
| ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยมุ่งพิจารณาว่าการกล่าวพาดพิงคู่สมรส การร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ และการอยู่แยกกันของคู่สมรส สามารถถือเป็น “เหตุหย่า” ได้หรือไม่ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาระการพิสูจน์ที่เข้มงวดของฝ่ายที่ฟ้องหย่า พร้อมทั้งแสดงให้เห็นขอบเขตของบทบัญญัติเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทร้ายแรงและการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติการณ์โดยรวมของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดเป็นต้นเหตุให้ความสัมพันธ์สมรสเสื่อมถอย และการกระทำฝ่ายใดเข้าข่ายเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฟ้องหย่าซ้ำหลายครั้งและมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับชู้สาว การร้องเรียนต่อหน่วยงานส่วนกลาง และการกล่าวพาดพิงในคดีที่เกี่ยวเนื่อง คดีนี้จึงเป็นกรณีสำคัญที่แสดงถึงหลักการพิจารณาเหตุหย่าที่ต้องอาศัยความรอบคอบ ความเป็นธรรม และการประเมินข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและประโยชน์สูงสุดของบุตร ข้อเท็จจริงโดยสรุป คู่ความคือโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2505 และมีบุตรร่วมกันหนึ่งคน ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาหลังจากโจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกและเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเชื่อว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น ทั้งจากการส่งเสียหญิงดังกล่าวไปศึกษาในต่างประเทศและมีแผนจะสมรสกันในอนาคต ตลอดหลายสิบปี คู่ความมีการฟ้องร้องคดีครอบครัวหลายคดี ทั้งคดีฟ้องหย่า คดีหมิ่นประมาท และคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่เกี่ยวข้อง โดยในคดีฟ้องหย่าครั้งก่อน ศาลฎีกาเคยพิพากษายกฟ้องมาแล้วถึงสองครั้ง โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้มีเจตนาแยกกันอยู่ มิได้กระทำความผิดใดอันเป็นเหตุหย่า และเป็นโจทก์เองที่เป็นฝ่ายออกจากบ้านไปอยู่กับหญิงอื่น ต่อมา จำเลยได้ยื่นร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ กล่าวถึงพฤติการณ์ของโจทก์อันเกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งทางการบริหารระดับจังหวัดของโจทก์ และร้องเรียนเกี่ยวกับบทบาทของหญิงอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่จะดำรงตำแหน่งนายกเหล่ากาชาดจังหวัด จำเลยยังยื่นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงดังกล่าวเนื่องจากความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชนะคดีและให้นาง ด ชำระเงินให้จำเลยเป็นจำนวน 200,000 บาท โจทก์นำข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดีหมิ่นประมาทและคดีเรียกค่าทดแทนมาฟ้องหย่าจำเลยอีกครั้ง โดยอ้างว่าถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง และการอยู่แยกกันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (4/2) แต่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว จึงเป็นที่มาของฎีกาครั้งนี้ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย จากคำพิพากษาศาลฎีกา ประเด็นสำคัญมีสองประการ ได้แก่ 1. ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในหนังสือร้องเรียนและคำเบิกความในคดีอื่น เป็น “การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่ 2. คู่สมรส “สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี” ตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ ทั้งสองประเด็นเป็นหัวใจสำคัญของคดี และเป็นตัวกำหนดว่าการฟ้องหย่าเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายครอบครัวหรือไม่ การวินิจฉัยตามประเด็น 1 ประเด็นที่ 1: ถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยละเอียดและเห็นว่า • ถ้อยคำในหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ • คำเบิกความในคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น • การชี้แจงต่อบิดามารดาของหญิงที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีที่มาจาก “ความหึงหวงโดยสุจริต” และเป็นการปกป้องสถานภาพสมรส ซึ่งถือเป็น “คลองธรรม” ตามหลักกฎหมายครอบครัว เป็นสิ่งที่ภริยาพึงกระทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิของตนในฐานะคู่สมรสชอบด้วยกฎหมาย แม้ถ้อยคำบางตอนอาจรุนแรง แต่ศาลเห็นว่า เป็นถ้อยคำที่มีรากฐานจากข้อเท็จจริงในชีวิตสมรส มิใช่การใส่ความโดยเจตนาร้าย อีกทั้งข้อเท็จจริงในคดีฟ้องชู้ (คำพิพากษา 