
| เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหย่าด้วยเหตุความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว และสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในการเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหย่าอันเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง คดีนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่ คู่สมรสฝ่ายโจทก์สูญเสียแหล่งรายได้ประจำซึ่งเคยได้รับมาก่อนสมรสจากรัฐบาลต่างประเทศ เนื่องจากการสมรสกับจำเลย และเมื่อเกิดการหย่าด้วยความผิดของจำเลย โจทก์จึงตกอยู่ในภาวะยากจนลงอย่างชัดแจ้ง ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ การตีความคำฟ้องว่าการเรียกร้องดังกล่าวเป็น “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” หรือ “ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า” รวมถึงขอบเขตอำนาจศาลในการกำหนดจำนวนและระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้สอดคล้องกับฐานานุรูปของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจหลักกฎหมายว่าด้วยค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า และการใช้ดุลพินิจของศาลในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรสภายหลังการสิ้นสุดความเป็นสามีภริยา ข้อเท็จจริงของคดีโดยสรุป โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์ในลักษณะเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ทั้งการทำร้ายร่างกาย การหมิ่นประมาท เหยียดหยามด้วยถ้อยคำรุนแรง การดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ก่อนการสมรส โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะเป็นหม้าย เดือนละกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรายได้ประจำตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะสมรสใหม่ เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย สิทธิดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายต่างประเทศ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ประจำอย่างมีนัยสำคัญ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยจ่ายเงินเลี้ยงดูรายเดือนในลักษณะเงินค่าอุปการะและค่าขาดรายได้ตลอดชีวิต คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ (2) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 หรือไม่ และเพียงใด 1 การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้ง ทั้งในที่ส่วนตัวและต่อหน้าบุคคลอื่น โดยใช้ถ้อยคำที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง ไม่แสดงเหตุผลว่าการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ผลของคำวินิจฉัยในส่วนนี้ ทำให้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การหย่าเป็นผลจากความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว 2 การเรียกร้องของโจทก์เป็น “ค่าเลี้ยงชีพ” หรือไม่ ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ การตีความคำฟ้องของโจทก์ว่าการเรียกร้องเงินรายเดือนเป็นเพียง “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” หรือเป็น “ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า” ตามมาตรา 1526 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำในคำฟ้องว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” และ “ค่าขาดรายได้” แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาคำฟ้องโดยรวมและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยชำระเงินเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าประสงค์จะใช้สิทธิเรียก “ค่าเลี้ยงชีพ” ภายหลังการหย่า ศาลฎีกายืนยันหลักการสำคัญว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องเป็นการใช้สิทธิประเภทใด ต้องพิจารณาจาก “สาระและเจตนา” มิใช่ยึดติดกับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากข้อเท็จจริงและคำขอท้ายฟ้องครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1526 ได้ การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติองค์ประกอบของการเรียกค่าเลี้ยงชีพไว้ 3 ประการ ได้แก่ (1) การหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว (2) การหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง (3) อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้องค์ประกอบทั้งสามประการครบถ้วน กล่าวคือ โจทก์หย่าขาดจากจำเลยด้วยเหตุอันเป็นความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว และการหย่าดังกล่าวทำให้โจทก์สูญเสียรายได้ประจำซึ่งเคยได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลโดยตรงจากการสมรสกับจำเลย แม้รายได้ดังกล่าวจะไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสโดยตรง แต่ศาลถือว่าเป็นแหล่งรายได้ที่โจทก์เคยมี และการหย่าทำให้โจทก์ตกอยู่ในฐานะยากจนลงอย่างแท้จริง จึงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 1526 การกำหนดจำนวนและระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ซึ่งให้อำนาจศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพ “เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้” โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ ศาลพิจารณารายได้ของจำเลยจากเงินบำนาญและเงินลงทุน รวมถึงอายุของจำเลยซึ่งอยู่ในวัยชราและมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต ประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์มีบุตรจากสามีเดิมซึ่งสามารถให้การอุปการะได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพตลอดชีวิตโจทก์เป็นภาระเกินสมควร จึงใช้ดุลพินิจแก้ไขคำพิพากษา โดยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เว้นแต่โจทก์จะสมรสใหม่ก่อนครบกำหนด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ไขในส่วนวันเริ่มต้นการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ไข ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัยยืนตามศาลล่างในประเด็นเหตุหย่าและสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ แต่ใช้ดุลพินิจแก้ไขระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เว้นแต่โจทก์จะสมรสใหม่ก่อนครบกำหนด สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วย ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพมิได้ผูกพันอยู่กับถ้อยคำที่ใช้ในคำฟ้อง หากแต่ต้องพิจารณาจากสาระสำคัญและเจตนาที่แท้จริงของคู่ความเป็นหลัก ศาลให้ความสำคัญกับผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแก่คู่สมรสผู้ไม่เป็นฝ่ายผิดจากการหย่า หากปรากฏว่าการหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงโดยแท้จริง แม้รายได้ที่สูญเสียไปจะเป็นสิทธิที่มีมาก่อนสมรสก็ตาม ก็อาจถือเป็นเหตุอันเพียงพอให้ใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ขณะเดียวกัน คำพิพากษานี้ยังกำหนดแนวทางสำคัญเกี่ยวกับ การใช้ดุลพินิจของศาลในการจำกัดระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพ โดยเน้นหลักความสมดุลระหว่างความจำเป็นของผู้รับและความสามารถของผู้ให้ รวมถึงสภาพชีวิตในอนาคต เช่น อายุ สุขภาพ และภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ค่าเลี้ยงชีพไม่ใช่สิทธิที่ต้องให้ตลอดชีวิตเสมอไป หากแต่ต้องเหมาะสมแก่ฐานานุรูปของคู่กรณีเป็นสำคัญ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีหย่าที่มีการเรียกค่าเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับรายได้ที่สูญเสียไปอันเป็นผลโดยอ้อมจากการสมรสและการหย่า คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การใช้คำว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” ในคำฟ้อง จะถือว่าเป็นการเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากพิจารณาโดยสาระของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาชัดแจ้งว่าเป็นการเรียกเงินเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า และครบองค์ประกอบตามมาตรา 1526 แม้ถ้อยคำที่ใช้จะไม่ตรงกับคำว่าค่าเลี้ยงชีพโดยตรงก็ตาม 2. คำถาม การสูญเสียรายได้ที่มีอยู่ก่อนสมรส สามารถนำมาอ้างเป็นเหตุยากจนลงได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการสมรสและการหย่าทำให้สิทธิในรายได้นั้นสิ้นสุดลง และส่งผลให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในภาวะยากจนลงอย่างแท้จริง ศาลอาจรับฟังเป็นเหตุในการเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ 3. คำถาม ศาลต้องกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพตลอดชีวิตหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ อายุ สุขภาพ และภาระในอนาคตของคู่กรณี 4. คำถาม หากจำเลยมีอายุมาก ศาลสามารถจำกัดระยะเวลาค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ศาลอาจพิจารณาถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและความสามารถในการหารายได้ของจำเลยในอนาคต เพื่อกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2556 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า "ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้..." คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า "ค่าขาดรายได้" เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้เงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่ได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยจำเลยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หมิ่นประมาท เหยียดหยามให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง และเปรียบเทียบโจทก์เป็นทาส ขอทาน สุนัขข้างถนน เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2552 จำเลยคบหากับนางสาวบังอร ฉันชู้สาวจนถึงปัจจุบัน และจำเลยไม่ให้เงินเลี้ยงดูโจทก์ โดยก่อนโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหม้าย เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือแต่งงานใหม่ เมื่อโจทก์แต่งงานกับจำเลย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงระงับการจ่ายเงินดังกล่าว ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 1,500 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเดือนละ 50,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน กับให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรส ก่อนสมรสโจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี 2547 ต่อมาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โจทก์กับจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 48 ถนนโชคชัย 4 ซอย 32 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาท เหยียดหยามโจทก์เป็นขอทาน หรือสุนัขข้างถนน เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำในวาระต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า "Street Dog" แปลว่า "หมาข้างถนน" ด่าว่า "อีบ้า โรคจิต ขี้อิจฉาริษยา อีเลว อีตอแหล อีหน้าผี อีสมองกลวง อีขอทาน อีหมาข้างถนน อีสติแตก" ด่าว่าโจทก์ต่อหน้าเพื่อนว่า "Beggar" แปลว่า "ขอทาน" อันเป็นถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามโจทก์และเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แต่ตามฎีกาของจำเลยมิได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าวหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำเหยียดหยามโจทก์ อันเป็นการร้ายแรงและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แล้ว แม้จำเลยจะฎีกาโต้แย้งในข้ออื่นเกี่ยวกับจำเลยได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือไม่ จำเลยยกย่องอุปการะหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ ก็ไม่มีผลทำให้เหตุหย่าหมดไป หรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ มิใช่ค่าเลี้ยงชีพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้...." ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้ โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า ค่าขาดรายได้ เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับเงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่จะได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพเพียงใดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ..." ในข้อนี้โจทก์เบิกความประกอบพยานเอกสารว่า จำเลยได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,451 ดอลล่าร์สหรัฐ และมีเงินได้จากเงินปันผลในเงินลงทุนกับบริษัทออพเพนฮายม์รจำนวน 273,061.68 ดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนจำเลยมีนายธนพล ผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยมีรายได้จากเงินช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เท่านั้น โดยมิได้โต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ให้ฟังเป็นอย่างอื่น แม้จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยังได้รับเงินช่วยเหลือให้การอุปการะเลี้ยงดูจากบุตร และจำเลยต้องเช่าบ้านเพื่อพักอาศัยเองก็ตาม แต่มิได้ระบุถึงจำนวนค่าเช่าพร้อมแสดงพยานหลักฐานมาประกอบเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท เหมาะสมแก่ฐานานุรูปของโจทก์และจำเลยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันจำเลยมีอายุ 75 ปี (เกิดวันที่ 30 เมษายน 2481) เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันในฐานะสามีภริยา ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของจำเลยในอนาคตที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจำเลยอยู่ในวัยชรา ย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล ส่วนโจทก์มีบุตรที่เกิดจากสามีคนก่อนซึ่งประกอบอาชีพแล้ว ย่อมอยู่ในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้อีกทางหนึ่ง หากให้จำเลยรับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของจำเลย เห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเวลา 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ มีกำหนด 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



