ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564

อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแม้ไม่มีคำขอ, ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1522, หน้าที่บิดามารดาเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564, หย่าโดยคำพิพากษาและการกำหนดค่าเลี้ยงดู, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่า, การพิพากษาไม่เกินคำขอในคดีครอบครัว, การกำหนดค่าเลี้ยงดูโดยศาลเอง, สิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/38, อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า, หน้าที่ตามกฎหมายของบิดามารดา, การคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก, ดีหย่า, ปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ในคดีหย่า แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขอไว้โดยชัดแจ้ง ซึ่งเป็นประเด็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวพันกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 ประกอบมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 อันเป็นบทบัญญัติที่วางหลักให้การคุ้มครองสิทธิและประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ

สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงข้อพิพาทเรื่องเหตุหย่าและอำนาจปกครองบุตรเท่านั้น หากแต่ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ข้อโต้แย้งของคู่ความว่า ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจหรือไม่ในการกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งที่มิได้มีคำขอในคำฟ้อง และมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้โดยชัดแจ้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะตามบทบัญญัติมาตรา 1522 แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นกล่าวอ้าง และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ทั้งยังตอกย้ำว่าหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของบิดาและมารดาโดยตรง มิอาจหลีกเลี่ยงได้แม้การสมรสสิ้นสุดลง

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าศาลมีบทบาทเชิงรุกในการคุ้มครองสิทธิเด็ก และมีอำนาจกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูตามสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความ เพื่อให้บุตรได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงโดยละเอียด

คดีนี้เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2530 และมีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คนโดยวิธีผสมเทียม ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 ทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระหว่างชีวิตสมรสโจทก์ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุหลายครั้ง ขณะที่จำเลยยังคงมีสถานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้เข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นโดยเปิดเผย ทั้งที่การสมรสกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่า พร้อมทั้งขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และพิพากษาให้หย่า โดยกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละคนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตร แต่ศาลได้กำหนดภาระดังกล่าวโดยพิจารณาจากฐานะรายได้ของคู่ความ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาว่า ศาลล่างไม่มีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพราะมิได้มีคำขอไว้ในคำฟ้อง และมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจศาลตามมาตรา 1522 และหน้าที่ตามมาตรา 1564 ซึ่งเป็นหัวใจของคดีนี้

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 ประเด็นเหตุหย่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินกับชายอื่นในขณะที่ยังมีสถานะเป็นภริยาโจทก์ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

2 ประเด็นอำนาจปกครองบุตร

แม้โจทก์ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่ศาลเห็นสมควรให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเรื่องความเหมาะสมในการดูแลเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก”

3 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี – ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

(1) มาตรา 1564 บัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์

(2) มาตรา 1598/38 ให้อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติ

(3) มาตรา 1522 วรรคสอง บัญญัติว่า หากหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และมิได้มีการกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้ ศาลเป็นผู้กำหนด

บทบัญญัติมาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษ (บทเฉพาะกรณี) ที่ให้อำนาจศาลโดยตรง

ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้หย่า ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรได้ แม้ไม่มีคู่ความร้องขอ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก

1 หลักหน้าที่ตามกฎหมาย 

หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็น “หน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย” มิใช่เกิดจากคำพิพากษา หากแต่คำพิพากษาเป็นเพียงกลไกกำหนดรูปแบบการปฏิบัติหน้าที่

2 มาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษเหนือหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ

หลักทั่วไปในกระบวนพิจารณาคือ ศาลต้องไม่พิพากษาเกินคำขอ แต่ในคดีครอบครัว กฎหมายให้อำนาจศาลเชิงรุกเพื่อคุ้มครองเด็ก

จึงถือว่ามาตรา 1522 เป็นข้อยกเว้นโดยชัดแจ้ง

3 หลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก

แม้ในขณะนั้นยังไม่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กในรูปแบบปัจจุบัน แต่หลักกฎหมายครอบครัวไทยยึดถือผลประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ

ศาลจึงต้องกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูแม้ไม่มีคำร้อง

4 การพิจารณาฐานะรายได้

ศาลพิจารณาว่าโจทก์มีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินเพียงพอ ส่วนจำเลยมีรายได้เพียงเล็กน้อย การกำหนดให้โจทก์จ่ายเดือนละ 4,000 บาทต่อคนจึงเหมาะสมและได้สัดส่วน

เจตนารมณ์ของมาตรา 1522 และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1522 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้บุตรตกอยู่ในภาวะขาดการอุปการะเมื่อบิดามารดาหย่า

หากตีความว่า ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงดูได้ต่อเมื่อมีคำขอเท่านั้น ย่อมทำให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักสอดคล้องกันว่า

หน้าที่เลี้ยงดูเป็นหน้าที่ถาวร

การหย่าไม่ทำให้หน้าที่สิ้นสุด

ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูแม้ไม่มีคำขอ

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละคนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องทั้งในประเด็นเหตุหย่า อำนาจปกครองบุตร และการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่า แม้ไม่มีคำขอในคำฟ้อง ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตามมาตรา 1522 ประกอบมาตรา 1564 และมาตรา 1598/38 การกำหนดค่าเลี้ยงดูจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และจำนวนเงินที่กำหนดเหมาะสมกับฐานะรายได้ของคู่ความ พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการ

ประการแรก หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง มิใช่เกิดจากคำพิพากษา และมิอาจสิ้นสุดเพราะการหย่า

ประการที่สอง มาตรา 1522 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยตรงเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า แม้ไม่มีคู่ความร้องขอ อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจเชิงคุ้มครอง มิใช่อำนาจตามดุลพินิจทั่วไป

ประการที่สาม หลักการห้ามพิพากษาเกินคำขอในคดีแพ่งทั่วไป ไม่อาจนำมาใช้จำกัดอำนาจศาลในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก เพราะกฎหมายครอบครัวมีลักษณะคุ้มครองสาธารณประโยชน์และประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ศาลมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็ก และสามารถกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ ซึ่งเป็นหลักที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องตระหนักอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า ว่าศาลสามารถกำหนดได้หรือไม่แม้ไม่มีคู่ความร้องขอไว้โดยชัดแจ้ง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตามบทบัญญัติกฎหมายเป็นกรณีเฉพาะ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1522

มาตรา 1522 บัญญัติว่า เมื่อมีการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล หรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรไว้ ศาลเป็นผู้มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยตรง บทบัญญัตินี้เป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปเรื่องห้ามพิพากษาเกินคำขอ และมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ

2. หน้าที่บิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564

มาตรา 1564 วางหลักว่าบิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ไม่สิ้นสุดลงเพราะการหย่า ดังนั้น แม้ความสัมพันธ์สามีภริยาจะยุติลง แต่ความเป็นบิดามารดายังคงอยู่ และศาลสามารถกำหนดภาระค่าเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับฐานะและความสามารถของแต่ละฝ่ายได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ศาลสามารถกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอจริงหรือไม่

คำตอบ

ได้ เมื่อเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล มาตรา 1522 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ แม้คู่ความจะมิได้ร้องขอไว้ในคำฟ้องก็ตาม เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ จึงไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

2. การกำหนดค่าเลี้ยงดูโดยศาลถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 1522 เป็นข้อยกเว้นโดยชัดแจ้งจากหลักทั่วไปในกระบวนพิจารณาแพ่ง ศาลมีอำนาจโดยตรงในการกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง

3. หลังหย่าแล้ว บิดามารดายังมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรหรือไม่

คำตอบ

ยังคงมีหน้าที่ตามมาตรา 1564 การหย่าเป็นเพียงการสิ้นสุดสถานะสามีภริยา แต่ไม่ทำให้ความเป็นบิดามารดาสิ้นสุด หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรยังคงอยู่จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

4. หากฝ่ายหนึ่งไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู อีกฝ่ายทำอย่างไรได้บ้าง

คำตอบ

อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 และสามารถขอให้ศาลบังคับคดีได้ หากมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้แล้ว การไม่ปฏิบัติตามอาจถูกบังคับคดีทางแพ่ง

5. ศาลใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดู

คำตอบ

ศาลพิจารณาจากฐานะ รายได้ ทรัพย์สิน ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพของคู่ความ และความจำเป็นของบุตรผู้เยาว์ หลักการสำคัญคือให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่และประโยชน์สูงสุดของเด็ก

