ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย

การฟ้องหย่าจากเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี, หลักเกณฑ์มาตรา 1516 (4/2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การพิสูจน์เหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข, บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับเหตุหย่า, การแยกกันอยู่ฝ่ายเดียวไม่เข้าเหตุหย่า, ภาระการนำสืบในคดีหย่า, คดีหย่าเพราะแยกกันอยู่นาน, ฎีกาเกี่ยวกับเหตุหย่า, การใช้อำนาจปกครองบุตรหลังฟ้องหย่า, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีหย่า, การสมัครใจแยกกันอยู่ต้องเป็นสองฝ่าย, ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข, การไม่อุทธรณ์

 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ในกรณีที่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี โดยประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่ว่า การแยกกันอยู่นั้นต้องเป็นการแยกกันอยู่ “เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” มิใช่เพียงแค่มีการทำบันทึกตกลงว่าจะไม่อยู่ร่วมกันอีกต่อไปเท่านั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักสำคัญว่า แม้คู่สมรสจะมิได้อยู่ร่วมกันเกินกว่า 3 ปีจริง แต่หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ประสงค์จะอยู่กินต่อไปฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายยังเต็มใจจะครองชีวิตสมรสอยู่ และมิได้มีเหตุทะเลาะหรือเหตุร้ายแรงที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) แต่อย่างใด

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์สองคน ต่อมาขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป และกำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้

ภายหลังจากทำบันทึกดังกล่าว โจทก์ได้ย้ายออกจากภูมิลำเนาและมิได้อยู่ร่วมกับจำเลยอีก จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 3 ปี โจทก์จึงฟ้องหย่า อ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี และขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว

จำเลยให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ตนมิได้ประพฤติเสียหาย และยังเต็มใจจะเป็นคู่สมรสของโจทก์ การแยกกันอยู่เกิดจากโจทก์ฝ่ายเดียวที่ไม่ประสงค์จะอยู่กินต่อไป

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความมาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า

“สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี”

องค์ประกอบมี 3 ส่วนสำคัญ

1. ต้องสมัครใจแยกกันอยู่

2. ต้องแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข

3. ต้องเกิน 3 ปีติดต่อกัน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ครบองค์ประกอบเรื่องระยะเวลาเกิน 3 ปี แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้และมิได้ถูกอุทธรณ์โต้แย้ง คือ จำเลยมิได้ประพฤติเสียหาย โจทก์เป็นฝ่ายไปจากภูมิลำเนาเอง และจำเลยยังเต็มใจจะอยู่กินด้วย

ดังนั้น การแยกกันอยู่จึงเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว มิใช่การสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2) มิได้มุ่งเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้วิธีแยกกันอยู่เพื่อให้ครบกำหนดเวลา แล้วอาศัยระยะเวลาเป็นเหตุหย่าโดยลำพัง หากแต่ต้องเป็นกรณีที่ชีวิตสมรสแตกสลายโดยแท้จริงจนไม่อาจประสานกลับคืนได้

คำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และคำว่า “เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” ต้องเป็นสภาพข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่ามีความขัดแย้งร้ายแรง หรือมีเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้

หากเป็นเพียงความประสงค์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น ต้องการไปมีชีวิตใหม่ หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การแยกกันอยู่ย่อมไม่เข้าเหตุหย่า

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปตีความเหตุหย่าอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการหย่าเป็นการยุติสถานะครอบครัวซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างสูง การแยกกันอยู่จะต้องสะท้อนถึงความแตกแยกที่แท้จริง มิใช่การแยกกันอยู่โดยสมัครใจฝ่ายเดียว

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า “ระยะเวลาเกิน 3 ปี” มิใช่สาระสำคัญเพียงประการเดียว แต่ต้องพิจารณาเหตุแห่งการแยกกันอยู่ควบคู่กันไปด้วย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียม

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับ ให้หย่า และกำหนดอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น เห็นว่าเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เข้าเหตุหย่า และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องตีความโดยเคร่งครัด ครบองค์ประกอบทั้ง “ความสมัครใจร่วมกัน” และ “เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” การอ้างเพียงระยะเวลาไม่เพียงพอ หากข้อเท็จจริงชี้ว่าการแยกกันอยู่เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าเหตุหย่า ทั้งยังสะท้อนหลักภาระการพิสูจน์ และผลของการไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ทำให้ข้อเท็จจริงยุติผูกพันในชั้นฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ว่า การที่สามีภริยาแยกกันอยู่เกิน 3 ปี จะต้องเป็นการ “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” ครบองค์ประกอบทุกประการ มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลาแยกกันอยู่เป็นเหตุหย่าโดยลำพัง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้แยกกันอยู่เกิน 3 ปีจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว และอีกฝ่ายยังเต็มใจอยู่กินด้วย จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี”

การแยกกันอยู่ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายตลอดระยะเวลาเกิน 3 ปี มิใช่การที่ฝ่ายหนึ่งไปจากภูมิลำเนาเองโดยอีกฝ่ายยังประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตสมรส การแยกกันอยู่ฝ่ายเดียวไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2)

2. “ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข”

ต้องมีเหตุข้อเท็จจริงที่แสดงถึงความแตกแยกร้ายแรงหรือสภาพชีวิตสมรสที่ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้โดยปกติสุข หากไม่มีเหตุทะเลาะรุนแรงหรือความประพฤติเป็นปฏิปักษ์ การแยกกันอยู่แม้นานเพียงใดก็ไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแยกกันอยู่เกิน 3 ปี เพียงพอให้ฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์เพิ่มเติมว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ของทั้งสองฝ่าย และมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2)

2. หากมีบันทึกตกลงว่าจะไม่อยู่ร่วมกันอีก ถือว่าเป็นการสมัครใจหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบ หากข้อความในบันทึกสะท้อนว่าเป็นความประสงค์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว มิใช่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข ก็ยังไม่เข้าเหตุหย่า

3. ความหมายของคำว่า “ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” คืออะไร

คำตอบ

หมายถึงสภาพความขัดแย้งหรือเหตุร้ายแรงที่ทำให้ชีวิตสมรสดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ เช่น ความรุนแรง ความประพฤติชั่วร้าย หรือความแตกแยกอย่างลึกซึ้ง มิใช่เพียงความเบื่อหน่ายหรือเปลี่ยนใจ

4. หากอีกฝ่ายยังเต็มใจอยู่กินด้วย จะฟ้องหย่าเหตุนี้ได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่ได้ เพราะองค์ประกอบเรื่องสมัครใจต้องเป็นของทั้งสองฝ่าย และต้องมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริง

5. การไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงนั้นย่อมยุติและผูกพันในชั้นฎีกา ทำให้ไม่สามารถหยิบยกมาพิจารณาใหม่ได้

6. ศาลให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างไร

คำตอบ

กฎหมายครอบครัวมีลักษณะคุ้มครองสถาบันครอบครัวอย่างเข้มงวด เหตุหย่าจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันการยุติชีวิตสมรสโดยไม่จำเป็น

7. หากพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีชู้ จะใช้เหตุนี้แทนได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากเข้าองค์ประกอบตามมาตราอื่น เช่น มาตรา 1516 (1) แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน มิใช่อาศัยเหตุแยกกันอยู่เกิน 3 ปี แทน

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องพิจารณาเหตุแห่งการแยกควบคู่กันไป มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลา เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการหย่าและการคุ้มครองครอบครัว

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2556

พฤติการณ์ที่จะเข้าเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี แล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย

โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความกันว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 3 ปี แล้ว แต่เหตุที่โจทก์จำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบถึงเหตุทะเลาะ แต่โจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันหญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลยและไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แม้ข้อความในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกต่อไป แต่ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่า โจทก์เท่านั้นที่สมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าและให้ถือคำพิพากษาแทนการจดทะเบียนหย่า พร้อมขอใช้อำนาจปกครองและเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว จำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้หย่า กำหนดให้บุตรอยู่กับจำเลย ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 3,000 บาทต่อเดือนจนบุตรอายุ 15 ปี แล้วเพิ่มเป็นคนละ 4,500 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสแยกกันอยู่เกิน 3 ปีตามข้อเท็จจริง แต่เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ต้องเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ “เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่นำสืบเหตุทะเลาะเบาะแว้ง โจทก์รับว่าจำเลยไม่เคยประพฤติเสียหาย และพยานจำเลยมีน้ำหนักว่าโจทก์ไปจากภูมิลำเนาเองทั้งที่จำเลยยังเต็มใจอยู่กิน จึงเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันและบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นเงินคนละ 3,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุ 15 ปี หลังจากนั้นให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินคนละ 4,500 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกัน มีภูมิลำเนาอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 157/5 ตามฟ้องและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคน ขณะที่โจทก์เป็นอาสาสมัครทหารพรานปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยทักษิณพัฒนาที่ 9 วัดหนองครก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ มีใจความสำคัญว่า โจทก์ จำเลยตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป โดยโจทก์จะช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในความปกครองของจำเลยตามจำนวนที่ตกลงกันและโจทก์จำเลยจะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ต่อกันอีก ภายหลังจากนั้นโจทก์ไปจากภูมิลำเนา โจทก์กับจำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกเลย นับถึงวันฟ้อง 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว

มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า คดีมีเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรณีที่จะเข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปีแล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 ที่โจทก์ จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ไม่ประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุที่โจทก์กับจำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นเหตุทะเลาะเบาะแว้ง อันเป็นเหตุให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ในทางกลับกันโจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันผู้หญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลย และไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์อยู่ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า แม้ตามบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า "วันที่ 30 มิถุนายน 2549 (วันนี้) ทั้งสองฝ่ายได้มีความเห็นชอบตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป " ข้อความดังกล่าวแสดงว่า ตัวโจทก์เท่านั้นสมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม ฎีกาจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลย เพราะจำเลยยังสมัครใจที่จะอยู่กับโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย