
| การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า “สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้” ต้องเป็นการประพฤติชั่วในระดับใดจึงจะเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และพฤติการณ์ทะเลาะ ด่าทอ ทำร้าย หรือผิดทัณฑ์บน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความหึงหวงเนื่องจากคู่สมรสไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับบุคคลอื่น จะถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า มิใช่การกระทำที่ไม่เหมาะสมทุกกรณีจะเป็น “การประพฤติชั่ว” ตามมาตรา 1516(2) หรือเป็นการกระทำร้ายแรงตามมาตรา 1516(3) หรือ (8) ศาลต้องพิจารณาถึงบริบท เหตุจูงใจ ความร้ายแรง และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดความขัดแย้งก่อน เช่น การมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่น ย่อมมีผลต่อการประเมินความร้ายแรงของการตอบโต้ของอีกฝ่ายหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงอยู่ที่การวางบรรทัดฐานว่า การก่อหนี้เพื่อประโยชน์ของครอบครัวมิใช่การประพฤติชั่ว การด่าทอด้วยความน้อยใจจากการถูกนอกใจมิใช่การหมิ่นประมาทร้ายแรง และการกระทำภายหลังทำทัณฑ์บนซึ่งมีสาเหตุจากการที่คู่สมรสยังคงมีชู้ มิอาจถือเป็นการผิดทัณฑ์บนในลักษณะเป็นเหตุหย่าได้ ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักความได้สัดส่วนและหลักความยุติธรรมในความสัมพันธ์สมรสอย่างชัดเจน สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเริ่มมีปัญหา โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยประพฤติชั่ว โดยกู้ยืมเงินบุคคลภายนอกหลายราย รวมเป็นเงินประมาณ 160,000 บาท แล้วไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้มาติดตามทวงถามจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายและต้องชำระหนี้แทน นอกจากนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยด่าทอ หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกาย และภายหลังทำทัณฑ์บนแล้วก็ยังประพฤติผิดอีก จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่า จำเลยให้การว่า หนี้สินดังกล่าวเกิดจากการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืน และค่าเล่าเรียนบุตร มิได้กู้ไปเล่นสลากกินรวบดังที่โจทก์กล่าวหา อีกทั้งพฤติการณ์ด่าทอหรือกระทบกระทั่งเกิดจากความหึงหวง เนื่องจากโจทก์มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่น การกระทำของจำเลยจึงมิใช่การประพฤติชั่วหรือการกระทำร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกตามประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการกู้เงินเป็นการประพฤติชั่วหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า หนี้สินจำนวนดังกล่าวเกิดจากการกู้ยืมภายหลังจากโจทก์มีคดีอาญาเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์ร้องขอให้จำเลยช่วยดำเนินการเรื่องประกันตัว และมีพยานเอกสารแสดงการกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในคดีและเพื่อการศึกษาบุตร หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้เพื่อประโยชน์ของครอบครัว มิใช่หนี้เพื่อการเสี่ยงโชคหรืออบายมุข การกระทำดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นเป็น “การประพฤติชั่ว” ตามมาตรา 1516(2) ประเด็นที่สอง เรื่องการด่าทอ ทำร้าย และหมิ่นประมาท ศาลเห็นว่าการที่จำเลยด่าทอว่า “มึงมันเลวเหมือนโคตรมึง” เป็นถ้อยคำที่เกิดจากความน้อยใจและความหึงหวง เนื่องจากโจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่น ถ้อยคำดังกล่าวแม้ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง และเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันระหว่างสามีภริยาในภาวะอารมณ์รุนแรง มิใช่การกระทำที่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516(3) ประเด็นที่สาม เรื่องการผิดทัณฑ์บน แม้จำเลยได้ทำบันทึกทัณฑ์บนว่าจะไม่กระทำการด่าทอหรือทำร้ายอีก แต่ภายหลังปรากฏว่าโจทก์ยังคงมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นอยู่ การที่จำเลยกลับมาด่าทอหรือทำร้ายอีกจึงมีสาเหตุมาจากการกระทำของโจทก์เอง ศาลเห็นว่ายังไม่อาจถือว่าเป็นการผิดทัณฑ์บนในลักษณะที่เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(8) วิเคราะห์หลักกฎหมายตามมาตรา 1516 มาตรา 1516 บัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าได้เมื่อมีเหตุร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การประพฤติชั่ว การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอย่างร้ายแรง หรือการผิดทัณฑ์บนอย่างมีนัยสำคัญ คำว่า “ประพฤติชั่ว” ตามมาตรา 1516(2) มิได้หมายความถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมทุกกรณี แต่ต้องเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนศีลธรรมอย่างร้ายแรง มีลักษณะทำลายความมั่นคงของชีวิตสมรส หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่ออีกฝ่ายในระดับที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติ ส่วนมาตรา 1516(3) ต้องเป็นการทำร้ายหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง มิใช่เพียงถ้อยคำหยาบคายในภาวะอารมณ์ ส่วนมาตรา 1516(8) เกี่ยวกับการผิดทัณฑ์บน ต้องเป็นการฝ่าฝืนโดยปราศจากเหตุอันสมควร มิใช่การตอบโต้ที่มีเหตุจากพฤติการณ์ของอีกฝ่าย เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งเปิดช่องให้เลิกสมรสโดยง่าย แต่ต้องการคุ้มครองสถาบันครอบครัว และให้การหย่าเป็นทางออกเมื่อความสัมพันธ์ถึงขั้นแตกหักอย่างแท้จริง การตีความเหตุหย่าจึงต้องเคร่งครัด และพิจารณาความได้สัดส่วนระหว่างการกระทำกับผลกระทบต่อชีวิตสมรส ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับบริบทของเหตุการณ์ โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยหลายประการมีสาเหตุจากการที่โจทก์มีพฤติการณ์ชู้สาวก่อน จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายประพฤติชั่วฝ่ายเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักต่อเนื่องกันว่า การประพฤติชั่วต้องมีความร้ายแรงในระดับที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของครอบครัวอย่างชัดเจน การก่อหนี้เพื่อประโยชน์ของครอบครัวไม่ถือเป็นความชั่วในความหมายของกฎหมาย อีกทั้งการกระทบกระทั่งในชีวิตสมรสทั่วไปไม่ถือเป็นเหตุหย่า เว้นแต่จะร้ายแรงจนทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การจะอ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ต้องพิสูจน์ทั้งองค์ประกอบทางกฎหมายและระดับความร้ายแรงอย่างแท้จริง มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจหรือความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของจำเลยยังไม่เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าหนี้สินเกิดจากการใช้จ่ายในครอบครัว และการด่าทอทำร้ายมีสาเหตุจากความหึงหวงเนื่องจากโจทก์มีชู้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการประพฤติชั่ว ไม่เป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรง และไม่เป็นการผิดทัณฑ์บนอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(2) (3) และ (8) สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การจะถือว่าคู่สมรส “ประพฤติชั่ว” ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะฝ่าฝืนศีลธรรมอย่างร้ายแรง มิใช่เพียงความผิดพลาดหรือการตัดสินใจทางการเงินเพื่อครอบครัว การกระทำตอบโต้จากความหึงหวงอันมีสาเหตุจากการมีชู้ของอีกฝ่าย มิอาจยกขึ้นเป็นเหตุหย่าได้โดยง่าย หลักความยุติธรรมในคดีครอบครัวต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรอบทั้งหมด และต้องคำนึงถึงผู้ก่อให้เกิดความแตกร้าวเป็นลำดับแรก แนววินิจฉัยนี้ตอกย้ำว่า สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 มิใช่เครื่องมือเพื่อเอาผิดอีกฝ่ายโดยปราศจากการพิจารณาความร้ายแรงและความเป็นธรรม หากแต่เป็นกลไกเพื่อยุติชีวิตสมรสเมื่อมีเหตุร้ายแรงแท้จริงเท่านั้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม “การประพฤติชั่ว” และ “การกระทำร้ายแรงหรือผิดทัณฑ์บน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) (3) และ (8) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยยังไม่ถึงระดับความร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่เป็นเหตุให้หย่าได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยเฉพาะ (2) (3) และ (8) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ประพฤติชั่วตามมาตรา 1516(2)” แก่นสำคัญอยู่ที่การตีความคำว่า “ประพฤติชั่ว” ว่าต้องเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนศีลธรรมอย่างร้ายแรงและกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตสมรสอย่างแท้จริง การก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายในครอบครัวหรือเพื่อประโยชน์ของบุตร แม้จะสร้างภาระหรือความอับอายแก่คู่สมรสอีกฝ่าย ก็ยังไม่ถือเป็นการประพฤติชั่วในความหมายของกฎหมาย หากไม่มีพฤติการณ์ไปในทางอบายมุขหรือทุจริตอย่างชัดแจ้ง 2. “ความร้ายแรงของการกระทำตามมาตรา 1516(3) และ (8)” ศาลเน้นว่าการด่าทอ ทำร้าย หรือการกระทำภายหลังทำทัณฑ์บน จะเป็นเหตุหย่าได้ก็ต่อเมื่อมีลักษณะร้ายแรงและปราศจากเหตุอันสมควร หากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดจากความหึงหวงหรือเป็นผลสืบเนื่องจากการที่คู่สมรสอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวก่อน ย่อมถือเป็นการกระทบกระทั่งทั่วไปในชีวิตสมรส ไม่ถึงขั้นเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงหรือการผิดทัณฑ์บนอันเป็นเหตุให้หย่าได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การกู้เงินจำนวนมากโดยคู่สมรสถือเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่เสมอไป การจะถือว่าเป็น “การประพฤติชั่ว” ตามมาตรา 1516(2) ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ หากเป็นการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ค่าใช้จ่ายในคดีของคู่สมรส หรือค่าเล่าเรียนบุตร ย่อมเป็นหนี้เพื่อประโยชน์ของครอบครัว ไม่ใช่การฝ่าฝืนศีลธรรมอย่างร้ายแรง การที่เจ้าหนี้มาติดตามทวงถามจนเกิดความอับอาย ยังไม่เพียงพอจะยกระดับเป็นเหตุหย่า เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ากู้เงินไปในทางอบายมุขหรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลโดยชัดแจ้ง 2. ถ้อยคำด่าทอหยาบคายระหว่างสามีภริยาถือเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงจนฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ กฎหมายกำหนดให้การทำร้ายหรือหมิ่นประมาทต้อง “ร้ายแรง” จึงจะเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) ถ้อยคำที่เกิดจากอารมณ์โกรธ หึงหวง หรือความน้อยใจ แม้ไม่เหมาะสม แต่หากเป็นเพียงการกระทบกระทั่งทั่วไปในชีวิตสมรส และมิได้มีลักษณะทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบหรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ศาลมักวินิจฉัยว่าไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า การพิจารณาจึงต้องดูเจตนา บริบท และผลกระทบที่แท้จริง 3. หากฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวก่อน อีกฝ่ายตอบโต้ด้วยการด่าทอหรือทำร้าย จะถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ศาลจะพิจารณาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หากการด่าทอหรือทำร้ายเกิดจากความหึงหวงที่มีสาเหตุจากการที่คู่สมรสอีกฝ่ายมีชู้ก่อน การตอบโต้ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของฝ่ายผู้มีชู้เอง จึงไม่อาจนำพฤติการณ์ตอบโต้มาเป็นเหตุหย่าได้โดยง่าย หลักสำคัญคือ ผู้ก่อให้เกิดความแตกร้าวในชีวิตสมรสย่อมไม่อาจอาศัยผลจากการกระทำของตนมาใช้เป็นประโยชน์ในคดีหย่า 4. การผิดทัณฑ์บนในคดีครอบครัวต้องมีลักษณะอย่างไรจึงเป็นเหตุหย่า คำตอบ มาตรา 1516(8) ว่าด้วยการผิดทัณฑ์บน ต้องเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขอย่างชัดเจน และไม่มีเหตุอันสมควร หากภายหลังทำทัณฑ์บนแล้ว ยังมีพฤติการณ์ตอบโต้ที่เกิดจากการที่คู่สมรสอีกฝ่ายกระทำผิดซ้ำ เช่น ยังคงมีชู้ การกระทำดังกล่าวอาจไม่ถือเป็นการผิดทัณฑ์บนในลักษณะร้ายแรง เพราะยังมีสาเหตุจากพฤติการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลจะประเมินโดยพิจารณาความเป็นธรรมและบริบทโดยรวม 5. คำว่า “ประพฤติชั่ว” ตามมาตรา 1516(2) มีขอบเขตเพียงใด คำตอบ คำว่า “ประพฤติชั่ว” มิได้หมายถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมทุกกรณี แต่ต้องเป็นพฤติการณ์ที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีอย่างร้ายแรง มีลักษณะทำลายความไว้วางใจและความมั่นคงของครอบครัว เช่น การเล่นการพนันอย่างหนัก การเสพยาเสพติด การประพฤติผิดทางเพศ หรือการกระทำที่สร้างความเสียหายต่ออีกฝ่ายอย่างชัดแจ้ง การกระทำทางการเงินเพื่อครอบครัวหรือการทะเลาะทั่วไปไม่เข้าองค์ประกอบนี้ 6. ความอับอายที่เกิดจากหนี้สินของคู่สมรสเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ความอับอายหรือความเดือดร้อนจากการถูกเจ้าหนี้ทวงถาม ยังไม่เพียงพอจะเป็นเหตุหย่า เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าหนี้ดังกล่าวเกิดจากการกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง เช่น การนำเงินไปเล่นการพนันหรืออบายมุขโดยเจตนา หากหนี้เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการประพฤติชั่ว แม้จะสร้างภาระหรือความไม่สบายใจแก่คู่สมรสอีกฝ่ายก็ตาม 7. ศาลพิจารณาความร้ายแรงของการทำร้ายร่างกายอย่างไรในคดีหย่า คำตอบ ศาลจะพิจารณาระดับความรุนแรง ความถี่ และเจตนา หากเป็นการทำร้ายอย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดอันตรายสาหัส หรือมีลักษณะทารุณ ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ แต่หากเป็นการผลัก ดึง หรือกระทบกระทั่งในภาวะอารมณ์ชั่วคราว โดยไม่มีบาดเจ็บร้ายแรง และมีสาเหตุจากการกระทำของอีกฝ่าย ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า หลักสำคัญคือความได้สัดส่วนและผลกระทบต่อความสัมพันธ์สมรส 8. หลักการสำคัญที่คดีนี้วางไว้เกี่ยวกับการฟ้องหย่าคืออะไร คำตอบ หลักสำคัญคือ การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องตั้งอยู่บนเหตุร้ายแรงที่แท้จริง ไม่ใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจหรือความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตสมรส ศาลจะพิจารณาบริบททั้งหมด รวมถึงพฤติการณ์ของผู้ฟ้องเอง หากผู้ฟ้องเป็นฝ่ายก่อให้เกิดความแตกร้าว เช่น มีชู้ก่อน ย่อมไม่อาจอาศัยผลจากการตอบโต้ของอีกฝ่ายมาเป็นเหตุหย่าได้ คดีนี้จึงตอกย้ำหลักความเป็นธรรมและการตีความมาตรา 1516 อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวมิให้ถูกยุติโดยปราศจากเหตุอันสมควรอย่างแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2538 จำเลยกู้ยืมเงินคนอื่นเพื่อใช้จ่ายในคดีที่โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืนและเพื่อใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของบุตรหนี้สินทั้งหมดจึงเกิดจากการนำมาใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยและบุตรมิใช่เกิดขึ้นเพราะจำเลยนำไปเล่นสลากกินรวบดังที่โจทก์อ้างการกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(2) การที่จำเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์หนีไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจึงด่าโจทก์และบุพการีว่ามึงมันเลวเหมือนโคตรมึงนั้นไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรงเพราะเป็นเพียงถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระทำของจำเลยต่อโจทก์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้นถือว่าเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันระหว่างสามีภริยาทั่วไปไม่ร้ายแรงถึงกับเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(3) หลังจากทำทัณฑ์บนแล้วโจทก์ยังมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจำเลยจึงดุด่าและทำร้ายโจทก์อีกการกระทำของจำเลยมีสาเหตุจากการกระทำของโจทก์จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(8) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่า โดยอ้างว่าจำเลยกู้เงินหลายรายรวม 160,000 บาท ไม่ชำระหนี้จนเจ้าหนี้มาทวงจากโจทก์ ทำให้โจทก์อับอายและต้องใช้หนี้แทน อีกทั้งจำเลยด่าทอ หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกาย และภายหลังทำทัณฑ์บนแล้วก็ยังประพฤติผิด จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่า จำเลยให้การว่า หนี้ดังกล่าวเกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในคดีที่โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืน และเพื่อการศึกษาบุตร มิได้กู้ไปเล่นสลากกินรวบ อีกทั้งโจทก์มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นก่อน การด่าทอหรือกระทบกระทั่งเกิดจากความหึงหวง มิใช่การทำร้ายหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้สินจำนวน 160,000 บาทเกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งเกี่ยวกับคดีของโจทก์และค่าเล่าเรียนบุตร มิใช่เกิดจากการเล่นสลากกินรวบ จึงไม่เป็นการประพฤติชั่วตามมาตรา 1516(2) ส่วนการด่าทอและทำร้ายเกิดจากความหึงหวงเพราะโจทก์มีชู้ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นเพียงการกระทบกระทั่งทั่วไป ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) และแม้ภายหลังทำทัณฑ์บนแล้วจำเลยยังด่าทอหรือทำร้ายอีก ก็มีสาเหตุมาจากโจทก์ยังคงมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวอยู่ จึงไม่ถือเป็นการผิดทัณฑ์บนตามมาตรา 1516(8) การกระทำของจำเลยทั้งหมดไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าโจทก์ จดทะเบียนสมรสกับจำเลยมีบุตร 1 คน เมื่อต้นปี 2534 จำเลยเริ่มประพฤติตนไม่สมควรโดยกู้เงินบุคคลอื่นหลายราย รวมเป็นเงิน 160,000 บาทแล้วไม่ชำระเจ้าหนี้ดังกล่าวทวงถามจากโจทก์ โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงต้องใช้หนี้ทั้งหมดแทนจำเลย นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2535จำเลยได้ฉีกทำลายเสื้อผ้าของโจทก์ใช้ข้าวของขว้างปาทำร้ายโจทก์กับหมิ่นประมาทโจทก์ และบุพการีของโจทก์ โจทก์ทนอยู่กินกับจำเลยไม่ได้ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อน จำเลยก็ใส่ความว่า โจทก์ไปติดพันหญิงอื่น ครั้นโจทก์กลับบ้านจำเลยก็อาละวาด ด่าทอและใช้มีดขู่บังคับมิให้โจทก์ออกจากบ้าน โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2535 จำเลยได้ทำทัณฑ์บนต่อโจทก์ว่าจะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีก แต่จำเลยก็ประพฤติผิดทัณฑ์บน ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2522 โจทก์ถูกจับกุมเรื่องมีอาวุธปืนและอ้างว่า ต้องเสียค่าใช้จ่าย 50,000 บาท ให้จำเลยหาเงินให้ด้วย จำเลยต้องไปกู้เงินจากบุคคลอื่น เสียดอกเบี้ยในอัตราสูงเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่โจทก์กลับเที่ยวเตร่ดื่มสุรา จำเลยต้องรับภาระอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรแต่เพียงผู้เดียว จึงต้องกู้เงินเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 160,000 บาท ครั้นประมาณเดือน มกราคม 2535 โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับ นางสาวอารีย์ เมื่อจำเลยทราบและห้ามปราม โจทก์ก็แสดงกิริยาเกรี้ยวกราดและไม่ยอมกลับบ้าน จำเลยไม่เคยทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจโจทก์ , ไม่เคยหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ จำเลย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2514 ตามใบสำคัญการสมรส เอกสารหมาย จ. 1 มี บุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาว ญ. ซึ่ง ขณะฟ้องมี อายุ 21 ปี โจทก์ รับราชการเป็นลูกจ้างประจำโครงการก่อสร้างทางชลประทาน ที่ 2 อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยรับราชการครู ที่จังหวัดชัยนาท ต่อมาโจทก์และจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้แล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาในข้อแรกว่าจำเลยประพฤติชั่ว โดยจำเลยกู้ยืมเงินคนอื่นหลาย คน เป็นจำนวนมาก รวมแล้วประมาณ 160,000 บาท โดยกู้มาเล่นสลากกินรวบแล้วไม่ชำระให้ จนผู้ให้กู้มาทวงจากโจทก์และโจทก์ต้องชำระแทนไปทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงถูกดูถูก เกลียดชัง และได้รับความเดือดร้อน เห็นว่าเหตุที่ จำเลยไปกู้เงินคนอื่นมา เช่น ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ. 2 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2533 หมาย จ. 5 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2534 และ หมาย จ. 7 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 รวม 160,000 บาท นั้นล้วนแต่เป็นการกู้ยืม หลังจากวันที่ 10 ตุลาคม 2522 ซึ่งโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยตามเอกสาร หมาย ล. 1 ที่ โจทก์ถูกจับฐานพกอาวุธปืนและ ศาลพิพากษาลงโทษ ปรับ 2,000 บาท โดยในเอกสาร หมาย ล. 1 โจทก์ให้ จำเลยช่วยเรื่องการประกันตัวนั้น จึงน่าเชื่อว่า จำเลยได้ไปกู้ยืมเงินคนอื่นมาเพื่อใช้จ่ายในคดีนี้ ซึ่งจำเลยได้เบิกความประกอบเอกสารหมาย ล. 1 ว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้น จำนวน 58,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้ได้ยืมคนอื่น 30,000 บาท ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อยมาและต่อมาโจทก์ได้ให้จำเลยลงชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ. 2, จ. 5 และ จ. 7 ไว้ นอกจากนั้นเมื่อ นางสาว ญ. เริ่มเรียนหนังสือสูงขึ้นก็มีค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนสูงขึ้น จำเลยคงได้กู้ยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่ายสำหรับการศึกษา ของนางสาว ญ. ด้วย ดังที่จำเลยได้ระบายความในใจให้ นายคนึง นาคเถื่อน ฟังในจดหมายเอกสารหมาย จ. 4 ลงวันที่ 30 เมษายน 2534 ว่าได้กู้เงินมาเพื่อให้บุตรเรียนหนังสือ และมีแต่จำเลยเป็นฝ่ายให้สามี จำเลยไม่เคยได้รับอะไรจากสามี และในจดหมายเอกสาร หมาย จ. 8 ก็ระบุกู้ยืมเงินมาเพื่อการศึกษาของบุตรเป็นต้น หนี้สินทั้งหมดจึงเกิดจากการนำมาใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างโจทก์ จำเลย และบุตร มิใช่เกิดขึ้นเพราะจำเลยนำไปเล่นสลากกินรวบดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่ว(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2141/2531) โจทก์ฎีกาในข้อที่ 2 ว่า จำเลยดุด่าเหยียดหยามหมิ่นประมาทโจทก์ และบุพการีของโจทก์ และจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์อย่างร้ายแรงโดยจำเลยฉีกเสื้อผ้าโจทก์ ด่าว่าโจทก์ และหมิ่นประมาทโจทก์และผู้บุพการีของโจทก์ต่อหน้าบุคคลอื่น ๆ และใช้กรรไกรทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องหนีไปอยู่กับเพื่อนแล้วไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้ตาม เอกสาร หมาย จ. 15 ถึง จ. 17 เห็นว่าที่จำเลยกระทำต่อโจทก์เช่นนั้นก็เพราะจำเลยหึงหวงและโกรธที่โจทก์หนีไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่น ดังปรากฏอยู่ใน เอกสาร หมาย ล. 2 และ ล. 3 นั้นซึ่งนางสาว ญ.ได้เบิกความว่าจำเลยโกรธโจทก์ เพราะโจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นและที่โจทก์อ้างว่าจำเลยด่าโจทก์และ บุพการีว่ามึงมันเลวเหมือนโคตรมึง โจทก์ก็ยอมรับว่า จำเลยด่าโจทก์เพราะหาว่าโจทก์ไปติดพันนางสาวอารีย์ หากถ้อยคำดังกล่าวเป็นความจริงก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาท โจทก์ หรือบุพการีของโจทก์เป็นการร้ายแรง เพราะเป็นเพียงถ้อยคำที่จำเลยกล่าวด้วยความน้อยใจการกระทำของจำเลยต่อโจทก์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะฝ่ายโจทก์เป็นผู้ก่อขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันระหว่างสามีภริยาทั่วไป ไม่ร้ายแรงถึงกับเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ โจทก์ฎีกาในข้อสุดท้ายว่าจำเลยประพฤติผิดทัณฑ์บน เรื่องความประพฤติที่ทำให้ไว้ ตามบันทึกการแจ้งความเอกสารหมาย จ. 16 และ จ. 17 โดยหลังจากทำเอกสารหมาย จ. 16 และ จ. 17 แล้ว จำเลยยังทำการด่าทอ และทำร้ายโจทก์อยู่อีก เห็นว่าหลังจากที่มีการทำบันทึกการแจ้งความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2535 และ วันที่ 7 เมษายน 2535 ตามเอกสารหมาย จ. 16 และ จ. 17 ตามลำดับแล้วปรากฏว่า มีบันทึกข้อความในเอกสารหมาย ล. 3 ลงวันที่ 15 เมษายน 2535 ว่าฝ่ายหญิงที่อ้างว่ามีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับโจทก์ จะเลิกประพฤติปฏิบัติไม่มีความสัมพันธ์กับโจทก์อีกโดยเอกสารนี้ โจทก์มิได้คัดค้านว่าไม่จริงอย่างไร จึงแสดงว่าหลังจากทำบันทึก เอกสารหมาย จ. 16 และ จ. 17 แล้ว โจทก์ก็ยังไปมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้หญิงคนนั้นอยู่อีก จำเลยจึงได้ดุด่า และทำร้ายโจทก์อีก การกระทำของจำเลยจึงมีสาเหตุมาจากการกระทำของโจทก์อีก เช่นกันการกระทำของจำเลยจึงยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้ ตามบันทึกเอกสาร หมาย จ. 16 และ จ. 17 การกระทำทั้งหมดของจำเลยตามที่โจทก์กล่าวอ้างใน ฎีกา จึงยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) (3) และ (8) ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น " พิพากษายืน |




