
| สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่คู่สัญญาตกลงให้ฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าจากที่ดินตลอดชีวิต แต่ภายหลังเจ้าของที่ดินได้ขายทรัพย์ดังกล่าวให้บุคคลภายนอกก่อนที่เงื่อนไขสิ้นสุดสิทธิจะเกิดขึ้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การขายทรัพย์ดังกล่าวแม้ไม่ต้องห้ามโดยสัญญา จะถือเป็นการทำให้การชำระหนี้ “พ้นวิสัย” อันลูกหนี้ต้องรับผิดหรือไม่ และเจ้าหนี้ยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เพียงใด คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “สิทธิในทรัพย์” กับ “สิทธิเรียกร้องตามหนี้” และวางหลักชัดเจนว่า แม้ลูกหนี้มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์ในฐานะเจ้าของ แต่หากการกระทำนั้นทำให้วัตถุแห่งหนี้ที่ตนต้องชำระแก่เจ้าหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ลูกหนี้ย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงแห่งคดี เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยา ต่อมาฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในอัตรา 40% ของค่าเช่า จากบริษัทที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรม ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้บุคคลภายนอกในราคา 8,500,000 บาท ขณะที่โจทก์ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์เห็นว่าการขายดังกล่าวทำให้ตนหมดโอกาสได้รับส่วนแบ่งค่าเช่า จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ประเด็นปัญหากฎหมาย ประเด็นแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ประเด็นที่สอง หากมีอำนาจฟ้อง โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อสัญญาไม่ได้ห้ามขายที่ดิน สิทธิของโจทก์ย่อมระงับเมื่อไม่มีการเช่าอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง โดยวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิด “หนี้ผูกพัน” ที่จำเลยต้องแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตของโจทก์ การขายที่ดินในขณะที่เงื่อนไขยังไม่สิ้นสุด ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิด วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิด ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีนี้ แม้ไม่มีข้อห้ามขายทรัพย์ แต่การขายทำให้จำเลยไม่อาจปฏิบัติตามหนี้ที่ตกลงไว้ได้อีก ถือเป็นการทำลายวัตถุแห่งหนี้โดยสมัครใจ จึงเข้าองค์ประกอบของมาตรา 218 ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า สิทธิของโจทก์มิใช่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากแต่เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งยังคงมีอยู่จนกว่าจะถึงเงื่อนไขสิ้นสุด คือการถึงแก่ความตายของโจทก์ การกำหนดค่าเสียหาย ศาลพิเคราะห์ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและความต่อเนื่องของการเช่า เห็นว่าการคำนวณค่าเสียหายต้องอาศัยดุลพินิจโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ จึงเห็นชอบตามศาลชั้นต้นที่กำหนด 1,000,000 บาท ซึ่งเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 218 และหลักพ้นวิสัย หลักกฎหมายเรื่อง “พ้นวิสัย” ตามมาตรา 218 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้มิให้เสียประโยชน์จากการกระทำของลูกหนี้เอง หากการชำระหนี้ไม่อาจกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัยซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด แต่หากเหตุพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้เอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม กฎหมายย่อมถือว่าลูกหนี้ต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น ในคดีนี้ การขายที่ดินมิใช่เหตุสุดวิสัย หากเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของจำเลย การกระทำดังกล่าวทำให้วัตถุแห่งหนี้ คือ “การแบ่งค่าเช่า” ไม่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้ จึงเป็นการทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความผิดของลูกหนี้ อันต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงโดยสุจริต และมิให้ลูกหนี้อาศัยสิทธิในทรัพย์ของตนมาทำลายสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตวางหลักไว้ว่า หากการไม่สามารถชำระหนี้เกิดจากเหตุที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด เช่น กรณีที่ดินถูกเวนคืนหรือถมสร้างถนนโดยหน่วยงานรัฐ ลูกหนี้อาจไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพิ่มเติม แต่หากการพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้เอง ลูกหนี้ต้องรับผิดเต็มรูปแบบ คดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยในคดีที่ลูกหนี้ทำให้วัตถุแห่งหนี้สูญสิ้นหรือโอนไปยังบุคคลอื่นโดยสมัครใจ ศาลฎีกายืนยันหลักว่า “สิทธิจำหน่ายทรัพย์” มิใช่เกราะกำบังความรับผิดในฐานะลูกหนี้ จุดสำคัญที่คำพิพากษานี้เน้น คือ การแยกสิทธิในกรรมสิทธิ์ออกจากสิทธิเรียกร้องตามหนี้ แม้กรรมสิทธิ์จะเป็นของจำเลยโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อมีหนี้ผูกพันจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยต้องใช้อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์โดยไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ ความแตกต่างระหว่างสิทธิในทรัพย์กับสิทธิเรียกร้อง สิทธิในทรัพย์เป็นสิทธิที่มีผลผูกพันต่อบุคคลทั่วไป ส่วนสิทธิเรียกร้องมีผลเฉพาะคู่สัญญา กรณีนี้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิต สิทธิดังกล่าวเป็นหนี้ผูกพันเฉพาะระหว่างคู่สัญญา การขายที่ดินแม้ไม่กระทบกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อโดยตรง แต่กระทบความสามารถของจำเลยในการปฏิบัติตามหนี้ จึงก่อให้เกิดความรับผิดชอบทางแพ่ง คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อการร่างสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดสิทธิรับผลประโยชน์ในอนาคต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นว่าการขายที่ดินเป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัย จำเลยต้องรับผิด 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ยกฟ้อง เห็นว่าสัญญาไม่ได้ห้ามขายที่ดิน และสิทธิของโจทก์ระงับเมื่อไม่มีการเช่า 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าการขายที่ดินในขณะที่เงื่อนไขยังไม่สิ้นสุด เป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของจำเลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า “การมีสิทธิในทรัพย์” มิได้หมายความว่าลูกหนี้จะสามารถใช้อำนาจนั้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงหนี้ผูกพันที่ตนมีต่อเจ้าหนี้ การจำหน่ายทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ แม้กระทำโดยชอบด้วยสิทธิในฐานะเจ้าของ แต่หากผลแห่งการกระทำนั้นทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาไม่อาจกระทำได้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของลูกหนี้ หลักตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง มิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อห้ามขายหรือไม่ หากแต่พิจารณาว่า การกระทำนั้นทำลายสาระสำคัญของสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้หรือไม่ ในกรณีนี้ เงื่อนไข “ตลอดชีวิตของโจทก์” เป็นเงื่อนไขสาระสำคัญของหนี้ การขายที่ดินก่อนเงื่อนไขสิ้นสุดจึงเป็นการตัดโอกาสแห่งการรับผลประโยชน์ในอนาคต อีกประการหนึ่ง คำพิพากษานี้ยืนยันว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันในฐานะหนี้โดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงเงื่อนไขทางจริยธรรม หรือความสมัครใจหลังการหย่า การไม่ปฏิบัติตามย่อมก่อให้เกิดความรับผิดเช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาทั่วไป นอกจากนี้ แนววินิจฉัยยังสะท้อนหลักสุจริตและความเป็นธรรมในกฎหมายแพ่ง กล่าวคือ ลูกหนี้ไม่อาจใช้โครงสร้างทางกรรมสิทธิ์เป็นเครื่องมือทำลายสิทธิของเจ้าหนี้ หากเปิดช่องเช่นนั้น ย่อมทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไร้ประสิทธิภาพ และบั่นทอนความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ คำพิพากษานี้จึงมีคุณูปการในทางหลักกฎหมาย 3 ประการ ได้แก่ 1. ยืนยันขอบเขตความรับผิดของลูกหนี้เมื่อทำให้หนี้พ้นวิสัย 2. แยกชัดระหว่างสิทธิในทรัพย์กับสิทธิเรียกร้อง 3. วางแนวการกำหนดค่าเสียหายจาก “โอกาสในอนาคต” โดยใช้ดุลพินิจอย่างสมเหตุสมผล ในทางปฏิบัติ ผู้ร่างสัญญาประนีประนอมยอมความควรพิจารณากำหนดเงื่อนไขคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ห้ามจำหน่ายทรัพย์ หรือกำหนดหลักประกัน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การขายที่ดินโดยเจ้าของที่ดินถือว่าผิดสัญญาเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป หากสัญญาไม่ได้ห้ามขาย การขายอาจชอบด้วยสิทธิในกรรมสิทธิ์ แต่หากการขายนั้นทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ได้ เช่น ทำให้ไม่สามารถแบ่งค่าเช่าตามที่ตกลงไว้ ย่อมเข้าข่ายทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของลูกหนี้ และต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 218 2. คำถาม สิทธิรับส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตเป็นสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา อย่างไรก็ดี แม้เป็นสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้ก็ต้องปฏิบัติตามโดยสุจริต มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3. คำถาม เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง คำตอบ หากพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนการชำระหนี้เดิม และอาจเรียกดอกเบี้ยตามกฎหมายได้ โดยศาลจะกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์แห่งคดี 4. คำถาม การคำนวณค่าเสียหายในกรณีสิทธิในอนาคตทำอย่างไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาอายุของผู้มีสิทธิ ความเป็นไปได้ในการเกิดรายได้ในอนาคต และพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม มิได้คำนวณตามจำนวนเต็มของรายได้ที่คาดหมายทั้งหมด แต่ใช้ดุลพินิจเพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2567 ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 (ที่ถูก ร้อยละ 5 ต่อปี) นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2559 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและแบ่งสินสมรสโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พด. 39/2560 ในข้อ 5 ของสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า โจทก์ตกลงมอบการครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 (ที่ดินพิพาท) เลขสำรวจที่ 101/53 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยเป็นชื่อของนางลัดดา (จำเลย) อยู่ ให้แก่จำเลย และในข้อ 6 ระบุว่า จำเลยตกลงมอบหรือแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการเช่าที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ...ตามข้อ 5 (ที่ดินพิพาท) แก่โจทก์ เป็นจำนวนอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่ากับบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์หลังได้รับค่าเช่าภายในเวลาอันควร หลังจากนั้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายวรวัฒน์ ในราคา 8,500,000 บาท โจทก์จึงได้นำเหตุแห่งการขายที่ดินของจำเลยมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีก่อน ไม่มีข้อใดเลยที่ห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทแก่บุคคลภายนอก การที่จำเลยเจ้าของทรัพยสิทธิขายให้บุคคลภายนอกจึงเป็นการขายไปตามสิทธิที่ตนมีตามกฎหมายโดยชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างว่าจำเลยจงใจทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เป็นการพ้นวิสัยและไม่สุจริต การที่สัญญากำหนดให้จำเลยแบ่งเงินค่าเช่าให้โจทก์ตามอัตราส่วนของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายนั้น เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดในการได้ส่วนแบ่งค่าเช่าเท่านั้น สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ต่อเมื่อจำเลยยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินและมีการเช่าในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยขายที่ดินพิพาทไป สิทธิของโจทก์ก็ระงับสิ้นตามไปเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องทำการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการหลังว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า การจะมีชีวิตดำรงอยู่นานเพียงใดเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทั้งหากไม่มีการขายที่ดินพิพาทการจะมีผู้เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปหรือไม่ เช่านานเพียงใด ก็ไม่แน่นอนอีกเช่นกัน โจทก์เองก็รับมาในฎีกาว่าหากไม่มีการเช่าในที่ดินพิพาท โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นคำนึงถึงอายุของโจทก์และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีการเช่าที่ดินพิพาทแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับกันไป กรณีที่การชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้ ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีที่การชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหลักการพื้นฐานในกฎหมาย แต่หากลูกหนี้เป็นผู้กระทำการที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ลูกหนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ และเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายหรือบังคับให้ชำระหนี้ได้ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง: ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะเหตุสุดวิสัยซึ่งเกิดจากลูกหนี้เอง ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ 2.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204: ในกรณีที่ลูกหนี้ปฏิเสธหรือละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย หรือฟ้องร้องเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7030/2549: กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เนื่องจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้โจทก์ได้ครบถ้วนตามสัญญา ศาลพิจารณาว่าเป็นเรื่องพ้นวิสัยเนื่องจากเหตุซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฏีกาย่อ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งหกทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยโจทก์วางเงินมัดจำ 15 ล้านบาท และกำหนดโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 9 กันยายน 2539 แต่เกิดปัญหาเมื่อจำเลยทั้งหกไม่สามารถส่งมอบที่ดินทั้งหมดตามสัญญาได้ เนื่องจากบางส่วนของที่ดินถูกกรุงเทพมหานครถมดินสร้างถนน คิดเป็นร้อยละ 8.6 ของเนื้อที่ทั้งหมด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกคืนเงินมัดจำ พร้อมค่าปรับ 15 ล้านบาท ศาลพิจารณาว่า การส่งมอบที่ดินขาดไปเกินร้อยละ 5 ทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งหกต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยทั้งหกไม่สามารถโอนที่ดินได้ครบถ้วนเป็นเหตุพ้นวิสัย จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชอบในค่าปรับหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมตามมาตรา 218 วรรคแรก 2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2551: กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง หรือชดใช้ราคาแทน ศาลพิจารณาว่าหากการส่งมอบเป็นพ้นวิสัย จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225
โจทก์ให้บริการเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ โดยผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าและค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ ซึ่งถือเป็นการเช่าสังหาริมทรัพย์ที่มีอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ดังนั้น หากโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนเกิน 2 ปี นับจากวันที่สามารถเรียกร้องได้ คดีจะขาดอายุความ รวมถึงค่าความถี่วิทยุเพิ่มที่เป็นเบี้ยปรับก็ขาดอายุความด้วยตามมาตรา 193/26 สำหรับคำขอให้จำเลยส่งคืนเครื่องอุปกรณ์ หากยังสามารถกระทำได้ โจทก์ต้องเรียกร้องให้ส่งคืนเครื่อง ไม่สามารถเรียกร้องเป็นราคาทดแทนแทนได้ การส่งคืนเครื่องไม่ถือเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัด เว้นแต่การส่งคืนเป็นพ้นวิสัยด้วยเหตุที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ซึ่งในกรณีนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาพร้อมดอกเบี้ย โดยคำนวณราคาจากเวลาที่การส่งคืนกลายเป็นพ้นวิสัย ไม่ใช่เวลาที่จำเลยผิดนัด ในกรณีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการส่งคืนเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์นับแต่วันฟ้องตามมาตรา 213 สรุป
เมื่อการชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้ กฎหมายกำหนดให้ลูกหนี้ยังคงมีความรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือบังคับชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องช่วยยืนยันหลักกฎหมายและแนวทางในการพิจารณาในกรณีดังกล่าว |





