ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523 article

ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย,เงื่อนไขการเรียกค่าทดแทนชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง,หย่าแล้วแต่ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่,แยกคดีค่าทดแทนชู้สาวออกจากคดีละเมิดตามมาตรา 420,หลักการที่ศาลต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องแม้โจทก์อ้างละเมิด,ความหมายของคำว่าแสดงตนโดยเปิดเผยในคดีหญิงอื่นกับสามี,ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ในคดีค่าทดแทนชู้สาว,พยานทางอ้อมเช่นติดตาม GPS และนักสืบเพียงพอหรือไม่, บทสนทนาจากการดักฟังโทรศัพท์

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของภริยาในการฟ้องเรียก “ค่าทดแทนจากหญิงอื่น” ในกรณีที่หญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ เมื่อมีการจดทะเบียนหย่าแล้ว ภริยาจะ “หมดสิทธิ” ฟ้องหญิงอื่นโดยสิ้นเชิงหรือไม่ และหากโจทก์ยื่นฟ้องโดยอ้างว่าเป็น “ละเมิด” ศาลจำต้องผูกพันตามฐานละเมิดหรือสามารถปรับบทกฎหมายให้ตรงกับข้อเท็จจริงได้เอง คดีนี้จึงเป็นหลักหมุดสำคัญที่ทำให้เห็นเส้นแบ่งระหว่าง “คดีค่าทดแทนหญิงอื่นตามกฎหมายครอบครัว” กับ “คดีละเมิดทั่วไป” รวมถึงกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์คำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่าต้องเป็นพฤติการณ์เชิงสังคมที่ทำให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยวงแวดล้อมรับรู้ได้ ไม่ใช่เพียงข้อสงสัยจากการติดตาม การดักฟัง หรือพยานทางอ้อมที่ยังไม่ยืนยันภาพความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวได้อย่างหนักแน่น

สรุปข้อเท็จจริงและข้อพิพาทที่แท้จริงของคดี

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ว. จดทะเบียนสมรสและมีบุตรร่วมกัน 2 คน ต่อมาโจทก์กับนาย ว. จดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์เชื่อว่า จำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นมีความสัมพันธ์กับนาย ว. ในทำนองชู้สาวและมีพฤติการณ์ “แสดงตนโดยเปิดเผย” จนทำให้โจทก์เสียหายทั้งทางจิตใจ ชื่อเสียง และต้องยุติชีวิตสมรส โจทก์จึงฟ้องเรียกเงิน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีพฤติการณ์ทำนองชู้สาวหรืออย่างน้อยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผย

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดีมี 2 ชั้นความคิดที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด

(ก) ชั้นแรก: ฐานสิทธิเรียกร้องที่ถูกต้อง คือเป็น “ค่าทดแทนหญิงอื่น” ตามมาตรา 1523 วรรคสอง หรือเป็น “ละเมิด” ตามมาตรา 420 และเมื่อหย่าแล้วสิทธิของโจทก์ยังเหลืออยู่เพียงใด

(ข) ชั้นที่สอง: หากใช้มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์พิสูจน์ได้หรือไม่ว่า จำเลย “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ซึ่งเป็นองค์ประกอบชี้เป็นชี้ตายของคดี

คำวินิจฉัย 

(ก) ศาลต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แม้โจทก์จะเขียนคำฟ้องอ้าง “ละเมิด”

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องและตั้งฐานละเมิดไว้ ไม่ได้ผูกมัดให้ศาลต้องวินิจฉัยตามฐานละเมิดเสมอไป เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้าสู่บทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อชี้ขาดคดี หากข้อเท็จจริงเข้าลักษณะสิทธิเรียกร้องเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ก็ต้องใช้บทเฉพาะนั้นเป็นหลัก มิใช่นำบททั่วไปไปทดแทนจนทำให้หลักเกณฑ์ผิดเพี้ยน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญเชิงปฏิบัติ: ผู้ฟ้องไม่ควรหวัง “เลี่ยงองค์ประกอบ” ของมาตรา 1523 วรรคสอง โดยยกไปอ้างละเมิด เพราะเมื่อกฎหมายครอบครัวกำหนดเงื่อนไขการรับผิดไว้เฉพาะ ศาลย่อมปรับเข้าบทเฉพาะและตรวจองค์ประกอบให้ครบถ้วน

(ข) ความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวที่กระทบสิทธิภริยา เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนด “ค่าทดแทนหญิงอื่น” ไว้เฉพาะ ไม่ใช่ละเมิดทั่วไป

ศาลฎีกาอธิบาย “สาระ” ของระบบกฎหมายว่า กรณีสามีไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นจนกระทบสิทธิภริยา กฎหมายแพ่งฯ วางมาตรา 1523 เป็นบทบัญญัติเฉพาะเพื่อเยียวยา จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรานี้เป็นหลัก โดยเฉพาะวรรคสองที่มุ่งไปที่หญิงอื่นซึ่ง “แสดงตนโดยเปิดเผย” เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว

ผลทางกฎหมายที่ต้องจำให้แม่นคือ ศาลฎีกาชี้ว่า “มิใช่เป็นเรื่องการทำละเมิด” ในความหมายที่จะนำมาตรา 420 มาเป็นฐานตัดสินแทนมาตรา 1523 เมื่อข้อเท็จจริงเข้าลักษณะคดีชู้สาวตามบทเฉพาะแล้ว

(ค) แม้จดทะเบียนหย่าแล้ว ก็ยังอาจฟ้องตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ แต่ต้องเข้าองค์ประกอบ “แสดงตนโดยเปิดเผย”

ศาลฎีกาวางแนวคิดให้เห็นความต่างระหว่างวรรคหนึ่งกับวรรคสองของมาตรา 1523 โดยในคดีนี้โจทก์หย่าแล้วจึงไม่อาจอาศัยสิทธิในส่วนที่ผูกกับสถานะสามีภริยาตามวรรคหนึ่ง แต่ยังอาจฟ้องหญิงอื่นได้ในกรอบวรรคสอง “แม้จะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วก็ตาม” ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าเมื่อหย่าแล้วฟ้องได้ทุกกรณี หากแต่ต้องพิสูจน์องค์ประกอบของวรรคสองให้ครบถ้วนยิ่งกว่าเดิม เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องเฉพาะที่กฎหมายวางเงื่อนไขไว้เคร่งครัด

(ง) มาตรฐานพยานหลักฐาน: “แสดงตนโดยเปิดเผย” ต้องมีพฤติการณ์ภายนอกที่สื่อสารต่อสังคมหรือบุคคลทั่วไป ไม่ใช่เพียงหลักฐานลับ/ทางอ้อม

ศาลฎีกาพิจารณาพยานของโจทก์แล้วเห็นว่า หลักฐานที่โจทก์อ้างจำนวนมากเป็น “การสืบทราบโดยลับ” หรือเป็นการอนุมาน เช่น บทสนทนาจากการดักฟังโทรศัพท์ การติดตามด้วยนักสืบ การติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์ (GPS) หรือการสรุปว่าไปบ้านจำเลยบ่อยและออกหลังเที่ยงคืน โดยโจทก์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง และไม่มีพยานหรือภาพถ่ายยืนยันให้เห็นพฤติการณ์เปิดเผยต่อสังคม

แม้มีพยานบางส่วนว่าเคยเห็นจำเลยนั่งรถด้วยกัน พบเดินออกจากห้างด้วยกัน หรือขับรถมาส่งหน้าบ้าน แต่ศาลเห็นว่ายังไม่เพียงพอจะยกระดับเป็น “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว เพราะพฤติการณ์ดังกล่าวยังอาจตีความเป็นความสัมพันธ์ตามงาน/สังคมทั่วไปได้ และยังขาดน้ำหนักที่ทำให้สังคมรับรู้ในเชิงชู้สาวอย่างชัดแจ้ง

ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยฐานละเมิดไม่ถูกต้อง แต่เมื่อหันมาจับองค์ประกอบมาตรา 1523 วรรคสองแล้ว ผลสุดท้ายโจทก์ยังไม่ชนะ เพราะพิสูจน์ “การแสดงตนโดยเปิดเผย” ไม่ได้

(จ) ประเด็นกระบวนพิจารณา: ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้โดยไม่ย้อนสำนวนเมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว

ศาลฎีการะบุว่า แม้ศาลล่างยังมิได้วินิจฉัยประเด็น “แสดงตนโดยเปิดเผย” อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปยังศาลล่าง การวางหลักนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องความประหยัดและความรวดเร็วของกระบวนพิจารณาเมื่อข้อเท็จจริงพร้อมให้ตัดสินแล้ว

วิเคราะห์หลักกฎหมาย และเจตนารมณ์ของมาตรา 1523 วรรคสอง 

(ก) มาตรา 1523 คือระบบเยียวยา “ศักดิ์ศรีชีวิตสมรส” โดยกำหนดเงื่อนไขคัดกรองความรับผิดของหญิงอื่น

เจตนารมณ์ของมาตรา 1523 ไม่ได้มุ่งลงโทษความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบกว้าง ๆ แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของคู่สมรสที่ถูกกระทบ โดยเฉพาะความสงบสุขของครอบครัวและเกียรติคุณของภริยา/สามีที่ถูกทำให้เสื่อมเสีย อย่างไรก็ดี กฎหมายไม่ได้กำหนดให้หญิงอื่นต้องรับผิดทุกกรณี เพราะจะกระทบเสรีภาพส่วนบุคคลและก่อให้เกิดการฟ้องร้องโดยอาศัยความสงสัยเป็นหลัก

จึงมี “เงื่อนไขสำคัญ” ในวรรคสอง คือหญิงอื่นต้อง “แสดงตนโดยเปิดเผย” เพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว เงื่อนไขนี้ทำหน้าที่กรองคดีให้เหลือเฉพาะกรณีที่พฤติการณ์ของหญิงอื่นก้าวล่วงออกจากเรื่องส่วนตัวไปสู่การประกาศสถานะเชิงสังคม จนสร้างความอับอายและทำลายศักดิ์ศรีของคู่สมรสอีกฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

(ข) หลักบทเฉพาะตัดบททั่วไป: เมื่อเข้ามาตรา 1523 แล้ว ไม่ควรโยกไปละเมิดเพื่อเลี่ยงองค์ประกอบ

มาตรา 420 เป็นบททั่วไปของละเมิดที่ใช้ได้เมื่อไม่มีบทเฉพาะรองรับ แต่เมื่อกฎหมายครอบครัววางบทเฉพาะสำหรับกรณีชู้สาวไว้แล้ว การยกละเมิดมาแทนย่อมทำให้ “มาตรฐานความรับผิด” เปลี่ยนไปและทำให้เงื่อนไข “แสดงตนโดยเปิดเผย” ถูกทำให้ไร้ความหมาย ศาลฎีกาจึงยืนยันว่า กรณีนี้ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1523 วรรคสองเท่านั้น

ข้อสังเกตเชิงวิชาการคือ หลักนี้ช่วยรักษาสมดุลระหว่างสิทธิในการฟ้องของภริยา กับการป้องกันการฟ้องแบบกล่าวหาโดยไร้หลักฐานหนักแน่น เพราะถ้าเปิดช่องให้ฟ้องละเมิดได้ง่าย เงื่อนไขคัดกรองในมาตรา 1523 วรรคสองจะถูกทำลายทันที

(ค) ความหมายเชิงปฏิบัติของ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามแนวศาลฎีกา

จากการชั่งน้ำหนักพยานในคดีนี้ ทำให้เห็น “แก่น” ของคำว่าเปิดเผยว่า ต้องเป็นการแสดงออกของหญิงอื่นที่สื่อสารต่อบุคคลภายนอกในลักษณะที่บ่งชี้ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เช่น การวางตัว การประกาศสถานะ การใช้ชีวิตคู่ให้สังคมรับรู้ หรือการกระทำที่ไม่ใช่เพียงการพบปะตามปกติ แต่สะท้อนความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจนเป็นที่ประจักษ์

ในทางกลับกัน หลักฐานที่เป็นการสืบทราบโดยลับ เช่น ดักฟัง ติดตาม GPS หรือข้อสันนิษฐานว่าพักอยู่ดึก แม้สร้างความเชื่อในใจโจทก์ แต่ยังไม่พอจะยืนยัน “การแสดงตนโดยเปิดเผย” เพราะแก่นของวรรคสองอยู่ที่การแสดงออก “ต่อภายนอก” มิใช่ความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้น “หลังฉาก” โดยไม่มีการสื่อสารต่อสังคม

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

แนวศาลฎีกาในคดีประเภทนี้โดยสาระมักยืนอยู่บน 3 แกน

(ก) ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ผูกมัดตามคำอ้างของคู่ความ เพื่อให้คดีถูกวางอยู่ในกรอบกฎหมายที่เหมาะสม

(ข) คดีค่าทดแทนหญิงอื่นเป็นสิทธิเรียกร้องเฉพาะในกฎหมายครอบครัว จึงต้องพิสูจน์องค์ประกอบเฉพาะ โดยเฉพาะ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ซึ่งเป็นด่านสำคัญ

(ค) พยานทางอ้อมต้องมีความหนักแน่นถึงขั้นเชื่อมโยงไปยังพฤติการณ์เปิดเผย มิใช่เพียงทำให้ “น่าสงสัย” ว่ามีความสัมพันธ์กัน

ในเชิงยุทธศาสตร์คดี หากต้องการ “ชนะ” ในฐานมาตรา 1523 วรรคสอง จุดชี้ขาดไม่ใช่การสะสมข้อมูลลับจำนวนมาก แต่คือการหาพยานที่สะท้อน “การแสดงตน” ต่อบุคคลอื่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น พยานบุคคลที่เห็นการวางตัวเชิงคู่รักในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง หลักฐานที่สื่อสารกับบุคคลภายนอกโดยสมัครใจ หรือพฤติการณ์ที่ทำให้ชุมชน/ที่ทำงานรับรู้ในเชิงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องทำโดยชอบด้วยกฎหมายและน่าเชื่อถือในชั้นศาล

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในบังคับมาตรา 1523 วรรคสอง มิใช่ละเมิด แต่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผย จึงพิพากษายืนยกฟ้อง และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกิน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญ 3 ประการที่ต้องถือเป็น “แกน” ในการดำเนินคดีค่าทดแทนชู้สาวจากหญิงอื่น กล่าวคือ (1) เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องกระทบสิทธิของคู่สมรสจากความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว กฎหมายได้บัญญัติสิทธิเรียกร้องไว้เป็นการเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง จึงต้องวางคดีอยู่ในกรอบบทเฉพาะ มิอาจอาศัยบทละเมิดตามมาตรา 420 เพื่อเลี่ยงองค์ประกอบแห่งความรับผิดหรือเพื่อให้มาตรฐานการพิสูจน์หย่อนลง (2) ศาลมีอำนาจหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง แม้คู่ความจะบรรยายฟ้องหรือโต้แย้งในฐานใดก็ตาม เพราะความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาย่อมตั้งอยู่บนการใช้บทกฎหมายที่ถูกต้อง มิใช่ถูกจำกัดด้วยถ้อยคำตั้งข้อหาของคู่ความ (3) องค์ประกอบ “แสดงตนโดยเปิดเผย” เป็นเงื่อนไขคัดกรองความรับผิดที่เข้มงวด โดยมุ่งเอาพฤติการณ์ภายนอกที่สื่อสารต่อสังคมหรือบุคคลภายนอกในลักษณะทำให้รับรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงข้อมูลลับ การติดตาม การดักฟัง หรือข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ยืนยันภาพการแสดงตนต่อสาธารณะได้ เมื่อโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ถึงขั้นดังกล่าว แม้จะมีความเชื่อส่วนตนว่ามีความสัมพันธ์กัน ก็ไม่อาจให้ศาลลงโทษทางแพ่งด้วยค่าทดแทนได้ อันเป็นการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองศักดิ์ศรีชีวิตสมรสกับการป้องกันการฟ้องร้องโดยอาศัยความระแวงเป็นฐาน

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ภริยามีสิทธิฟ้องเรียก “ค่าทดแทนจากหญิงอื่น” ที่มีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้หรือไม่ หลังจากได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว และต้องพิสูจน์องค์ประกอบใดจึงจะเรียกค่าทดแทนได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวอยู่ภายใต้บทบัญญัติพิเศษของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มิใช่ความรับผิดฐานละเมิดตามมาตรา 420 และภริยาจะเรียกค่าทดแทนได้ต่อเมื่อหญิงอื่น “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวเท่านั้น หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

บทบัญญัตินี้เป็นกฎหมายเฉพาะในกฎหมายครอบครัวที่กำหนดสิทธิของภริยาในการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสามีในลักษณะชู้สาว โดยเงื่อนไขสำคัญคือหญิงอื่นต้องมีพฤติการณ์ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่น การเรียกค่าทดแทนในกรณีนี้จึงไม่ใช่ความรับผิดฐานละเมิดทั่วไป แต่เป็นสิทธิเรียกร้องเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง แม้ภริยากับสามีจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วก็ยังสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ หากองค์ประกอบตามมาตรา 1523 วรรคสองครบถ้วน

2. การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว

คำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง หมายถึงพฤติการณ์ที่หญิงอื่นแสดงออกต่อสังคมหรือบุคคลทั่วไปให้เห็นว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่นในลักษณะชู้สาวอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการพบปะกันเป็นครั้งคราวหรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยปกปิด ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลักฐานที่โจทก์นำสืบ เช่น การดักฟังโทรศัพท์ การติดตามด้วยนักสืบ หรือการพบเห็นเดินห้างหรือขึ้นรถด้วยกัน ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. หย่าแล้วภริยายังฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทนชู้สาวได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลัก หากข้อเท็จจริงเข้าลักษณะมาตรา 1523 วรรคสอง ภริยาอาจยังฟ้องหญิงอื่นได้แม้จดทะเบียนหย่าแล้ว เพราะวรรคสองมุ่งเอาความรับผิดของหญิงอื่นที่ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว อย่างไรก็ดี การฟ้องหลังหย่าไม่ได้ทำให้ชนะคดีโดยอัตโนมัติ โจทก์ยังต้องพิสูจน์องค์ประกอบให้ครบถ้วน โดยเฉพาะพฤติการณ์ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ซึ่งเป็นสาระสำคัญของบทบัญญัติ หากเป็นเพียงความสงสัยหรือหลักฐานทางอ้อมที่ยังไม่สะท้อนการแสดงตัวต่อสังคม ศาลอาจยกฟ้องได้ แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายทางจิตใจหรือชื่อเสียงก็ตาม

คำถาม

2. หากโจทก์เขียนคำฟ้องว่าเป็น “ละเมิด” ศาลต้องตัดสินตามละเมิดเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น ศาลมีอำนาจหน้าที่ต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้อง แม้โจทก์จะตั้งข้อหาในคำฟ้องว่าเป็นละเมิดก็ตาม หากข้อเท็จจริงเป็นกรณีที่กฎหมายมีบทบัญญัติเฉพาะรองรับ เช่น ค่าทดแทนหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง ศาลย่อมวางคดีในกรอบบทเฉพาะนั้น การยืนยันหลักนี้มีความสำคัญเพื่อป้องกันการเลือกฐานฟ้องเพื่อเลี่ยงองค์ประกอบแห่งความรับผิด และทำให้มาตรฐานการพิสูจน์คงความเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

คำถาม

3. คำว่า “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523 วรรคสอง หมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ

คำตอบ

“แสดงตนโดยเปิดเผย” หมายถึง พฤติการณ์ที่หญิงอื่นแสดงออกต่อบุคคลภายนอกหรือในที่สาธารณะจนทำให้ผู้อื่นรับรู้ได้ว่า ตนมีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว เป็นการสื่อสารเชิงสถานะหรือการวางตัวที่เกินกว่าการคบหาตามปกติ และมีลักษณะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คู่สมรสอีกฝ่าย เงื่อนไขนี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความสัมพันธ์ลับหลังเพียงอย่างเดียว แต่เน้น “การเปิดเผย” ต่อภายนอก ดังนั้นพยานหลักฐานต้องชี้ไปยังพฤติการณ์ภายนอกที่หนักแน่น ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานหรือข้อมูลที่รู้กันเฉพาะผู้ติดตาม

คำถาม

4. หลักฐานแบบดักฟังโทรศัพท์ ติด GPS หรือจ้างนักสืบ เพียงพอจะชนะคดีหรือไม่

คำตอบ

โดยแนววินิจฉัยของศาล หลักฐานลักษณะดังกล่าวมักเป็นเพียงข้อมูลประกอบหรือพยานทางอ้อม และอาจไม่เพียงพอจะพิสูจน์ “แสดงตนโดยเปิดเผย” เพราะเป็นการสืบทราบโดยลับ มิใช่พฤติการณ์ที่หญิงอื่นแสดงออกต่อสังคมด้วยตนเอง อีกทั้งศาลยังพิจารณาน้ำหนักความน่าเชื่อถือว่าโจทก์เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ มีภาพถ่าย พยานบุคคลภายนอก หรือพยานแวดล้อมที่ยืนยันการแสดงตัวต่อสาธารณะหรือไม่ หากมีเพียงการติดตามแล้วสรุปว่าไปมาหาสู่กันบ่อยหรืออยู่ดึก โดยขาดหลักฐานภายนอกยืนยัน ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงเกณฑ์รับฟังให้เกิดความรับผิดได้

คำถาม

5. การเห็นหญิงอื่นนั่งรถด้วยกัน เดินห้างด้วยกัน หรือไปส่งหน้าบ้าน ถือเป็น “แสดงตนโดยเปิดเผย” หรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยเสมอไป เพราะพฤติการณ์ดังกล่าวอาจตีความได้หลายทาง เช่น ความสัมพันธ์ทางงาน ทางสังคม หรือการพบปะทั่วไป ศาลจะดูความต่อเนื่อง น้ำหนัก และบริบทโดยรวมว่าเป็นการวางตัวเชิงคู่รักในทำนองชู้สาวหรือไม่ และทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจความสัมพันธ์นั้นอย่างชัดแจ้งเพียงใด หากเป็นเหตุการณ์โดด ๆ ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่มีพฤติการณ์ประกอบที่ชี้ไปยังความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างเด่นชัด ศาลอาจเห็นว่าไม่ถึงระดับ “เปิดเผย” ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

คำถาม

6. คดีค่าทดแทนหญิงอื่นต่างจากคดีละเมิดอย่างไร และทำไมศาลจึงย้ำว่า “ไม่ใช่ละเมิด”

คำตอบ

คดีค่าทดแทนหญิงอื่นเป็นสิทธิเรียกร้องเฉพาะในกฎหมายครอบครัวที่กำหนดองค์ประกอบและเงื่อนไขความรับผิดไว้โดยตรง โดยเฉพาะ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ซึ่งเป็นตัวกรองความรับผิด ส่วนละเมิดตามมาตรา 420 เป็นบททั่วไปที่ใช้เมื่อไม่มีบทเฉพาะรองรับ หากเปิดให้ใช้ละเมิดแทน จะทำให้เงื่อนไขเฉพาะในมาตรา 1523 วรรคสองถูกลดทอนและเปิดช่องให้ฟ้องง่ายเกินควร ศาลจึงย้ำหลักบทเฉพาะตัดบททั่วไป เพื่อคงเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองชีวิตสมรสอย่างสมดุล และป้องกันการฟ้องร้องโดยอาศัยความระแวงหรือหลักฐานไม่หนักแน่น

คำถาม

7. ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงเองได้หรือไม่ หากศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัยบางประเด็น

คำตอบ

ทำได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อคู่ความสืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอยู่ในสำนวนครบถ้วน ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยเองเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า โดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปยังศาลล่างให้พิจารณาใหม่ หลักนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องความรวดเร็วและประหยัดของกระบวนพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลฎีกาจะทำเช่นนี้ทุกคดี ต้องพิจารณาตามความพร้อมของสำนวนและความเป็นธรรมต่อคู่ความเป็นสำคัญ

คำถาม

8. หากต้องการฟ้องให้ชนะคดีตามมาตรา 1523 วรรคสอง ควรเน้นพิสูจน์เรื่องใดมากที่สุด

คำตอบ

ควรเน้นพิสูจน์ “การแสดงตนโดยเปิดเผย” ให้เป็นรูปธรรมและมีน้ำหนักสูง โดยหาพยานหลักฐานที่สะท้อนการแสดงออกต่อภายนอกอย่างชัดแจ้ง เช่น พยานบุคคลที่ไม่ใช่เครือญาติซึ่งเห็นพฤติการณ์เชิงคู่รักในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง หลักฐานที่หญิงอื่นสื่อสารต่อผู้อื่นในเชิงสถานะความสัมพันธ์ หรือพฤติการณ์แวดล้อมที่ทำให้ชุมชน/ที่ทำงานรับรู้ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวได้จริง ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมายของการได้มาแห่งพยานหลักฐานและความน่าเชื่อถือ เพราะศาลจะไม่ตัดสินลงโทษทางแพ่งจากความสงสัยหรือการอนุมานลอย ๆ แม้ผู้ฟ้องจะเจ็บปวดเสียหายเพียงใดก็ตาม

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2560

โจทก์ในฐานะภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้ขณะฟ้องจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว กรณีมิใช่การกระทำละเมิด

ส่วนปัญหาจำเลยต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยชำระ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างฐานละเมิด ศาลไม่จำต้องผูกพันตามฐานที่โจทก์ตั้ง แต่ต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้อง กรณีภริยาถูกกระทบจากความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวของสามีกับหญิงอื่นเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ภริยาจึงอาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ได้ แม้จดทะเบียนหย่าแล้ว และไม่ใช่เรื่องละเมิดตามมาตรา 420 ที่ศาลอุทธรณ์นำไปปรับจึงไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผย หลักฐานจากการดักฟัง การจ้างนักสืบ การติด GPS รวมทั้งการพบเห็นบางครั้ง เช่น นั่งรถ เดินห้าง หรือไปส่งหน้าบ้าน ยังไม่เพียงพอ จึงพิพากษายืนยกฟ้อง และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกิน 18,000 บาท โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับในส่วนที่เหลือ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ว. โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 มีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนาย ว. จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 โจทก์เป็นผู้บริหารของโรงเรียน นาย ว. ประกอบอาชีพอาจารย์และวิทยากร จำเลยรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำละเมิด แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีพฤติกรรมทำนองชู้สาว แต่กระทำด้วยความสมัครใจ มิใช่การทำผิดกฎหมาย เป็นการวินิจฉัยนอกอุทธรณ์ เพราะจำเลยอุทธรณ์เพียงว่าจำเลยไม่ได้มีพฤติกรรมทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ทั้งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดจากการที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว ค่าทดแทนส่วนนี้เป็นค่าเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย จึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้ นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องว่าละเมิด ก็ไม่ผูกมัดว่าศาลจะต้องนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องละเมิดมาปรับแก่คดีดังที่โจทก์ตั้งข้อหา แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยติดต่อและแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่เมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์เสียสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียนาย ว. สามีอันมีค่าของโจทก์ไป โจทก์ได้รับความชอกช้ำระกำใจ อับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ โจทก์จำใจต้องจดทะเบียนหย่ากับนาย ว. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ หากฟ้องโจทก์เป็นความจริง ก็หาใช่เป็นเรื่องละเมิดไม่ เพราะกรณีที่สามีไปมีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับหญิงอื่นอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของภริยานั้น มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเท่านั้น ภริยาจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้ แม้จะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วก็ตาม จึงมิใช่เป็นเรื่องการทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทกฎหมายในเรื่องละเมิดและวินิจฉัยว่าจำเลยทำละเมิดหรือไม่ จึงไม่ถูกต้อง

ส่วนปัญหาที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว และต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ นั้น ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า การที่ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวได้ ก็เฉพาะแต่หญิงนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนอง ชู้สาว สำหรับบทสนทนาที่โจทก์อ้างว่าได้จากการดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. มิใช่จำเลยกระทำการใดๆ อันเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมของจำเลยกับนาย ว. และติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์(GPS) ที่รถยนต์ของนาย ว. และติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. ทำให้ทราบว่านาย ว. ไปที่บ้านจำเลยบ่อยครั้งและออกจากบ้านจำเลยหลังเวลา 24 นาฬิกา นั้น โจทก์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองและไม่มีผู้ใดเป็นพยานหรือภาพถ่ายเป็นหลักฐานให้เห็นเช่นนั้น ลำพังเพียงโจทก์มีนาย ร. หลานชายของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าเคยเห็นจำเลยนั่งในรถของนาย ว. และต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบจำเลยและนาย ว. เดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยกัน และที่โจทก์ นาง ส. และนาย ร. เบิกความว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16 นาฬิกา นาย ว. ขับรถยนต์มาส่งจำเลยที่หน้าบ้านของจำเลย นั้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีเพียง 100,000 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาล 20,000 บาท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 18,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 18,000 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ article
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน article
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย article
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก article
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี article
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท article
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า article
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว article
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย article
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ article
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง article
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่ article
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี article
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 article
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง article
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา article
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท article
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 article
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม article
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี article
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า article
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย