ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์

ฟ้องหย่ากรณียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา, ศาลกำหนดอำนาจปกครองบุตรได้เอง, ค่าเลี้ยงดูบุตรตามความสามารถคู่สมรส, เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, อำนาจศาลตามมาตรา 1520 วรรคสอง, การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1522, ค่าทดแทนกรณีชู้สาว, สิทธิเด็กและประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์, ความรับผิดของคู่สมรสฝ่ายผิด, พฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นโดยเปิดเผย, การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาว, คดีหย่าและสิทธิในบุตร, อำนาจศาลแม้คู่ความไม่สืบพยาน, ค่าเลี้ยงดู

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่ากรณีสามียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และผลทางกฎหมายที่ตามมาทั้งในเรื่องสิทธิอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทนจากการกระทำละเมิดต่อสถาบันครอบครัว โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งจะมิได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรโดยตรง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และให้อีกฝ่ายชำระค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ อีกทั้งพฤติการณ์เพียงใดจึงถือเป็นการ “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” ตามกฎหมาย

คดีนี้จึงมีความสำคัญเชิงหลักการ เนื่องจากศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินพฤติการณ์ชู้สาวโดยอาศัยข้อเท็จจริงแวดล้อม มิใช่จำต้องมีพยานหลักฐานการร่วมประเวณีโดยตรง และยืนยันหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นเกณฑ์สำคัญในการกำหนดอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู อันเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัว

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 โดยไปพักอาศัยค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 เป็นประจำ นำรถยนต์ไปจอดภายในบ้าน แลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ และเปิดกิจการร่วมกัน

โจทก์จึงฟ้องหย่า ขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 6,000 บาทต่อคน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า กำหนดให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท

คำวินิจฉัยประเด็นเหตุหย่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่มีพยานยืนยันการร่วมประเวณี แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยกับจำเลยที่ 2 อย่างเปิดเผย ค้างคืน แลกเปลี่ยนรถยนต์ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ และแสดงออกถึงความสัมพันธ์เกินกว่าปกติ ย่อมถือเป็นการยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา

การกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) อันเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของคู่สมรสโดยชัดแจ้ง

ประเด็นอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู

แม้โจทก์มิได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองโดยตรง แต่ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง ศาลมีอำนาจกำหนดได้เองโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุตรทั้งสองอยู่ในความดูแลของโจทก์มาโดยตลอด และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 1 มิได้แสดงความประสงค์จะใช้อำนาจปกครอง ศาลล่างทั้งสองจึงกำหนดให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวได้โดยชอบ

ในส่วนค่าเลี้ยงดู ศาลพิจารณาความสามารถของจำเลยที่ 1 และอายุของบุตรทั้งสอง เห็นว่าเดือนละ 4,000 บาทต่อคน เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและภาระหน้าที่

วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1516 (1) มีเจตนารมณ์คุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของครอบครัว การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยามิจำต้องพิสูจน์ถึงการร่วมประเวณี แต่พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่ามีลักษณะเสมือนสามีภริยาหรือไม่

มาตรา 1520 และ 1522 วางหลักให้ศาลมีบทบาทเชิงรุกในคดีครอบครัว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ มิใช่ยึดเพียงข้อกล่าวอ้างของคู่ความ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางหลักสอดคล้องกันว่า คดีครอบครัวเป็นคดีที่ศาลมีอำนาจไต่สวนเองได้กว้างขวาง เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เยาว์และความสงบเรียบร้อยของสังคม

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักว่า

(1) พฤติการณ์แวดล้อมเพียงพออาจเป็นเหตุหย่าได้

(2) ศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองแม้ไม่มีการนำสืบโดยตรง

(3) ค่าเลี้ยงดูต้องเหมาะสมกับฐานะและความสามารถ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 4,000 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกิน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาเป็นเหตุหย่า ศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูได้โดยชอบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า คดีครอบครัวมิใช่คดีแพ่งทั่วไปที่ศาลจำกัดตนอยู่เพียงกรอบพยานหลักฐานที่คู่ความนำเสนอ หากแต่ศาลมีหน้าที่เชิงรุกในการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์

การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิจำต้องพิสูจน์การร่วมประเวณีโดยตรง อันเป็นการผ่อนปรนภาระการพิสูจน์ของฝ่ายผู้เสียหาย

อีกทั้งการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องพิจารณาทั้งความจำเป็นของเด็กและความสามารถของผู้มีหน้าที่เลี้ยงดู โดยยึดหลักความสมดุลและความเป็นธรรมเป็นสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เข้าข่าย “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ และศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองบุตรกับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เองหรือไม่ แม้คู่ความมิได้นำสืบโดยตรง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์แวดล้อมที่แสดงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างเปิดเผยย่อมเพียงพอเป็นเหตุหย่า และศาลมีอำนาจกำหนดสิทธิในบุตรตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1), มาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา”

เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งไม่จำต้องพิสูจน์การร่วมประเวณีโดยตรง หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในลักษณะเปิดเผย เสมือนสามีภริยา ย่อมเพียงพอให้ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิของคู่สมรส

2. “อำนาจศาลกำหนดสิทธิในบุตรโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก”

ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และ 1522 วรรคสอง ศาลมีบทบาทเชิงรุกในคดีครอบครัว สามารถกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้คู่ความไม่ได้นำสืบโดยตรง โดยต้องพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริง ความสามารถของคู่สมรส และประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาต้องมีหลักฐานการร่วมประเวณีหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างเปิดเผย ศาลอาจวินิจฉัยได้

2. ศาลกำหนดอำนาจปกครองบุตรได้เองหรือไม่

คำตอบ

ได้ ตามมาตรา 1520 วรรคสอง แม้คู่ความไม่สืบโดยตรง

3. ค่าเลี้ยงดูพิจารณาจากอะไร

คำตอบ

พิจารณาความจำเป็นของเด็กและความสามารถของผู้ชำระ

4. ผู้เป็นฝ่ายผิดยังมีสิทธิในบุตรหรือไม่

คำตอบ

ยังมีสิทธิ แต่ศาลอาจจำกัดอำนาจปกครองตามพฤติการณ์

5. ค่าทดแทนกรณีชู้สาวมีลักษณะอย่างไร

คำตอบ

เป็นค่าเสียหายเชิงละเมิดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว

6. หากจำเลยไม่ยื่นขอใช้อำนาจปกครอง ศาลยังพิจารณาได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก

7. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานยืนยันบทบาทเชิงรุกของศาลในคดีครอบครัว

8. อัตราดอกเบี้ย 7.5% ใช้ในกรณีใด

คำตอบ

ใช้กับหนี้ที่ศาลกำหนดตามกฎหมายในขณะนั้น

9. ศาลพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กอย่างไร

คำตอบ

ดูความต่อเนื่องในการเลี้ยงดู ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5535/2558 

ในคดีหย่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใดและอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคสองและมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปและเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนละ 4,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะจึงชอบแล้ว

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้หย่ากับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 6,000 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ฟ. และเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจากพยานเพื่อนบ้านและพฤติการณ์แวดล้อม ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไปค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 เป็นประจำ จอดรถไว้ภายในบ้าน แลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ ออกงานร่วมกัน และเปิดคลินิกร่วมกัน แม้ไม่มีพยานยืนยันการร่วมประเวณี แต่ถือเป็นการยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1)

อีกประเด็น แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครอง ศาลยังมีอำนาจกำหนดได้ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และ 1522 วรรคสอง เมื่อผู้เยาว์อยู่กับโจทก์มาตลอด เหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่แสดงความประสงค์จะใช้อำนาจปกครอง จึงให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาทเหมาะสมกับความสามารถของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 6,000 บาท ต่อคน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ฟ. และเด็กหญิง พ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 4,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ (เด็กหญิง ฟ. เกิดวันที่ 26 กันยายน 2543 และเด็กหญิง พ. เกิดวันที่ 17 ตุลาคม 2548) ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันรวม 2 คน คือเด็กหญิง ฟ. อายุ 12 ปี และเด็กหญิง พ. อายุ 7 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำนาง บ. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า ตั้งแต่กลางปี 2555 จนถึงวันที่เบิกความ เห็นจำเลยที่ 1 พักอาศัยค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 โจทก์นำนาย ค. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า พบเห็นจำเลยที่ 1 มาประมาณ 2 ปี แต่ที่พบเห็นเป็นประจำว่ามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ประมาณหนึ่งปีครึ่ง โจทก์นำนาย ป. ซึ่งมีบ้านอยู่คนละฝั่งถนนกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า เคยเห็นจำเลยที่ 1 มาที่บ้านจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนอนพักค้างคืนหรืออาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวหรือไม่ แต่เห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จอดค้างคืนที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งนาง บ. นาย ท. และนาย ป. เป็นเพื่อนบ้านของจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและไม่เคยรู้จักกับโจทก์ น่าเชื่อว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามความจริงที่พบเห็น ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ไปนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดไว้ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ เดือนละ 6 ถึง 7 ครั้ง ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจและออกงานสังคมร่วมกัน แม้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมประเวณีกัน และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แนะนำบุคคลอื่นให้รู้จักจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยา แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย จำเลยที่ 1 มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยกันในเวลากลางคืนและแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจเปิดคลินิกตรวจรักษาโรคร่วมกันที่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยใช้ชื่อว่า " ป. การพยาบาลและการผดุงครรภ์" เป็นการแสดงออกว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกันซึ่งถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครอง ศาลมีอำนาจกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด และอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง ซึ่งมีอายุ 12 ปีเศษ และ 7 ปีเศษ (ขณะฟ้อง) จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย article
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย article
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ article
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย