครัว

บทสรุป

ปัญหา “สามีไม่ร่วมประเวณี” มิได้หมายความว่าจะฟ้องหย่าได้โดยอัตโนมัติ ต้องจำแนกว่าเป็นสภาพแห่งกายถาวรตามมาตรา 1516 (10) หรือเป็นพฤติกรรมปฏิปักษ์ร้ายแรงตามเหตุอื่น การวินิจฉัยต้องอาศัยข้อเท็จจริงเฉพาะราย และภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้กล่าวอ้าง

การเข้าใจองค์ประกอบของกฎหมายอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรอบคอบ และลดความเสี่ยงในการฟ้องร้องโดยปราศจากพยานหลักฐานเพียงพอ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย article
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย article
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ article
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย