
| ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ในคดีหย่า แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขอไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งเป็นประเด็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวพันกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 ประกอบมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 อันเป็นบทบัญญัติที่วางหลักให้การคุ้มครองสิทธิและประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงข้อพิพาทเรื่องเหตุหย่าและอำนาจปกครองบุตรเท่านั้น หากแต่ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ข้อโต้แย้งของคู่ความว่า ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจหรือไม่ในการกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งที่มิได้มีคำขอในคำฟ้อง และมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้โดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะตามบทบัญญัติมาตรา 1522 แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นกล่าวอ้าง และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งยังตอกย้ำว่าหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของบิดาและมารดาโดยตรง มิอาจหลีกเลี่ยงได้แม้การสมรสสิ้นสุดลง คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าศาลมีบทบาทเชิงรุกในการคุ้มครองสิทธิเด็ก และมีอำนาจกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูตามสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความ เพื่อให้บุตรได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงโดยละเอียด คดีนี้เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2530 และมีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คนโดยวิธีผสมเทียม ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 ทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระหว่างชีวิตสมรสโจทก์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุหลายครั้ง ขณะที่จำเลยยังคงมีสถานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้เข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นโดยเปิดเผย ทั้งที่การสมรสกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า พร้อมทั้งขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และพิพากษาให้หย่า โดยกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละคนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตร แต่ศาลได้กำหนดภาระดังกล่าวโดยพิจารณาจากฐานะรายได้ของคู่ความ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาว่า ศาลล่างไม่มีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพราะมิได้มีคำขอไว้ในคำฟ้อง และมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจศาลตามมาตรา 1522 และหน้าที่ตามมาตรา 1564 ซึ่งเป็นหัวใจของคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 ประเด็นเหตุหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินกับชายอื่นในขณะที่ยังมีสถานะเป็นภริยาโจทก์ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 2 ประเด็นอำนาจปกครองบุตร แม้โจทก์ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่ศาลเห็นสมควรให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเรื่องความเหมาะสมในการดูแลเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” 3 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี – ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า (1) มาตรา 1564 บัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ (2) มาตรา 1598/38 ให้อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติ (3) มาตรา 1522 วรรคสอง บัญญัติว่า หากหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และมิได้มีการกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้ ศาลเป็นผู้กำหนด บทบัญญัติมาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษ (บทเฉพาะกรณี) ที่ให้อำนาจศาลโดยตรง ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้หย่า ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรได้ แม้ไม่มีคู่ความร้องขอ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก 1 หลักหน้าที่ตามกฎหมาย หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็น “หน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย” มิใช่เกิดจากคำพิพากษา หากแต่คำพิพากษาเป็นเพียงกลไกกำหนดรูปแบบการปฏิบัติหน้าที่ 2 มาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษเหนือหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ หลักทั่วไปในกระบวนพิจารณาคือ ศาลต้องไม่พิพากษาเกินคำขอ แต่ในคดีครอบครัว กฎหมายให้อำนาจศาลเชิงรุกเพื่อคุ้มครองเด็ก จึงถือว่ามาตรา 1522 เป็นข้อยกเว้นโดยชัดแจ้ง 3 หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก แม้ในขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กในรูปแบบปัจจุบัน แต่หลักกฎหมายครอบครัวไทยยึดถือผลประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ ศาลจึงต้องกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูแม้ไม่มีคำร้อง 4 การพิจารณาฐานะรายได้ ศาลพิจารณาว่าโจทก์มีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินเพียงพอ ส่วนจำเลยมีรายได้เพียงเล็กน้อย การกำหนดให้โจทก์จ่ายเดือนละ 4,000 บาทต่อคนจึงเหมาะสมและได้สัดส่วน เจตนารมณ์ของมาตรา 1522 และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1522 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้บุตรตกอยู่ในภาวะขาดการอุปการะเมื่อบิดามารดาหย่า หากตีความว่า ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงดูได้ต่อเมื่อมีคำขอเท่านั้น ย่อมทำให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักสอดคล้องกันว่า • หน้าที่เลี้ยงดูเป็นหน้าที่ถาวร • การหย่าไม่ทำให้หน้าที่สิ้นสุด • ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูแม้ไม่มีคำขอ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละคนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องทั้งในประเด็นเหตุหย่า อำนาจปกครองบุตร และการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า แม้ไม่มีคำขอในคำฟ้อง ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตามมาตรา 1522 ประกอบมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 การกำหนดค่าเลี้ยงดูจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และจำนวนเงินที่กำหนดเหมาะสมกับฐานะรายได้ของคู่ความ พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการ ประการแรก หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง มิใช่เกิดจากคำพิพากษา และมิอาจสิ้นสุดเพราะการหย่า ประการที่สอง มาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยตรงเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า แม้ไม่มีคู่ความร้องขอ อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจเชิงคุ้มครอง มิใช่อำนาจตามดุลพินิจทั่วไป ประการที่สาม หลักการห้ามพิพากษาเกินคำขอในคดีแพ่งทั่วไป ไม่อาจนำมาใช้จำกัดอำนาจศาลในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก เพราะกฎหมายครอบครัวมีลักษณะคุ้มครองสาธารณประโยชน์และประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ศาลมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็ก และสามารถกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ ซึ่งเป็นหลักที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องตระหนักอย่างยิ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า ว่าศาลสามารถกำหนดได้หรือไม่แม้ไม่มีคู่ความร้องขอไว้โดยชัดแจ้ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตามบทบัญญัติกฎหมายเป็นกรณีเฉพาะ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1522 มาตรา 1522 บัญญัติว่า เมื่อมีการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล หรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรไว้ ศาลเป็นผู้มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยตรง บทบัญญัตินี้เป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปเรื่องห้ามพิพากษาเกินคำขอ และมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ 2. หน้าที่บิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 มาตรา 1564 วางหลักว่าบิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ไม่สิ้นสุดลงเพราะการหย่า ดังนั้น แม้ความสัมพันธ์สามีภริยาจะยุติลง แต่ความเป็นบิดามารดายังคงอยู่ และศาลสามารถกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับฐานะและความสามารถของแต่ละฝ่ายได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ศาลสามารถกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอจริงหรือไม่ คำตอบ ได้ เมื่อเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล มาตรา 1522 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ แม้คู่ความจะมิได้ร้องขอไว้ในคำฟ้องก็ตาม เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ จึงไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ 2. การกำหนดค่าเลี้ยงดูโดยศาลถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 1522 เป็นข้อยกเว้นโดยชัดแจ้งจากหลักทั่วไปในกระบวนพิจารณาแพ่ง ศาลมีอำนาจโดยตรงในการกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง 3. หลังหย่าแล้ว บิดามารดายังมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรหรือไม่ คำตอบ ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 1564 การหย่าเป็นเพียงการสิ้นสุดสถานะสามีภริยา แต่ไม่ทำให้ความเป็นบิดามารดาสิ้นสุด หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรยังคงอยู่จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ 4. หากฝ่ายหนึ่งไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู อีกฝ่ายทำอย่างไรได้บ้าง คำตอบ อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 และสามารถขอให้ศาลบังคับคดีได้ หากมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้แล้ว การไม่ปฏิบัติตามอาจถูกบังคับคดีทางแพ่ง 5. ศาลใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดู คำตอบ ศาลพิจารณาจากฐานะ รายได้ ทรัพย์สิน ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพของคู่ความ และความจำเป็นของบุตรผู้เยาว์ หลักการสำคัญคือให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่และประโยชน์สูงสุดของเด็ก 6. หากไม่มีการกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้ในสัญญาหย่า ศาลยังมีอำนาจกำหนดหรือไม่ คำตอบ มีอำนาจ หากหย่าโดยคำพิพากษา หรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าเลี้ยงดูไว้ ศาลสามารถกำหนดได้ตามมาตรา 1522 ซึ่งเป็นบทบัญญัติรองรับโดยตรง 7. การที่ศาลกำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดู ถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่ คำตอบ เป็นหลักทั่วไป เนื่องจากฝ่ายที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรโดยตรงยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดู ศาลจึงกำหนดให้มีการแบ่งภาระตามความสามารถทางเศรษฐกิจ 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยชอบ แม้ไม่มีคำขอ และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ใช้ในคดีหย่าและคดีครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติของศาลทั่วประเทศ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3494/2547 โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันกับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเช่นนี้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1522 ที่บัญญัติว่ากรณีหย่าโดยคำพิพากษาให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้หย่าจากจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละคนละ 4,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คู่ความอยู่กินกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2530 มีบุตรแฝด 2 คน ต่อมาจดทะเบียนสมรสในปี 2540 ภายหลังจำเลยเข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินกับชายอื่นในขณะที่ยังเป็นภริยาโจทก์ อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง โจทก์จึงฟ้องหย่าได้ โจทก์โต้แย้งว่าศาลไม่มีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเพราะมิได้มีคำขอไว้ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 และเมื่อหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1522 แม้ไม่มีคำร้อง และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เมื่อพิจารณาฐานะรายได้แล้ว การกำหนดให้โจทก์จ่ายเดือนละ 4,000 บาทต่อคนจึงเหมาะสม พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในอัตราเดือนละคนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2530 มีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คน โดยวิธีผสมเทียม ปัจจุบันบุตรทั้งสองมีอายุ 8 ปีเศษ ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยาในเดือนเมษายน 2537 โจทก์ไปบวชเป็นพระภิกษุ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 โจทก์ลาสิกขามาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและกลับไปบวชอีก ครั้นต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 จำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ ได้เข้าพิธีแต่งงานกันและได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ในขณะที่โจทก์ยังเป็นสามีของจำเลยอยู่ แม้โจทก์จะไปร่วมงานในพิธีแต่งงานด้วย แต่โจทก์ก็อ้างว่าถูกข่มขู่และจำเลยยินยอมที่จะคืนหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับที่ดินทั้งเจ็ดฉบับให้โจทก์ซึ่งเป็นเหตุที่โจทก์ต้องยินยอมไปร่วมพิธีแต่งงานของจำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ พฤติการณ์ที่จำเลยพยายามถ่ายโอนทรัพย์สินหลายรายการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากับสิบตำรวจโทไพบูลย์โดยเปิดเผยในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นภริยาโจทก์ และการที่จำเลยมิได้ดูแลเอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นภิกษุ ล้วนเป็นการทำการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง และมิได้ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ ศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่าบิดาและมารดา มีหน้าที่จักต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของทั้งบิดาและมารดาที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แม้ต่อมาการสมรสระหว่างบิดามารดาในฐานะสามีภริยาจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม ทั้งบิดาและมารดาต่างก็ยังคงมีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อยู่ ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ตามมาตรา 1598/38 นอกจากนี้กรณีที่การสมรสระหว่างบิดามารดาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยการหย่าหรือโดยคำพิพากษาของศาลก็ดี มาตรา 1522 บัญญัติว่า ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอมให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า สามีภริยาทั้งสองฝ่ายหรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด และถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ให้ศาลเป็นผู้กำหนดซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม ทั้งมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบมาว่า โจทก์เป็นผู้มีทรัพย์สินและมีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ส่วนจำเลยมีรายได้จากการค้าขายเพียงเล็กน้อย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 4,000 บาท ต่อคน จึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
