ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา

เหตุหย่าสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2), การพิสูจน์ความสมัครใจในการแยกกันอยู่ของคู่สมรส, ความหมายของการไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการแยกกันอยู่เกินสามปี, ข้อห้ามฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ., การยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาไม่ได้, คดีหย่าในศาลเยาวชนและครอบครัว, การต่อสู้ประเด็นสมัครใจแยกกันอยู่, การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีครอบครัว, การยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์, หลักความสงบเรียบร้อย

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่ากรณี “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) และประเด็นสำคัญทางกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับข้อห้ามฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงการพิสูจน์ว่า คู่สมรสได้แยกกันอยู่เกินสามปีหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “ลักษณะของการแยกกันอยู่” ว่าเป็นการสมัครใจโดยมีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขจริงหรือเป็นเพียงการแยกกันอยู่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือเหตุจำใจฝ่ายเดียว อีกทั้งยังสะท้อนหลักสำคัญในชั้นฎีกาว่า คู่ความจะยกข้อเท็จจริงหรือประเด็นใหม่ที่มิได้โต้แย้งมาแต่ต้นขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกามิได้ เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและต้องห้ามตามกฎหมาย

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงสารบัญญัติ (มาตรา 1516 (4/2)) และในเชิงวิธีสบัญญัติ (มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ.) ซึ่งมีผลต่อแนวทางดำเนินคดีหย่าในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้แยกกันอยู่อาศัยต่างสถานที่ โดยแต่ละฝ่ายประกอบกิจการของตนเอง แม้ยังมีลักษณะเกี่ยวข้องกับกิจการของครอบครัว แต่ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาได้เสื่อมลงอย่างชัดเจน

โจทก์อ้างว่า การแยกกันอยู่นั้นเกิดจากเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข และได้สมัครใจแยกกันอยู่ตลอดมาเกินสามปี จึงฟ้องขอหย่าโดยอาศัยมาตรา 1516 (4/2)

จำเลยให้การต่อสู้ว่า มิได้สมัครใจแยกกันอยู่ และการแยกกันอยู่มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการ มิใช่เพราะความแตกร้าวถึงขั้นไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข

ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การแยกกันอยู่มีลักษณะเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขเกินสามปี จึงพิพากษาให้หย่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา จำเลยยกเหตุใหม่ว่า แท้จริงแล้วมิได้สมัครใจแยกกันอยู่ แต่จำใจแยกออกมาเพราะโจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ทำให้จำเลยอับอาย

คำวินิจฉัยประเด็นสำคัญของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาเกี่ยวกับการที่โจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อีกทั้งมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร

ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ และเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4/2)

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” และ “เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2)

หลักเกณฑ์ตามมาตรา 1516 (4/2) มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. ต้องเป็นการแยกกันอยู่

2. ต้องเป็นการสมัครใจของทั้งสองฝ่าย

3. ต้องมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข และต้องต่อเนื่องเกินสามปี

คำว่า “สมัครใจ” ในทางกฎหมายมิได้หมายความถึงการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หากหมายถึงพฤติการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สภาพการแยกกันอยู่ดำรงอยู่โดยไม่มีความพยายามกลับไปใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างแท้จริง

คำว่า “ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข” มิใช่เพียงการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป แต่ต้องเป็นความแตกแยกที่มีลักษณะถาวรหรือยืดเยื้อ จนสภาพครอบครัวเสื่อมสลายอย่างมีนัยสำคัญ

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์และจำเลยฟ้องร้องกันทางคดี และแยกกันดำเนินชีวิตคนละสถานที่ต่อเนื่องเกินสามปี สะท้อนให้เห็นถึงความแตกร้าวที่ไม่อาจประสานได้อีก จึงถือว่าเข้าองค์ประกอบของมาตรา 1516 (4/2)

ส่วนที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาว่า มิได้สมัครใจแยกกันอยู่ แต่จำใจแยกเพราะโจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา เป็นข้อเท็จจริงใหม่ ซึ่งมิได้ยกขึ้นโต้แย้งมาแต่ต้น จึงไม่อาจนำมาพิจารณาได้ในชั้นฎีกา

วิเคราะห์บทบัญญัติวิธีพิจารณา มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ.

มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดหลักว่า ฎีกาต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง และต้องระบุโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือ เพื่อจำกัดขอบเขตการพิจารณาของศาลฎีกาให้อยู่ในกรอบกฎหมาย มิใช่เปิดโอกาสให้คู่ความนำข้อเท็จจริงใหม่เข้าสู่กระบวนพิจารณา เพราะศาลฎีกามีหน้าที่วินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นหลัก มิใช่ศาลพิจารณาข้อเท็จจริง

ในคดีนี้ จำเลยมิได้โต้แย้งในศาลล่างว่า การแยกกันอยู่เกิดจากการที่โจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา แต่เพิ่งนำมาอ้างในชั้นฎีกา อีกทั้งมิได้ชี้ชัดว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผิดพลาดในข้อกฎหมายประการใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งและต้องห้าม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปก็วางหลักสอดคล้องกันว่า การยกข้อเท็จจริงใหม่หรือประเด็นที่มิได้โต้แย้งในศาลล่าง ย่อมเป็นฎีกาต้องห้าม เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคดีนี้มิใช่กรณีดังกล่าว

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยในคดีหย่าโดยอาศัยมาตรา 1516 (4/2) ศาลฎีกามักพิจารณาจากพฤติการณ์รวม เช่น

– การแยกบ้านอยู่อย่างถาวร

– การไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา

– การไม่มีความพยายามกลับคืนดี

– การฟ้องร้องกันในคดีแพ่งหรืออาญา

หากพฤติการณ์โดยรวมสะท้อนถึงความแตกแยกอย่างแท้จริง ศาลมักวินิจฉัยว่าเข้าองค์ประกอบ “ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข”

ในทางกลับกัน หากการแยกกันอยู่มีลักษณะชั่วคราว หรือเป็นเพียงการแยกที่พักเพื่อความสะดวกทางธุรกิจ โดยยังคงไปมาหาสู่และดำรงสถานะคู่สมรสอย่างแท้จริง ศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นเหตุหย่า

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำว่า การแยกกันอยู่ต้องพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงโดยรวม มิใช่เพียงถ้อยคำอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ พร้อมกำหนดค่าทนายความ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องในข้อเท็จจริงว่าเป็นกรณีสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย เนื่องจากเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง และเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. พิพากษายกฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และให้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญสองประการ

ประการแรก ในทางสารบัญญัติ การจะอ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการแยกที่พักโดยยังดำรงความสัมพันธ์คู่สมรสตามปกติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์รวม มิใช่คำอ้างฝ่ายเดียว

ประการที่สอง ในทางวิธีสบัญญัติ คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ การละเลยไม่ยกประเด็นสำคัญไว้แต่ต้น ย่อมตัดสิทธิในการยกขึ้นในชั้นฎีกา การใช้สิทธิฎีกาต้องชัดแจ้ง ระบุข้อบกพร่องของคำพิพากษาอย่างเฉพาะเจาะจง มิฉะนั้นจะตกเป็นฎีกาต้องห้าม

คดีนี้จึงสะท้อนทั้งหลักความมั่นคงแห่งสถาบันครอบครัว และหลักความมั่นคงแห่งกระบวนพิจารณา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่ากรณี “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ควบคู่กับหลักข้อห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างชัดแจ้ง ย่อมเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี – มาตรา 1516 (4/2)

เป็นเหตุหย่าที่ต้องพิสูจน์ว่าคู่สมรสได้แยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขต่อเนื่องเกินสามปี มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ชั่วคราวหรือเพื่อความสะดวกทางธุรกิจ ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของชีวิตสมรส

2. ฎีกาต้องห้าม / ฎีกาไม่ชัดแจ้ง – มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ.

คู่ความจะยกข้อเท็จจริงหรือประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาไม่ได้ หากมิได้ยกขึ้นต่อสู้มาแล้วโดยชอบในศาลล่าง และต้องระบุโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร มิฉะนั้นเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ต้องมีหนังสือหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม เช่น การแยกบ้านอยู่ถาวร การไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และการไม่พยายามกลับคืนดี หากข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สภาพการแยกกันอยู่นั้นดำรงอยู่ต่อเนื่องเกินสามปี ก็อาจเข้าองค์ประกอบของมาตรา 1516 (4/2) ได้

2. หากฝ่ายหนึ่งอ้างว่า “จำใจแยกกันอยู่” จะยังถือว่าสมัครใจหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยละเอียด หากเป็นการแยกกันอยู่เพราะถูกบีบบังคับหรือมีเหตุฝ่ายเดียวโดยแท้ อาจไม่ถือเป็นการสมัครใจ แต่หากทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับสภาพการแยกกันอยู่นั้นโดยไม่มีความพยายามแก้ไข ความสมัครใจอาจอนุมานได้จากพฤติการณ์

3. การแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกทางธุรกิจ ถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่ถือเป็นเหตุหย่า หากยังคงมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาและไปมาหาสู่กันตามปกติ การแยกที่พักเพียงเพื่อความสะดวกทางการงาน มิได้แสดงถึงความแตกแยกถึงขั้นไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข

4. หากไม่ได้ยกประเด็นสำคัญในศาลชั้นต้น จะยกในชั้นฎีกาได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ฎีกาต้องเป็นประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ย่อมเป็นฎีกาต้องห้าม เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

5. คำว่า “ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข” ต้องร้ายแรงเพียงใด

คำตอบ

ต้องเป็นความแตกแยกที่มีลักษณะต่อเนื่องและมีสาระสำคัญ มิใช่เพียงการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์รวม เช่น การฟ้องร้องกัน การขาดความสัมพันธ์ และการแยกชีวิตอย่างถาวร

6. หากแยกกันอยู่เกินสามปี แต่ยังมีการติดต่อกันบ้าง จะฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าการติดต่อดังกล่าวเป็นเพียงการติดต่อทั่วไป หรือยังคงมีชีวิตคู่โดยแท้ หากยังมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง อาจไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 1516 (4/2)

7. ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักศาลฎีกาพิจารณาข้อกฎหมาย มิใช่ข้อเท็จจริงใหม่ เว้นแต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยกข้อเท็จจริงใหม่โดยทั่วไปจึงไม่อาจกระทำได้

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรในทางปฏิบัติ

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำทั้งหลักเหตุหย่าเรื่องสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี และหลักข้อห้ามฎีกา แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีครอบครัวต้องวางกลยุทธ์และยกประเด็นให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลล่าง มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในชั้นฎีกาอย่างเด็ดขาด

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2560

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยอ้างเหตุโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่อง อ. เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอายจึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงฎีกา

ข้อเท็จจริงรับฟังว่า ทั้งสองจดทะเบียนสมรสและต่อมาแยกกันอยู่ โดยโจทก์อ้างว่าแยกกันอยู่เพราะมีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขเกินสามปี ส่วนจำเลยอ้างว่าแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการ ศาลล่างเห็นว่าเป็นกรณีสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามมาตรา 1516 (4/2)

ในชั้นฎีกา จำเลยอ้างเหตุใหม่ว่าแยกกันอยู่เพราะโจทก์ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ทำให้จำเลยอับอาย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นประเด็นที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง และมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2526 โดยพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 29/1 ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต และบ้านเลขที่ 59/9 ซึ่งประกอบกิจการชื่อร้านขนมจีน ข.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่ ถือว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการบริหารกิจการของครอบครัว โดยโจทก์ประกอบกิจการที่พักชื่อ ส. รีสอร์ต ส่วนจำเลยประกอบกิจการร้านขนมจีน ข. แต่ยังคงประกอบกิจการร่วมกันและไปมาหาสู่กัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยก็ยังคงต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์และการแยกกันอยู่นั้นไม่ถึงขนาดที่มีเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่าสามปี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนโดยฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี ดังนี้ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่จำใจแยกกันอยู่กับโจทก์เนื่องจากโจทก์ยกย่องนางอุมา เป็นภริยาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จำเลยรู้สึกอับอาย จึงแยกมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 59/9 นั้น จึงเป็นฎีกาที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยมีเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่แยกกันอยู่เพราะมีเหตุผลที่โจทก์ยกย่องนางอุมาเป็นภริยาทำให้จำเลยอับอาย จึงมิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ


  คำฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี

       ข้อ ๑.  เดิมโจทก์มีชื่อว่า นาย......................... ต่อมาโจทก์ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้เปลี่ยนชื่อตัวเป็น "..................."  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว เลขที่  00/0000 ออกให้ ณ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕..  เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๑

       โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่สำนักทะเบียน ที่ว่าการอำเภอ............ จังหวัด.............. เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔.. รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบสำคัญการสมรส เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๒  มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นางสาว  ......... เกิดเมื่อวันที่ 00 เมษายน ๒๕๓.... ปัจจุบันอายุ  ๑๗  ปี    และ เด็กหญิง..................   เกิดเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔..  ปัจจุบันอายุ  ๑๔  ปี

       ข้อ ๒. ภายหลังการสมรส โจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ร่วมกันที่บ้านพักของข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอ...................จังหวัด..........  ระหว่างอยู่กินร่วมกัน โจทก์และจำเลยมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และมีปากเสียงทะเลาะกันตลอดมา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงสมัครใจแยกกันอยู่ที่  .............จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อหน้าพันตำรวจโท ..... ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะนั้น เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔.. จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๐๐/๒๕๔....  คดีหมายเลขแดงที่ ๐๐/๒๕๔... ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม ลงวันที่ ๐๐ กรกฎาคม ๒๕๔... ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๓. มีข้อความว่า "โจทก์ให้สัญญาว่าจะไม่ไปรบกวนความเป็นอยู่ของจำเลยในที่พักหรือสถานที่ทำงานให้จำเลยต้องเดือดร้อนรำคาญ"  นับตั้งแต่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงสมัครใจแยกกันอยู่ต่อหน้า พันตำรวจ........................... ในปี พ.ศ. ๒๕๔.. และ นับแต่โจทก์และจำเลยทำข้อตกลงข้อ ๓. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ ๐๐ กรกฎาคม ๒๕๔... โจทก์และจำเลยไม่ได้ติดต่อข้องเกี่ยวกันฉันสามีภริยาตลอดมา จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปีซึ่งโจทก์มีสิทธิอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๖ (๔/๒)  รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาตามยอม และสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข ๓  โจทก์มีความประสงค์จะหย่าขาดจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อบังคับจำเลยต่อไป

               ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

**บทความ: การฟ้องหย่าตามกฎหมายในกรณีต่าง ๆ

*แยกกันอยู่เกินสามปี ฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ระบุว่า การที่คู่สมรสแยกกันอยู่นานเกินสามปี เนื่องจากไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข สามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ กล่าวคือ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์และไม่มีความสงบสุขเป็นระยะเวลานานตามที่กฎหมายกำหนด ฝ่ายนั้นสามารถนำเหตุนี้ไปฟ้องหย่าได้ในชั้นศาล

อธิบายเพิ่มเติม: การแยกกันอยู่จะต้องเป็นการแยกกันโดยทั้งสองฝ่ายสมัครใจหรือมีเหตุผลที่ทำให้ต้องแยกกัน ซึ่งศาลจะพิจารณาความสมัครใจและระยะเวลาในการแยกกันอยู่ว่าครบตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

*แยกกันอยู่โดยไม่สมัครใจ ฟ้องหย่าไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากการแยกกันอยู่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เช่น ฝ่ายหนึ่งถูกบังคับหรือจำใจแยกออกไปเนื่องจากการกระทำหรือพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง กรณีเช่นนี้ ไม่สามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 ได้ การพิจารณาคดีจะต้องดูว่าเหตุของการแยกกันอยู่นั้นมีความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่ และหากไม่มีความสมัครใจ ศาลอาจไม่พิจารณาให้มีการหย่า

อธิบายเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการแยกกันอยู่อย่างไม่สมัครใจมักจะต้องมีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเป็นการแยกกันอยู่อันเกิดจากความจำเป็นที่ไม่เกี่ยวกับความตั้งใจร่วมกัน

*สามียกย่องหญิงอื่น ฟ้องหย่าได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) กำหนดว่าหากสามีหรือภริยาประพฤติชั่ว เช่น มีพฤติกรรมยกย่องหญิงอื่นในฐานะภริยา หรือมีความสัมพันธ์ชู้สาวโดยเปิดเผย ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ การประพฤติชั่วนี้รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส และอาจทำให้เกิดความอับอายหรือส่งผลกระทบต่อความสงบสุขในชีวิตสมรส

อธิบายเพิ่มเติม: การฟ้องหย่าในกรณีที่มีการยกย่องหญิงอื่นหรือมีความสัมพันธ์ชู้สาวนั้น ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานที่ยืนยันถึงพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งรวมถึงพยานบุคคลหรือหลักฐานการกระทำอื่น ๆ

*สรุป: การฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยต้องอาศัยเหตุที่มีความชัดเจนและพิจารณาความเป็นจริงจากหลักฐานที่มีอยู่ ทั้งในกรณีที่แยกกันอยู่เกินสามปี การแยกกันอยู่อย่างไม่สมัครใจ และการที่ฝ่ายหนึ่งยกย่องบุคคลอื่นแทนคู่สมรส




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย