ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า, หย่าด้วยเหตุความผิดของคู่สมรส, การตีความมาตรา 1526, ค่าเลี้ยงชีพตามกฎหมายแพ่ง, การกำหนดระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพ, คดีหย่าศาลครอบครัว, เหตุหย่าร้ายแรง, คู่สมรสยากจนลง, การใช้ดุลพินิจศาล, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาค่าเลี้ยงชีพ, วิเคราะห์คดีหย่าที่ศาลวินิจฉัยให้คู่สมรสฝ่ายผิดต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพ, หย่าด้วยความผิดฝ่ายเดียวและสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรสผู้ยากจนลง 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหย่าด้วยเหตุความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว และสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในการเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่าอันเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ คู่สมรสฝ่ายโจทก์สูญเสียแหล่งรายได้ประจำซึ่งเคยได้รับมาก่อนสมรสจากรัฐบาลต่างประเทศ เนื่องจากการสมรสกับจำเลย และเมื่อเกิดการหย่าด้วยความผิดของจำเลย โจทก์จึงตกอยู่ในภาวะยากจนลงอย่างชัดแจ้ง ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ การตีความคำฟ้องว่าการเรียกร้องดังกล่าวเป็น “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” หรือ “ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า” รวมถึงขอบเขตอำนาจศาลในการกำหนดจำนวนและระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้สอดคล้องกับฐานานุรูปของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจหลักกฎหมายว่าด้วยค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า และการใช้ดุลพินิจของศาลในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรสภายหลังการสิ้นสุดความเป็นสามีภริยา

ข้อเท็จจริงของคดีโดยสรุป

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์ในลักษณะเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ทั้งการทำร้ายร่างกาย การหมิ่นประมาท เหยียดหยามด้วยถ้อยคำรุนแรง การดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู

ก่อนการสมรส โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะเป็นหม้าย เดือนละกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรายได้ประจำตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะสมรสใหม่ เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย สิทธิดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายต่างประเทศ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ประจำอย่างมีนัยสำคัญ

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยจ่ายเงินเลี้ยงดูรายเดือนในลักษณะเงินค่าอุปการะและค่าขาดรายได้ตลอดชีวิต

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

(1) การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่

(2) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 หรือไม่ และเพียงใด

1 การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้ง ทั้งในที่ส่วนตัวและต่อหน้าบุคคลอื่น โดยใช้ถ้อยคำที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง

การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6)

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง ไม่แสดงเหตุผลว่าการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

ผลของคำวินิจฉัยในส่วนนี้ ทำให้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การหย่าเป็นผลจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว

2 การเรียกร้องของโจทก์เป็น “ค่าเลี้ยงชีพ” หรือไม่

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ การตีความคำฟ้องของโจทก์ว่าการเรียกร้องเงินรายเดือนเป็นเพียง “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” หรือเป็น “ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า” ตามมาตรา 1526

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำในคำฟ้องว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” และ “ค่าขาดรายได้” แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาคำฟ้องโดยรวมและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยชำระเงินเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าประสงค์จะใช้สิทธิเรียก “ค่าเลี้ยงชีพ” ภายหลังการหย่า

ศาลฎีกายืนยันหลักการสำคัญว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องเป็นการใช้สิทธิประเภทใด ต้องพิจารณาจาก “สาระและเจตนา” มิใช่ยึดติดกับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากข้อเท็จจริงและคำขอท้ายฟ้องครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1526 ได้

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526

มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติองค์ประกอบของการเรียกค่าเลี้ยงชีพไว้ 3 ประการ ได้แก่

(1) การหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว

(2) การหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง

(3) อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้องค์ประกอบทั้งสามประการครบถ้วน กล่าวคือ

โจทก์หย่าขาดจากจำเลยด้วยเหตุอันเป็นความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว และการหย่าดังกล่าวทำให้โจทก์สูญเสียรายได้ประจำซึ่งเคยได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลโดยตรงจากการสมรสกับจำเลย

แม้รายได้ดังกล่าวจะไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสโดยตรง แต่ศาลถือว่าเป็นแหล่งรายได้ที่โจทก์เคยมี และการหย่าทำให้โจทก์ตกอยู่ในฐานะยากจนลงอย่างแท้จริง จึงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1526

การกำหนดจำนวนและระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพ

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ซึ่งให้อำนาจศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพ “เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้” โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ

ศาลพิจารณารายได้ของจำเลยจากเงินบำนาญและเงินลงทุน รวมถึงอายุของจำเลยซึ่งอยู่ในวัยชราและมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต ประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์มีบุตรจากสามีเดิมซึ่งสามารถให้การอุปการะได้

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพตลอดชีวิตโจทก์เป็นภาระเกินสมควร จึงใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษา โดยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เว้นแต่โจทก์จะสมรสใหม่ก่อนครบกำหนด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ไขในส่วนวันเริ่มต้นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ไข ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัยยืนตามศาลล่างในประเด็นเหตุหย่าและสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ แต่ใช้ดุลพินิจแก้ไขระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เว้นแต่โจทก์จะสมรสใหม่ก่อนครบกำหนด

สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้

คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วย ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพมิได้ผูกพันอยู่กับถ้อยคำที่ใช้ในคำฟ้อง หากแต่ต้องพิจารณาจากสาระสำคัญและเจตนาที่แท้จริงของคู่ความเป็นหลัก

ศาลให้ความสำคัญกับผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแก่คู่สมรสผู้ไม่เป็นฝ่ายผิดจากการหย่า หากปรากฏว่าการหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงโดยแท้จริง แม้รายได้ที่สูญเสียไปจะเป็นสิทธิที่มีมาก่อนสมรสก็ตาม ก็อาจถือเป็นเหตุอันเพียงพอให้ใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้

ขณะเดียวกัน คำพิพากษานี้ยังกำหนดแนวทางสำคัญเกี่ยวกับ การใช้ดุลพินิจของศาลในการจำกัดระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพ โดยเน้นหลักความสมดุลระหว่างความจำเป็นของผู้รับและความสามารถของผู้ให้ รวมถึงสภาพชีวิตในอนาคต เช่น อายุ สุขภาพ และภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ค่าเลี้ยงชีพไม่ใช่สิทธิที่ต้องให้ตลอดชีวิตเสมอไป หากแต่ต้องเหมาะสมแก่ฐานานุรูปของคู่กรณีเป็นสำคัญ

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีหย่าที่มีการเรียกค่าเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับรายได้ที่สูญเสียไปอันเป็นผลโดยอ้อมจากการสมรสและการหย่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การใช้คำว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” ในคำฟ้อง จะถือว่าเป็นการเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิจารณาโดยสาระของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาชัดแจ้งว่าเป็นการเรียกเงินเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และครบองค์ประกอบตามมาตรา 1526 แม้ถ้อยคำที่ใช้จะไม่ตรงกับคำว่าค่าเลี้ยงชีพโดยตรงก็ตาม

2. คำถาม

การสูญเสียรายได้ที่มีอยู่ก่อนสมรส สามารถนำมาอ้างเป็นเหตุยากจนลงได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการสมรสและการหย่าทำให้สิทธิในรายได้นั้นสิ้นสุดลง และส่งผลให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาวะยากจนลงอย่างแท้จริง ศาลอาจรับฟังเป็นเหตุในการเรียกค่าเลี้ยงชีพได้

3. คำถาม

ศาลต้องกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพตลอดชีวิตหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ อายุ สุขภาพ และภาระในอนาคตของคู่กรณี

4. คำถาม

หากจำเลยมีอายุมาก ศาลสามารถจำกัดระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ ศาลอาจพิจารณาถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความสามารถในการหารายได้ของจำเลยในอนาคต เพื่อกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2556

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า "ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้..." คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า "ค่าขาดรายได้" เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้เงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่ได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยจำเลยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หมิ่นประมาท เหยียดหยามให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง และเปรียบเทียบโจทก์เป็นทาส ขอทาน สุนัขข้างถนน เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2552 จำเลยคบหากับนางสาวบังอร ฉันชู้สาวจนถึงปัจจุบัน และจำเลยไม่ให้เงินเลี้ยงดูโจทก์ โดยก่อนโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหม้าย เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือแต่งงานใหม่ เมื่อโจทก์แต่งงานกับจำเลย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงระงับการจ่ายเงินดังกล่าว ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 1,500 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเดือนละ 50,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน กับให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรส ก่อนสมรสโจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี 2547 ต่อมาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โจทก์กับจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 48 ถนนโชคชัย 4 ซอย 32 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาท เหยียดหยามโจทก์เป็นขอทาน หรือสุนัขข้างถนน เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำในวาระต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า "Street Dog" แปลว่า "หมาข้างถนน" ด่าว่า "อีบ้า โรคจิต ขี้อิจฉาริษยา อีเลว อีตอแหล อีหน้าผี อีสมองกลวง อีขอทาน อีหมาข้างถนน อีสติแตก" ด่าว่าโจทก์ต่อหน้าเพื่อนว่า "Beggar" แปลว่า "ขอทาน" อันเป็นถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามโจทก์และเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แต่ตามฎีกาของจำเลยมิได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าวหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำเหยียดหยามโจทก์ อันเป็นการร้ายแรงและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แล้ว แม้จำเลยจะฎีกาโต้แย้งในข้ออื่นเกี่ยวกับจำเลยได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือไม่ จำเลยยกย่องอุปการะหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ ก็ไม่มีผลทำให้เหตุหย่าหมดไป หรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ มิใช่ค่าเลี้ยงชีพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้...." ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้ โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า ค่าขาดรายได้ เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับเงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่จะได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพเพียงใดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ..." ในข้อนี้โจทก์เบิกความประกอบพยานเอกสารว่า จำเลยได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,451 ดอลล่าร์สหรัฐ และมีเงินได้จากเงินปันผลในเงินลงทุนกับบริษัทออพเพนฮายม์รจำนวน 273,061.68 ดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนจำเลยมีนายธนพล ผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยมีรายได้จากเงินช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เท่านั้น โดยมิได้โต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ให้ฟังเป็นอย่างอื่น แม้จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยังได้รับเงินช่วยเหลือให้การอุปการะเลี้ยงดูจากบุตร และจำเลยต้องเช่าบ้านเพื่อพักอาศัยเองก็ตาม แต่มิได้ระบุถึงจำนวนค่าเช่าพร้อมแสดงพยานหลักฐานมาประกอบเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท เหมาะสมแก่ฐานานุรูปของโจทก์และจำเลยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันจำเลยมีอายุ 75 ปี (เกิดวันที่ 30 เมษายน 2481) เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันในฐานะสามีภริยา ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของจำเลยในอนาคตที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจำเลยอยู่ในวัยชรา ย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล ส่วนโจทก์มีบุตรที่เกิดจากสามีคนก่อนซึ่งประกอบอาชีพแล้ว ย่อมอยู่ในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้อีกทางหนึ่ง หากให้จำเลยรับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของจำเลย เห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเวลา 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ มีกำหนด 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า article
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่ article
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา article
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง article
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย article
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย article
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา article
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า article
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย article
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ article
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส article
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่ article
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว article
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่