
| การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่อง “รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) โดยเฉพาะกรณีที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา และฝ่ายภริยาได้มีพฤติการณ์ที่อาจตีความได้ว่าให้ความยินยอมหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว คดีนี้จึงมิใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องสามีมีภรรยาน้อยเท่านั้น หากแต่เป็นการวางหลักสำคัญว่า เมื่อภริยารู้เห็นและยินยอมให้สามีรับหญิงอื่นมาเป็นภรรยาเสียแล้ว จะยังสามารถอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล และขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยตามประเด็นที่คู่ความมิได้โต้แย้ง ข้อเท็จจริงในคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน และมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลายรายการ ต่อมาจำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยา และนำมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน โจทก์อ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง ด่าว่า และถูกทำร้ายจนต้องหลบหนีออกจากบ้าน จึงฟ้องหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขออำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จำเลยต่อสู้ว่า การรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาเป็นไปโดยการรู้เห็นและยินยอมของโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้จัดพิธีและมอบเงินค่าสินสอด อีกทั้งอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็นเวลานาน จึงถือว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจ และฟ้องเกินกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาล ประเด็นสำคัญคือ โจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยาหรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ยินยอมโดยสมัครใจ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516(1) ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้แต่แรก และคู่ความมิได้โต้แย้งจนเสร็จสิ้นการสืบพยาน ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นใหม่ในลักษณะกว้างว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ซึ่งครอบคลุมเหตุหย่าทุกข้อ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประเด็นเดิม โดยเห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และประเด็นใหม่ที่กำหนดเพิ่มเติมก็ครอบคลุมประเด็นเดิม อีกทั้งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงไม่มีเหตุแก้ไขคำพิพากษา พิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1516(1) บัญญัติให้การที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องบุคคลอื่นเป็นสามีหรือภริยา เป็นเหตุหย่า ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงแห่งสถาบันครอบครัว อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสรู้เห็นเป็นใจ ยินยอมโดยสมัครใจ หรือมีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าไม่ใช่การละเมิดสิทธิของตนโดยแท้จริง หลักการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริตและความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ มิให้บุคคลใช้สิทธิในทางขัดต่อความเป็นธรรม แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องและหลักกระบวนพิจารณา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า การยินยอมต้องเป็นการยินยอมโดยแท้จริง มิใช่ถูกบังคับ ข่มขู่ หรือหลอกลวง และการไม่โต้แย้งประเด็นในชั้นพิจารณา ย่อมผูกพันคู่ความ คดีนี้จึงมีความสำคัญในสองมิติ คือ มิติสารบัญญัติเรื่องเหตุหย่า และมิติกระบวนพิจารณาเรื่องการกำหนดประเด็นและขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ ซึ่งตอกย้ำหลักว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ตั้งไว้ และคู่ความต้องโต้แย้งให้ชัดเจน มิฉะนั้นย่อมผูกพันตามข้อเท็จจริงในสำนวน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสี่คนอยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 300 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 7,500 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าการที่จำเลยรับหญิงอื่นเป็นภรรยาเป็นไปโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยวินิจฉัยว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้โต้แย้งประเด็นสำคัญเรื่องการรู้เห็นเป็นใจ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญในเชิงลึกว่า สิทธิฟ้องหย่าอันเกิดจากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยาตามมาตรา 1516(1) มิใช่สิทธิเด็ดขาดที่คู่สมรสจะหยิบยกขึ้นใช้ได้ในทุกกรณี หากปรากฏว่าคู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าได้รู้เห็นและยินยอมโดยสมัครใจให้มีการกระทำดังกล่าว ย่อมถือว่าขาดคุณสมบัติในการอ้างเหตุหย่านั้น เพราะเป็นการใช้สิทธิในทางที่ขัดต่อความสุจริต หลัก “รู้เห็นเป็นใจ” จึงมีสถานะเป็นข้อยกเว้นสำคัญที่ตัดสิทธิในการฟ้องหย่า และสะท้อนแนวคิดว่ากฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว มิใช่เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้สิทธิเป็นเครื่องมือในทางฉวยประโยชน์ ในทางกระบวนพิจารณา คดีนี้ยังตอกย้ำหลักว่า เมื่อศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว และคู่ความมิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ย่อมผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาต่อมา อีกทั้งศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ตั้งไว้ในสำนวน โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะถ้อยคำในคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากประเด็นนั้นครอบคลุมและอยู่ในขอบเขตข้อพิพาท กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในมิติสารบัญญัติและวิธีพิจารณา ยืนยันว่าการยินยอมโดยสมัครใจย่อมมีผลตัดสิทธิ และการไม่โต้แย้งประเด็นย่อมก่อผลผูกพันในทางคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา จะเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ได้หรือไม่ ในกรณีที่ภริยารู้เห็นและยินยอมต่อการกระทำนั้น โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากคู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าได้รู้เห็นเป็นใจโดยสมัครใจ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเป็นเหตุหย่าได้ อีกทั้งประเด็นเรื่องการกำหนดข้อพิพาทของศาลและการไม่โต้แย้งของคู่ความย่อมผูกพันในกระบวนพิจารณา มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “เหตุหย่าตามมาตรา 1516(1)” เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องบุคคลอื่นเป็นสามีหรือภริยา เป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่าได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความซื่อสัตย์และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวต้องพิจารณาควบคู่กับพฤติการณ์ของผู้ฟ้องว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ 2. “รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า” หมายถึงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งรับรู้และยินยอมโดยสมัครใจให้มีการกระทำอันเป็นเหตุหย่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการยินยอมโดยแท้จริง ย่อมตัดสิทธิในการอ้างเหตุหย่านั้น เพราะถือว่าไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยสุจริต หลักนี้จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญของสิทธิฟ้องหย่าในทางกฎหมายครอบครัว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การรู้เห็นเป็นใจให้สามียกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยามีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องหย่า คำตอบ หากพิสูจน์ได้ว่าภริยาได้รู้เห็นและยินยอมโดยสมัครใจให้สามียกย่องหรืออุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภรรยา การกระทำดังกล่าวย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) ได้อีกต่อไป เพราะสิทธิฟ้องหย่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ฟ้องเป็นฝ่ายเสียหายจากการกระทำโดยมิได้ยินยอม การยินยอมโดยแท้จริงจึงเป็นเหตุที่ตัดสิทธิฟ้องหย่า 2. การยินยอมต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะถือว่าตัดสิทธิฟ้องหย่า คำตอบ การยินยอมต้องเป็นการยินยอมโดยเสรี สมัครใจ และมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มิใช่เกิดจากการข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวง หากเป็นเพียงการจำยอมเพราะตกอยู่ในภาวะจำยากหรือถูกบีบบังคับ อาจไม่ถือว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจในทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมโดยละเอียด 3. หากภริยาร่วมจัดพิธีหรือมอบเงินค่าสินสอดให้หญิงอื่น จะถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่ คำตอบ พฤติการณ์เช่นการเป็นเจ้าภาพจัดพิธี หรือมอบเงินค่าสินสอด ย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการรู้เห็นเป็นใจ อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์อื่น เช่น เจตนา ความสมัครใจ และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสก่อนหน้า มิใช่พิจารณาแต่เพียงการกระทำภายนอกเท่านั้น 4. อายุความฟ้องหย่าเกี่ยวข้องกับกรณีรู้เห็นเป็นใจอย่างไร คำตอบ ตามหลักกฎหมาย การฟ้องหย่าบางเหตุมีอายุความหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า หากภริยารู้ว่ามีการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา และยังคงอยู่ร่วมกันโดยไม่โต้แย้ง อาจมีผลทั้งในแง่อายุความและในแง่การยินยอมโดยปริยาย ซึ่งอาจตัดสิทธิฟ้องหย่าในภายหลังได้ 5. หากภริยาอยู่ร่วมบ้านกับสามีและหญิงอื่นเป็นเวลานานโดยไม่คัดค้าน จะถือว่าเป็นการยินยอมโดยปริยายหรือไม่ คำตอบ การอยู่ร่วมบ้านเดียวกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่โต้แย้งหรือคัดค้าน อาจเป็นพฤติการณ์ที่ศาลนำมาพิจารณาว่าเป็นการยินยอมโดยปริยายได้ โดยเฉพาะหากมีพฤติการณ์สนับสนุนอื่น เช่น การจัดการงานพิธี การรับรู้ความสัมพันธ์ และการดำรงชีวิตร่วมกันอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่าการไม่คัดค้านนั้นเกิดจากความสมัครใจจริง หรือเกิดจากสภาพบังคับทางเศรษฐกิจ ความกลัว หรือความจำยอม หากเป็นเพียงการจำยอม ย่อมไม่อาจถือเป็นการรู้เห็นเป็นใจที่ตัดสิทธิฟ้องหย่าได้ 6. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้หรือไม่ หากถ้อยคำในคำพิพากษาแตกต่างกัน คำตอบ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยในขอบเขตแห่งประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้ในสำนวน แม้ถ้อยคำในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะมีการปรับเปลี่ยนหรือกำหนดประเด็นในลักษณะกว้างขึ้นก็ตาม หากประเด็นดังกล่าวครอบคลุมข้อพิพาทเดิมและคู่ความมิได้โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวนได้ หลักนี้สะท้อนความสำคัญของการโต้แย้งประเด็นอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมผูกพันคู่ความในชั้นอุทธรณ์และฎีกา 7. หากภริยาเคยยินยอมในช่วงแรก แต่ภายหลังไม่ยินยอมแล้ว ยังฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ กรณีเช่นนี้ต้องแยกพิจารณาว่า การยินยอมเดิมเป็นการยินยอมต่อการกระทำใด และการกระทำภายหลังเป็นการกระทำใหม่ที่เกินขอบเขตแห่งความยินยอมเดิมหรือไม่ หากสามีมีพฤติการณ์ร้ายแรงเพิ่มเติม เช่น การดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือกระทำความรุนแรง อาจเข้าข่ายเหตุหย่าอื่นตามมาตรา 1516 ได้ แม้เหตุเดิมเรื่องการยกย่องหญิงอื่นจะถูกตัดสิทธิไปแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี 8. การรู้เห็นเป็นใจแตกต่างจากการให้อภัยอย่างไรในทางกฎหมาย คำตอบ การรู้เห็นเป็นใจหมายถึงการยินยอมล่วงหน้าหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำอันเป็นเหตุหย่า ส่วนการให้อภัยเป็นการยอมรับหรือยกโทษให้ภายหลังจากการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ในทางกฎหมาย ทั้งสองกรณีอาจมีผลตัดสิทธิฟ้องหย่าได้ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการยินยอมหรือให้อภัยโดยแท้จริง แต่การให้อภัยต้องพิจารณาว่าได้กระทำโดยเสรี และไม่มีการกระทำผิดซ้ำภายหลัง มิฉะนั้นสิทธิฟ้องหย่าอาจฟื้นขึ้นใหม่ได้ 9. หากศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ชัดเจน คู่ความควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ คู่ความมีหน้าที่ต้องโต้แย้งหรือขอให้ศาลแก้ไขประเด็นข้อพิพาทให้ชัดเจนตั้งแต่ในชั้นพิจารณา หากปล่อยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นโดยไม่คัดค้าน ย่อมถือว่ายอมรับในประเด็นดังกล่าว และไม่อาจยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว ซึ่งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมมีผลต่อสิทธิของคู่ความโดยตรง 10. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัวอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การอ้างเหตุหย่าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริต และผู้ฟ้องต้องมิได้มีส่วนร่วมยินยอมต่อการกระทำอันเป็นเหตุหย่า หลักรู้เห็นเป็นใจจึงเป็นเครื่องมือคัดกรองการใช้สิทธิในทางไม่สุจริต อีกทั้งยังตอกย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าการไม่โต้แย้งประเด็นย่อมก่อผลผูกพัน คู่ความจึงต้องระมัดระวังทั้งในเชิงสารบัญญัติและวิธีพิจารณา เพื่อรักษาสิทธิของตนอย่างครบถ้วน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2540 ตามประเด็นแรกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางย.เป็นภรรยาหรือไม่อันจะนำมาพิจารณาเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(1)ประเด็นดังกล่าวโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งได้มีการสืบพยานเสร็จแล้วประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้แต่แรกดังกล่าวจึงชอบแล้วการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นขึ้นใหม่ว่าโจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516 หรือไม่ประเด็นที่กำหนดใหม่นี้ได้รวมถึงเหตุหย่าทุกข้อตามมาตรา1516 และครอบคลุมไปถึงประเด็นเดิมด้วยทั้งจำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไปตามประเด็นที่กำหนดไว้จากข้อเท็จจริงในสำนวนโดยโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าไม่ชอบอย่างไรคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้อง มีบุตร 4 คน และทรัพย์สินร่วมกัน ต่อมาจำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาและให้อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน เกิดการทะเลาะและทำร้ายโจทก์หลายครั้ง จนโจทก์ต้องหลบหนีออกจากบ้าน จึงขอให้ศาลบังคับหย่า แบ่งสินสมรส เป็นเงิน 50,500 บาท แบ่งที่ดินครึ่งหนึ่ง และขออำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมให้รับนางเหยอะเป็นภรรยา โดยเป็นผู้จัดพิธีและมอบเงินสินสอด อีกทั้งฟ้องเกินหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุหย่า จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้โจทก์ปกครองบุตร และแบ่งสินสมรส 7,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องการรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1516(1) ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ชอบแล้ว และคู่ความมิได้โต้แย้ง อีกทั้งประเด็นที่กำหนดเพิ่มเติมครอบคลุมเหตุหย่าทั้งหมด ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามสำนวนถูกต้องแล้ว จึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายขณะที่อยู่กินฉันสามีภรรยามีบุตรด้วยกัน 4 คนและมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลายรายการเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2528 จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูนางสาวเหยอะ แซ่สง เป็นภรรยา และนำมาอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับโจทก์และจำเลย หลังจากนั้นจำเลยและนางสาวเหยอะได้หาเหตุทะเลาะและด่าว่าโจทก์หลายครั้ง โจทก์ต้องหนีออกจากบ้านไปถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 นางสาวเหยอะได้หาเรื่องทะเลาะกับโจทก์และใช้มีดไล่ฟันโจทก์จนต้องหลบหนีออกจากบ้านและต่อมาได้ไปอาศัยอยู่กับมารดาของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยต่อไป ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 50,500 บาท และให้จำเลยแบ่งที่ดินที่ทางราชการกรมประชาสงเคราะห์อนุญาตให้ทำกินแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเนื้อที่ 8 ไร่ กับให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรทั้งสี่คนแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน สินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกันมีบ้าน1 หลัง ราคาเพียง 4,000 บาท ไร่ปลูกข้าวโพดอ่อนเนื้อที่ประมาณ 3 งาน ราคาไม่เกิน 300 บาท ไร่ปลูกแครอทเนื้อที่ 2 งานราคา 3,000 บาท ไร่ปลูกขิงเนื้อที่ 1 ไร่ ราคา 5,000 บาท รวมสินสมรสเป็นเงิน 12,000 บาท เท่านั้น จำเลยรับนางเหยอะมาเป็นภรรยาโดยการรู้เห็นและยินยอมของโจทก์โดยโจทก์เป็นเจ้าภาพให้จำเลยทำพิธีออกบ้านและเป็นผู้มอบเงิน 15,000 บาท เป็นค่าสินสอดให้แก่นางเหยอะ หลังจากนั้นโจทก์จำเลยและนางเหยอะอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน จำเลยมีบุตรกับนางเหยอะ 5 คน จำเลยไม่เคยด่าว่าโจทก์แต่โจทก์กับนางเหยอะเท่านั้นที่มีสาเหตุทะเลาะกัน โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับจากรู้ว่าจำเลยนำนางเหยอะมาเป็นภรรยา ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน ให้เด็กหญิงยง เด็กหญิงนิภา เด็กหญิงวงเดือน และเด็กชายวีระศักดิ์ บุตรผู้เยาว์ของโจทก์กับจำเลยอยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยให้จำเลยออกค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทุกคนคนละ 300 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์จำนวนเงิน 7,500 บาท จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ (1) ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ครั้งแรก เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับเหตุหย่าตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นขึ้นใหม่ให้ถูกต้องสมบูรณ์นั้น เห็นว่า ตามประเด็นแรกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่า"โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางเหยอะ แซ่สง เป็นภรรยาหรือไม่" อันจะนำมาพิจารณาเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ประเด็นดังกล่าวโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งได้มีการสืบพยานเสร็จแล้วประเด็นที่ศาลชั้นต้นตั้งไว้แต่แรกดังกล่าวจึงชอบแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นขึ้นใหม่ว่า "โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่"ประเด็นดังกล่าวที่กำหนดใหม่นี้ได้รวมถึงเหตุหย่าทุกข้อตามมาตรา1516 และครอบคลุมไปถึงประเด็นเดิมด้วย อีกทั้งจำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไปตามประเด็นที่กำหนดไว้จากข้อเท็จจริงในสำนวนโดยโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าไม่ชอบอย่างไร คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงชอบแล้ว พิพากษายืน |



.jpg)
