ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ

การฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, เงื่อนไขเหตุหย่ามาตรา1516, การพิสูจน์เหตุหย่าโดยคู่สมรส, หลักเกณฑ์หมิ่นประมาทร้ายแรงในคดีหย่า, การตีความเรื่องสมัครใจแยกกันอยู่, ความประพฤติฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่า, พฤติการณ์แยกกันอยู่เกินสามปี, คดีฟ้องหย่าที่มีข้อกล่าวหาชู้สาว, การใช้คำกล่าวพาดพิงคู่สมรสในหนังสือร้องเรียน, การฟ้องหย่าซ้ำหลายครั้ง, แนวศาลฎีกาคดีครอบครัวเรื่องเหตุหย่า, การยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมโดยคู่สมรส, การเบิกความในคดีแพ่งเป็นเหตุหย่าหรือไม่,

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยมุ่งพิจารณาว่าการกล่าวพาดพิงคู่สมรส การร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ และการอยู่แยกกันของคู่สมรส สามารถถือเป็น “เหตุหย่า” ได้หรือไม่ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระการพิสูจน์ที่เข้มงวดของฝ่ายที่ฟ้องหย่า พร้อมทั้งแสดงให้เห็นขอบเขตของบทบัญญัติเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทร้ายแรงและการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติการณ์โดยรวมของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดเป็นต้นเหตุให้ความสัมพันธ์สมรสเสื่อมถอย และการกระทำฝ่ายใดเข้าข่ายเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฟ้องหย่าซ้ำหลายครั้งและมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับชู้สาว การร้องเรียนต่อหน่วยงานส่วนกลาง และการกล่าวพาดพิงในคดีที่เกี่ยวเนื่อง คดีนี้จึงเป็นกรณีสำคัญที่แสดงถึงหลักการพิจารณาเหตุหย่าที่ต้องอาศัยความรอบคอบ ความเป็นธรรม และการประเมินข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและประโยชน์สูงสุดของบุตร

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

คู่ความคือโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2505 และมีบุตรร่วมกันหนึ่งคน ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาหลังจากโจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกและเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น ทั้งจากการส่งเสียหญิงดังกล่าวไปศึกษาในต่างประเทศและมีแผนจะสมรสกันในอนาคต

ตลอดหลายสิบปี คู่ความมีการฟ้องร้องคดีครอบครัวหลายคดี ทั้งคดีฟ้องหย่า คดีหมิ่นประมาท และคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่เกี่ยวข้อง โดยในคดีฟ้องหย่าครั้งก่อน ศาลฎีกาเคยพิพากษายกฟ้องมาแล้วถึงสองครั้ง โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแยกกันอยู่ มิได้กระทำความผิดใดอันเป็นเหตุหย่า และเป็นโจทก์เองที่เป็นฝ่ายออกจากบ้านไปอยู่กับหญิงอื่น

ต่อมา จำเลยได้ยื่นร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ กล่าวถึงพฤติการณ์ของโจทก์อันเกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งทางการบริหารระดับจังหวัดของโจทก์ และร้องเรียนเกี่ยวกับบทบาทของหญิงอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่จะดำรงตำแหน่งนายกเหล่ากาชาดจังหวัด จำเลยยังยื่นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงดังกล่าวเนื่องจากความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชนะคดีและให้นาง ด ชำระเงินให้จำเลยเป็นจำนวน 200,000 บาท

โจทก์นำข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดีหมิ่นประมาทและคดีเรียกค่าทดแทนมาฟ้องหย่าจำเลยอีกครั้ง โดยอ้างว่าถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง และการอยู่แยกกันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (4/2) แต่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว จึงเป็นที่มาของฎีกาครั้งนี้

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

จากคำพิพากษาศาลฎีกา ประเด็นสำคัญมีสองประการ ได้แก่

1. ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในหนังสือร้องเรียนและคำเบิกความในคดีอื่น เป็น “การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่

2. คู่สมรส “สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี” ตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่

ทั้งสองประเด็นเป็นหัวใจสำคัญของคดี และเป็นตัวกำหนดว่าการฟ้องหย่าเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายครอบครัวหรือไม่

การวินิจฉัยตามประเด็น 

1 ประเด็นที่ 1: ถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหรือไม่

ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยละเอียดและเห็นว่า

ถ้อยคำในหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ

คำเบิกความในคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น

การชี้แจงต่อบิดามารดาของหญิงที่เกี่ยวข้อง

ล้วนมีที่มาจาก “ความหึงหวงโดยสุจริต” และเป็นการปกป้องสถานภาพสมรส ซึ่งถือเป็น “คลองธรรม” ตามหลักกฎหมายครอบครัว เป็นสิ่งที่ภริยาพึงกระทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิของตนในฐานะคู่สมรสชอบด้วยกฎหมาย

แม้ถ้อยคำบางตอนอาจรุนแรง แต่ศาลเห็นว่า

เป็นถ้อยคำที่มีรากฐานจากข้อเท็จจริงในชีวิตสมรส มิใช่การใส่ความโดยเจตนาร้าย

อีกทั้งข้อเท็จจริงในคดีฟ้องชู้ (คำพิพากษา 4745/2539) ก็ยืนยันว่าโจทก์มีพฤติการณ์นอกใจจริง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยไม่ได้กล่าวเท็จ และการร้องเรียนเป็นไปเพราะมีเหตุควรระวังว่าบทบาทหญิงอื่นจะกระทบภาพลักษณ์ทางราชการของโจทก์

ผล:

ไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง และไม่เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3)

2 ประเด็นที่ 2: การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีหรือไม่

มาตรา 1516 (4/2) รับรองว่า การอยู่แยกกันเกินสามปีโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เป็นเหตุหย่า

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า:

การแยกกันอยู่ของคู่ความเกิดจาก โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเอง

จำเลยไม่เคยแสดงเจตนาจะหย่า

จำเลยต่อสู้คดีฟ้องหย่ามาตลอดหลายครั้งจนชนะคดี

ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยยินยอมหรือสมัครใจให้แยกกันอยู่

ดังนั้น การอยู่แยกกันมิใช่ผลของ “ความสมัครใจร่วมกันของคู่สมรส” ตามเจตนารมณ์มาตรา 1516 (4/2)

ผล:

ไม่เป็นเหตุหย่าตามอนุมาตรานี้

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 โครงสร้างของมาตรา 1516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1516 วางเหตุหย่าไว้เป็นรายการปิด (Closed List) หมายความว่า

คู่สมรสจะอ้างเหตุอื่นที่ไม่ได้บัญญัติไว้มาเป็นเหตุหย่าไม่ได้

โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้:

1. เหตุที่เกิดจากความผิดหรือพฤติกรรมของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง

เช่น ประพฤติชั่ว หมิ่นประมาทร้ายแรง ประพฤติเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา

2. เหตุที่เกิดจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสเอง

เช่น การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี (4/2)

ศาลตีความมาตรา 1516 อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นบทกฎหมายที่ส่งผลต่อสถานภาพครอบครัวอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่รัฐให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ

2 เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (3): การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง

มาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกทำลายศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงโดยเจตนาประทุษร้าย

แต่ศาลฎีกาเน้นว่า:

คำกล่าวต้อง “ร้ายแรง” จริง

ต้องเป็นการใส่ความโดยปราศจากเหตุอันควร

ต้องมี “เจตนาทรยศ” หรือมุ่งทำลายชื่อเสียง

ถ้าถ้อยคำเกิดจากสถานการณ์ทางครอบครัว มีความหึงหวง มีข้อเท็จจริงรองรับ และคู่สมรสกล่าวด้วยความสุจริตเพื่อปกป้องสถานภาพของตน

จะไม่ถือว่าเป็นหมิ่นประมาทร้ายแรง

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาหลายคดี เช่น

ฎีกาที่ 5347/2538

ฎีกาที่ 4745/2539

ที่ยอมรับพฤติการณ์ของจำเลยในคดีนี้โดยพ้องแนวกัน

3 เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2): การสมัครใจแยกกันอยู่

เจตนารมณ์ของกฎหมายคือ:

ไม่ต้องการให้การอยู่แยกกันเพียงเพราะการกระทำฝ่ายเดียว กลายเป็นเหตุหย่า

ต้องพิสูจน์ว่าทั้งสองฝ่าย “ตกลงใจ” หรือ “ยินยอมร่วมกัน” ให้แยกกันอยู่จริง

ต้องเป็นความสมัครใจที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาเสรี ไม่ถูกกดดัน

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าศาลจะไม่อนุญาตให้คู่สมรส

ใช้การแยกกันอยู่ฝ่ายเดียวเป็นช่องทางบังคับอีกฝ่ายให้หย่า

เชื่อมโยงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1 ฎีกาที่ 30/2523

ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายต้องการแยกจากจำเลย และมีพฤติการณ์สัมพันธ์กับหญิงอื่น เป็นข้อมูลพื้นฐานในคดีนี้ที่ย้ำว่า จำเลยมิใช่ฝ่ายผิด

2 ฎีกาที่ 4745/2539

พิพากษาให้นาง ด ชำระเงินแก่จำเลยในคดีนี้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับโจทก์ ข้อเท็จจริงนี้มีนัยสำคัญ ทำให้คำกล่าวของจำเลยมิใช่คำเท็จ