4745/2539) ก็ยืนยันว่าโจทก์มีพฤติการณ์นอกใจจริง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยไม่ได้กล่าวเท็จ และการร้องเรียนเป็นไปเพราะมีเหตุควรระวังว่าบทบาทหญิงอื่นจะกระทบภาพลักษณ์ทางราชการของโจทก์ ผล: ไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง และไม่เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) 2 ประเด็นที่ 2: การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีหรือไม่ มาตรา 1516 (4/2) รับรองว่า การอยู่แยกกันเกินสามปีโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เป็นเหตุหย่า แต่ศาลฎีกาเห็นว่า: • การแยกกันอยู่ของคู่ความเกิดจาก โจทก์เป็นฝ่ายออกจากบ้านไปเอง • จำเลยไม่เคยแสดงเจตนาจะหย่า • จำเลยต่อสู้คดีฟ้องหย่ามาตลอดหลายครั้งจนชนะคดี • ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยยินยอมหรือสมัครใจให้แยกกันอยู่ ดังนั้น การอยู่แยกกันมิใช่ผลของ “ความสมัครใจร่วมกันของคู่สมรส” ตามเจตนารมณ์มาตรา 1516 (4/2) ผล: ไม่เป็นเหตุหย่าตามอนุมาตรานี้ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 โครงสร้างของมาตรา 1516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 วางเหตุหย่าไว้เป็นรายการปิด (Closed List) หมายความว่า คู่สมรสจะอ้างเหตุอื่นที่ไม่ได้บัญญัติไว้มาเป็นเหตุหย่าไม่ได้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้: 1. เหตุที่เกิดจากความผิดหรือพฤติกรรมของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง เช่น ประพฤติชั่ว หมิ่นประมาทร้ายแรง ประพฤติเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา 2. เหตุที่เกิดจากสถานการณ์ความสัมพันธ์ของคู่สมรสเอง เช่น การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี (4/2) ศาลตีความมาตรา 1516 อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นบทกฎหมายที่ส่งผลต่อสถานภาพครอบครัวอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่รัฐให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ 2 เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (3): การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง มาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกทำลายศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงโดยเจตนาประทุษร้าย แต่ศาลฎีกาเน้นว่า: • คำกล่าวต้อง “ร้ายแรง” จริง • ต้องเป็นการใส่ความโดยปราศจากเหตุอันควร • ต้องมี “เจตนาทรยศ” หรือมุ่งทำลายชื่อเสียง ถ้าถ้อยคำเกิดจากสถานการณ์ทางครอบครัว มีความหึงหวง มีข้อเท็จจริงรองรับ และคู่สมรสกล่าวด้วยความสุจริตเพื่อปกป้องสถานภาพของตน จะไม่ถือว่าเป็นหมิ่นประมาทร้ายแรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาหลายคดี เช่น • ฎีกาที่ 5347/2538 • ฎีกาที่ 4745/2539 ที่ยอมรับพฤติการณ์ของจำเลยในคดีนี้โดยพ้องแนวกัน 3 เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2): การสมัครใจแยกกันอยู่ เจตนารมณ์ของกฎหมายคือ: • ไม่ต้องการให้การอยู่แยกกันเพียงเพราะการกระทำฝ่ายเดียว กลายเป็นเหตุหย่า • ต้องพิสูจน์ว่าทั้งสองฝ่าย “ตกลงใจ” หรือ “ยินยอมร่วมกัน” ให้แยกกันอยู่จริง • ต้องเป็นความสมัครใจที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาเสรี ไม่ถูกกดดัน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าศาลจะไม่อนุญาตให้คู่สมรส ใช้การแยกกันอยู่ฝ่ายเดียวเป็นช่องทางบังคับอีกฝ่ายให้หย่า เชื่อมโยงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 ฎีกาที่ 30/2523 ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายต้องการแยกจากจำเลย และมีพฤติการณ์สัมพันธ์กับหญิงอื่น เป็นข้อมูลพื้นฐานในคดีนี้ที่ย้ำว่า จำเลยมิใช่ฝ่ายผิด 2 ฎีกาที่ 4745/2539 พิพากษาให้นาง ด ชำระเงินแก่จำเลยในคดีนี้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับโจทก์ ข้อเท็จจริงนี้มีนัยสำคัญ ทำให้คำกล่าวของจำเลยมิใช่คำเท็จ 3 ฎีกาที่ 5347/2538 ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ประพฤติชั่วหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ยืนยันแนวโน้มว่าจำเลยเป็นฝ่ายปกป้องสถานภาพสมรส 4 ฎีกาอื่นที่ศาลใช้เป็นแนวทางโดยปริยาย หลักการพิจารณาเจตนา “ป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม” เป็นแนวที่ศาลฎีกานำมาใช้เสมอเมื่อมีการร้องเรียนเกี่ยวกับบุคคลที่สาม ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายแพ่งทั่วไปว่าความสุจริตเป็นเกราะป้องกันความรับผิด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิจารณาคดีครั้งแรกโดยงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ต่อมาภายหลังเมื่อคดีคืนมาศาลชั้นต้นตามคำสั่งศาลฎีกา ได้สืบพยานโจทก์และจำเลยใหม่ และพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีอีกครั้ง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ทั้งในส่วนการหมิ่นประมาทและการสมัครใจแยกกันอยู่ 3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืน โดยวินิจฉัยอย่างหนักแน่นว่า พฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง เป็นเพียงการปกป้องสถานภาพสมรสโดยสุจริต อีกทั้งการแยกกันอยู่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจร่วมกันของสองฝ่าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าตามกฎหมาย ข้อคิดทางกฎหมาย 1. เหตุหย่าเป็นรายการปิดตามมาตรา 1516 คู่สมรสจะอ้างเหตุอื่นที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ภาระการพิสูจน์จึงอยู่ที่ฝ่ายผู้ฟ้องต้องแสดงให้ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายรับรองเท่านั้น 2. การหมิ่นประมาทในบริบทครอบครัวต้องพิจารณาเจตนาอย่างละเอียด ถ้อยคำที่เกิดขึ้นจากความหึงหวง ความวิตกต่อบทบาทตนเองในครอบครัว หรือเพื่อปกป้องสิทธิของคู่สมรส มิอาจนับเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหากไม่ปรากฏเจตนาประทุษร้าย 3. การสมัครใจแยกกันอยู่ต้องเกิดจากเจตนาของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปเอง หรือประสงค์จะยุติความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) 4. ศาลให้ความสำคัญกับความสุจริตของคู่สมรส หากคู่สมรสกระทำไปเพื่อปกป้องส่วนได้เสียตามคลองธรรม เช่น การร้องเรียนหรือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานรัฐ ศาลถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่สุจริต ไม่เป็นพฤติการณ์ให้ต้องหย่า 5. คดีฟ้องหย่าซ้ำหลายครั้ง ศาลจะมองพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส หากศาลเคยวินิจฉัยในคดีก่อนว่าคู่สมรสผู้ถูกฟ้องไม่เป็นฝ่ายผิด การฟ้องซ้ำโดยอาศัยเหตุเดิมหรือเหตุที่เกี่ยวเนื่องกัน มักไม่ทำให้ผลในทางกฎหมายเปลี่ยนแปลง 6. ประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นปัจจัยสำคัญในคดีครอบครัว ศาลมักใช้ดุลพินิจเพื่อประคองให้ครอบครัวไม่ล่มสลายโดยไม่จำเป็น และให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักผลกระทบต่อบุตรที่ต้องเผชิญความขัดแย้งอย่างยาวนาน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การกล่าวพาดพิงคู่สมรสต่อหน่วยงานรัฐถือเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหรือไม่? คำตอบ: ไม่เสมอไป หากถ้อยคำมีรากฐานจากข้อเท็จจริง เกิดจากความหึงหวงหรือความห่วงกังวลในสถานภาพครอบครัว และเป็นการใช้สิทธิอย่างสุจริตเพื่อปกป้องส่วนได้เสียของตน ศาลถือว่าไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) 2. หากคู่สมรสแยกกันอยู่นานเกินสามปี จะฟ้องหย่าได้โดยอัตโนมัติหรือไม่? คำตอบ: ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ว่าเป็น “ความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน” หากเกิดจากการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปเอง หรืออีกฝ่ายไม่ยินยอมให้แยกกันอยู่ ศาลจะไม่ถือว่าเข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) 3. คดีหย่าที่เคยถูกศาลฎีกายกฟ้องมาแล้ว สามารถฟ้องใหม่ได้หรือไม่? คำตอบ: สามารถฟ้องใหม่ได้หากมีเหตุใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่หากการฟ้องซ้ำยังคงอาศัยข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับคดีเก่าที่ศาลเคยวินิจฉัยว่าไม่เป็นเหตุหย่า โอกาสที่จะได้รับการยกฟ้องก็สูงเช่นเดิม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2543 เหตุฟ้องหย่าอันที่มิใช่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นั้นโจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตนไม่สมควรหรือกระทำการอันเข้าเงื่อนไขที่มาตรา 1516 ได้ระบุไว้นอกจากอนุมาตรา(4/2) ส่วนเหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็ต้องเกิดจากความสมัครใจโดยแท้จริงของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิใช่สมัครใจเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากพฤติการณ์แห่งคดีมิได้เป็นไปดังที่ได้กล่าวมาทั้งสองกรณีนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย แม้ว่าจะมิได้อยู่ร่วมกันหรือไม่มีเยื่อใยต่อกัน และไม่มีความหวังที่จะคืนดีกันอีกแล้วก็ตาม แม้จะถูกฟ้องหย่าหลายครั้ง จำเลยก็ไม่เคยคิดที่จะฟ้องหย่าโจทก์หรือมีความประสงค์ที่จะหย่าขาดจากโจทก์แต่อย่างใด รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติกรรมในทำนองชู้สาวกับชายอื่นหรือนอกใจโจทก์ ตรงข้ามกับโจทก์ซึ่งมีพฤติกรรมอันส่อแสดงว่านอกใจจำเลยและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา จึงเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยต้องทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักราชเลขาธิการ รวมทั้งทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อบิดาและมารดาของหญิงที่ยุ่งเกี่ยวกับสามีของตน ตลอดจนฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงนั้นด้วย การที่จำเลยต้องกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ในหนังสือร้องเรียนและเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้นแม้ถ้อยคำบางคำอาจเกินเลยและรุนแรงไปบ้างก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวด้วยความหึงหวงในตัวสามีอันเป็นธรรมชาติของภริยาโดยทั่วไป ทั้งเป็นการกล่าวโดยสุจริต โดยชอบธรรมเพื่อป้องกันส่วนได้เสียตามคลองธรรม จึงมิใช่เป็นการหมิ่นประมาท ดังนั้น ถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงอันต้องด้วยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) อีกทั้งพฤติการณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังมิใช่กรณีที่สมัครใจแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516(4/2) แต่เป็นกรณีโจทก์เป็นฝ่ายแยกไปเองโดยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เมื่อจำเลยมิได้ประสงค์จะหย่าขาดจากโจทก์โจทก์ก็ไม่อาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ โจทก์ฟ้องขอให้หย่าขาดจากจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์หย่าขาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยฎีกา ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น พร้อมให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ ศาลชั้นต้นสืบพยานสองฝ่ายแล้วพิพากษาให้หย่าอีกครั้ง คู่ความต่างฝ่ายอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คู่ความจดทะเบียนสมรสในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2505 มีบุตรหนึ่งคน โจทก์เคยฟ้องหย่ามาแล้วสองครั้ง ศาลฎีกาเคยยกฟ้องทั้งในคำพิพากษาที่ 30/2523 และ 5347/2538 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ละทิ้ง โจทก์เป็นฝ่ายนอกใจและอยู่กินกับหญิงอื่น ต่อมาเกิดคดีที่จำเลยฟ้องนาง ด เรียกค่าทดแทนฐานแสดงตนว่าเป็นชู้กับโจทก์ คดีถึงที่สุดโดยให้จำเลยชนะ (ฎีกาที่ 4745/2539) ภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาหมิ่นประมาทจากคำเบิกความในคดีดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง และศาลฎีกามีคำสั่งยกอุทธรณ์ตามคำสั่งที่ 2085/2539 โจทก์ยังฟ้องจำเลยฐานหมิ่นประมาทอีกครั้งจากถ้อยคำที่กล่าวถึงพฤติกรรมส่วนตัวของโจทก์ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยแต่รอการลงโทษ และโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องหย่าในคดีนี้ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย คือ (1) ถ้อยคำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่ และ (2) คู่กรณีสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปีตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุฟ้องหย่าในกรณีที่มิใช่ความสมัครใจ ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยประพฤติผิดอย่างร้ายแรง ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ ข้อความที่จำเลยกล่าว ทั้งในหนังสือร้องเรียนและคำเบิกความ เป็นเพียงความหึงหวงโดยสุจริตเพราะโจทก์มีพฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และจำเลยกล่าวเพื่อป้องกันสิทธิและชื่อเสียงของตน มิใช่หมิ่นประมาทร้ายแรง อีกทั้งการแยกกันอยู่เกิดจากโจทก์ฝ่ายเดียว มิใช่ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จึงไม่เข้าเงื่อนไขหย่า ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าจำเลยไม่เคยต้องการหย่าขาดจากโจทก์ ไม่ปรากฏการประพฤติผิดหรือคบชู้ของจำเลย กลับมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสัมพันธ์กับหญิงอื่น และเคยถูกฟ้องจนจำเลยชนะคดีหลายครั้ง คดีนี้จึงมีต้นเหตุจากโจทก์ที่พยายามหย่าตลอดมา ไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย ทั้งไม่เป็นเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ เห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์กับทนายลีนนท์ |




