ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่คู่สัญญาตกลงให้ฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าจากที่ดินตลอดชีวิต แต่ภายหลังเจ้าของที่ดินได้ขายทรัพย์ดังกล่าวให้บุคคลภายนอกก่อนที่เงื่อนไขสิ้นสุดสิทธิจะเกิดขึ้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การขายทรัพย์ดังกล่าวแม้ไม่ต้องห้ามโดยสัญญา จะถือเป็นการทำให้การชำระหนี้ “พ้นวิสัย” อันลูกหนี้ต้องรับผิดหรือไม่ และเจ้าหนี้ยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เพียงใด

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่าง “สิทธิในทรัพย์” กับ “สิทธิเรียกร้องตามหนี้” และวางหลักชัดเจนว่า แม้ลูกหนี้มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์ในฐานะเจ้าของ แต่หากการกระทำนั้นทำให้วัตถุแห่งหนี้ที่ตนต้องชำระแก่เจ้าหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ลูกหนี้ย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยา ต่อมาฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในอัตรา 40% ของค่าเช่า จากบริษัทที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรม ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย

ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้บุคคลภายนอกในราคา 8,500,000 บาท ขณะที่โจทก์ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์เห็นว่าการขายดังกล่าวทำให้ตนหมดโอกาสได้รับส่วนแบ่งค่าเช่า จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ประเด็นปัญหากฎหมาย

ประเด็นแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ประเด็นที่สอง หากมีอำนาจฟ้อง โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อสัญญาไม่ได้ห้ามขายที่ดิน สิทธิของโจทก์ย่อมระงับเมื่อไม่มีการเช่าอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง โดยวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิด “หนี้ผูกพัน” ที่จำเลยต้องแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตของโจทก์ การขายที่ดินในขณะที่เงื่อนไขยังไม่สิ้นสุด ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิด

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิด ลูกหนี้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

กรณีนี้ แม้ไม่มีข้อห้ามขายทรัพย์ แต่การขายทำให้จำเลยไม่อาจปฏิบัติตามหนี้ที่ตกลงไว้ได้อีก ถือเป็นการทำลายวัตถุแห่งหนี้โดยสมัครใจ จึงเข้าองค์ประกอบของมาตรา 218

ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า สิทธิของโจทก์มิใช่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดิน หากแต่เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งยังคงมีอยู่จนกว่าจะถึงเงื่อนไขสิ้นสุด คือการถึงแก่ความตายของโจทก์

การกำหนดค่าเสียหาย

ศาลพิเคราะห์ถึงความไม่แน่นอนของชีวิตและความต่อเนื่องของการเช่า เห็นว่าการคำนวณค่าเสียหายต้องอาศัยดุลพินิจโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ จึงเห็นชอบตามศาลชั้นต้นที่กำหนด 1,000,000 บาท ซึ่งเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 218 และหลักพ้นวิสัย

หลักกฎหมายเรื่อง “พ้นวิสัย” ตามมาตรา 218 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้มิให้เสียประโยชน์จากการกระทำของลูกหนี้เอง หากการชำระหนี้ไม่อาจกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัยซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด แต่หากเหตุพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้เอง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม กฎหมายย่อมถือว่าลูกหนี้ต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น

ในคดีนี้ การขายที่ดินมิใช่เหตุสุดวิสัย หากเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของจำเลย การกระทำดังกล่าวทำให้วัตถุแห่งหนี้ คือ “การแบ่งค่าเช่า” ไม่อาจเกิดขึ้นต่อไปได้ จึงเป็นการทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความผิดของลูกหนี้ อันต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงโดยสุจริต และมิให้ลูกหนี้อาศัยสิทธิในทรัพย์ของตนมาทำลายสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตวางหลักไว้ว่า หากการไม่สามารถชำระหนี้เกิดจากเหตุที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด เช่น กรณีที่ดินถูกเวนคืนหรือถมสร้างถนนโดยหน่วยงานรัฐ ลูกหนี้อาจไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพิ่มเติม แต่หากการพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้เอง ลูกหนี้ต้องรับผิดเต็มรูปแบบ

คดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยในคดีที่ลูกหนี้ทำให้วัตถุแห่งหนี้สูญสิ้นหรือโอนไปยังบุคคลอื่นโดยสมัครใจ ศาลฎีกายืนยันหลักว่า “สิทธิจำหน่ายทรัพย์” มิใช่เกราะกำบังความรับผิดในฐานะลูกหนี้

จุดสำคัญที่คำพิพากษานี้เน้น คือ การแยกสิทธิในกรรมสิทธิ์ออกจากสิทธิเรียกร้องตามหนี้ แม้กรรมสิทธิ์จะเป็นของจำเลยโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อมีหนี้ผูกพันจากสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยต้องใช้อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์โดยไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้

ความแตกต่างระหว่างสิทธิในทรัพย์กับสิทธิเรียกร้อง

สิทธิในทรัพย์เป็นสิทธิที่มีผลผูกพันต่อบุคคลทั่วไป ส่วนสิทธิเรียกร้องมีผลเฉพาะคู่สัญญา

กรณีนี้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิต สิทธิดังกล่าวเป็นหนี้ผูกพันเฉพาะระหว่างคู่สัญญา การขายที่ดินแม้ไม่กระทบกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อโดยตรง แต่กระทบความสามารถของจำเลยในการปฏิบัติตามหนี้ จึงก่อให้เกิดความรับผิดชอบทางแพ่ง

คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อการร่างสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดสิทธิรับผลประโยชน์ในอนาคต

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นว่าการขายที่ดินเป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัย จำเลยต้องรับผิด

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ยกฟ้อง เห็นว่าสัญญาไม่ได้ห้ามขายที่ดิน และสิทธิของโจทก์ระงับเมื่อไม่มีการเช่า

3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าการขายที่ดินในขณะที่เงื่อนไขยังไม่สิ้นสุด เป็นการทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของจำเลย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า “การมีสิทธิในทรัพย์” มิได้หมายความว่าลูกหนี้จะสามารถใช้อำนาจนั้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงหนี้ผูกพันที่ตนมีต่อเจ้าหนี้ การจำหน่ายทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ แม้กระทำโดยชอบด้วยสิทธิในฐานะเจ้าของ แต่หากผลแห่งการกระทำนั้นทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาไม่อาจกระทำได้ ย่อมเข้าลักษณะเป็นการทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของลูกหนี้

หลักตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง มิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อห้ามขายหรือไม่ หากแต่พิจารณาว่า การกระทำนั้นทำลายสาระสำคัญของสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้หรือไม่ ในกรณีนี้ เงื่อนไข “ตลอดชีวิตของโจทก์” เป็นเงื่อนไขสาระสำคัญของหนี้ การขายที่ดินก่อนเงื่อนไขสิ้นสุดจึงเป็นการตัดโอกาสแห่งการรับผลประโยชน์ในอนาคต

อีกประการหนึ่ง คำพิพากษานี้ยืนยันว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันในฐานะหนี้โดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงเงื่อนไขทางจริยธรรม หรือความสมัครใจหลังการหย่า การไม่ปฏิบัติตามย่อมก่อให้เกิดความรับผิดเช่นเดียวกับหนี้ตามสัญญาทั่วไป

นอกจากนี้ แนววินิจฉัยยังสะท้อนหลักสุจริตและความเป็นธรรมในกฎหมายแพ่ง กล่าวคือ ลูกหนี้ไม่อาจใช้โครงสร้างทางกรรมสิทธิ์เป็นเครื่องมือทำลายสิทธิของเจ้าหนี้ หากเปิดช่องเช่นนั้น ย่อมทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไร้ประสิทธิภาพ และบั่นทอนความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์

คำพิพากษานี้จึงมีคุณูปการในทางหลักกฎหมาย 3 ประการ ได้แก่

1. ยืนยันขอบเขตความรับผิดของลูกหนี้เมื่อทำให้หนี้พ้นวิสัย

2. แยกชัดระหว่างสิทธิในทรัพย์กับสิทธิเรียกร้อง

3. วางแนวการกำหนดค่าเสียหายจาก “โอกาสในอนาคต” โดยใช้ดุลพินิจอย่างสมเหตุสมผล

ในทางปฏิบัติ ผู้ร่างสัญญาประนีประนอมยอมความควรพิจารณากำหนดเงื่อนไขคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ห้ามจำหน่ายทรัพย์ หรือกำหนดหลักประกัน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การขายที่ดินโดยเจ้าของที่ดินถือว่าผิดสัญญาเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป หากสัญญาไม่ได้ห้ามขาย การขายอาจชอบด้วยสิทธิในกรรมสิทธิ์ แต่หากการขายนั้นทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ได้ เช่น ทำให้ไม่สามารถแบ่งค่าเช่าตามที่ตกลงไว้ ย่อมเข้าข่ายทำให้หนี้พ้นวิสัยโดยความรับผิดของลูกหนี้ และต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 218

2. คำถาม

สิทธิรับส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตเป็นสิทธิในทรัพย์หรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่สิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา อย่างไรก็ดี แม้เป็นสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้ก็ต้องปฏิบัติตามโดยสุจริต มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน

3. คำถาม

เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง

คำตอบ

หากพ้นวิสัยเกิดจากการกระทำของลูกหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนการชำระหนี้เดิม และอาจเรียกดอกเบี้ยตามกฎหมายได้ โดยศาลจะกำหนดจำนวนตามพฤติการณ์แห่งคดี

4. คำถาม

การคำนวณค่าเสียหายในกรณีสิทธิในอนาคตทำอย่างไร

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาอายุของผู้มีสิทธิ ความเป็นไปได้ในการเกิดรายได้ในอนาคต และพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม มิได้คำนวณตามจำนวนเต็มของรายได้ที่คาดหมายทั้งหมด แต่ใช้ดุลพินิจเพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2567

ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด แม้ไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 (ที่ถูก ร้อยละ 5 ต่อปี) นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2559 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและแบ่งสินสมรสโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 และศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) มีคำพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พด. 39/2560 ในข้อ 5 ของสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า โจทก์ตกลงมอบการครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 (ที่ดินพิพาท) เลขสำรวจที่ 101/53 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยเป็นชื่อของนางลัดดา (จำเลย) อยู่ ให้แก่จำเลย และในข้อ 6 ระบุว่า จำเลยตกลงมอบหรือแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการเช่าที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ...ตามข้อ 5 (ที่ดินพิพาท) แก่โจทก์ เป็นจำนวนอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่ากับบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีโจทก์หลังได้รับค่าเช่าภายในเวลาอันควร หลังจากนั้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายวรวัฒน์ ในราคา 8,500,000 บาท โจทก์จึงได้นำเหตุแห่งการขายที่ดินของจำเลยมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีก่อน ไม่มีข้อใดเลยที่ห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทแก่บุคคลภายนอก การที่จำเลยเจ้าของทรัพยสิทธิขายให้บุคคลภายนอกจึงเป็นการขายไปตามสิทธิที่ตนมีตามกฎหมายโดยชอบ โจทก์ไม่อาจอ้างว่าจำเลยจงใจทำให้การชำระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์เป็นการพ้นวิสัยและไม่สุจริต การที่สัญญากำหนดให้จำเลยแบ่งเงินค่าเช่าให้โจทก์ตามอัตราส่วนของค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตายนั้น เป็นเพียงกำหนดเงื่อนเวลาสิ้นสุดในการได้ส่วนแบ่งค่าเช่าเท่านั้น สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ต่อเมื่อจำเลยยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินและมีการเช่าในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยขายที่ดินพิพาทไป สิทธิของโจทก์ก็ระงับสิ้นตามไปเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสเรื่องก่อน กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยตกลงแบ่งเงินค่าเช่าที่เกิดจากการให้เช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในอัตรา 40 ส่วน ใน 100 ส่วน ของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจากการให้เช่าจากบริษัท ป. หรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมตลอดไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกันที่จำเลยจะต้องทำการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนด จริงอยู่แม้จะไม่มีข้อกำหนดใดห้ามมิให้จำเลยขายที่ดินพิพาทในอันที่โจทก์จะนำมาใช้อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และจำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิขายที่ดินพิพาทได้อย่างอิสระก็ตาม แต่เมื่อในเวลาที่จำเลยขายที่ดินพิพาทนั้นโจทก์ยังไม่ถึงแก่ความตายอันเป็นเงื่อนไขซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งของเงินค่าเช่าจนกว่าจะถึงแก่ความตาย จึงเป็นการทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการหลังว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า การจะมีชีวิตดำรงอยู่นานเพียงใดเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทั้งหากไม่มีการขายที่ดินพิพาทการจะมีผู้เช่าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไปหรือไม่ เช่านานเพียงใด ก็ไม่แน่นอนอีกเช่นกัน โจทก์เองก็รับมาในฎีกาว่าหากไม่มีการเช่าในที่ดินพิพาท โจทก์จะไม่มีสิทธิได้รับเงินส่วนแบ่งแต่อย่างใด ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นคำนึงถึงอายุของโจทก์และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีการเช่าที่ดินพิพาทแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับกันไป

กรณีที่การชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้

ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีที่การชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหลักการพื้นฐานในกฎหมาย แต่หากลูกหนี้เป็นผู้กระทำการที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ลูกหนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ และเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายหรือบังคับให้ชำระหนี้ได้

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง:

ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงไว้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะเหตุสุดวิสัยซึ่งเกิดจากลูกหนี้เอง ลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้

2.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204:

ในกรณีที่ลูกหนี้ปฏิเสธหรือละเลยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย หรือฟ้องร้องเพื่อบังคับชำระหนี้ได้

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7030/2549: กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เนื่องจากจำเลยไม่สามารถส่งมอบที่ดินให้โจทก์ได้ครบถ้วนตามสัญญา ศาลพิจารณาว่าเป็นเรื่องพ้นวิสัยเนื่องจากเหตุซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากจำเลยตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง 

ฏีกาย่อ:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยทั้งหกทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยโจทก์วางเงินมัดจำ 15 ล้านบาท และกำหนดโอนกรรมสิทธิ์วันที่ 9 กันยายน 2539 แต่เกิดปัญหาเมื่อจำเลยทั้งหกไม่สามารถส่งมอบที่ดินทั้งหมดตามสัญญาได้ เนื่องจากบางส่วนของที่ดินถูกกรุงเทพมหานครถมดินสร้างถนน คิดเป็นร้อยละ 8.6 ของเนื้อที่ทั้งหมด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกคืนเงินมัดจำ พร้อมค่าปรับ 15 ล้านบาท

ศาลพิจารณาว่า การส่งมอบที่ดินขาดไปเกินร้อยละ 5 ทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งหกต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยทั้งหกไม่สามารถโอนที่ดินได้ครบถ้วนเป็นเหตุพ้นวิสัย จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชอบในค่าปรับหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมตามมาตรา 218 วรรคแรก

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2551: กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟัง หรือชดใช้ราคาแทน ศาลพิจารณาว่าหากการส่งมอบเป็นพ้นวิสัย จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 

 

โจทก์ให้บริการเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ โดยผู้เช่าต้องจ่ายค่าเช่าและค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ ซึ่งถือเป็นการเช่าสังหาริมทรัพย์ที่มีอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) ดังนั้น หากโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนเกิน 2 ปี นับจากวันที่สามารถเรียกร้องได้ คดีจะขาดอายุความ รวมถึงค่าความถี่วิทยุเพิ่มที่เป็นเบี้ยปรับก็ขาดอายุความด้วยตามมาตรา 193/26

สำหรับคำขอให้จำเลยส่งคืนเครื่องอุปกรณ์ หากยังสามารถกระทำได้ โจทก์ต้องเรียกร้องให้ส่งคืนเครื่อง ไม่สามารถเรียกร้องเป็นราคาทดแทนแทนได้ การส่งคืนเครื่องไม่ถือเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัด เว้นแต่การส่งคืนเป็นพ้นวิสัยด้วยเหตุที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ซึ่งในกรณีนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาพร้อมดอกเบี้ย โดยคำนวณราคาจากเวลาที่การส่งคืนกลายเป็นพ้นวิสัย ไม่ใช่เวลาที่จำเลยผิดนัด

ในกรณีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการส่งคืนเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์นับแต่วันฟ้องตามมาตรา 213

สรุป

 

เมื่อการชำระหนี้ไม่สามารถทำได้เพราะการกระทำของลูกหนี้ กฎหมายกำหนดให้ลูกหนี้ยังคงมีความรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ โดยเจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือบังคับชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องช่วยยืนยันหลักกฎหมายและแนวทางในการพิจารณาในกรณีดังกล่าว

 ท นาย อาสา ฟรี




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย