ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า

เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(1), การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา, สิทธิฟ้องหย่าเมื่อมีภรรยาน้อย, อายุความฟ้องหย่าหนึ่งปี, การกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้น, การอุทธรณ์ในคดีครอบครัว, การแบ่งสินสมรสหลังหย่า, อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษา, ขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์, การยินยอมให้มีภรรยาอื่น, ผลของการไม่โต้แย้งประเด็น, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องเหตุหย่า, สิทธิเรียกร้องเมื่อถูกทำร้ายในครอบครัว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่อง “รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) โดยเฉพาะกรณีที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา และฝ่ายภริยาได้มีพฤติการณ์ที่อาจตีความได้ว่าให้ความยินยอมหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว คดีนี้จึงมิใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องสามีมีภรรยาน้อยเท่านั้น หากแต่เป็นการวางหลักสำคัญว่า เมื่อภริยารู้เห็นและยินยอมให้สามีรับหญิงอื่นมาเป็นภรรยาเสียแล้ว จะยังสามารถอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล และขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยตามประเด็นที่คู่ความมิได้โต้แย้ง

ข้อเท็จจริงในคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน และมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลายรายการ ต่อมาจำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยา และนำมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน โจทก์อ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง ด่าว่า และถูกทำร้ายจนต้องหลบหนีออกจากบ้าน จึงฟ้องหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขออำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

จำเลยต่อสู้ว่า การรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาเป็นไปโดยการรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้จัดพิธีและมอบเงินค่าสินสอด อีกทั้งอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็นเวลานาน จึงถือว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจ และฟ้องเกินกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาล

ประเด็นสำคัญคือ โจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยาหรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ยินยอมโดยสมัครใจ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516(1)

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้แต่แรก และคู่ความมิได้โต้แย้งจนเสร็จสิ้นการสืบพยาน ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นใหม่ในลักษณะกว้างว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ซึ่งครอบคลุมเหตุหย่าทุกข้อ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประเด็นเดิม โดยเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุหย่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และประเด็นใหม่ที่กำหนดเพิ่มเติมก็ครอบคลุมประเด็นเดิม อีกทั้งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงไม่มีเหตุแก้ไขคำพิพากษา พิพากษายืน

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

มาตรา 1516(1) บัญญัติให้การที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องบุคคลอื่นเป็นสามีหรือภริยา เป็นเหตุหย่า ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงแห่งสถาบันครอบครัว

อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสรู้เห็นเป็นใจ ยินยอมโดยสมัครใจ หรือมีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าไม่ใช่การละเมิดสิทธิของตนโดยแท้จริง หลักการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริตและความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ มิให้บุคคลใช้สิทธิในทางขัดต่อความเป็นธรรม

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องและหลักกระบวนพิจารณา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า การยินยอมต้องเป็นการยินยอมโดยแท้จริง มิใช่ถูกบังคับ ข่มขู่ หรือหลอกลวง และการไม่โต้แย้งประเด็นในชั้นพิจารณา ย่อมผูกพันคู่ความ

คดีนี้จึงมีความสำคัญในสองมิติ คือ มิติสารบัญญัติเรื่องเหตุหย่า และมิติกระบวนพิจารณาเรื่องการกำหนดประเด็นและขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ ซึ่งตอกย้ำหลักว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ตั้งไว้ และคู่ความต้องโต้แย้งให้ชัดเจน มิฉะนั้นย่อมผูกพันตามข้อเท็จจริงในสำนวน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสี่คนอยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 300 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 7,500 บาท

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าการที่จำเลยรับหญิงอื่นเป็นภรรยาเป็นไปโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1)

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยวินิจฉัยว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้โต้แย้งประเด็นสำคัญเรื่องการรู้เห็นเป็นใจ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญในเชิงลึกว่า สิทธิฟ้องหย่าอันเกิดจากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยาตามมาตรา 1516(1) มิใช่สิทธิเด็ดขาดที่คู่สมรสจะหยิบยกขึ้นใช้ได้ในทุกกรณี หากปรากฏว่าคู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าได้รู้เห็นและยินยอมโดยสมัครใจให้มีการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าขาดคุณสมบัติในการอ้างเหตุหย่านั้น เพราะเป็นการใช้สิทธิในทางที่ขัดต่อความสุจริต

หลัก “รู้เห็นเป็นใจ” จึงมีสถานะเป็นข้อยกเว้นสำคัญที่ตัดสิทธิในการฟ้องหย่า และสะท้อนแนวคิดว่ากฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว มิใช่เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้สิทธิเป็นเครื่องมือในทางฉวยประโยชน์

ในทางกระบวนพิจารณา คดีนี้ยังตอกย้ำหลักว่า เมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว และคู่ความมิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาต่อมา อีกทั้งศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ตั้งไว้ในสำนวน โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะถ้อยคำในคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากประเด็นนั้นครอบคลุมและอยู่ในขอบเขตข้อพิพาท

กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในมิติสารบัญญัติและวิธีพิจารณา ยืนยันว่าการยินยอมโดยสมัครใจย่อมมีผลตัดสิทธิ และการไม่โต้แย้งประเด็นย่อมก่อผลผูกพันในทางคดี

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา จะเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ได้หรือไม่ ในกรณีที่ภริยารู้เห็นและยินยอมต่อการกระทำนั้น โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากคู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าได้รู้เห็นเป็นใจโดยสมัครใจ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้ อีกทั้งประเด็นเรื่องการกำหนดข้อพิพาทของศาลและการไม่โต้แย้งของคู่ความย่อมผูกพันในกระบวนพิจารณา

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “เหตุหย่าตามมาตรา 1516(1)”

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องบุคคลอื่นเป็นสามีหรือภริยา เป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับพฤติการณ์ของผู้ฟ้องว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่

2. “รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า”

หมายถึงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งรับรู้และยินยอมโดยสมัครใจให้มีการกระทำอันเป็นเหตุหย่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการยินยอมโดยแท้จริง ย่อมตัดสิทธิในการอ้างเหตุหย่านั้น เพราะถือว่าไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยสุจริต หลักนี้จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญของสิทธิฟ้องหย่าในทางกฎหมายครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การรู้เห็นเป็นใจให้สามียกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยามีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องหย่า

คำตอบ

หากพิสูจน์ได้ว่าภริยาได้รู้เห็นและยินยอมโดยสมัครใจให้สามียกย่องหรืออุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภรรยา การกระทำดังกล่าวย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) ได้อีกต่อไป เพราะสิทธิฟ้องหย่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ฟ้องเป็นฝ่ายเสียหายจากการกระทำโดยมิได้ยินยอม การยินยอมโดยแท้จริงจึงเป็นเหตุที่ตัดสิทธิฟ้องหย่า

2. การยินยอมต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะถือว่าตัดสิทธิฟ้องหย่า

คำตอบ

การยินยอมต้องเป็นการยินยอมโดยเสรี สมัครใจ และมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มิใช่เกิดจากการข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวง หากเป็นเพียงการจำยอมเพราะตกอยู่ในภาวะจำยากหรือถูกบีบบังคับ อาจไม่ถือว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจในทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมโดยละเอียด

3. หากภริยาร่วมจัดพิธีหรือมอบเงินค่าสินสอดให้หญิงอื่น จะถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่

คำตอบ

พฤติการณ์เช่นการเป็นเจ้าภาพจัดพิธี หรือมอบเงินค่าสินสอด ย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการรู้เห็นเป็นใจ อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์อื่น เช่น เจตนา ความสมัครใจ และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสก่อนหน้า มิใช่พิจารณาแต่เพียงการกระทำภายนอกเท่านั้น

4. อายุความฟ้องหย่าเกี่ยวข้องกับกรณีรู้เห็นเป็นใจอย่างไร

คำตอบ

ตามหลักกฎหมาย การฟ้องหย่าบางเหตุมีอายุความหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า หากภริยารู้ว่ามีการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา และยังคงอยู่ร่วมกันโดยไม่โต้แย้ง อาจมีผลทั้งในแง่อายุความและในแง่การยินยอมโดยปริยาย ซึ่งอาจตัดสิทธิฟ้องหย่าในภายหลังได้

5. หากภริยาอยู่ร่วมบ้านกับสามีและหญิงอื่นเป็นเวลานานโดยไม่คัดค้าน จะถือว่าเป็นการยินยอมโดยปริยายหรือไม่

คำตอบ

การอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่โต้แย้งหรือคัดค้าน อาจเป็นพฤติการณ์ที่ศาลนำมาพิจารณาว่าเป็นการยินยอมโดยปริยายได้ โดยเฉพาะหากมีพฤติการณ์สนับสนุนอื่น เช่น การจัดการงานพิธี การรับรู้ความสัมพันธ์ และการดำรงชีวิตร่วมกันอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่าการไม่คัดค้านนั้นเกิดจากความสมัครใจจริง หรือเกิดจากสภาพบังคับทางเศรษฐกิจ ความกลัว หรือความจำยอม หากเป็นเพียงการจำยอม ย่อมไม่อาจถือเป็นการรู้เห็นเป็นใจที่ตัดสิทธิฟ้องหย่าได้

6. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้หรือไม่ หากถ้อยคำในคำพิพากษาแตกต่างกัน

คำตอบ

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยในขอบเขตแห่งประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้ในสำนวน แม้ถ้อยคำในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะมีการปรับเปลี่ยนหรือกำหนดประเด็นในลักษณะกว้างขึ้นก็ตาม หากประเด็นดังกล่าวครอบคลุมข้อพิพาทเดิมและคู่ความมิได้โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวนได้ หลักนี้สะท้อนความสำคัญของการโต้แย้งประเด็นอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมผูกพันคู่ความในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

7. หากภริยาเคยยินยอมในช่วงแรก แต่ภายหลังไม่ยินยอมแล้ว ยังฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

กรณีเช่นนี้ต้องแยกพิจารณาว่า การยินยอมเดิมเป็นการยินยอมต่อการกระทำใด และการกระทำภายหลังเป็นการกระทำใหม่ที่เกินขอบเขตแห่งความยินยอมเดิมหรือไม่ หากสามีมีพฤติการณ์ร้ายแรงเพิ่มเติม เช่น การดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือกระทำความรุนแรง อาจเข้าข่ายเหตุหย่าอื่นตามมาตรา 1516 ได้ แม้เหตุเดิมเรื่องการยกย่องหญิงอื่นจะถูกตัดสิทธิไปแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

8. การรู้เห็นเป็นใจแตกต่างจากการให้อภัยอย่างไรในทางกฎหมาย

คำตอบ

การรู้เห็นเป็นใจหมายถึงการยินยอมล่วงหน้าหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำอันเป็นเหตุหย่า ส่วนการให้อภัยเป็นการยอมรับหรือยกโทษให้ภายหลังจากการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ในทางกฎหมาย ทั้งสองกรณีอาจมีผลตัดสิทธิฟ้องหย่าได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการยินยอมหรือให้อภัยโดยแท้จริง แต่การให้อภัยต้องพิจารณาว่าได้กระทำโดยเสรี และไม่มีการกระทำผิดซ้ำภายหลัง มิฉะนั้นสิทธิฟ้องหย่าอาจฟื้นขึ้นใหม่ได้

9. หากศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ชัดเจน คู่ความควรดำเนินการอย่างไร

คำตอบ

คู่ความมีหน้าที่ต้องโต้แย้งหรือขอให้ศาลแก้ไขประเด็นข้อพิพาทให้ชัดเจนตั้งแต่ในชั้นพิจารณา หากปล่อยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นโดยไม่คัดค้าน ย่อมถือว่ายอมรับในประเด็นดังกล่าว และไม่อาจยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว ซึ่งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมมีผลต่อสิทธิของคู่ความโดยตรง

10. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัวอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การอ้างเหตุหย่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริต และผู้ฟ้องต้องมิได้มีส่วนร่วมยินยอมต่อการกระทำอันเป็นเหตุหย่า หลักรู้เห็นเป็นใจจึงเป็นเครื่องมือคัดกรองการใช้สิทธิในทางไม่สุจริต อีกทั้งยังตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าการไม่โต้แย้งประเด็นย่อมก่อผลผูกพัน คู่ความจึงต้องระมัดระวังทั้งในเชิงสารบัญญัติและวิธีพิจารณา เพื่อรักษาสิทธิของตนอย่างครบถ้วน

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2540

ตามประเด็นแรกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางย.เป็นภรรยาหรือไม่อันจะนำมาพิจารณาเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(1)ประเด็นดังกล่าวโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งได้มีการสืบพยานเสร็จแล้วประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้แต่แรกดังกล่าวจึงชอบแล้วการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นขึ้นใหม่ว่าโจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516 หรือไม่ประเด็นที่กำหนดใหม่นี้ได้รวมถึงเหตุหย่าทุกข้อตามมาตรา1516 และครอบคลุมไปถึงประเด็นเดิมด้วยทั้งจำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปตามประเด็นที่กำหนดไว้จากข้อเท็จจริงในสำนวนโดยโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าไม่ชอบอย่างไรคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้อง มีบุตร 4 คน และทรัพย์สินร่วมกัน ต่อมาจำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาและให้อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน เกิดการทะเลาะและทำร้ายโจทก์หลายครั้ง จนโจทก์ต้องหลบหนีออกจากบ้าน จึงขอให้ศาลบังคับหย่า แบ่งสินสมรส เป็นเงิน 50,500 บาท แบ่งที่ดินครึ่งหนึ่ง และขออำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้รับนางเหยอะเป็นภรรยา โดยเป็นผู้จัดพิธีและมอบเงินสินสอด อีกทั้งฟ้องเกินหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้โจทก์ปกครองบุตร และแบ่งสินสมรส 7,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องการรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1516(1) ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ชอบแล้ว และคู่ความมิได้โต้แย้ง อีกทั้งประเด็นที่กำหนดเพิ่มเติมครอบคลุมเหตุหย่าทั้งหมด ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามสำนวนถูกต้องแล้ว จึงพิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายขณะที่อยู่กินฉันสามีภรรยามีบุตรด้วยกัน 4 คนและมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลายรายการเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2528 จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูนางสาวเหยอะ แซ่สง เป็นภรรยา และนำมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลย หลังจากนั้นจำเลยและนางสาวเหยอะได้หาเหตุทะเลาะและด่าว่าโจทก์หลายครั้ง โจทก์ต้องหนีออกจากบ้านไปถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 นางสาวเหยอะได้หาเรื่องทะเลาะกับโจทก์และใช้มีดไล่ฟันโจทก์จนต้องหลบหนีออกจากบ้านและต่อมาได้ไปอาศัยอยู่กับมารดาของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยต่อไป ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 50,500 บาท และให้จำเลยแบ่งที่ดินที่ทางราชการกรมประชาสงเคราะห์อนุญาตให้ทำกินแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเนื้อที่ 8 ไร่ กับให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรทั้งสี่คนแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน สินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันมีบ้าน1 หลัง ราคาเพียง 4,000 บาท ไร่ปลูกข้าวโพดอ่อนเนื้อที่ประมาณ 3 งาน ราคาไม่เกิน 300 บาท ไร่ปลูกแครอทเนื้อที่ 2 งานราคา 3,000 บาท ไร่ปลูกขิงเนื้อที่ 1 ไร่ ราคา 5,000 บาท รวมสินสมรสเป็นเงิน 12,000 บาท เท่านั้น จำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาโดยการรู้เห็นและยินยอมของโจทก์โดยโจทก์เป็นเจ้าภาพให้จำเลยทำพิธีออกบ้านและเป็นผู้มอบเงิน 15,000 บาท เป็นค่าสินสอดให้แก่นางเหยอะ หลังจากนั้นโจทก์จำเลยและนางเหยอะอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน จำเลยมีบุตรกับนางเหยอะ 5 คน จำเลยไม่เคยด่าว่าโจทก์แต่โจทก์กับนางเหยอะเท่านั้นที่มีสาเหตุทะเลาะกัน โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับจากรู้ว่าจำเลยนำนางเหยอะมาเป็นภรรยา ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน ให้เด็กหญิงยง  เด็กหญิงนิภา  เด็กหญิงวงเดือน  และเด็กชายวีระศักดิ์  บุตรผู้เยาว์ของโจทก์กับจำเลยอยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทุกคนคนละ 300 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์จำนวนเงิน 7,500 บาท

จำเลย อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ (1) ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ครั้งแรก เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับเหตุหย่าตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นขึ้นใหม่ให้ถูกต้องสมบูรณ์นั้น เห็นว่า ตามประเด็นแรกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่า"โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางเหยอะ แซ่สง เป็นภรรยาหรือไม่" อันจะนำมาพิจารณาเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ประเด็นดังกล่าวโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งได้มีการสืบพยานเสร็จแล้วประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้แต่แรกดังกล่าวจึงชอบแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นขึ้นใหม่ว่า "โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่"ประเด็นดังกล่าวที่กำหนดใหม่นี้ได้รวมถึงเหตุหย่าทุกข้อตามมาตรา1516 และครอบคลุมไปถึงประเด็นเดิมด้วย อีกทั้งจำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไปตามประเด็นที่กำหนดไว้จากข้อเท็จจริงในสำนวนโดยโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าไม่ชอบอย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย article
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย article
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ article
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย