
| การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิของบุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 โดยเฉพาะประเด็นว่า “บุตรนอกกฎหมายซึ่งบิดารับรองภายหลัง และสามีที่ทำการสมรสโดยไม่สุจริต” มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิผู้สืบสันดาน สิทธิของภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงผลของการสมรสซ้อนต่อสิทธิรับมรดกในอนาคตของบุตร โดยศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการสมรสซ้อนไม่กระทบสิทธิของบุตรในเชิงมรดก และบุคคลทั้งสามประเภทดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่จะใช้สิทธิร้องต่อศาล ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องเป็นบุตรของนายสุรชัยกับนางชะอ้อน แม้บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่บิดาเลี้ยงดูรับรองและภายหลังได้จดทะเบียนรับรองบุตรไว้ ต่อมา • ปี 2531 นายสุรชัยจดทะเบียนสมรสกับนางพนารัตน์ • ปี 2539 นายสุรชัยจดทะเบียนสมรสอีกครั้งกับนางสาวจงจิตต์ (ผู้คัดค้าน) ในขณะที่ยังไม่หย่ากับภริยาคนแรก หลังจากนั้นจึงหย่าภริยาคนแรกในวันที่ 7 มิถุนายน 2539 ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้สืบสันดานของบิดาและมีส่วนได้เสีย จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างบิดากับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่าตนถูกหลอกให้เข้าใจว่าบิดาผู้ร้องไม่มีคู่สมรส และผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสีย จึงขอให้ยกคำร้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจึงอุทธรณ์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นที่ 1 ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลรับฟังได้ว่า • ผู้ร้องใช้นามสกุลของบิดา • บิดาให้การเลี้ยงดูอุปการะ • มีเอกสารสถานะผู้ปกครองในสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน • และท้ายที่สุดได้จดทะเบียนรับรองบุตร ศาลเห็นว่าผู้ร้องมีสถานะเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดาซึ่งได้รับรองแล้ว และถือเป็นผู้สืบสันดานของนายสุรชัย ประเด็นที่ 2 ผู้สืบสันดานถือเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1497 หรือไม่ แม้จะเป็นผู้สืบสันดาน แต่ • สิทธิของบุตรคือรับมรดกเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย • การสมรสซ้อนไม่กระทบสิทธิรับมรดกนี้แต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ร้องไม่มีความเสียหายโดยตรงตามนิยาม “ผู้มีส่วนได้เสีย” มาตรา 1497 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นที่ 3 สามีที่จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ ศาลตีความว่า • เมื่อเป็นผู้กระทำการสมรสโดยไม่สุจริต • ย่อมไม่อาจอาศัยความไม่สุจริตของตนเป็นเหตุฟ้องให้การสมรสของตนเป็นโมฆะได้ จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเช่นกัน ประเด็นที่ 4 ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คู่สมรสคนที่สอง) มีอำนาจร้องหรือไม่ ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย • ไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 1497 • ไม่มีสิทธิร้องเพียงเพื่อทำให้สถานะบิดาของผู้ร้องเปลี่ยนไป จึงไม่มีสิทธิร้องให้การสมรสเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน วิเคราะห์หลักกฎหมาย (1) ความหมายของ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในบริบทของมาตรา 1497 ต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสมรสซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง • คู่สมรสที่ถูกละเมิดสิทธิ • หรือบุคคลที่สถานภาพทางครอบครัวเปลี่ยนไปโดยกระทบต่อสิทธิในปัจจุบัน บุตรไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสมรสซ้อน เพราะสิทธิรับมรดกจะเกิดขึ้นเมื่อบิดาตาย ไม่เกี่ยวกับสถานะของภริยาในเวลานั้น (2) หลักความไม่สุจริตในการสมรส บุคคลผู้ใช้อำนาจกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองจากการกระทำไม่สุจริต ย่อมไม่อาจถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว (3) มาตรา 55 แห่ง ป.วิ.พ. การฟ้องร้องต้องเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของตน หากสิทธิยังไม่เกิดขึ้น เช่น สิทธิรับมรดกในอนาคต ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลอ้าง เจตนารมณ์ของมาตรา 1497 คือ • คุ้มครองคู่สมรสโดยชอบที่ถูกละเมิดสิทธิ • ป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหรือบุคคลภายนอกใช้กระบวนศาลเพื่อประโยชน์ส่วนตน • จำกัดวงผู้ร้องเฉพาะผู้ที่มีผลกระทบ “โดยตรงและแท้จริง” ดังนั้น บุตรที่ยังไม่มีสิทธิรับมรดก ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายตามเจตนารมณ์นี้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ • บุตรนอกกฎหมาย ไม่มีสิทธิร้องโมฆะการสมรส เพราะไม่กระทบสิทธิรับมรดกโดยตรง • ผู้กระทำการสมรสโดยไม่สุจริต ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย • ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสถานะทางครอบครัวในเวลานั้น จึงไม่อยู่ในฐานะร้องโมฆะได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นการยืนยันแนวปฏิบัติว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ต้องเป็นผู้ที่สถานะทางกฎหมายของตนได้รับผลโดยตรงและปัจจุบัน ไม่ใช่ในอนาคตหรือเป็นผลสมมุติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรแม้จะได้รับรองสถานะแล้ว แต่สิทธิรับมรดกเป็นเพียงสิทธิในอนาคต ไม่ได้รับผลกระทบจากการสมรสซ้อน จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 ให้ยกคำร้อง 2. ศาลอุทธรณ์ (คดีนี้ข้ามศาลอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตอุทธรณ์ฎีกาโดยตรง) 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้น โดยชี้ว่า บุตร ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสามีที่สมรสโดยไม่สุจริต ล้วนไม่อยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย กฎหมายครอบครัวกำหนดให้การร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะกระทำได้เฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานะสมรสเท่านั้น มิใช่ผู้ที่อาจมีสิทธิในอนาคตหรือผู้ที่กระทำการโดยไม่สุจริต การตีความเช่นนี้เป็นไปเพื่อลดการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ป้องกันการนำข้อพิพาทเรื่องสถานะครอบครัวไปใช้เป็นเครื่องมือทางคดี ทั้งยังยืนยันหลักว่าสิทธิมรดกของบุตรจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย และไม่ขึ้นกับสถานะการสมรสของบิดาในขณะยื่นเรื่องร้องเรียน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การสมรสซ้อนสามารถร้องเป็นโมฆะได้โดยใคร? คำตอบ เฉพาะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือบุคคลที่สถานภาพของตนได้รับผลกระทบโดยตรงตามมาตรา 1497 เท่านั้น ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมีสิทธิในอนาคตไม่มีอำนาจร้อง 2. บุตรสามารถร้องให้การสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะได้หรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ เพราะสิทธิของบุตรคือสิทธิรับมรดกเมื่อบิดาถึงแก่ความตาย การสมรสซ้อนไม่กระทบสิทธินี้โดยตรง จึงไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3279/2542 สามีที่จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นผู้ทำการสมรสโดยไม่สุจริตจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของตนเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1497 ภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของสามีเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 บุตรนอกกฎหมายแม้บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตร ชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตามบุตรเช่นว่านี้ก็มีสิทธิแต่เพียงรับมรดกของบิดากับมารดาของตนเมื่อบุคคลทั้งสองถึงแก่ความตาย แล้วเท่านั้น ฉะนั้น การที่บิดาจดทะเบียนสมรสซ้อนจึงไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อสิทธิของบุตร ไม่อยู่ในฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนของบิดาเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497เช่นเดียวกัน ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นบุตรของนายสุรชัย โดยได้รับความยินยอมจากมารดา และอ้างว่านายสุรชัยได้จดทะเบียนสมรสกับนางพนารัตน์เมื่อปี 2531 ต่อมาไปจดทะเบียนสมรสกับนางสาวจงจิตต์ในปี 2539 ทั้งที่ยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกับนางพนารัตน์อยู่ จึงเห็นว่าการสมรสครั้งหลังตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของนายสุรชัยอ้างว่ามีส่วนได้เสีย ขอให้ศาลพิพากษาให้การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านคัดค้านว่า ตนถูกนายสุรชัยหลอกว่าไม่มีคู่สมรสมาก่อน และโต้แย้งว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเพราะมิใช่ผู้สืบสันดานของคู่สมรส ขอให้ยกคำร้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยได้รับอนุญาตตามมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายสุรชัยและนางชะอ้อน แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่มีพฤติการณ์รับรองชัดเจน ทั้งใช้นามสกุลบิดา บิดาเลี้ยงดู และภายหลังได้จดทะเบียนรับรองบุตร อย่างไรก็ดี ขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรส มารดาผู้ร้องมิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 เช่นเดียวกับนายสุรชัยซึ่งสมรสโดยไม่สุจริต ย่อมไม่มีสิทธิร้องให้สมรสของตนตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องแม้เป็นผู้สืบสันดาน แต่มีสิทธิรับมรดกของบิดาเมื่อถึงแก่ความตายเท่านั้น การสมรสซ้อนไม่กระทบสิทธินี้ ไม่ก่อให้เกิดการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อันทำให้มีอำนาจร้องตามมาตรา 55 ป.วิ.พ. ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียต้องห้ามตามมาตรา 1497 คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|





