ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)

คำพิพากษาศาลฎีกา 6926/2560, คดีครอบครัว ค่าเลี้ยงดูบุตร, การเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์สิน, ข้อตกลงหย่าและการแบ่งสินสมรส, การตีความพินัยกรรมกับสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, สิทธิฟ้องของคู่สัญญา, ป.พ.พ. มาตรา 374 วิเคราะห์, คำวินิจฉัยป.วิ.พ. มาตรา 248, แนวทางฎีกาคดีครอบครัว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดให้ทรัพย์สินส่วนหนึ่งของคู่สมรสฝ่ายชายตกเป็นมรดกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย ว่าเป็น “พินัยกรรม” หรือเป็น “สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก” และเมื่อคู่สัญญาฝ่ายชายได้โอนทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ การกระทำดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ อันจะก่อให้เกิดสิทธิแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่

คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการฎีกาในคดีครอบครัว เมื่อข้อพิพาทบางประเด็นมิใช่สิทธิในครอบครัวโดยตรง แต่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญา และมีทุนทรัพย์ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งในมิติของกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งควบคู่กัน

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและมีบุตรหนึ่งคน ต่อมามีข้อพิพาทจึงได้จดทะเบียนหย่าและทำหนังสือสัญญาหย่ากำหนดเงื่อนไขเรื่องอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู และการแบ่งสินสมรส โดยมีข้อตกลงสำคัญว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้เป็นของคู่สัญญาทั้งสอง และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นมรดกแก่บุตร

ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา โจทก์เห็นว่าเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาหย่า จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรตามสัญญา

ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญ

(1) การเรียกค่าอุปการะและค่าการศึกษาบุตรเป็นคดีสิทธิในครอบครัวหรือเป็นคดีบังคับตามสัญญา

(2) เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่

(3) ข้อตกลงให้ทรัพย์ตกแก่บุตรเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก

(4) การโอนทรัพย์โดยเสน่หาในภายหลังเป็นการหลีกเลี่ยงชำระหนี้ตามสัญญาหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในกรณีนี้เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาหย่า มิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวโดยตรง เพราะบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว และข้อเรียกร้องแยกเป็นรายข้อได้ จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์เป็นรายประเด็น เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ส่วนประเด็นข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน ศาลวินิจฉัยว่า ข้อความที่กำหนดให้ทรัพย์ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย เป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลา ก่อให้เกิดหนี้ในอนาคตแก่จำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์แก่บุตร จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่พินัยกรรม เพราะมิใช่การแสดงเจตนาฝ่ายเดียว หากเป็นข้อตกลงที่เกิดจากการประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาท

การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามสัญญา เป็นการกระทำที่ทำให้บุคคลภายนอกเสียเปรียบ มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

มาตรา 374 มีเจตนารมณ์ให้คู่สัญญาสามารถกำหนดสิทธิให้บุคคลภายนอกได้โดยตรง เมื่อบุคคลภายนอกแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์แล้ว ย่อมมีสิทธิโดยสมบูรณ์ การตีความให้เป็นพินัยกรรมจะทำให้สิทธิของบุตรขึ้นอยู่กับแบบพิธีและการเพิกถอนพินัยกรรมได้โดยง่าย ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการระงับข้อพิพาทในสัญญาหย่า

มาตรา 850 ว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ มีเจตนารมณ์ให้คู่กรณีระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นในอนาคตโดยผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงแบ่งสินสมรสและกำหนดสิทธิในทรัพย์สินจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่การให้โดยเสรีฝ่ายเดียว

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวินิจฉัยว่า หากการโอนทรัพย์เป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ตามสัญญา คู่สัญญาย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการโอนโดยเสน่หา ซึ่งไม่มีค่าตอบแทนและผู้รับโอนไม่อาจอ้างความสุจริตได้ในลักษณะเดียวกับการโอนมีค่าตอบแทน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 

1.ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค้างค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตร พร้อมดอกเบี้ย และให้ชำระค่าอุปการะรายเดือนกับค่าการศึกษาระดับปริญญาตรีตามสัญญาหย่า อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้กรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 และให้โอนกลับเป็นของจำเลยที่ 1 

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน 

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ในประเด็นค่าอุปการะและค่าการศึกษาเพราะเป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงและทุนทรัพย์ไม่เกินเกณฑ์ต้องห้ามฎีกา แต่รับวินิจฉัยและยืนตามศาลอุทธรณ์ในประเด็นเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. การจำแนก “คดีสิทธิในครอบครัว” กับ “คดีบังคับตามสัญญา” มีผลโดยตรงต่อสิทธิฎีกา

แม้คดีจะเริ่มจากความสัมพันธ์ครอบครัว แต่เมื่อข้อเรียกร้องเกิดจาก “บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า/สัญญาหย่า” และบุตรได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ประเด็นค่าอุปการะและค่าการศึกษาในคดีนี้จึงถูกจัดวางฐานะเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญา มิใช่ข้อพิพาทสิทธิในครอบครัวโดยแท้ ส่งผลให้การใช้สิทธิฎีกาต้องกลับไปพิจารณา “ทุนทรัพย์เป็นรายข้อหา” และติดข้อจำกัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

2. หลัก “แยกทุนทรัพย์เป็นรายข้อหา” เป็นกลไกคัดกรองฎีกาในคดีที่มีหลายคำขอ

เมื่อคำขอหลายส่วนไม่เกี่ยวเนื่องกันโดยสภาพ เช่น ค่าอุปการะ ค่าการศึกษา และการเพิกถอนนิติกรรม ศาลย่อมพิจารณาทุนทรัพย์แยกเป็นรายประเด็น ไม่ใช่นับรวมทั้งคดี ผลคือบางประเด็นอาจต้องห้ามฎีกา ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งยังเปิดให้ฎีกาได้ หากมีลักษณะเป็นข้อกฎหมายหรือมีทุนทรัพย์เข้าเกณฑ์ วิธีคิดเช่นนี้ทำให้คู่ความต้องวางยุทธศาสตร์การต่อสู้คดีตั้งแต่ชั้นต้น โดยเฉพาะการกำหนดคำขอและการยกประเด็นให้เป็น “ข้อกฎหมาย” อย่างแท้จริง

3. ข้อตกลง “ให้ทรัพย์ตกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย” ในสัญญาหย่า อาจเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก มิใช่พินัยกรรม

สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การวางฐานะทางนิติกรรมว่า ข้อความดังกล่าวมิใช่การแสดงเจตนาฝ่ายเดียวแบบพินัยกรรม หากเป็นข้อตกลงที่เกิดจากการระงับข้อพิพาทในการหย่า มีลักษณะเป็น “สัญญาที่มีเงื่อนเวลา” ซึ่งก่อให้เกิดหนี้ในอนาคตแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก (บุตร) จึงเข้าองค์ประกอบสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก และต้องยึดหลักคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามที่คู่สัญญาประสงค์ผูกพันกันไว้

4. การตีความเป็น “พินัยกรรม” อาจบ่อนทำลายเจตนารมณ์ของการระงับข้อพิพาทในสัญญาหย่า

หากยอมรับว่าข้อความดังกล่าวเป็นพินัยกรรม ผลย่อมเปิดช่องให้เจ้าของทรัพย์เพิกถอน แก้ไข หรือจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์เสียก่อนตายได้โดยง่าย จนทำให้ข้อตกลงในสัญญาหย่ากลายเป็นเพียงถ้อยคำไร้น้ำหนัก ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการทำสัญญาหย่าและสัญญาประนีประนอมยอมความที่มุ่ง “ปิดข้อพิพาท” ให้จบสิ้น และทำให้การยอมผ่อนผันของอีกฝ่ายหนึ่งสูญเปล่า

5. คู่สัญญาในสัญญาหย่ามีอำนาจฟ้องคุ้มครองสิทธิของบุตรที่เป็นบุคคลภายนอกได้

แม้ผู้รับประโยชน์คือบุตร แต่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตนร่วมทำไว้ โดยเฉพาะเมื่อการโอนทรัพย์แก่บุคคลอื่นทำให้ผู้รับประโยชน์เสียเปรียบ การยอมให้คู่สัญญาฟ้องได้จึงเป็นการคุ้มครองโครงสร้างของนิติกรรมและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญาหย่า มิให้ถูกทำให้เป็นโมฆะทางพฤตินัยด้วยการโอนหลบเลี่ยง

6. การโอนทรัพย์โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ตามสัญญา เป็นเหตุเพิกถอนนิติกรรมได้

ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้การโอนเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จะไม่กระทบสิทธิของโจทก์ในส่วนของตนโดยตรง แต่เมื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาระผูกพันที่จะต้องรักษาทรัพย์ไว้เพื่อให้ตกแก่บุตรตามข้อตกลง การโอนโดยเสน่หาจึงมีลักษณะลดทอนหรือทำลายโอกาสที่บุตรจะได้รับประโยชน์ตามสัญญา เข้าลักษณะเหตุเพิกถอนนิติกรรมได้ เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้เจ้าหนี้ตามสัญญาเสียเปรียบในสาระสำคัญ

7. บทเรียนเชิงปฏิบัติสำหรับการร่างสัญญาหย่าและการวางคำขอในคดี

คดีนี้สะท้อนว่า การร่างถ้อยคำเกี่ยวกับทรัพย์สินหลังหย่า ควรกำหนดโครงสร้างสิทธิให้ชัดว่าเป็นการให้ประโยชน์แก่บุตรในฐานะบุคคลภายนอก และควรจัดระบบการถือกรรมสิทธิ์/ข้อห้ามจำหน่ายจ่ายโอนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การระงับข้อพิพาท อีกทั้งการฟ้องร้องควรแยกคำขอและวางประเด็นให้เป็นข้อกฎหมายเท่าที่ทำได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดเรื่องต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ต่ำกว่าเกณฑ์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความข้อตกลงในหนังสือสัญญาหย่าว่าเป็น “สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 หรือเป็น “พินัยกรรม” และผลของการโอนทรัพย์โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงภาระผูกพันตามสัญญา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงให้ทรัพย์ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย เป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลา ก่อให้เกิดหนี้ในอนาคตเพื่อประโยชน์แก่บุตร มิใช่พินัยกรรม จึงมีผลผูกพันตามสัญญา และการโอนทรัพย์ภายหลังเป็นการหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ มีเหตุให้เพิกถอนได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 และมาตรา 850 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิฎีกา

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก (มาตรา 374)

ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงในสัญญาหย่าที่กำหนดให้ทรัพย์สินส่วนของจำเลยตกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย เป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่บุคคลภายนอกโดยตรง มิใช่การแสดงเจตนาฝ่ายเดียวแบบพินัยกรรม เมื่อเป็นสัญญาที่เกิดจากการประนีประนอมยอมความ จึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย และคู่สัญญาย่อมไม่อาจกระทำการใดเพื่อทำลายสิทธินั้นได้

2. เพิกถอนนิติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ตามสัญญา

การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์เฉพาะส่วนของตนให้บุคคลอื่นโดยเสน่หา ภายหลังทำสัญญาหย่า เป็นการกระทำที่มีลักษณะหลีกเลี่ยงภาระผูกพันตามสัญญา ทำให้ผู้รับประโยชน์เสียเปรียบ คู่สัญญาอีกฝ่ายจึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว เพื่อบังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งสัญญาและหลักความสุจริตในทางแพ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ข้อตกลงในสัญญาหย่าที่กำหนดให้ทรัพย์สินตกแก่บุตรเมื่อบิดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย ถือเป็นพินัยกรรมหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องเป็นพินัยกรรมเสมอไป หากข้อความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส และมีลักษณะเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ในอนาคตเพื่อประโยชน์แก่บุตร ย่อมอาจตีความเป็น “สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่พินัยกรรมซึ่งเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว

2. หากฝ่ายที่ตกลงจะให้ทรัพย์แก่บุตรภายหลัง กลับโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นก่อนตาย ผู้เสียประโยชน์มีสิทธิฟ้องหรือไม่

คำตอบ

มีสิทธิฟ้องได้ หากการโอนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามภาระผูกพันในสัญญาหย่า คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ร่วมทำสัญญา ย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุตรในฐานะบุคคลภายนอกตามสัญญา

3. การโอนทรัพย์โดยเสน่หามีผลต่อการพิจารณาเพิกถอนนิติกรรมอย่างไร

คำตอบ

การโอนโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จึงยากที่ผู้รับโอนจะอ้างความสุจริตในลักษณะเดียวกับการโอนมีค่าตอบแทน หากปรากฏว่าการโอนเป็นการหลีกเลี่ยงหนี้หรือทำให้ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาเสียเปรียบ ย่อมเป็นเหตุสำคัญที่ศาลจะพิจารณาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

4. การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า ถือเป็นคดีสิทธิในครอบครัวเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป หากข้อเรียกร้องเกิดจากหนังสือสัญญาหย่าซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญา และบุตรได้บรรลุนิติภาวะแล้ว การฟ้องบังคับชำระเงินอาจถือเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญา มิใช่คดีสิทธิในครอบครัวโดยแท้ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา

5. เหตุใดในคดีนี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู

คำตอบ

เพราะฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง และทุนทรัพย์ที่พิพาทในประเด็นดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท จึงเข้าลักษณะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลเยาวชนและครอบครัว

6. คู่สัญญาในสัญญาหย่ามีสิทธิฟ้องแทนบุตรซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์หรือไม่

คำตอบ

มีสิทธิฟ้องได้ในฐานะคู่สัญญาโดยตรง เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ประโยชน์แก่บุคคลภายนอก การฟ้องดังกล่าวมิใช่การฟ้องแทนโดยตรง แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิที่เกิดจากสัญญาที่ตนเป็นคู่กรณี

7. หากตีความข้อตกลงดังกล่าวเป็นพินัยกรรม จะมีผลต่างจากการเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกอย่างไร

คำตอบ

หากเป็นพินัยกรรม เจ้าของทรัพย์สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้ตลอดเวลาขณะยังมีชีวิต และต้องปฏิบัติตามแบบพิธีเคร่งครัด แต่หากเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก สิทธิของผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดจากสัญญา และคู่สัญญาย่อมผูกพันต้องปฏิบัติตาม ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยการจำหน่ายทรัพย์เพื่อทำลายสิทธิดังกล่าว

8. สัญญาหย่ามีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากคู่สมรสตกลงกันเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตรหรือสินสมรส โดยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และมีผลผูกพันคู่สัญญาในทางกฎหมาย

9. คดีที่มีหลายคำขอ ศาลพิจารณาทุนทรัพย์รวมทั้งคดีหรือแยกเป็นรายข้อหา

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาแยกเป็นรายข้อหา หากคำขอแต่ละข้อไม่เกี่ยวเนื่องกันโดยสภาพ การแยกทุนทรัพย์มีผลต่อสิทธิอุทธรณ์และฎีกา โดยบางประเด็นอาจต้องห้ามฎีกา ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งยังสามารถฎีกาได้

10. บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้สำหรับการร่างสัญญาหย่าคืออะไร

คำตอบ

ควรกำหนดถ้อยคำให้ชัดเจนถึงลักษณะสิทธิของบุตรและภาระผูกพันของคู่สัญญา รวมทั้งพิจารณาวางโครงสร้างกรรมสิทธิ์หรือเงื่อนไขการจำหน่ายทรัพย์ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ มิฉะนั้นอาจเกิดข้อพิพาทเรื่องการตีความว่าเป็นพินัยกรรมหรือสัญญา และเปิดช่องให้มีการโอนทรัพย์หลีกเลี่ยงภาระผูกพันได้

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6926/2560 

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท และค่าการศึกษาบุตรด้วย และยังมีข้อตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้เป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ตายไปให้ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่บุตร คือ จ. แม้คดีนี้เป็นคดีครอบครัว แต่สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นคดีสิทธิในครอบครัว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในวันที่ 13 มกราคม 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่ จ. บรรลุนิติภาวะแล้ว กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทั้งข้อหาแต่ละข้อตามคำฟ้องของโจทก์ก็แยกจากกันได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาให้ จ. เนื่องจาก จ. มีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เคารพจำเลยที่ 1 โจทก์และ จ. ร่วมกันขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต และยังร่วมกันไปรับเงินจากอีกกรมธรรม์หนึ่งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันขอให้หักกลบลบหนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

ข้อความในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่จำเลยที่ 1 ระบุว่า สินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ตายให้ตกเป็นมรดกของบุตร คือ จ. นั้นเป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลาที่ก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระแก่บุคคลภายนอก คือ จ. ผู้เป็นบุตร เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาท จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่พินัยกรรม ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาแม้ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในบ้านและที่ดินพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในหนังสือสัญญาหย่าโดยตรงกับจำเลยที่ 1 ในการยกทรัพย์สินให้แก่บุตร โจทก์ในฐานะคู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้เพราะเป็นทางให้บุตรเสียเปรียบ อันเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาหย่า การที่จำเลยที่ 1 โอนบ้านพร้อมที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงที่จะชำระหนี้ให้แก่บุตรตามข้อตกลงในสัญญา กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรเป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ชำระค่าอุปการะเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรจะจบปริญญาตรี รวมทั้งค่าการศึกษาภาคเรียนละ 70,415 บาท รวม 5 ภาคการศึกษา อีกทั้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้โอนกลับเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ห้ามโอนแก่ผู้อื่นเว้นแต่โอนให้บุตร และให้โอนรถยนต์แก่โจทก์ พร้อมส่งมอบกุญแจบ้านและห้ามขัดขวางการใช้ประโยชน์ในทรัพย์ดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นส่งปัญหาเขตอำนาจให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งชี้ขาดว่าเป็นอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามที่ค้าง พร้อมค่าอุปการะและค่าการศึกษาตามสัญญาหย่า และให้เพิกถอนการโอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 รวมทั้งโอนรถยนต์และส่งมอบกุญแจบ้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสและมีบุตร ต่อมาหย่าโดยทำหนังสือสัญญาหย่ากำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะและค่าการศึกษาบุตร และตกลงแบ่งสินสมรส โดยกำหนดว่าหากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ส่วนของตนในบ้านและที่ดินพิพาทให้ตกแก่บุตร ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา

ประเด็นค่าอุปการะและค่าการศึกษา ศาลเห็นว่าเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญา มิใช่คดีสิทธิในครอบครัวโดยตรง และเมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนนี้

ส่วนประเด็นการเพิกถอนนิติกรรม ศาลวินิจฉัยว่า ข้อตกลงให้ทรัพย์ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกแก่บุตรเมื่อถึงแก่ความตาย เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่พินัยกรรม การโอนทรัพย์โดยเสน่หาเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทำให้บุตรเสียเปรียบ โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและเล่าเรียนบุตรเป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,415 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่านายจิตติ จะเรียนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีในเดือนกันยายน 2559 คิดเป็นเงิน 180,000 บาท ชำระค่าเล่าเรียนชั้นปริญญาตรีภาคการศึกษาละ 70,415 บาท นับแต่ภาคการศึกษาที่ 2/2557 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะจบการศึกษารวม 5 ภาคการศึกษาคิดเป็นเงิน 352,075 บาท โดยขอให้จำเลยที่ 1 ชำระให้เสร็จสิ้นภายในครั้งเดียว รวมเป็นเงิน 532,075 บาท กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 31/70 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและห้ามจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้ผู้ใดอีก ยกเว้นโอนให้นายจิตติ บุตรชาย ให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE หมายเลขทะเบียน กค 5050 นนทบุรี ให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบกุญแจที่เปิดเข้าบ้านเลขที่ 31/70 ดังกล่าว และกุญแจห้องที่โจทก์และบุตรเคยใช้พักอาศัย ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์และบุตรเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นส่งเรื่องปัญหาเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,415 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่านายจิตติ บุตร จะเรียนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี และชำระค่าการศึกษาชั้นปริญญาตรีเป็นเงินภาคเรียนละ 70,415 บาท นับแต่ภาคเรียนที่ 2/2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะเรียนจบการศึกษาในภาคเรียนที่ 2/2559 รวม 5 ภาคเรียน และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 31/70 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านนั้นกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ใดอีก เว้นแต่จดทะเบียนโอนให้นายจิตติ บุตรชาย ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE สีบรอนด์เงิน ทะเบียนเลขที่ กค 5050 นนทบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจบ้านเลขที่ 31/70 พร้อมกุญแจห้องที่โจทก์และบุตรเคยใช้ประโยชน์พักอาศัยให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์และบุตรเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่าวกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 1,533 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายจิตติ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 วันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรสที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยได้ทำหนังสือสัญญาหย่าลงวันที่ 13 มกราคม 2557 ไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนหย่า ในวันที่ 13 มกราคม 2557 และให้นายจิตติ บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของโจทก์และจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ รวมทั้งการแบ่งสินสมรสดังนี้ "...ข้อ 4 คู่สัญญาฝ่ายชายมีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและจ่ายค่าการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือน เดือนละ 5,000 บาท (ห้าพันบาท) รวมถึงค่าการศึกษาเล่าเรียนในชั้นปริญญาตรีตามปกติและได้รับความยินยอมจากฝ่ายชายจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี โดยฝ่ายชายจะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ให้แก่บุตรผู้เยาว์ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ข้อ 5 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งสินสมรสและหนี้สินกันดังนี้ 5.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 31/70 (ปลอดภาระจำนอง) ราคาประมาณ 13,000,000 บาท (สิบสามล้านบาท) ตกลงแบ่งให้กับฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และเมื่อฝ่ายชายตายไปแล้วส่วนของฝ่ายชายให้ตกเป็นมรดกของบุตรคือนายจิตติ ..." ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาให้เฉพาะส่วน บันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร บันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินและโฉนดที่ดิน สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE คันหมายเลขทะเบียน กค 5050 นนทบุรี ให้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบกุญแจบ้าน และกุญแจห้องในบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางโจทก์และบุตรในการที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านหลังดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา คดีโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการแรกที่ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า ในการจดทะเบียนหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท และค่าการศึกษาของบุตรด้วยทั้งยังมีข้อตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้เป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 ตายไป ให้ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่บุตรคือนายจิตติ แม้คดีนี้เป็นคดีครอบครัว แต่สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นคดีสิทธิในครอบครัว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในวันที่ 13 มกราคม 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่นายจิตติบรรลุนิติภาวะแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทั้งข้อหาแต่ละข้อตามคำฟ้องของโจทก์ก็แยกจากกันได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน จึงต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินเป็นรายข้อหาไป ซึ่งเมื่อพิจารณาประเด็นในฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าการศึกษาของบุตรแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันก็ตาม แต่การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาตามสัญญาดังกล่าว จำต้องคำนึงถึงว่าบุตรเองก็มีหน้าที่ต่อบิดามารดาเช่นกัน ซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โจทก์มิได้อบรมดูแลสั่งสอนบุตรให้มีความประพฤติที่ดี นายจิตติ บุตรชายของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เคารพจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา นอกจากนี้ทั้งโจทก์และนายจิตติได้ร่วมกันขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเงินเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตจนทำให้จำเลยต้องฟ้องร้องบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรวมทั้งโจทก์และบุตรซึ่งร่วมกันขัดขวางเป็นจำเลยที่ศาลแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ พ.5096/2558 นอกจากนี้โจทก์และบุตรยังร่วมกันไปรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์อีกฉบับหนึ่ง จากบริษัทผู้รับประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 659,752 บาท ทั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 จึงควรเป็นผู้ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับฝ่ายโจทก์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์และนายจิตติในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5096/2558 แล้ว นายจิตติจึงไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อจำเลยที่ 1 อันจะทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาหย่าจึงเป็นการตีความข้อความในสัญญา โดยไม่คำนึงถึงสถาบันครอบครัวเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะดูความประพฤติของบุตรเสียก่อนที่จะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร กรณียังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ในที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหย่าในข้อ 5.1 เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียวในการจัดการทรัพย์สินในส่วนของจำเลยที่ 1 ในลักษณะของพินัยกรรม ซึ่งจำต้องตีความตามเจตนาอันแท้จริงของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบของพินัยกรรมก็ตาม หนังสือสัญญาหย่าและข้อตกลงในข้อ 5.1 ดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกทั้งไม่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินในส่วนของโจทก์จึงไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาให้ที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่นายจิตติผู้เป็นบุตร เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปแล้ว นายจิตติจึงไม่อาจแสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือ เอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นพินัยกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทอยู่กึ่งหนึ่ง ย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์และนายจิตติจึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ในที่ดินและบ้านพิพาท ตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรสต่อศาลชั้นต้นปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 463/2556 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวและได้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2557 และได้มีการทำหนังสือสัญญาหย่า ลงวันที่ 13 มกราคม 2557 ไว้ต่อกัน ซึ่งเมื่อตรวจดูรายการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นสินสมรสและฟ้องขอแบ่งจากโจทก์ ในคดีหมายเลขดำที่ 463/2556 ของศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามฟ้อง ข้อ 3.1.1 ถึงข้อ 3.1.6 คือทรัพย์สินรายการเดียวกับที่ปรากฏในหนังสือสัญญาหย่า ข้อ 5.1 และ 5.3 ถึง 5.7 ซึ่งรวมถึงบ้านพร้อมที่ดินพิพาทในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์รวม 3 คัน ซึ่งซ้ำกันด้วย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ก่อนมีการทำหนังสือสัญญาหย่า และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเหตุที่ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไปจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าขาดจากโจทก์ก่อนแต่ในที่สุดโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็สามารถตกลงกันได้โดยตกลงยินยอมหย่าขาดจากกัน และได้แนบหนังสือสัญญาหย่าไว้ท้ายบันทึกทะเบียนการหย่า ซึ่งหนังสือสัญญาหย่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อตกลงต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาหย่านี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ และสินสมรสซึ่งมีอยู่หรือที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้าให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ตกลงให้สินสมรสที่เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามข้อ 5.3 ถึง 5.7 ในหนังสือสัญญาหย่าตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระหนี้สินที่เกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว โจทก์คงติดใจที่จะแบ่งสินสมรสในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพร้อมที่ดินพิพาทและรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE ตามข้อ 5.1 และ 5.2 เท่านั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 สำหรับข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสตามหนังสือสัญญาหย่า ข้อ 5.1 ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ระบุว่าสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยที่ 1 ตายไปให้ตกเป็นมรดกของบุตรคือ นายจิตติ นั้น เป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลาที่ก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระให้แก่บุคคลภายนอกคือนายจิตติผู้เป็นบุตรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาท จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่เรื่องพินัยกรรม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในหนังสือสัญญาหย่าโดยตรงกับจำเลยที่ 1 ในการยกทรัพย์สินให้แก่บุตร โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้เพราะเป็นทางให้บุตรเสียเปรียบ อันเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาหย่านั่นเอง การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงที่จะชำระหนี้ให้แก่บุตร ตามข้อตกลงในสัญญา กรณีจึงมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558) article
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา article
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า article
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก article
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก article
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564 article
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1) article
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน article
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า article
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู article
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย