ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า

เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2), การแยกกันอยู่เกินสามปีโดยสมัครใจ, การพิสูจน์ความสมัครใจของคู่สมรส, คดีฟ้องหย่าในศาลเยาวชนและครอบครัว, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องแยกกันอยู่, ภาระการพิสูจน์ในคดีครอบครัว, การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น, คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปต่างประเทศ, การพึ่งพาทางเศรษฐกิจในชีวิตสมรส, การแยกกันอยู่โดยไม่สมัครใจ, องค์ประกอบความผิดฐานเหตุหย่า, ความหมายของคำว่าสมัครใจตามกฎหมาย, คดีหย่าระหว่างคู่สมรสต่างสัญชาติ, การตีความบทกฎหมายครอบครัว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าจากการแยกกันอยู่เกินสามปีโดยสมัครใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้เมื่อปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่เป็นเวลานานและมีเจตนาร่วมกันที่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตคู่ดังเดิม ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่ระยะเวลาการแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความสมัครใจ” ของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายว่าเป็นไปโดยแท้จริงหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยเคร่งครัดว่า การแยกกันอยู่ซึ่งเกิดจากเหตุจำเป็น ความขัดข้อง หรือพฤติการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งมิได้ประสงค์จะเลิกร้าง มิอาจถือเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว มิให้การแยกกันอยู่โดยปริยายหรือโดยเหตุจำยอมกลายเป็นเครื่องมือในการตัดความสัมพันธ์สมรสโดยง่าย

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย อ้างเหตุว่าโจทก์และจำเลยได้แยกกันอยู่เกินสามปีโดยสมัครใจ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้หย่า จำเลยฎีกา

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นชาวต่างประเทศ อยู่กินกับโจทก์ซึ่งเป็นสามี และพึ่งพาอาศัยทางเศรษฐกิจจากโจทก์เป็นสำคัญ โดยโจทก์ให้เงินเดือนละ 20,000 บาท การที่ทั้งสองมิได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน เนื่องจากโจทก์แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาของตน และต่อมาจำเลยเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อดูแลบุตรที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง อีกทั้งในอดีตจำเลยเคยยอมหย่าโดยเรียกร้องเงินจำนวนสูง ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์สะท้อนว่าไม่ประสงค์เลิกร้างโดยแท้จริง

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัย คือ การแยกกันอยู่ดังกล่าวเป็นการสมัครใจทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีการแยกกันอยู่เกินสามปี แต่พฤติการณ์แวดล้อมไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเลิกร้าง การแยกกันอยู่เกิดจากการที่โจทก์ย้ายออกไปเอง และจำเลยต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุจำเป็นเพื่อดูแลบุตร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีเจตนาแน่ชัดว่าจะไม่กลับไปใช้ชีวิตสมรสต่อไป การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นหรือเพราะฝ่ายหนึ่งกระทำฝ่ายเดียว มิอาจถือเป็นการสมัครใจร่วมกันได้

จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2)

มาตรา 1516 (4/2) มีเจตนารมณ์รองรับสภาพชีวิตคู่ที่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัย เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับสภาพการแยกกันอยู่เป็นเวลานาน และไม่มีความประสงค์จะฟื้นฟูชีวิตสมรสอีกต่อไป

องค์ประกอบสำคัญมีสองประการ

หนึ่ง ระยะเวลาแยกกันอยู่ไม่น้อยกว่าสามปี

สอง ต้องเป็นการสมัครใจทั้งสองฝ่าย

คำว่า “สมัครใจ” ต้องตีความโดยเคร่งครัด หมายถึงมีเจตนาเสรีปราศจากการบังคับหรือความจำยอม และต้องปรากฏพฤติการณ์ร่วมกัน มิใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำฝ่ายเดียว

การตีความดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานของสังคม กฎหมายจึงไม่ประสงค์ให้การแยกกันอยู่โดยเหตุจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาล การไปทำงานต่างประเทศ หรือการขัดแย้งชั่วคราว กลายเป็นเหตุหย่าโดยง่าย

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปวางหลักว่า การแยกกันอยู่ต้องมีลักษณะเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ทางชีวิตคู่โดยสมัครใจ มิใช่เพียงแยกที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หรือยังมีเจตนาจะดำรงความเป็นสามีภริยาอยู่ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบ

ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับฐานะการพึ่งพาทางเศรษฐกิจของจำเลย และเหตุจำเป็นด้านสุขภาพของบุตร ซึ่งสะท้อนว่าการแยกกันอยู่มิใช่ผลจากความประสงค์ร่วมกันที่จะเลิกร้าง

แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการพิสูจน์เหตุหย่าต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงและพฤติการณ์แวดล้อมโดยรอบ มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามกฎหมาย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าการแยกกันอยู่เกินสามปีเป็นเหตุหย่า

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการแยกกันอยู่มิใช่การสมัครใจทั้งสองฝ่าย จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2)

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า เหตุหย่าจากการแยกกันอยู่เกินสามปีมิใช่บทบัญญัติที่เปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากสภาพการณ์ที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นโดยลำพัง ความสมัครใจต้องเป็นเจตนาร่วมที่ชัดแจ้งและปราศจากเหตุบังคับ หากยังปรากฏพฤติการณ์พึ่งพาอาศัยกันหรือมีเหตุจำเป็นอันสมควร การแยกกันอยู่ย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าได้ การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับหลักความสุจริตและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายครอบครัวที่มุ่งรักษาความมั่นคงของชีวิตสมรสเป็นสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าจากการที่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่เป็นเวลานานเกินสามปี แต่หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็น “ความสมัครใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย” ก็ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งเหตุหย่าตามบทบัญญัติดังกล่าว เพราะกฎหมายมุ่งหมายให้ต้องมีทั้งระยะเวลาและเจตนาร่วมที่ชัดแจ้งว่าจะไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “สมัครใจแยกกันอยู่”

หมายถึงการที่สามีภริยาต่างมีเจตนาเสรีและตรงกันที่จะไม่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอีกต่อไป มิใช่เป็นเพียงการแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างถิ่น การรักษาพยาบาล หรือเหตุอื่นที่มิได้สะท้อนเจตนาตัดขาดความสัมพันธ์สมรส หากขาดความสมัครใจร่วมกัน ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า

2. “แยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2)”

เป็นเหตุหย่าที่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสองประการควบคู่กัน คือ ระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปี และความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกายืนยันหลักว่า ระยะเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับสภาพการแยกกันอยู่โดยเด็ดขาดและถาวร จึงจะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย

สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี: เงื่อนไขสำคัญของเหตุหย่า

การที่สามีภริยา “สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี” เป็นเหตุหย่าประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นไปโดยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย และมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ระยะเวลาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความสมัครใจร่วมกัน” ซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด

คำว่า “สมัครใจ” ในทางกฎหมายครอบครัว หมายถึงการมีเจตนาเสรีของทั้งสองฝ่ายที่จะไม่ดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป มิใช่เป็นเพียงการแยกที่อยู่อาศัยเพราะความจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างจังหวัด การเดินทางไปรักษาพยาบาล หรือการดูแลบุตรในต่างประเทศ หากการแยกกันอยู่เกิดจากเหตุจำเป็นหรือการตัดสินใจฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรานี้

ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยมาโดยต่อเนื่องว่า ต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดแจ้งว่าคู่สมรสทั้งสองต่างรับรู้และยอมรับสภาพการแยกกันอยู่อย่างถาวร เช่น ไม่มีการกลับไปใช้ชีวิตคู่ ไม่มีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ และต่างดำรงชีวิตแยกจากกันโดยอิสระ ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม หากยังคงมีการส่งเสียเลี้ยงดู ติดต่อสื่อสาร หรือมีความคาดหวังว่าจะกลับมาอยู่ร่วมกันในอนาคต ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นสมัครใจแยกกันอยู่โดยเด็ดขาด

ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายที่ฟ้องหย่า ต้องนำสืบให้ได้ทั้งเรื่องระยะเวลาและเจตนาร่วมกัน การอ้างเพียงว่าต่างฝ่ายต่างอยู่คนละบ้านเกินสามปี โดยไม่แสดงหลักฐานเรื่องความยินยอมร่วมกัน ย่อมไม่เพียงพอ นอกจากนี้ หากการแยกกันอยู่เกิดจากความผิดของฝ่ายผู้ฟ้องเอง เช่น ขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้าน ก็อาจกระทบต่อสิทธิในการอ้างเหตุหย่าได้

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งรองรับสภาพชีวิตสมรสที่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัย เมื่อความสัมพันธ์แตกสลายและไม่มีความประสงค์จะประสานรอยร้าวอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว จึงกำหนดเงื่อนไขเรื่อง “ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย” เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นเอง

ดังนั้น ในคดีหย่าที่อ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งพฤติการณ์ภายนอกและเจตนาภายในของคู่สมรส หากพิสูจน์ได้ครบองค์ประกอบ ก็เป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้หย่าได้ แต่หากขาดองค์ประกอบเรื่องความสมัครใจร่วมกัน แม้ระยะเวลาจะครบถ้วน ก็ไม่อาจรับฟังเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมายไทย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแยกกันอยู่เกินสามปีเพียงอย่างเดียวฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นไปโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีเจตนาร่วมกันที่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตสมรสต่อไป หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย

2. ความหมายของคำว่าสมัครใจในมาตรา 1516 คืออะไร

คำตอบ

หมายถึงเจตนาเสรีที่ปราศจากการบังคับหรือความจำยอม และต้องเป็นเจตนาร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มิใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงความประสงค์ฝ่ายเดียว

3. หากฝ่ายหนึ่งไปต่างประเทศเพราะเหตุจำเป็น ถือเป็นสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่ถือเป็นสมัครใจ หากการไปต่างประเทศมีเหตุผลจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาลหรือดูแลบุตร การแยกกันอยู่ในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การตกลงเลิกร้างโดยสมัครใจ

4. การยังคงส่งเงินเลี้ยงดูมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่

คำตอบ

มีผล เพราะสะท้อนว่ายังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมิได้ตัดขาดชีวิตสมรสโดยแท้จริง

5. หากเคยเจรจาหย่าแต่ตกลงกันไม่ได้ จะถือว่าสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องถือเช่นนั้น ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม หากฝ่ายหนึ่งยังไม่ประสงค์เลิกร้างจริง การแยกกันอยู่ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า

6. ศาลจะพิจารณาอะไรเป็นสำคัญในคดีลักษณะนี้

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาทั้งพฤติการณ์ภายนอกและเจตนาภายใน รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การติดต่อสื่อสาร และเหตุผลแห่งการแยกกันอยู่

7. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานยืนยันว่าการตีความคำว่าสมัครใจต้องเคร่งครัด และการแยกกันอยู่โดยเหตุจำเป็นไม่อาจเป็นเหตุหย่าได้

8. หากฝ่ายหนึ่งตั้งใจแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว จะใช้มาตรา 1516 (4/2) ได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวต้องการความสมัครใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นย่อมไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2542

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่ากัน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์จำเลยแยกกันอยู่เกิน 3 ปี โดยจำเลยสมัครใจด้วยอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นชาวต่างประเทศอยู่กินร่วมกับโจทก์ผู้เป็นสามี ต้องพึ่งพาอาศัยสามีเป็นสำคัญในการดำรงชีพ โดยอาศัยเงินที่โจทก์จ่ายให้เดือนละ 20,000 บาท การที่โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลยและจำเลยยอมหย่าโดยเรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงถึง 40,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่าโจทก์คงไม่ตกลงด้วย ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่ประสงค์จะเลิกร้างไปจากโจทก์หรือสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์นั่นเอง ทั้งเหตุที่โจทก์จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็เนื่องจากโจทก์ได้แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาโจทก์เอง และภายหลังที่จำเลยไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เนื่องจากต้องไปดูแลรักษาบุตรที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดังนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นเหตุฟ้องหย่า

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย