
| การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” ในกรณีที่สามีอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และผลของการกระทำดังกล่าวต่อสิทธิฟ้องหย่าของภริยาตามกฎหมาย โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) อันเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรสฝ่ายที่สุจริต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ว่า แม้ภริยาจะทราบมาก่อนจดทะเบียนสมรสว่าสามีเคยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับหญิงอื่นและมีบุตรด้วยกัน แต่เมื่อภายหลังจดทะเบียนสมรสแล้ว สามียังคงติดต่อ อุปการะเลี้ยงดู และยกย่องหญิงนั้นฉันภริยาอีกคนหนึ่ง การที่ภริยาเคยรู้ข้อเท็จจริงในอดีต จะถือว่าเป็นการ “ยินยอม” หรือ “รู้เห็นเป็นใจ” ตัดสิทธิฟ้องหย่าได้หรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การรู้ข้อเท็จจริงก่อนการจดทะเบียนสมรส ในขณะที่ผู้ฟ้องยังไม่มีฐานะเป็นภริยาตามกฎหมาย มิอาจตีความว่าเป็นการยินยอมให้มีภริยาอื่นภายหลังการสมรสได้ อีกทั้งภาระพิสูจน์เรื่องการยินยอมย่อมตกแก่ฝ่ายที่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ภริยาย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยได้สมรสกันตามประเพณีก่อน และต่อมาจึงได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังจดทะเบียนสมรส โจทก์ทราบว่าจำเลยเคยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับหญิงชื่อรำพึง และมีบุตรด้วยกันสองคน โดยเฉพาะบุตรคนที่สองคลอดก่อนการสมรสตามกฎหมายกับโจทก์เพียงระยะเวลาไม่นาน ข้อพิพาทสำคัญมิได้หยุดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในอดีต หากแต่พฤติการณ์ภายหลังจดทะเบียนสมรสปรากฏว่าจำเลยยังคงติดต่อไปมาหาสู่ ให้การอุปการะเลี้ยงดู และยกย่องหญิงดังกล่าวฉันภริยา โดยมีพยานหลักฐานทั้งคำเบิกความของพยานบุคคล การแจ้งชื่อบุตรในทะเบียนบ้าน และพฤติการณ์กลับบ้านดึกเป็นประจำ โจทก์อ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติตนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) พร้อมเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ทราบเรื่องมาก่อนแล้ว และถือว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้งอ้างว่าไม่ได้ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาภายหลังสมรส คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในแต่ละประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง การมีภริยาอื่นหรืออุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาภายหลังสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักเพียงพอเชื่อได้ว่า ภายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยยังคงติดต่อและให้การอุปการะเลี้ยงดูหญิงดังกล่าว และมีพฤติการณ์ยกย่องฉันภริยา อันเข้าลักษณะเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) ประเด็นที่สอง การอ้างว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ศาลวางหลักว่า การที่จำเลยยกข้ออ้างว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ เป็นข้อต่อสู้ที่จำเลยมีภาระการพิสูจน์ เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าหลังจดทะเบียนสมรสแล้วโจทก์ได้แสดงเจตนายินยอมให้จำเลยอุปการะหญิงอื่น การอ้างดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ที่สำคัญ ศาลชี้ชัดว่า ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์ยังไม่มีสถานะเป็นภริยาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิหรือฐานะที่จะยินยอมในทางกฎหมายต่อการมีภริยาอื่นของจำเลย การรู้ข้อเท็จจริงก่อนสมรสจึงไม่ใช่การสละสิทธิฟ้องหย่าในอนาคต ประเด็นที่สาม ผลทางกฎหมายของการหลอกลวงว่าเป็นชายโสด แม้ประเด็นหลักจะอยู่ที่การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องการหลอกลวงย่อมสะท้อนถึงความไม่สุจริตและเป็นปัจจัยประกอบการพิจารณาว่าเป็นการประพฤติปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516(1) มาตรา 1516(1) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งชีวิตสมรส โดยถือว่าการที่สามีหรือภริยายกย่องผู้อื่นฉันสามีหรือภริยา เป็นการละเมิดต่อพันธะความซื่อสัตย์และความเป็นเอกภาพของครอบครัว หลัก “ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” เป็นข้อจำกัดสิทธิฟ้องหย่า ซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัด เพราะเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหาย หากจะถือว่ามีการยินยอม ต้องปรากฏเจตนาโดยชัดแจ้งและภายหลังมีฐานะเป็นคู่สมรสตามกฎหมายแล้วเท่านั้น คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำว่า การรู้พฤติการณ์ในอดีตก่อนมีสถานะภริยา มิใช่การสละสิทธิในอนาคต และไม่อาจนำมาใช้เป็นเกราะคุ้มกันฝ่ายที่กระทำผิดพันธะสมรส แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในคดีครอบครัวที่ว่า เหตุหย่าเกี่ยวกับการมีภริยาอื่นต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ภายหลังสมรสเป็นสำคัญ มิใช่เพียงอดีตก่อนสมรส คดีนี้มีความสำคัญในเชิงบรรทัดฐานเพราะวางหลักเรื่องภาระการพิสูจน์การยินยอมไว้อย่างชัดเจน และจำกัดขอบเขตการตีความคำว่า “รู้เห็นเป็นใจ” มิให้ขยายความจนกระทบสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่สุจริตเกินสมควร อันเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักความเป็นธรรมในคดีครอบครัว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าภายในกำหนดเวลา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมทั้งชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เฉพาะส่วนวิธีการจดทะเบียนหย่า โดยยกคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กล่าวคือยังคงให้หย่า ให้ค่าทดแทน และค่าเลี้ยงชีพเช่นเดิม 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยภายหลังจดทะเบียนสมรสเข้าลักษณะอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดสำคัญในทางกฎหมายครอบครัวว่า “การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” ซึ่งจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งสิ้นผล ต้องเป็นการยินยอมโดยชัดแจ้ง ภายหลังมีสถานะเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเท่านั้น การรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตของอีกฝ่าย ก่อนจดทะเบียนสมรส มิอาจตีความเป็นการสละสิทธิหรือยินยอมให้กระทำการอันเป็นเหตุหย่าในอนาคตได้ เพราะในขณะนั้นผู้ฟ้องยังไม่มีฐานะทางกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิของตนในฐานะภริยา อีกทั้ง ภาระการพิสูจน์เรื่องการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจเป็นของฝ่ายที่อ้าง หากพิสูจน์ไม่ได้ ย่อมต้องรับผลแห่งความไม่ชัดแจ้งนั้นเอง หลักดังกล่าวสะท้อนหลักความเป็นธรรมและความสมดุลแห่งภาระพิสูจน์ในคดีครอบครัว นอกจากนี้ คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา มิจำเป็นต้องมีการจดทะเบียนสมรสซ้อนก็เป็นเหตุหย่าได้ หากพฤติการณ์แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงสามีภริยาอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อศักดิ์ศรีและความมั่นคงแห่งชีวิตสมรสโดยตรง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ว่า การที่สามีอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาภายหลังจดทะเบียนสมรส จะเป็นเหตุให้ภริยาฟ้องหย่าได้หรือไม่ และการที่ภริยาทราบถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวมาก่อนจดทะเบียนสมรส จะถือว่าเป็นการ “ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” จนตัดสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรู้ข้อเท็จจริงก่อนมีสถานะเป็นภริยาตามกฎหมาย ไม่อาจถือเป็นการยินยอมในทางกฎหมายได้ และเมื่อพิสูจน์ได้ว่าสามียังคงอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยาภายหลังสมรส ภริยาย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516(1) มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หมายถึง พฤติการณ์ที่สามีมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นในลักษณะสามีภริยา ให้การอุปการะหรือแสดงตนในลักษณะคู่ครอง แม้ไม่มีการจดทะเบียนสมรสซ้อน ก็ถือเป็นเหตุหย่าได้ หากเกิดขึ้นภายหลังการสมรสและมีลักษณะกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตสมรสโดยตรง 2. ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ เป็นข้อจำกัดสิทธิฟ้องหย่าที่ฝ่ายจำเลยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคู่สมรสอีกฝ่ายได้แสดงเจตนายอมรับพฤติการณ์ดังกล่าวภายหลังมีสถานะเป็นคู่สมรสตามกฎหมายแล้ว การรู้ข้อเท็จจริงก่อนจดทะเบียนสมรส ในขณะที่ยังไม่มีฐานะเป็นภริยาตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการยินยอมตัดสิทธิฟ้องหย่าในอนาคต คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การที่ภริยาทราบมาก่อนว่าสามีเคยมีบุตรกับหญิงอื่น จะถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าเป็นการยินยอมในทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ เพราะในขณะยังมิได้จดทะเบียนสมรส ผู้หญิงยังไม่มีฐานะเป็นภริยาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิที่จะยินยอมหรือสละสิทธิฟ้องหย่าในอนาคตได้ การยินยอมที่จะตัดสิทธิฟ้องหย่าต้องเกิดขึ้นภายหลังมีสถานะคู่สมรสแล้ว และต้องมีพฤติการณ์ชัดแจ้งถึงความสมัครใจรับสภาพดังกล่าว มิใช่เพียงการรับรู้ข้อเท็จจริงในอดีตเท่านั้น 2. หากสามียังคงติดต่อหญิงอื่นเพียงเพราะมีบุตรร่วมกัน จะถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นเพียงการติดต่อเพื่อประโยชน์แห่งบุตรโดยสุจริต ไม่ถึงขั้นยกย่องหรืออุปการะเลี้ยงดูฉันภริยา อาจไม่เป็นเหตุหย่า แต่หากมีลักษณะไปมาหาสู่สม่ำเสมอ ให้การอุปการะในฐานะภริยา หรือมีพฤติการณ์ส่อถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ก็อาจเข้าข่ายมาตรา 1516(1) ได้ ทั้งนี้เป็นดุลพินิจของศาลตามพยานหลักฐาน 3. ภาระการพิสูจน์เรื่อง “ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” อยู่ที่ฝ่ายใด คำตอบ อยู่ที่ฝ่ายซึ่งยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ กล่าวคือ หากสามีอ้างว่าภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการมีหญิงอื่น สามีย่อมต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อโดยชัดแจ้ง หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลย่อมไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว และภริยายังมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามปกติ 4. การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาต้องมีการประกาศต่อสาธารณะหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องมีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงออกโดยเปิดเผยหรือมีลักษณะต่อเนื่องจนบุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงสามีภริยา เช่น การอุปการะเลี้ยงดู การพักอาศัยร่วมกัน หรือการแสดงตนในลักษณะคู่สมรส พฤติการณ์เหล่านี้สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยได้ 5. หากสามีมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นก่อนสมรส และยังมีบุตรอยู่ การสมรสภายหลังจะตัดสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่ตัดสิทธิฟ้องหย่าโดยอัตโนมัติ เพราะต้องแยกพิจารณาระหว่าง “พฤติการณ์ก่อนสมรส” กับ “พฤติการณ์ภายหลังสมรส” เหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) เน้นการกระทำในระหว่างที่คู่สมรสมีสถานะตามกฎหมายแล้ว หากหลังจดทะเบียนสมรส สามียังคงอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ แม้ความสัมพันธ์จะเริ่มต้นก่อนสมรสก็ตาม การมีบุตรก่อนสมรสจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นความรับผิด หากยังคงมีพฤติการณ์ส่อถึงความเป็นสามีภริยาภายหลัง 6. การหลอกลวงว่าเป็นชายโสดก่อนสมรส มีผลอย่างไรต่อคดีหย่า คำตอบ การหลอกลวงดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่สุจริตและเจตนาไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเป็นปัจจัยประกอบให้เห็นว่าการสมรสเกิดจากความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ แม้คดีนี้ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นมาตรา 1516(1) เป็นหลัก แต่พฤติการณ์หลอกลวงย่อมมีน้ำหนักในทางข้อเท็จจริงและช่วยยืนยันว่าฝ่ายโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจโดยแท้จริง อีกทั้งยังมีผลต่อการพิจารณาค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพในฐานะความเสียหายที่เกิดจากการสมรสที่ไม่สุจริต 7. การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นต้องมีลักษณะใดจึงจะเป็นเหตุหย่า คำตอบ ต้องมีลักษณะเกินกว่าการช่วยเหลือตามมนุษยธรรมทั่วไป กล่าวคือ ต้องเป็นการอุปการะในฐานะภริยา เช่น ให้ที่อยู่อาศัย ให้ค่าใช้จ่ายสม่ำเสมอ แสดงตนในลักษณะคู่ครอง หรือมีพฤติการณ์ที่บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงสามีภริยา หากเป็นเพียงการช่วยเหลือด้านบุตรโดยไม่มีพฤติการณ์อื่นประกอบ อาจไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินพยานหลักฐานโดยศาลเป็นรายกรณี 8. หากภริยาทราบเรื่องแล้วแต่ยังคงอยู่กินต่อ จะถือว่าเป็นการยินยอมในภายหลังหรือไม่ คำตอบ การอยู่กินต่อเพียงอย่างเดียวไม่อาจตีความเป็นการยินยอมโดยเด็ดขาด ต้องพิจารณาว่ามีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือมีพฤติการณ์ยอมรับสภาพการมีภริยาอื่นอย่างสมัครใจหรือไม่ หากเพียงแต่พยายามประคับประคองชีวิตสมรส หรืออยู่ภายใต้แรงกดดันทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการยินยอมในความหมายที่จะตัดสิทธิฟ้องหย่า การตีความต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เสียหาย 9. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติของศาลในคดีครอบครัวอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการจำกัดขอบเขตการอ้าง “ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ” มิให้ขยายความเกินสมควรจนกระทบสิทธิของคู่สมรสฝ่ายสุจริต ศาลวางหลักชัดเจนว่าการรู้ข้อเท็จจริงก่อนมีสถานะคู่สมรส ไม่ใช่การสละสิทธิในอนาคต และภาระพิสูจน์ย่อมอยู่ที่ฝ่ายอ้าง หลักดังกล่าวช่วยสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย และเป็นแนวทางให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้พิจารณาคดีลักษณะเดียวกันต่อไป 10. หากพิสูจน์ได้ว่ามีการยินยอมจริง ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร คำตอบ หากปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้งว่าคู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจภายหลังสมรสแล้ว การอ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) อาจถูกตัดสิทธิ เพราะถือว่าผู้ฟ้องได้สละสิทธิหรือยอมรับสภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ต้องเคร่งครัดและชัดเจน มิใช่อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานหรือการคาดคะเน ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักความเป็นธรรมและป้องกันการใช้ข้ออ้างดังกล่าวโดยมิชอบ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2534 ก่อนที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย โจทก์หาได้มีความสัมพันธ์กับจำเลยในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม่ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ในฐานะภริยาจำเลย แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับ ร. และมีบุตรด้วยกันก่อนที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าวของจำเลย โจทก์จึงอ้างเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) ฟ้องหย่าจำเลยได้. ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่า ภายหลังจดทะเบียนสมรสแล้วทราบว่าจำเลยอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยาและมีบุตรร่วมกันมาก่อน ทั้งยังหลอกลวงว่าเป็นชายโสด เมื่อซักถามกลับถูกทำร้ายและดูหมิ่น การกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง จึงขอให้หย่า เรียกค่าทดแทน 200,000 บาท และค่าเลี้ยงชีพรายเดือน จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีบุตรกับหญิงอื่น ไม่เคยยกย่องเป็นภริยา และไม่ได้อุปการะเลี้ยงดู อ้างว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้งจำเลยมิได้ประพฤติปฏิปักษ์ต่อการสมรส ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทน 100,000 บาท และค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์แก้เพียงวิธีการจดทะเบียนหย่า นอกนั้นคงเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าหลังสมรสแล้วจำเลยยังคงติดต่อ อุปการะเลี้ยงดู และยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) ส่วนข้ออ้างว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ จำเลยพิสูจน์ไม่ได้ อีกทั้งการรู้ความสัมพันธ์ก่อนจดทะเบียนสมรส ขณะยังไม่มีฐานะเป็นภริยาตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการยินยอมให้กระทำการดังกล่าว จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมรสกับจำเลยตามประเพณี ต่อมาจึงได้จดทะเบียนสมรสกันหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว โจทก์สืบทราบว่าจำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยาจนเกิดบุตรด้วยกันมาก่อน แต่จำเลยหลอกลวงว่าเป็นชายโสดจนโจทก์หลงเชื่อและยอมสมรสกับจำเลย เมื่อโจทก์ซักถามเกี่ยวกับเรื่องนี้จำเลยกลับหาเรื่องทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายโจทก์และกล่าวคำหยาบคายดูถูกเหยียดหยามโจทก์และบุพการีหลายครั้ง การกระทำของจำเลยเป็นการประพฤติตนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง การที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยาแล้วมาหลอกลวงว่าเป็นชายโสดทำให้โจทก์หลงเชื่อยอมสมรสกับจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียพรหมจารีให้จำเลย และได้รับความเสียหายทั้งส่วนตัวและวงศ์ตระกูลโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมขอให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลมีผลให้การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาทแก่โจทก์กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือนตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรกำหนดให้ จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบดีก่อนสมรสตามประเพณีกับจำเลยว่าจำเลยมีบุตรกับนางรำพึง อยู่แล้ว 1 คน แต่จำเลยไม่เคยยกย่องอย่างเปิดเผยว่าหญิงนั้นเป็นภริยา แต่ไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูแต่อย่างใด โจทก์และจำเลยไม่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกาย ทั้งไม่เคยใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ ต่อมาโจทก์ทราบว่า นางรำพึงได้คลอดบุตรคนที่ 2 อันเกิดจากจำเลย โจทก์เข้าใจว่าจำเลยมิได้ตัดขาดจากนางรำพึง จำเลยได้พยายามอธิบายให้โจทก์เข้าใจว่านางรำพึงตั้งครรภ์ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะสมรสกันตามประเพณี แต่โจทก์ไม่เข้าใจกลับหลบหนีออกจากบ้านของจำเลย ต่อมาโจทก์ให้จำเลยปฏิบัติตามข้อเสนอคือให้โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย และให้โอนทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้โจทก์เป็นเจ้าของร่วม ห้ามมิให้จำเลยออกจากบ้านในยามวิกาลให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ในวันนั้นจำนวน 35,000 บาท เป็นเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อโจทก์จะได้กลับมาอยู่กินกับจำเลยเหมือนเดิม จำเลยได้ปฏิบัติตามทุกข้อ ยกเว้นเรื่องให้จดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์แล้วนัดจดทะเบียนสมรสกัน แสดงว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและยินยอมในเรื่องนี้แล้ว หลังจากที่จดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยเคร่งครัด แต่ต่อมาโจทก์ได้ขนของที่เป็นสินสมรสออกจากบ้านหลบหนีไป จำเลยมิได้ทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรส มิได้หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ และหรือยกย่องหยิงอื่นใดว่าเป็นภริยาของจำเลย ค่าเสียหายของโจทก์หากมีไม่ควรถึง 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 15 วันนับแต่วันทราบคำพิพากษา หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าให้โจทก์ ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวนเงิน 100,000 บาท และจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะทำการสมรสใหม่ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนการหย่า หากไม่ยอมไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีเหตุหย่ากับจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายรับข้อเท็จจริงกับแล้วว่า จำเลยมีบุตรด้วยกันกับนางรำพึง 2 คนโดยเฉพาะบุตรคนที่สองคลอดก่อนโจทก์สมรสกับจำเลยเพียงเดือนเศษและปรากฏตามทะเบียนบ้านหมาย ล.5 ด้วยว่าจำเลยในฐานะเจ้าของบ้านได้แจ้งชื่อบุตรคนที่สองเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านที่ซอยรางน้ำซึ่งเป็นร้านขายยาระบุว่า จำเลยเป็นบิดาและนางรำพึงเป็นมารดานอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนายอาคม ว่าหลังจากสมรสกับจำเลยแล้ว จำเลยมีพฤติการณ์กลับบ้านดึกเป็นประจำเมื่อโจทก์ทวงถาม จำเลยไม่ยอมรับ จึงได้จ้างนายอาคมให้ช่วยสืบพฤติการณ์ของจำเลยจนพบว่าจำเลยยังคงติดต่อและมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับนางรำพึงที่บ้านเลขที่ 66/1 ถนนรองเมือง ซอย 3ครั้นโจทก์ไปสอบถามเพื่อนบ้านของนางรำพึงก็ได้ความตรงกันว่านางรำพึงเป็นภริยาจำเลย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเหตุผลเชื่อถือได้ว่า ภายหลังจากจำเลยสมรสกับโจทก์แล้วจำเลยยังคงติดต่อไปมาหาให้การอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องนางรำพึงฉันภริยาด้วยอีกคนหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบว่ามิได้ติดต่อกับนางรำพึงอีกนั้น ก็ขัดกับพฤติกาณ์ที่จำเลยรับว่าหลังจากโจทก์อยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ร้านขายยาแล้ว นางรำพึงยังโทรศัพท์ไปหาจำเลยเกี่ยวกับเรื่องบุตร และจำเลยเป็นผู้แจ้งชื่อบุตรเข้าไปในทะเบียนบ้าน เมื่อปิดร้านแล้วมักออกไปนอกบ้านตามลำพัง และกลับถึงบ้านในยามวิกาลอันเป็นการขัดกับเหตุผลที่ว่าไปเยี่ยมบิดามารดาจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับนางรำพึงนั้น เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ว่า โจทก์จะยกเอาเหตุดังกล่าวขึ้นฟ้องหย่าจำเลยไม่ได้ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกแก่จำเลยแต่จากพยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏว่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้แสดงความยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจอย่างไรในการที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูนางรำพึงฉันภริยา ตรงกันข้ามกลับได้ความว่าโจทก์โกรธเคืองจำเลยถึงขนาดหลบหนีออกจากบ้านและมีหนังสือถึงจำเลยเพื่อให้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ พร้อมทั้งเรียกค่าทดแทนตามเอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย โจทก์หาได้มีความสัมพันธ์กับจำเลยในฐานะสามีภริยาตามกฎหมายไม่ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ในฐานะภริยาจำเลย ดังนั้น แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับนางรำพึงและมีบุตรด้วยกันก่อนที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าวของจำเลย โจทก์จึงอ้างเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) ฟ้องหย่าจำเลยได้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน |




