
| แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าจากการแยกกันอยู่เกินสามปีโดยสมัครใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้เมื่อปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่เป็นเวลานานและมีเจตนาร่วมกันที่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตคู่ดังเดิม ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่ระยะเวลาการแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความสมัครใจ” ของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายว่าเป็นไปโดยแท้จริงหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยเคร่งครัดว่า การแยกกันอยู่ซึ่งเกิดจากเหตุจำเป็น ความขัดข้อง หรือพฤติการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งมิได้ประสงค์จะเลิกร้าง มิอาจถือเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว มิให้การแยกกันอยู่โดยปริยายหรือโดยเหตุจำยอมกลายเป็นเครื่องมือในการตัดความสัมพันธ์สมรสโดยง่าย ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย อ้างเหตุว่าโจทก์และจำเลยได้แยกกันอยู่เกินสามปีโดยสมัครใจ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้หย่า จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นชาวต่างประเทศ อยู่กินกับโจทก์ซึ่งเป็นสามี และพึ่งพาอาศัยทางเศรษฐกิจจากโจทก์เป็นสำคัญ โดยโจทก์ให้เงินเดือนละ 20,000 บาท การที่ทั้งสองมิได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน เนื่องจากโจทก์แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาของตน และต่อมาจำเลยเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อดูแลบุตรที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง อีกทั้งในอดีตจำเลยเคยยอมหย่าโดยเรียกร้องเงินจำนวนสูง ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์สะท้อนว่าไม่ประสงค์เลิกร้างโดยแท้จริง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัย คือ การแยกกันอยู่ดังกล่าวเป็นการสมัครใจทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีการแยกกันอยู่เกินสามปี แต่พฤติการณ์แวดล้อมไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาสมัครใจเลิกร้าง การแยกกันอยู่เกิดจากการที่โจทก์ย้ายออกไปเอง และจำเลยต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุจำเป็นเพื่อดูแลบุตร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีเจตนาแน่ชัดว่าจะไม่กลับไปใช้ชีวิตสมรสต่อไป การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นหรือเพราะฝ่ายหนึ่งกระทำฝ่ายเดียว มิอาจถือเป็นการสมัครใจร่วมกันได้ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2) มาตรา 1516 (4/2) มีเจตนารมณ์รองรับสภาพชีวิตคู่ที่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัย เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับสภาพการแยกกันอยู่เป็นเวลานาน และไม่มีความประสงค์จะฟื้นฟูชีวิตสมรสอีกต่อไป องค์ประกอบสำคัญมีสองประการ หนึ่ง ระยะเวลาแยกกันอยู่ไม่น้อยกว่าสามปี สอง ต้องเป็นการสมัครใจทั้งสองฝ่าย คำว่า “สมัครใจ” ต้องตีความโดยเคร่งครัด หมายถึงมีเจตนาเสรีปราศจากการบังคับหรือความจำยอม และต้องปรากฏพฤติการณ์ร่วมกัน มิใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำฝ่ายเดียว การตีความดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานของสังคม กฎหมายจึงไม่ประสงค์ให้การแยกกันอยู่โดยเหตุจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาล การไปทำงานต่างประเทศ หรือการขัดแย้งชั่วคราว กลายเป็นเหตุหย่าโดยง่าย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปวางหลักว่า การแยกกันอยู่ต้องมีลักษณะเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ทางชีวิตคู่โดยสมัครใจ มิใช่เพียงแยกที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หรือยังมีเจตนาจะดำรงความเป็นสามีภริยาอยู่ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบ ในคดีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับฐานะการพึ่งพาทางเศรษฐกิจของจำเลย และเหตุจำเป็นด้านสุขภาพของบุตร ซึ่งสะท้อนว่าการแยกกันอยู่มิใช่ผลจากความประสงค์ร่วมกันที่จะเลิกร้าง แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการพิสูจน์เหตุหย่าต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงและพฤติการณ์แวดล้อมโดยรอบ มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าการแยกกันอยู่เกินสามปีเป็นเหตุหย่า 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการแยกกันอยู่มิใช่การสมัครใจทั้งสองฝ่าย จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า เหตุหย่าจากการแยกกันอยู่เกินสามปีมิใช่บทบัญญัติที่เปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากสภาพการณ์ที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นโดยลำพัง ความสมัครใจต้องเป็นเจตนาร่วมที่ชัดแจ้งและปราศจากเหตุบังคับ หากยังปรากฏพฤติการณ์พึ่งพาอาศัยกันหรือมีเหตุจำเป็นอันสมควร การแยกกันอยู่ย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าได้ การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับหลักความสุจริตและเจตนารมณ์แห่งกฎหมายครอบครัวที่มุ่งรักษาความมั่นคงของชีวิตสมรสเป็นสำคัญ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าจากการที่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่เป็นเวลานานเกินสามปี แต่หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็น “ความสมัครใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย” ก็ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งเหตุหย่าตามบทบัญญัติดังกล่าว เพราะกฎหมายมุ่งหมายให้ต้องมีทั้งระยะเวลาและเจตนาร่วมที่ชัดแจ้งว่าจะไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สมัครใจแยกกันอยู่” หมายถึงการที่สามีภริยาต่างมีเจตนาเสรีและตรงกันที่จะไม่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอีกต่อไป มิใช่เป็นเพียงการแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างถิ่น การรักษาพยาบาล หรือเหตุอื่นที่มิได้สะท้อนเจตนาตัดขาดความสัมพันธ์สมรส หากขาดความสมัครใจร่วมกัน ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า 2. “แยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2)” เป็นเหตุหย่าที่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสองประการควบคู่กัน คือ ระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปี และความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกายืนยันหลักว่า ระยะเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับสภาพการแยกกันอยู่โดยเด็ดขาดและถาวร จึงจะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี: เงื่อนไขสำคัญของเหตุหย่า การที่สามีภริยา “สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี” เป็นเหตุหย่าประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งเปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นไปโดยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย และมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ระยะเวลาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความสมัครใจร่วมกัน” ซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด คำว่า “สมัครใจ” ในทางกฎหมายครอบครัว หมายถึงการมีเจตนาเสรีของทั้งสองฝ่ายที่จะไม่ดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป มิใช่เป็นเพียงการแยกที่อยู่อาศัยเพราะความจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างจังหวัด การเดินทางไปรักษาพยาบาล หรือการดูแลบุตรในต่างประเทศ หากการแยกกันอยู่เกิดจากเหตุจำเป็นหรือการตัดสินใจฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรานี้ ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยมาโดยต่อเนื่องว่า ต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดแจ้งว่าคู่สมรสทั้งสองต่างรับรู้และยอมรับสภาพการแยกกันอยู่อย่างถาวร เช่น ไม่มีการกลับไปใช้ชีวิตคู่ ไม่มีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ และต่างดำรงชีวิตแยกจากกันโดยอิสระ ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม หากยังคงมีการส่งเสียเลี้ยงดู ติดต่อสื่อสาร หรือมีความคาดหวังว่าจะกลับมาอยู่ร่วมกันในอนาคต ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นสมัครใจแยกกันอยู่โดยเด็ดขาด ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ฝ่ายที่ฟ้องหย่า ต้องนำสืบให้ได้ทั้งเรื่องระยะเวลาและเจตนาร่วมกัน การอ้างเพียงว่าต่างฝ่ายต่างอยู่คนละบ้านเกินสามปี โดยไม่แสดงหลักฐานเรื่องความยินยอมร่วมกัน ย่อมไม่เพียงพอ นอกจากนี้ หากการแยกกันอยู่เกิดจากความผิดของฝ่ายผู้ฟ้องเอง เช่น ขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้าน ก็อาจกระทบต่อสิทธิในการอ้างเหตุหย่าได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งรองรับสภาพชีวิตสมรสที่สิ้นสุดลงโดยพฤตินัย เมื่อความสัมพันธ์แตกสลายและไม่มีความประสงค์จะประสานรอยร้าวอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว จึงกำหนดเงื่อนไขเรื่อง “ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย” เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นเอง ดังนั้น ในคดีหย่าที่อ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งพฤติการณ์ภายนอกและเจตนาภายในของคู่สมรส หากพิสูจน์ได้ครบองค์ประกอบ ก็เป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้หย่าได้ แต่หากขาดองค์ประกอบเรื่องความสมัครใจร่วมกัน แม้ระยะเวลาจะครบถ้วน ก็ไม่อาจรับฟังเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมายไทย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่เกินสามปีเพียงอย่างเดียวฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นไปโดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีเจตนาร่วมกันที่จะไม่กลับไปใช้ชีวิตสมรสต่อไป หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็นหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย 2. ความหมายของคำว่าสมัครใจในมาตรา 1516 คืออะไร คำตอบ หมายถึงเจตนาเสรีที่ปราศจากการบังคับหรือความจำยอม และต้องเป็นเจตนาร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มิใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงความประสงค์ฝ่ายเดียว 3. หากฝ่ายหนึ่งไปต่างประเทศเพราะเหตุจำเป็น ถือเป็นสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ถือเป็นสมัครใจ หากการไปต่างประเทศมีเหตุผลจำเป็น เช่น การรักษาพยาบาลหรือดูแลบุตร การแยกกันอยู่ในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การตกลงเลิกร้างโดยสมัครใจ 4. การยังคงส่งเงินเลี้ยงดูมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ คำตอบ มีผล เพราะสะท้อนว่ายังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมิได้ตัดขาดชีวิตสมรสโดยแท้จริง 5. หากเคยเจรจาหย่าแต่ตกลงกันไม่ได้ จะถือว่าสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องถือเช่นนั้น ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม หากฝ่ายหนึ่งยังไม่ประสงค์เลิกร้างจริง การแยกกันอยู่ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า 6. ศาลจะพิจารณาอะไรเป็นสำคัญในคดีลักษณะนี้ คำตอบ ศาลจะพิจารณาทั้งพฤติการณ์ภายนอกและเจตนาภายใน รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การติดต่อสื่อสาร และเหตุผลแห่งการแยกกันอยู่ 7. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานยืนยันว่าการตีความคำว่าสมัครใจต้องเคร่งครัด และการแยกกันอยู่โดยเหตุจำเป็นไม่อาจเป็นเหตุหย่าได้ 8. หากฝ่ายหนึ่งตั้งใจแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว จะใช้มาตรา 1516 (4/2) ได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวต้องการความสมัครใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นย่อมไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2542 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่ากัน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์จำเลยแยกกันอยู่เกิน 3 ปี โดยจำเลยสมัครใจด้วยอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นชาวต่างประเทศอยู่กินร่วมกับโจทก์ผู้เป็นสามี ต้องพึ่งพาอาศัยสามีเป็นสำคัญในการดำรงชีพ โดยอาศัยเงินที่โจทก์จ่ายให้เดือนละ 20,000 บาท การที่โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลยและจำเลยยอมหย่าโดยเรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงถึง 40,000,000 บาท ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่าโจทก์คงไม่ตกลงด้วย ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยไม่ประสงค์จะเลิกร้างไปจากโจทก์หรือสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์นั่นเอง ทั้งเหตุที่โจทก์จำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็เนื่องจากโจทก์ได้แยกออกไปอยู่กับบิดามารดาโจทก์เอง และภายหลังที่จำเลยไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เนื่องจากต้องไปดูแลรักษาบุตรที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดังนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) อันเป็นเหตุฟ้องหย่า พิพากษากลับให้ยกฟ้อง |




