
| การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่ากรณีสามียกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และผลทางกฎหมายที่ตามมาทั้งในเรื่องสิทธิอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าทดแทนจากการกระทำละเมิดต่อสถาบันครอบครัว โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งจะมิได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรโดยตรง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และให้อีกฝ่ายชำระค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ อีกทั้งพฤติการณ์เพียงใดจึงถือเป็นการ “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” ตามกฎหมาย คดีนี้จึงมีความสำคัญเชิงหลักการ เนื่องจากศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินพฤติการณ์ชู้สาวโดยอาศัยข้อเท็จจริงแวดล้อม มิใช่จำต้องมีพยานหลักฐานการร่วมประเวณีโดยตรง และยืนยันหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นเกณฑ์สำคัญในการกำหนดอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู อันเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัว ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 โดยไปพักอาศัยค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 เป็นประจำ นำรถยนต์ไปจอดภายในบ้าน แลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ และเปิดกิจการร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องหย่า ขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 6,000 บาทต่อคน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า กำหนดให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท คำวินิจฉัยประเด็นเหตุหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่มีพยานยืนยันการร่วมประเวณี แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยกับจำเลยที่ 2 อย่างเปิดเผย ค้างคืน แลกเปลี่ยนรถยนต์ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ และแสดงออกถึงความสัมพันธ์เกินกว่าปกติ ย่อมถือเป็นการยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา การกระทำดังกล่าวเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) อันเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของคู่สมรสโดยชัดแจ้ง ประเด็นอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู แม้โจทก์มิได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองโดยตรง แต่ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง ศาลมีอำนาจกำหนดได้เองโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุตรทั้งสองอยู่ในความดูแลของโจทก์มาโดยตลอด และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 1 มิได้แสดงความประสงค์จะใช้อำนาจปกครอง ศาลล่างทั้งสองจึงกำหนดให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวได้โดยชอบ ในส่วนค่าเลี้ยงดู ศาลพิจารณาความสามารถของจำเลยที่ 1 และอายุของบุตรทั้งสอง เห็นว่าเดือนละ 4,000 บาทต่อคน เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและภาระหน้าที่ วิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1516 (1) มีเจตนารมณ์คุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของครอบครัว การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยามิจำต้องพิสูจน์ถึงการร่วมประเวณี แต่พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่ามีลักษณะเสมือนสามีภริยาหรือไม่ มาตรา 1520 และ 1522 วางหลักให้ศาลมีบทบาทเชิงรุกในคดีครอบครัว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ มิใช่ยึดเพียงข้อกล่าวอ้างของคู่ความ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางหลักสอดคล้องกันว่า คดีครอบครัวเป็นคดีที่ศาลมีอำนาจไต่สวนเองได้กว้างขวาง เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เยาว์และความสงบเรียบร้อยของสังคม คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักว่า (1) พฤติการณ์แวดล้อมเพียงพออาจเป็นเหตุหย่าได้ (2) ศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองแม้ไม่มีการนำสืบโดยตรง (3) ค่าเลี้ยงดูต้องเหมาะสมกับฐานะและความสามารถ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 4,000 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกิน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาเป็นเหตุหย่า ศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูได้โดยชอบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า คดีครอบครัวมิใช่คดีแพ่งทั่วไปที่ศาลจำกัดตนอยู่เพียงกรอบพยานหลักฐานที่คู่ความนำเสนอ หากแต่ศาลมีหน้าที่เชิงรุกในการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่พิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิจำต้องพิสูจน์การร่วมประเวณีโดยตรง อันเป็นการผ่อนปรนภาระการพิสูจน์ของฝ่ายผู้เสียหาย อีกทั้งการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องพิจารณาทั้งความจำเป็นของเด็กและความสามารถของผู้มีหน้าที่เลี้ยงดู โดยยึดหลักความสมดุลและความเป็นธรรมเป็นสำคัญ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เข้าข่าย “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ และศาลมีอำนาจกำหนดอำนาจปกครองบุตรกับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เองหรือไม่ แม้คู่ความมิได้นำสืบโดยตรง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์แวดล้อมที่แสดงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างเปิดเผยย่อมเพียงพอเป็นเหตุหย่า และศาลมีอำนาจกำหนดสิทธิในบุตรตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1), มาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งไม่จำต้องพิสูจน์การร่วมประเวณีโดยตรง หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในลักษณะเปิดเผย เสมือนสามีภริยา ย่อมเพียงพอให้ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิของคู่สมรส 2. “อำนาจศาลกำหนดสิทธิในบุตรโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก” ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และ 1522 วรรคสอง ศาลมีบทบาทเชิงรุกในคดีครอบครัว สามารถกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้คู่ความไม่ได้นำสืบโดยตรง โดยต้องพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริง ความสามารถของคู่สมรส และประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาต้องมีหลักฐานการร่วมประเวณีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างเปิดเผย ศาลอาจวินิจฉัยได้ 2. ศาลกำหนดอำนาจปกครองบุตรได้เองหรือไม่ คำตอบ ได้ ตามมาตรา 1520 วรรคสอง แม้คู่ความไม่สืบโดยตรง 3. ค่าเลี้ยงดูพิจารณาจากอะไร คำตอบ พิจารณาความจำเป็นของเด็กและความสามารถของผู้ชำระ 4. ผู้เป็นฝ่ายผิดยังมีสิทธิในบุตรหรือไม่ คำตอบ ยังมีสิทธิ แต่ศาลอาจจำกัดอำนาจปกครองตามพฤติการณ์ 5. ค่าทดแทนกรณีชู้สาวมีลักษณะอย่างไร คำตอบ เป็นค่าเสียหายเชิงละเมิดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว 6. หากจำเลยไม่ยื่นขอใช้อำนาจปกครอง ศาลยังพิจารณาได้หรือไม่ คำตอบ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงและประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นหลัก 7. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานยืนยันบทบาทเชิงรุกของศาลในคดีครอบครัว 8. อัตราดอกเบี้ย 7.5% ใช้ในกรณีใด คำตอบ ใช้กับหนี้ที่ศาลกำหนดตามกฎหมายในขณะนั้น 9. ศาลพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กอย่างไร คำตอบ ดูความต่อเนื่องในการเลี้ยงดู ความมั่นคง และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5535/2558 ในคดีหย่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใดและอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคสองและมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปและเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์คนละ 4,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะจึงชอบแล้ว ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้หย่ากับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 6,000 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ฟ. และเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาทต่อเดือนจนบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจากพยานเพื่อนบ้านและพฤติการณ์แวดล้อม ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไปค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 เป็นประจำ จอดรถไว้ภายในบ้าน แลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันทางธุรกิจ ออกงานร่วมกัน และเปิดคลินิกร่วมกัน แม้ไม่มีพยานยืนยันการร่วมประเวณี แต่ถือเป็นการยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) อีกประเด็น แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครอง ศาลยังมีอำนาจกำหนดได้ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และ 1522 วรรคสอง เมื่อผู้เยาว์อยู่กับโจทก์มาตลอด เหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่แสดงความประสงค์จะใช้อำนาจปกครอง จึงให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาทเหมาะสมกับความสามารถของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 6,000 บาท ต่อคน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ฟ. และเด็กหญิง พ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 4,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรแต่ละคนจะบรรลุนิติภาวะ (เด็กหญิง ฟ. เกิดวันที่ 26 กันยายน 2543 และเด็กหญิง พ. เกิดวันที่ 17 ตุลาคม 2548) ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันรวม 2 คน คือเด็กหญิง ฟ. อายุ 12 ปี และเด็กหญิง พ. อายุ 7 ปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาอันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำนาง บ. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า ตั้งแต่กลางปี 2555 จนถึงวันที่เบิกความ เห็นจำเลยที่ 1 พักอาศัยค้างคืนที่บ้านจำเลยที่ 2 โจทก์นำนาย ค. ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า พบเห็นจำเลยที่ 1 มาประมาณ 2 ปี แต่ที่พบเห็นเป็นประจำว่ามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ประมาณหนึ่งปีครึ่ง โจทก์นำนาย ป. ซึ่งมีบ้านอยู่คนละฝั่งถนนกับบ้านของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า เคยเห็นจำเลยที่ 1 มาที่บ้านจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนอนพักค้างคืนหรืออาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวหรือไม่ แต่เห็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จอดค้างคืนที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งนาง บ. นาย ท. และนาย ป. เป็นเพื่อนบ้านของจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อนและไม่เคยรู้จักกับโจทก์ น่าเชื่อว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามความจริงที่พบเห็น ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ไปนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 นำรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดไว้ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ เดือนละ 6 ถึง 7 ครั้ง ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจและออกงานสังคมร่วมกัน แม้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมประเวณีกัน และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แนะนำบุคคลอื่นให้รู้จักจำเลยที่ 2 ในฐานะภริยา แต่การที่จำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผย จำเลยที่ 1 มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยกันในเวลากลางคืนและแลกเปลี่ยนรถยนต์กันใช้ ช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจเปิดคลินิกตรวจรักษาโรคร่วมกันที่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยใช้ชื่อว่า " ป. การพยาบาลและการผดุงครรภ์" เป็นการแสดงออกว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ต่อกันซึ่งถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครอง ศาลมีอำนาจกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด และอีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์มาตลอดตั้งแต่จำเลยที่ 1 เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และเหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้การหรือสืบพยานว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ในการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง ซึ่งมีอายุ 12 ปีเศษ และ 7 ปีเศษ (ขณะฟ้อง) จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูคนละ 4,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