3 ฎีกาที่ 5347/2538

ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ประพฤติชั่วหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ยืนยันแนวโน้มว่าจำเลยเป็นฝ่ายปกป้องสถานภาพสมรส

4 ฎีกาอื่นที่ศาลใช้เป็นแนวทางโดยปริยาย

หลักการพิจารณาเจตนา “ป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม” เป็นแนวที่ศาลฎีกานำมาใช้เสมอเมื่อมีการร้องเรียนเกี่ยวกับบุคคลที่สาม ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายแพ่งทั่วไปว่าความสุจริตเป็นเกราะป้องกันความรับผิด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิจารณาคดีครั้งแรกโดยงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ต่อมาภายหลังเมื่อคดีคืนมาศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกา ได้สืบพยานโจทก์และจำเลยใหม่ และพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีอีกครั้ง

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ทั้งในส่วนการหมิ่นประมาทและการสมัครใจแยกกันอยู่

3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืน โดยวินิจฉัยอย่างหนักแน่นว่า พฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง เป็นเพียงการปกป้องสถานภาพสมรสโดยสุจริต อีกทั้งการแยกกันอยู่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจร่วมกันของสองฝ่าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าตามกฎหมาย

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. เหตุหย่าเป็นรายการปิดตามมาตรา 1516

คู่สมรสจะอ้างเหตุอื่นที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ภาระการพิสูจน์จึงอยู่ที่ฝ่ายผู้ฟ้องต้องแสดงให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายรับรองเท่านั้น

2. การหมิ่นประมาทในบริบทครอบครัวต้องพิจารณาเจตนาอย่างละเอียด

ถ้อยคำที่เกิดขึ้นจากความหึงหวง ความวิตกต่อบทบาทตนเองในครอบครัว หรือเพื่อปกป้องสิทธิของคู่สมรส มิอาจนับเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหากไม่ปรากฏเจตนาประทุษร้าย

3. การสมัครใจแยกกันอยู่ต้องเกิดจากเจตนาของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน

การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปเอง หรือประสงค์จะยุติความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2)

4. ศาลให้ความสำคัญกับความสุจริตของคู่สมรส

หากคู่สมรสกระทำไปเพื่อปกป้องส่วนได้เสียตามคลองธรรม เช่น การร้องเรียนหรือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานรัฐ ศาลถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่สุจริต ไม่เป็นพฤติการณ์ให้ต้องหย่า

5. คดีฟ้องหย่าซ้ำหลายครั้ง ศาลจะมองพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส

หากศาลเคยวินิจฉัยในคดีก่อนว่าคู่สมรสผู้ถูกฟ้องไม่เป็นฝ่ายผิด การฟ้องซ้ำโดยอาศัยเหตุเดิมหรือเหตุที่เกี่ยวเนื่องกัน มักไม่ทำให้ผลในทางกฎหมายเปลี่ยนแปลง

6. ประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นปัจจัยสำคัญในคดีครอบครัว

ศาลมักใช้ดุลพินิจเพื่อประคองให้ครอบครัวไม่ล่มสลายโดยไม่จำเป็น และให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักผลกระทบต่อบุตรที่ต้องเผชิญความขัดแย้งอย่างยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การกล่าวพาดพิงคู่สมรสต่อหน่วยงานรัฐถือเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหรือไม่?

คำตอบ:

ไม่เสมอไป หากถ้อยคำมีรากฐานจากข้อเท็จจริง เกิดจากความหึงหวงหรือความห่วงกังวลในสถานภาพครอบครัว และเป็นการใช้สิทธิอย่างสุจริตเพื่อปกป้องส่วนได้เสียของตน ศาลถือว่าไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3)

2. หากคู่สมรสแยกกันอยู่นานเกินสามปี จะฟ้องหย่าได้โดยอัตโนมัติหรือไม่?

คำตอบ:

ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ว่าเป็น “ความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน” หากเกิดจากการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปเอง หรืออีกฝ่ายไม่ยินยอมให้แยกกันอยู่ ศาลจะไม่ถือว่าเข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2)

3. คดีหย่าที่เคยถูกศาลฎีกายกฟ้องมาแล้ว สามารถฟ้องใหม่ได้หรือไม่?

คำตอบ:

สามารถฟ้องใหม่ได้หากมีเหตุใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่หากการฟ้องซ้ำยังคงอาศัยข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับคดีเก่าที่ศาลเคยวินิจฉัยว่าไม่เป็นเหตุหย่า โอกาสที่จะได้รับการยกฟ้องก็สูงเช่นเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2543

เหตุฟ้องหย่าอันที่มิใช่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นั้นโจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตนไม่สมควรหรือกระทำการอันเข้าเงื่อนไขที่มาตรา 1516 ได้ระบุไว้นอกจากอนุมาตรา(4/2) ส่วนเหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็ต้องเกิดจากความสมัครใจโดยแท้จริงของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิใช่สมัครใจเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากพฤติการณ์แห่งคดีมิได้เป็นไปดังที่ได้กล่าวมาทั้งสองกรณีนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย แม้ว่าจะมิได้อยู่ร่วมกันหรือไม่มีเยื่อใยต่อกัน และไม่มีความหวังที่จะคืนดีกันอีกแล้วก็ตาม

แม้จะถูกฟ้องหย่าหลายครั้ง จำเลยก็ไม่เคยคิดที่จะฟ้องหย่าโจทก์หรือมีความประสงค์ที่จะหย่าขาดจากโจทก์แต่อย่างใด รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมในทำนองชู้สาวกับชายอื่นหรือนอกใจโจทก์ ตรงข้ามกับโจทก์ซึ่งมีพฤติกรรมอันส่อแสดงว่านอกใจจำเลยและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา จึงเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยต้องทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ รวมทั้งทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อบิดาและมารดาของหญิงที่ยุ่งเกี่ยวกับสามีของตน ตลอดจนฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงนั้นด้วย การที่จำเลยต้องกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ในหนังสือร้องเรียนและเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้นแม้ถ้อยคำบางคำอาจเกินเลยและรุนแรงไปบ้างก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวด้วยความหึงหวงในตัวสามีอันเป็นธรรมชาติของภริยาโดยทั่วไป ทั้งเป็นการกล่าวโดยสุจริต โดยชอบธรรมเพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม จึงมิใช่เป็นการหมิ่นประมาท ดังนั้น ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงอันต้องด้วยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) อีกทั้งพฤติการณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังมิใช่กรณีที่สมัครใจแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516(4/2) แต่เป็นกรณีโจทก์เป็นฝ่ายแยกไปเองโดยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เมื่อจำเลยมิได้ประสงค์จะหย่าขาดจากโจทก์โจทก์ก็ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้

โจทก์ฟ้องขอให้หย่าขาดจากจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์หย่าขาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยฎีกา ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น พร้อมให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ ศาลชั้นต้นสืบพยานสองฝ่ายแล้วพิพากษาให้หย่าอีกครั้ง คู่ความต่างฝ่ายอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คู่ความจดทะเบียนสมรสในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2505 มีบุตรหนึ่งคน โจทก์เคยฟ้องหย่ามาแล้วสองครั้ง ศาลฎีกาเคยยกฟ้องทั้งในคำพิพากษาที่ 30/2523 และ 5347/2538 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ละทิ้ง โจทก์เป็นฝ่ายนอกใจและอยู่กินกับหญิงอื่น

ต่อมาเกิดคดีที่จำเลยฟ้องนาง ด เรียกค่าทดแทนฐานแสดงตนว่าเป็นชู้กับโจทก์ คดีถึงที่สุดโดยให้จำเลยชนะ (ฎีกาที่ 4745/2539) ภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทจากคำเบิกความในคดีดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง และศาลฎีกามีคำสั่งยกอุทธรณ์ตามคำสั่งที่ 2085/2539 โจทก์ยังฟ้องจำเลยฐานหมิ่นประมาทอีกครั้งจากถ้อยคำที่กล่าวถึงพฤติกรรมส่วนตัวของโจทก์ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยแต่รอการลงโทษ และโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องหย่าในคดีนี้

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย คือ (1) ถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่ และ (2) คู่กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปีตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุฟ้องหย่าในกรณีที่มิใช่ความสมัครใจ ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยประพฤติผิดอย่างร้ายแรง ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ ข้อความที่จำเลยกล่าว ทั้งในหนังสือร้องเรียนและคำเบิกความ เป็นเพียงความหึงหวงโดยสุจริตเพราะโจทก์มีพฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และจำเลยกล่าวเพื่อป้องกันสิทธิและชื่อเสียงของตน มิใช่หมิ่นประมาทร้ายแรง อีกทั้งการแยกกันอยู่เกิดจากโจทก์ฝ่ายเดียว มิใช่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จึงไม่เข้าเงื่อนไขหย่า

ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าจำเลยไม่เคยต้องการหย่าขาดจากโจทก์ ไม่ปรากฏการประพฤติผิดหรือคบชู้ของจำเลย กลับมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสัมพันธ์กับหญิงอื่น และเคยถูกฟ้องจนจำเลยชนะคดีหลายครั้ง คดีนี้จึงมีต้นเหตุจากโจทก์ที่พยายามหย่าตลอดมา ไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย ทั้งไม่เป็นเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ เห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์กับทนายลีนนท์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย