
| สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ในกรณีที่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี โดยประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่ว่า การแยกกันอยู่นั้นต้องเป็นการแยกกันอยู่ “เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” มิใช่เพียงแค่มีการทำบันทึกตกลงว่าจะไม่อยู่ร่วมกันอีกต่อไปเท่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักสำคัญว่า แม้คู่สมรสจะมิได้อยู่ร่วมกันเกินกว่า 3 ปีจริง แต่หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการแยกกันอยู่นั้นเกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ประสงค์จะอยู่กินต่อไปฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายยังเต็มใจจะครองชีวิตสมรสอยู่ และมิได้มีเหตุทะเลาะหรือเหตุร้ายแรงที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) แต่อย่างใด สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์สองคน ต่อมาขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป และกำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ภายหลังจากทำบันทึกดังกล่าว โจทก์ได้ย้ายออกจากภูมิลำเนาและมิได้อยู่ร่วมกับจำเลยอีก จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 3 ปี โจทก์จึงฟ้องหย่า อ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี และขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว จำเลยให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ตนมิได้ประพฤติเสียหาย และยังเต็มใจจะเป็นคู่สมรสของโจทก์ การแยกกันอยู่เกิดจากโจทก์ฝ่ายเดียวที่ไม่ประสงค์จะอยู่กินต่อไป ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความมาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า “สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี” องค์ประกอบมี 3 ส่วนสำคัญ 1. ต้องสมัครใจแยกกันอยู่ 2. ต้องแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข 3. ต้องเกิน 3 ปีติดต่อกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ครบองค์ประกอบเรื่องระยะเวลาเกิน 3 ปี แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้และมิได้ถูกอุทธรณ์โต้แย้ง คือ จำเลยมิได้ประพฤติเสียหาย โจทก์เป็นฝ่ายไปจากภูมิลำเนาเอง และจำเลยยังเต็มใจจะอยู่กินด้วย ดังนั้น การแยกกันอยู่จึงเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว มิใช่การสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2) มิได้มุ่งเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้วิธีแยกกันอยู่เพื่อให้ครบกำหนดเวลา แล้วอาศัยระยะเวลาเป็นเหตุหย่าโดยลำพัง หากแต่ต้องเป็นกรณีที่ชีวิตสมรสแตกสลายโดยแท้จริงจนไม่อาจประสานกลับคืนได้ คำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และคำว่า “เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” ต้องเป็นสภาพข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่ามีความขัดแย้งร้ายแรง หรือมีเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ หากเป็นเพียงความประสงค์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น ต้องการไปมีชีวิตใหม่ หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การแยกกันอยู่ย่อมไม่เข้าเหตุหย่า แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปตีความเหตุหย่าอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการหย่าเป็นการยุติสถานะครอบครัวซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างสูง การแยกกันอยู่จะต้องสะท้อนถึงความแตกแยกที่แท้จริง มิใช่การแยกกันอยู่โดยสมัครใจฝ่ายเดียว คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า “ระยะเวลาเกิน 3 ปี” มิใช่สาระสำคัญเพียงประการเดียว แต่ต้องพิจารณาเหตุแห่งการแยกกันอยู่ควบคู่กันไปด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้หย่า และกำหนดอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น เห็นว่าเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เข้าเหตุหย่า และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องตีความโดยเคร่งครัด ครบองค์ประกอบทั้ง “ความสมัครใจร่วมกัน” และ “เหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” การอ้างเพียงระยะเวลาไม่เพียงพอ หากข้อเท็จจริงชี้ว่าการแยกกันอยู่เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าเหตุหย่า ทั้งยังสะท้อนหลักภาระการพิสูจน์ และผลของการไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ทำให้ข้อเท็จจริงยุติผูกพันในชั้นฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ว่า การที่สามีภริยาแยกกันอยู่เกิน 3 ปี จะต้องเป็นการ “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” ครบองค์ประกอบทุกประการ มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลาแยกกันอยู่เป็นเหตุหย่าโดยลำพัง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้แยกกันอยู่เกิน 3 ปีจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว และอีกฝ่ายยังเต็มใจอยู่กินด้วย จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” การแยกกันอยู่ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายตลอดระยะเวลาเกิน 3 ปี มิใช่การที่ฝ่ายหนึ่งไปจากภูมิลำเนาเองโดยอีกฝ่ายยังประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตสมรส การแยกกันอยู่ฝ่ายเดียวไม่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) 2. “ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” ต้องมีเหตุข้อเท็จจริงที่แสดงถึงความแตกแยกร้ายแรงหรือสภาพชีวิตสมรสที่ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้โดยปกติสุข หากไม่มีเหตุทะเลาะรุนแรงหรือความประพฤติเป็นปฏิปักษ์ การแยกกันอยู่แม้นานเพียงใดก็ไม่เข้าเหตุหย่าตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่เกิน 3 ปี เพียงพอให้ฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่เพียงพอ ต้องพิสูจน์เพิ่มเติมว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ของทั้งสองฝ่าย และมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) 2. หากมีบันทึกตกลงว่าจะไม่อยู่ร่วมกันอีก ถือว่าเป็นการสมัครใจหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบ หากข้อความในบันทึกสะท้อนว่าเป็นความประสงค์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว มิใช่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข ก็ยังไม่เข้าเหตุหย่า 3. ความหมายของคำว่า “ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข” คืออะไร คำตอบ หมายถึงสภาพความขัดแย้งหรือเหตุร้ายแรงที่ทำให้ชีวิตสมรสดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ เช่น ความรุนแรง ความประพฤติชั่วร้าย หรือความแตกแยกอย่างลึกซึ้ง มิใช่เพียงความเบื่อหน่ายหรือเปลี่ยนใจ 4. หากอีกฝ่ายยังเต็มใจอยู่กินด้วย จะฟ้องหย่าเหตุนี้ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ เพราะองค์ประกอบเรื่องสมัครใจต้องเป็นของทั้งสองฝ่าย และต้องมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริง 5. การไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงมีผลอย่างไร คำตอบ หากคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงนั้นย่อมยุติและผูกพันในชั้นฎีกา ทำให้ไม่สามารถหยิบยกมาพิจารณาใหม่ได้ 6. ศาลให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวอย่างไร คำตอบ กฎหมายครอบครัวมีลักษณะคุ้มครองสถาบันครอบครัวอย่างเข้มงวด เหตุหย่าจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันการยุติชีวิตสมรสโดยไม่จำเป็น 7. หากพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีชู้ จะใช้เหตุนี้แทนได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากเข้าองค์ประกอบตามมาตราอื่น เช่น มาตรา 1516 (1) แต่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน มิใช่อาศัยเหตุแยกกันอยู่เกิน 3 ปี แทน 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องพิจารณาเหตุแห่งการแยกควบคู่กันไป มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลา เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการหย่าและการคุ้มครองครอบครัว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2556 พฤติการณ์ที่จะเข้าเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปี แล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความกันว่า ไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 3 ปี แล้ว แต่เหตุที่โจทก์จำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบถึงเหตุทะเลาะ แต่โจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันหญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลยและไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แม้ข้อความในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกต่อไป แต่ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่า โจทก์เท่านั้นที่สมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าและให้ถือคำพิพากษาแทนการจดทะเบียนหย่า พร้อมขอใช้อำนาจปกครองและเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว จำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้หย่า กำหนดให้บุตรอยู่กับจำเลย ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 3,000 บาทต่อเดือนจนบุตรอายุ 15 ปี แล้วเพิ่มเป็นคนละ 4,500 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสแยกกันอยู่เกิน 3 ปีตามข้อเท็จจริง แต่เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ต้องเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ “เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่นำสืบเหตุทะเลาะเบาะแว้ง โจทก์รับว่าจำเลยไม่เคยประพฤติเสียหาย และพยานจำเลยมีน้ำหนักว่าโจทก์ไปจากภูมิลำเนาเองทั้งที่จำเลยยังเต็มใจอยู่กิน จึงเป็นการแยกกันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันและบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยไม่ไปขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่จำเลยเป็นเงินคนละ 3,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีอายุ 15 ปี หลังจากนั้นให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินคนละ 4,500 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกัน มีภูมิลำเนาอยู่กินด้วยกันที่บ้านเลขที่ 157/5 ตามฟ้องและมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันสองคน ขณะที่โจทก์เป็นอาสาสมัครทหารพรานปฏิบัติหน้าที่ที่หน่วยทักษิณพัฒนาที่ 9 วัดหนองครก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ มีใจความสำคัญว่า โจทก์ จำเลยตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป โดยโจทก์จะช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอยู่ในความปกครองของจำเลยตามจำนวนที่ตกลงกันและโจทก์จำเลยจะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ต่อกันอีก ภายหลังจากนั้นโจทก์ไปจากภูมิลำเนา โจทก์กับจำเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากันอีกเลย นับถึงวันฟ้อง 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า คดีมีเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ซึ่งบัญญัติว่า สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรณีที่จะเข้าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น นอกจากสามีภริยาต้องสมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกิน 3 ปีแล้ว ยังต้องเป็นการแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติด้วย คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2549 ที่โจทก์ จำเลยทำบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความตกลงกันว่า ไม่ประสงค์ที่จะร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไปจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นเวลาเกิน 3 ปีแล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุที่โจทก์กับจำเลยไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกตินั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นเหตุทะเลาะเบาะแว้ง อันเป็นเหตุให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ในทางกลับกันโจทก์กลับรับว่า จำเลยไม่เคยประพฤติเสียหายหรือประพฤติชั่วอันจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ทางนำสืบของจำเลยซึ่งอ้างว่าโจทก์ติดพันผู้หญิงอื่นมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินกับจำเลย และไปจากภูมิลำเนาเสียเอง ทั้งที่จำเลยยังเต็มใจที่จะเป็นคู่สมรสของโจทก์อยู่ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยเหตุใด ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า แม้ตามบันทึกข้อความตกลงประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า "วันที่ 30 มิถุนายน 2549 (วันนี้) ทั้งสองฝ่ายได้มีความเห็นชอบตกลงกันว่าไม่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมชีวิตฉันสามีภริยากันอีกต่อไป " ข้อความดังกล่าวแสดงว่า ตัวโจทก์เท่านั้นสมัครใจแยกไปฝ่ายเดียว ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข จึงไม่เข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่ว่ามีการแยกกันอยู่นานเท่าใดก็ตาม ฎีกาจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลย เพราะจำเลยยังสมัครใจที่จะอยู่กับโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