6. หากไม่มีการกำหนดค่าเลี้ยงดูไว้ในสัญญาหย่า ศาลยังมีอำนาจกำหนดหรือไม่

คำตอบ

มีอำนาจ หากหย่าโดยคำพิพากษา หรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าเลี้ยงดูไว้ ศาลสามารถกำหนดได้ตามมาตรา 1522 ซึ่งเป็นบทบัญญัติรองรับโดยตรง

7. การที่ศาลกำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นผู้จ่ายค่าเลี้ยงดู ถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่

คำตอบ

เป็นหลักทั่วไป เนื่องจากฝ่ายที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรโดยตรงยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการอุปการะเลี้ยงดู ศาลจึงกำหนดให้มีการแบ่งภาระตามความสามารถทางเศรษฐกิจ

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้โดยชอบ แม้ไม่มีคำขอ และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ใช้ในคดีหย่าและคดีครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติของศาลทั่วประเทศ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3494/2547

โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันกับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเช่นนี้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1522 ที่บัญญัติว่ากรณีหย่าโดยคำพิพากษาให้ศาลเป็นผู้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้หย่าจากจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละคนละ 4,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คู่ความอยู่กินกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2530 มีบุตรแฝด 2 คน ต่อมาจดทะเบียนสมรสในปี 2540 ภายหลังจำเลยเข้าพิธีแต่งงานและอยู่กินกับชายอื่นในขณะที่ยังเป็นภริยาโจทก์ อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง โจทก์จึงฟ้องหย่าได้

โจทก์โต้แย้งว่าศาลไม่มีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเพราะมิได้มีคำขอไว้ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 และเมื่อหย่าโดยคำพิพากษา ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1522 แม้ไม่มีคำร้อง และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เมื่อพิจารณาฐานะรายได้แล้ว การกำหนดให้โจทก์จ่ายเดือนละ 4,000 บาทต่อคนจึงเหมาะสม

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในอัตราเดือนละคนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2530 มีบุตรแฝดด้วยกัน 2 คน โดยวิธีผสมเทียม ปัจจุบันบุตรทั้งสองมีอายุ 8 ปีเศษ ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยาในเดือนเมษายน 2537 โจทก์ไปบวชเป็นพระภิกษุ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2540 โจทก์ลาสิกขามาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและกลับไปบวชอีก ครั้นต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2542 จำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ ได้เข้าพิธีแต่งงานกันและได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ในขณะที่โจทก์ยังเป็นสามีของจำเลยอยู่ แม้โจทก์จะไปร่วมงานในพิธีแต่งงานด้วย แต่โจทก์ก็อ้างว่าถูกข่มขู่และจำเลยยินยอมที่จะคืนหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับที่ดินทั้งเจ็ดฉบับให้โจทก์ซึ่งเป็นเหตุที่โจทก์ต้องยินยอมไปร่วมพิธีแต่งงานของจำเลยกับสิบตำรวจโทไพบูลย์ พฤติการณ์ที่จำเลยพยายามถ่ายโอนทรัพย์สินหลายรายการไปจากโจทก์ และอยู่กินฉันสามีภริยากับสิบตำรวจโทไพบูลย์โดยเปิดเผยในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นภริยาโจทก์ และการที่จำเลยมิได้ดูแลเอาใจใส่โจทก์เท่าที่ควรในขณะที่โจทก์อุปสมบทเป็นภิกษุ ล้วนเป็นการทำการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง และมิได้ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ ศาลล่างทั้งสองจึงไม่มีอำนาจกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่าบิดาและมารดา มีหน้าที่จักต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของทั้งบิดาและมารดาที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน แม้ต่อมาการสมรสระหว่างบิดามารดาในฐานะสามีภริยาจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม ทั้งบิดาและมารดาต่างก็ยังคงมีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อยู่ ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ตามมาตรา 1598/38 นอกจากนี้กรณีที่การสมรสระหว่างบิดามารดาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยการหย่าหรือโดยคำพิพากษาของศาลก็ดี มาตรา 1522 บัญญัติว่า ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอมให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า สามีภริยาทั้งสองฝ่ายหรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด และถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ให้ศาลเป็นผู้กำหนดซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้เป็นกรณีเฉพาะ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ดังนั้น เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม ทั้งมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบมาว่า โจทก์เป็นผู้มีทรัพย์สินและมีรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ส่วนจำเลยมีรายได้จากการค้าขายเพียงเล็กน้อย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 4,000 บาท ต่อคน จึงเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย