
| สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การสมัครใจแยกกันอยู่ของคู่สมรส การจงใจละทิ้งร้าง และผลของการให้อภัยเหตุหย่า ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มักเกิดขึ้นในคดีครอบครัวจำนวนมาก สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การที่คู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานาน และฝ่ายหนึ่งนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าว่าอีกฝ่าย จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจแยกกันอยู่ มิใช่เป็นการที่ฝ่ายหนึ่งละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง การแยกกันอยู่นั้นย่อมไม่เข้าลักษณะของการจงใจละทิ้งร้างตามกฎหมาย นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างว่าคู่สมรสมีพฤติการณ์ร้ายแรงต่อชีวิตสมรส เช่น การใช้อาวุธปืนยิงอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจถือเป็นการกระทำที่เป็น ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย แต่หากปรากฏว่าภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว คู่สมรสยังคงอยู่กินกันต่อมาเป็นเวลานานโดยไม่มีการดำเนินคดีหรือแสดงเจตนาเลิกความสัมพันธ์สมรส ศาลอาจถือว่า มีการให้อภัยต่อการกระทำนั้นแล้ว ทำให้สิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าวย่อมระงับไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักกฎหมายว่า เหตุหย่าต้องเป็นการกระทำที่ยังคงมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์สมรส และต้องไม่เป็นเหตุที่คู่สมรสได้ให้อภัยแล้ว อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการตีความข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแยกกันอยู่ของคู่สมรสว่ากรณีใดถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย และกรณีใดเป็นเพียงการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกันจำนวน 2 คน ภายหลังการสมรส คู่สมรสทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้งกันในชีวิตครอบครัว โดยโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตสมรสหลายประการ โจทก์อ้างว่าจำเลยมีพฤติกรรมหึงหวงอย่างรุนแรง และเคยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ถึงสองครั้ง นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เพื่อก่อหนี้สินจำนวนมาก รวมทั้งมีพฤติการณ์ดูหมิ่นเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ และกีดกันมิให้โจทก์ส่งเสียเลี้ยงดูบุพการีของตน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทางจิตใจและความอับอายอย่างร้ายแรง ต่อมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลงจนกระทั่ง โจทก์และจำเลยได้แยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2527 เป็นต้นมา โดยมิได้กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีก โจทก์จึงเห็นว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากการที่จำเลยจงใจทอดทิ้งโจทก์ และถือว่าเป็นการละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามกฎหมาย โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย และขอให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า ตนมิได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และมิได้จงใจละทิ้งร้างโจทก์ตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งยังยืนยันว่าตนเป็นผู้ดูแลอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองมาโดยตลอด จำเลยจึงยื่นฟ้องแย้ง ขอให้ศาลกำหนดให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาท ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมีอยู่สองประการ ได้แก่ ประการแรก การที่โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่นานหลายปีนั้น จะถือได้หรือไม่ว่าเป็นกรณีที่ จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย ประการที่สอง การที่จำเลยเคยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ในอดีต จะถือเป็นการกระทำที่ เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นเวลานานก่อนฟ้องคดี และคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมา ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเพื่อวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ และสิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ยังคงมีอยู่หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการสมัครใจแยกกันอยู่ การละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และมาตรา 1518 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุหย่าและผลของการให้อภัยเหตุหย่า หลักกฎหมายตามมาตรา 1516 กำหนดเหตุหย่าหลายประการ หนึ่งในนั้นคือกรณีที่ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกินหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์สมรสได้สิ้นสุดลงในทางข้อเท็จจริง และอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ อย่างไรก็ตาม การละทิ้งร้างตามกฎหมายจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ 1. ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง 2. ต้องเป็นการทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งไม่ได้ยินยอม 3. ต้องมีระยะเวลาเกินหนึ่งปี หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจาก ความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง การแยกกันอยู่นั้นย่อมไม่เข้าลักษณะของการละทิ้งร้างตามมาตรา 1516 ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์เองระบุว่า หลังจากแยกกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างมิได้ไปมาหาสู่กันฉันสามีภริยา จึงแสดงให้เห็นว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นการที่จำเลยทอดทิ้งโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น แม้จะมีการแยกกันอยู่เป็นเวลานาน การแยกกันอยู่นั้นก็ไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้คือเรื่อง การให้อภัยเหตุหย่า ตามมาตรา 1518 หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ให้อภัยต่อการกระทำที่เป็นเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้อีก ในคดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเคยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ถึงสองครั้ง ซึ่งหากเป็นความจริง การกระทำดังกล่าวย่อมอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 1516 อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2515 และปี 2525 ซึ่งเป็นเวลานานก่อนการฟ้องคดีถึงประมาณ 14 ปี และ 4 ปีตามลำดับ อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงาน ที่สำคัญคือ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว คู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมาเป็นเวลานาน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ ให้อภัยต่อการกระทำของจำเลยแล้ว ทำให้สิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าวระงับไปตามมาตรา 1518 เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับเหตุหย่าและการให้อภัย บทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับเหตุหย่ามีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่าง 1. การคุ้มครองสถาบันครอบครัว 2. การเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถยุติชีวิตสมรสที่ไม่อาจดำรงต่อไปได้ กฎหมายจึงกำหนดว่า เหตุหย่าต้องเป็นเหตุที่มีความร้ายแรงเพียงพอจนทำให้การดำรงชีวิตสมรสไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็มีหลักการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ หลักการให้อภัย หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะให้อภัยต่อการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว กฎหมายย่อมถือว่าความสัมพันธ์สมรสยังคงดำเนินต่อไป และไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่ให้อภัยนำเหตุการณ์ในอดีตกลับมาใช้เป็นเหตุหย่าอีก หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสใช้เหตุการณ์ในอดีตเป็นเครื่องมือในการฟ้องหย่าในภายหลัง ทั้งที่ในทางข้อเท็จจริงคู่สมรสได้เลือกที่จะดำเนินชีวิตคู่ต่อไปแล้ว ดังนั้น การพิจารณาว่ามีการให้อภัยหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจาก พฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส เช่น การกลับมาอยู่กินกันต่อ การใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน การไม่มีการดำเนินคดีหรือแสดงเจตนาจะเลิกความสัมพันธ์สมรส หากพฤติการณ์ดังกล่าวปรากฏชัดเจน ศาลอาจถือว่ามีการให้อภัยแล้ว และสิทธิฟ้องหย่าจะระงับไป แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักเกี่ยวกับเรื่อง การละทิ้งร้างและการให้อภัยเหตุหย่า ไว้อย่างสอดคล้องกันในหลายคดี แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักว่า การละทิ้งร้างต้องเป็นการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนา หากปรากฏว่าการแยกกันอยู่เกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือเกิดจากความจำเป็นในสถานการณ์ชีวิต เช่น การทำงานหรือความขัดแย้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน การแยกกันอยู่นั้นย่อมไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากเหตุการณ์ที่เป็นเหตุหย่าเกิดขึ้นมานาน และภายหลังเหตุการณ์นั้นคู่สมรสยังคงใช้ชีวิตร่วมกันต่อมาเป็นเวลานาน ย่อมถือได้ว่ามีการให้อภัยแล้ว หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัว คือ การรักษาเสถียรภาพของสถาบันครอบครัว และการไม่เปิดโอกาสให้คู่สมรสนำเหตุการณ์ในอดีตกลับมาใช้เป็นเหตุหย่าในภายหลังโดยไม่มีเหตุอันสมควร คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักกฎหมายเรื่อง การสมัครใจแยกกันอยู่และการให้อภัยเหตุหย่า มาประยุกต์ใช้กับข้อเท็จจริงของคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการดูแลบุตรทั้งสอง จึงกำหนดให้บุตรอยู่ในความปกครองของจำเลย และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,500 บาทต่อหนึ่งคน นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าการแยกกันอยู่ของคู่สมรสในคดีนี้เป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นการจงใจละทิ้งร้างตามกฎหมาย อีกทั้งเหตุการณ์ที่โจทก์กล่าวอ้างเกี่ยวกับการกระทำร้ายแรงของจำเลยได้เกิดขึ้นมานานและคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมา จึงถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์เองแสดงให้เห็นว่าการแยกกันอยู่ของโจทก์และจำเลยเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย ส่วนการที่จำเลยเคยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์นั้น แม้จะเป็นความจริง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมานาน และคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมา จึงถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงระงับไปตามมาตรา 1518 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การแยกกันอยู่ของคู่สมรสจะถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อเป็นการ ละทิ้งร้างโดยเจตนา ของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง มิใช่เป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับ การให้อภัยเหตุหย่า ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้คู่สมรสนำเหตุการณ์ในอดีตที่ตนได้ให้อภัยแล้วกลับมาใช้เป็นเหตุหย่าในภายหลัง การพิจารณาว่ามีการให้อภัยหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส เช่น การที่คู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมาเป็นเวลานาน การไม่ดำเนินคดี หรือการไม่มีพฤติการณ์แสดงเจตนาจะยุติชีวิตสมรส ดังนั้น หากคู่สมรสเลือกที่จะให้อภัยต่อการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งและดำเนินชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป สิทธิที่จะนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าในภายหลังย่อมระงับไปตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่สามีภริยา “สมัครใจแยกกันอยู่” จะถือเป็น “การจงใจละทิ้งร้าง” ซึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ และอีกประเด็นหนึ่งคือ หากคู่สมรสได้กระทำการร้ายแรงต่ออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต่อมาทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันต่อไปเป็นเวลานาน จะถือว่ามี “การให้อภัยเหตุหย่า” จนทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสต่างสมัครใจแยกกันอยู่ มิใช่การทอดทิ้งฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าลักษณะการละทิ้งร้าง และกรณีที่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นในอดีตแต่ยังอยู่กินกันต่อมา ย่อมถือว่าได้ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงหมดไปตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การจงใจละทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) หลักกฎหมายกำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ อย่างไรก็ตาม การละทิ้งร้างต้องเป็นการทอดทิ้งฝ่ายเดียวโดยเจตนา มิใช่การแยกกันอยู่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสต่างสมัครใจแยกกันอยู่ แม้จะไม่ได้ไปมาหาสู่กันฉันสามีภริยาเป็นเวลานาน ก็ไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมาย 2. การให้อภัยเหตุหย่าตามมาตรา 1518 กฎหมายกำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ให้อภัยต่อการกระทำที่เป็นเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจนำเหตุนั้นมาใช้ฟ้องหย่าได้อีก ในคดีนี้แม้จำเลยเคยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ ซึ่งอาจถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมานาน และทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมาโดยไม่มีการดำเนินคดี จึงถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว ทำให้สิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าวระงับไปตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การสมัครใจแยกกันอยู่ของสามีภริยาถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การแยกกันอยู่ของคู่สมรสจะถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อเข้าลักษณะของการ “จงใจละทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ซึ่งต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนาและฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งมิได้ยินยอม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เช่น ต่างฝ่ายต่างตกลงกันแยกกันอยู่เนื่องจากความขัดแย้งในชีวิตครอบครัว หรือไม่มีการไปมาหาสู่กันโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย กรณีดังกล่าวย่อมไม่เข้าลักษณะของการละทิ้งร้างตามกฎหมาย แม้จะมีการแยกกันอยู่นานหลายปี ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ทั้งนี้เพราะองค์ประกอบสำคัญของการละทิ้งร้างคือการกระทำฝ่ายเดียวโดยเจตนาของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง มิใช่การแยกกันอยู่โดยความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย คำถาม 2. การละทิ้งร้างตามกฎหมายต้องมีองค์ประกอบอย่างไร คำตอบ การละทิ้งร้างซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ต้องมีองค์ประกอบสำคัญหลายประการ กล่าวคือ ต้องเป็นการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนา มิได้มีเหตุอันสมควร และการทอดทิ้งนั้นต้องเกิดขึ้นโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ยินยอม นอกจากนี้ การละทิ้งร้างจะต้องมีระยะเวลาต่อเนื่องเกินหนึ่งปี จึงจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ หากปรากฏว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากความตกลงร่วมกัน หรือมีเหตุจำเป็นบางประการ เช่น การทำงานต่างถิ่น การรักษาตัว หรือความขัดแย้งที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้แยกกันอยู่ การแยกกันอยู่นั้นย่อมไม่เข้าลักษณะของการละทิ้งร้างตามกฎหมาย ศาลจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยละเอียดว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นการกระทำฝ่ายเดียวหรือเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย คำถาม 3. หากคู่สมรสเคยกระทำร้ายแรงต่อกัน แต่ยังอยู่กินกันต่อมา จะยังใช้เป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะเคยกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ หรือการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายหนึ่ง การกระทำดังกล่าวอาจเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ได้ อย่างไรก็ตาม หากภายหลังเหตุการณ์นั้นคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยังคงกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปเป็นระยะเวลานาน หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้อภัยต่อการกระทำดังกล่าว สิทธิที่จะนำเหตุการณ์นั้นมาใช้เป็นเหตุหย่าจะระงับไปตามมาตรา 1518 เพราะกฎหมายถือว่าการให้อภัยทำให้เหตุหย่าดังกล่าวหมดผลทางกฎหมาย ดังนั้น หากคู่สมรสเลือกที่จะดำเนินชีวิตสมรสต่อไปหลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ศาลอาจถือว่ามีการให้อภัยแล้ว และไม่สามารถนำเหตุการณ์ในอดีตมาใช้เป็นเหตุหย่าได้อีก คำถาม 4. การให้อภัยเหตุหย่าตามกฎหมายต้องมีลักษณะอย่างไร คำตอบ การให้อภัยเหตุหย่าตามกฎหมายหมายถึงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยอมรับหรือให้อภัยต่อการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุหย่า โดยมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการดำเนินชีวิตสมรสต่อไป เช่น การกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา การใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง หรือการไม่มีการดำเนินคดีหรือแสดงเจตนาจะยุติชีวิตสมรสภายหลังเหตุการณ์นั้น การให้อภัยอาจไม่จำเป็นต้องมีการแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สามารถพิจารณาได้จากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส หากปรากฏว่าคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมาเป็นเวลานาน ศาลอาจถือว่ามีการให้อภัยแล้ว ซึ่งทำให้สิทธิฟ้องหย่าในเหตุนั้นหมดไปตามกฎหมาย คำถาม 5. การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงหมายถึงอะไร คำตอบ การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 หมายถึงการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรงจนทำให้ความสัมพันธ์สมรสไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น การทำร้ายร่างกายคู่สมรส การข่มขู่ทำร้ายชีวิต การดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง การประพฤติตนที่ทำให้คู่สมรสได้รับความอับอายอย่างร้ายแรง หรือการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิตสมรสอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดีว่าการกระทำนั้นมีความร้ายแรงเพียงใด และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์สมรสอย่างไร หากการกระทำนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและคู่สมรสยังคงใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปโดยปกติ ศาลอาจเห็นว่าเป็นการให้อภัยแล้ว คำถาม 6. หากเหตุหย่าเกิดขึ้นมานานหลายปี ยังสามารถนำมาฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ เหตุหย่าที่เกิดขึ้นมานานแล้วอาจไม่สามารถนำมาฟ้องหย่าได้ หากปรากฏว่าภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันต่อมาเป็นเวลานาน หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายที่ได้รับความเสียหายได้ให้อภัยต่อการกระทำนั้นแล้ว หลักการตามมาตรา 1518 กำหนดว่า หากมีการให้อภัยเหตุหย่า สิทธิฟ้องหย่าจะระงับไป การที่คู่สมรสยังคงอยู่ร่วมกันต่อมาเป็นเวลานานโดยไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่มีการดำเนินคดี อาจถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัย ดังนั้น แม้เหตุการณ์จะมีความร้ายแรงเพียงใด หากมีการให้อภัยแล้วก็ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุหย่าได้อีก คำถาม 7. ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจหรือการละทิ้งร้าง คำตอบ ในการพิจารณาว่าการแยกกันอยู่ของคู่สมรสเป็นการสมัครใจหรือเป็นการละทิ้งร้าง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส เช่น การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันแยกกันอยู่หรือไม่ การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันหรือไม่ และมีการติดต่อหรือไปมาหาสู่กันอย่างไร หากปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างยินยอมให้มีการแยกกันอยู่ และต่างฝ่ายต่างดำเนินชีวิตของตนเองโดยไม่มีการเรียกร้องให้กลับมาอยู่ร่วมกัน การแยกกันอยู่นั้นย่อมเป็นการสมัครใจ มิใช่การละทิ้งร้าง แต่หากปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนาและไม่กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ยินยอม การกระทำนั้นอาจถือเป็นการละทิ้งร้างตามกฎหมายได้ คำถาม 8. การแยกกันอยู่เป็นเวลานานโดยไม่มีการติดต่อกันจะทำให้หย่าได้หรือไม่ คำตอบ การแยกกันอยู่เป็นเวลานานโดยลำพังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย หากการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย เพราะองค์ประกอบสำคัญของเหตุหย่าฐานละทิ้งร้างคือการทอดทิ้งโดยเจตนาของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง มิใช่การแยกกันอยู่โดยความตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนา และอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ยินยอม การแยกกันอยู่นานเกินหนึ่งปีอาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ ดังนั้น การพิจารณาจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากความสมัครใจหรือเป็นการทอดทิ้งฝ่ายเดียว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2534 โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ 2 ครั้ง แม้จะเป็นความจริงดังที่โจทก์ฎีกา แต่เหตุเกิดก่อนฟ้องประมาณ 14 ปี และ 4 ปี ตามลำดับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย คงอยู่กินด้วยกันตลอดมาแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยามีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง เช่น หึงหวง ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ถึง 2 ครั้ง ปลอมลายมือชื่อโจทก์ สร้างหนี้สิน และดูหมิ่นบุพการีของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอย่างร้ายแรง ต่อมาทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2527 โจทก์จึงถือว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างและขอให้ศาลพิพากษาหย่า พร้อมขอให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า มิได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์หรือจงใจละทิ้งร้าง อีกทั้งเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรทั้งสองมาโดยตลอด จึงขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้บุตรอยู่ในความอุปการะของจำเลย พร้อมให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าจำเลยมีความประพฤติไม่เหมาะสม ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ดีเท่าโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้บุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของจำเลย และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 1,500 บาทต่อเดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่นั้นเป็นกรณีที่ต่างฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่ มิใช่การจงใจละทิ้งร้าง ส่วนเหตุที่โจทก์อ้างว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ แม้จะเป็นจริง แต่เหตุเกิดก่อนฟ้องเป็นเวลานาน และทั้งสองยังอยู่กินกันต่อมา แสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากัน มีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง โดยหึงหวงโจทก์ ใช้อาวุธปืนพยายามฆ่าโจทก์ถึง 2 ครั้ง ปลอมลายมือชื่อโจทก์ สร้างหนี้สินมากมาย เหยียดหยามบุพการีของโจทก์และกีดกันมิให้โจทก์ส่งเสียเลี้ยงดูบุพการี ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง โจทก์กับจำเลยจึงแยกกันอยู่ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2527 ถือว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างโจทก์ ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยนับแต่วันฟ้อง หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่าขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง หรือจงใจทิ้งร้างโจทก์ จำเลยเป็นฝ่ายอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองตลอดมา โจทก์ให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบ้างเป็นจำนวนไม่แน่นอน ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาให้บุตรอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสองคนเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีความประพฤติไม่ดีและไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้ได้รับความอบอุ่นหรือได้ดีเท่าโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้บุตรทั้งสองอยู่ในความปกครองของจำเลยให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 1,500 บาทต่อหนึ่งคน นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2529 จนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปีหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าโจทก์แยกกันอยู่กับจำเลยตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2527 เป็นต้นมาโดยจำเลยไม่ได้ไปมาหาสู่โจทก์ และโจทก์ก็มิได้ไปหาจำเลยฉันสามีภรรยาตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่โจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ 2 ครั้งเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า แม้จะเป็นความจริงดังที่โจทก์ฎีกา แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเหตุเกิดเมื่อปี 2515 และ 2525 ก่อนฟ้องประมาณ 14 ปีและ 4 ปี ตามลำดับ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยคงอยู่กินด้วยกันตลอดมา บ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแล้วสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1518 พิพากษายืน |




