
| สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การตีความสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของคู่สมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าสิทธิดังกล่าวเมื่อมีการใช้สิทธิฟ้องร้องแล้ว จะถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ระงับไปเมื่อผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตาย หรือเป็นสิทธิที่ตกทอดเป็นมรดกให้แก่ทายาทสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ รวมถึงประเด็นอำนาจของผู้อนุบาลและทายาทในการเข้าเป็นคู่ความแทนในคดีครอบครัว ตลอดจนหลักเกณฑ์การกำหนดค่าทดแทนจากบุคคลที่สามซึ่งมีส่วนทำให้ชีวิตสมรสของโจทก์ล่มสลาย คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สะท้อนแนวคิดของศาลฎีกาในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้เสียเปรียบ โดยไม่จำกัดความยุติธรรมไว้เพียงช่วงเวลาที่คู่ความยังมีชีวิตอยู่ หากแต่ขยายไปถึงการคุ้มครองผลประโยชน์ทางกฎหมายซึ่งได้ก่อรูปขึ้นแล้ว และสมควรได้รับการสืบทอดตามหลักมรดกและความเป็นธรรมในคดีครอบครัว สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศออสเตรเลียและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อมาโจทก์มีปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ โดยบุตรของโจทก์เป็นผู้อนุบาล โจทก์ฟ้องขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังและในอนาคต ค่ารักษาพยาบาล คืนเงินที่เบิกถอนไปโดยมิชอบ และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้อนุบาลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอนุญาตเฉพาะบางประเด็น ได้แก่ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล และค่าทดแทน คำวินิจฉัยของศาลแต่ละประเด็น ประเด็นสำคัญคือ (1) สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ (2) เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ (3) ค่าทดแทนที่กำหนดแก่จำเลยที่ 2 สูงเกินสมควรหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1461 วรรคสอง เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วในระหว่างสมรส และเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องก่อนถึงแก่ความตาย สิทธินี้ย่อมไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ แต่เป็นกองมรดกตามมาตรา 1600 และตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1461 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสที่อ่อนแอให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ส่วนมาตรา 1599 และ 1600 มุ่งคุ้มครองทรัพย์สิทธิที่ก่อรูปแล้วไม่ให้ระงับไปโดยไม่เป็นธรรมเพียงเพราะการตาย ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “การใช้สิทธิแล้ว” เป็นตัวแบ่งระหว่างสิทธิเฉพาะตัวกับสิทธิที่ตกทอดได้ ซึ่งสะท้อนหลักความเป็นธรรมและความต่อเนื่องของกระบวนการยุติธรรม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ศาลฎีกายึดถือว่า หากสิทธิใดมีลักษณะเป็นทรัพย์สิทธิและผู้ทรงสิทธิได้แสดงเจตนาใช้สิทธิแล้ว ย่อมตกทอดเป็นมรดก เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนถึงวันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย และคงค่าทดแทน 3. ศาลฎีกา เห็นพ้องว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดก และค่าทดแทนที่กำหนดเหมาะสมแล้ว เพียงแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า สิทธิในคดีครอบครัวมิได้เป็นสิทธิเฉพาะตัวเสมอไป หากแต่ต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งสิทธิและการใช้สิทธินั้นประกอบกัน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความยุติธรรมเชิงสาระ มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเทคนิค อันเป็นการขยายการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียเปรียบและทายาทอย่างเหมาะสมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากผู้ทรงสิทธิได้ใช้สิทธิฟ้องร้องแล้วก่อนถึงแก่ความตาย 2. คำถาม ผู้อนุบาลสามารถดำเนินคดีแทนผู้ตายได้หรือไม่ คำตอบ ได้เฉพาะประเด็นที่ศาลอนุญาตและไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ 3. คำถาม การเสียชีวิตของโจทก์ทำให้คดีหย่าสิ้นสุดหรือไม่ คำตอบ ใช่ คดีหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวและระงับไปเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย 4. คำถาม ศาลพิจารณาค่าทดแทนจากบุคคลที่สามอย่างไร คำตอบ พิจารณาจากพฤติการณ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และความเหมาะสมตามหลักความเป็นธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2566 เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น แม้จะสละหรือโอนมิได้และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 1598/41 ก็ตาม แต่โจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนที่จะถึงแก่ความตาย ประกอบกับโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิแล้ว สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์โดยแท้ และเป็นกองมรดกของโจทก์ตามมาตรา 1600 เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายสิทธินี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 ฎีกาย่อสั้น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่า หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือคำพิพากษาแทนการจดทะเบียนหย่า พร้อมให้แบ่งสินสมรส และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลที่ผู้อนุบาลออกให้รวม 7,698,317 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมทั้งให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง 70 เดือน เดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 7,000,000 บาท และให้ชำระต่อไปอีก 5 ปี เดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 6,000,000 บาท อีกทั้งให้คืนเงินที่เบิกไปใช้ส่วนตัว 9,205,717.53 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้แบ่งเงินฝากต่างประเทศรวม 4,425,464.84 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง 2,212,732.42 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมถึงให้คืนเงินที่เบิกถอนโดยมิชอบจากบัญชีเงินฝากในไทย 17,777,313.98 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง 8,888,656.99 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมชำระค่าทดแทน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาชั้นอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นางบุพณียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาตเฉพาะประเด็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล การคืนเงินในบัญชีเงินฝากจากจำเลยที่ 1 และค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 แต่ไม่อนุญาตในประเด็นหย่าและแบ่งสินสมรส ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง แม้เป็นสิทธิที่สละหรือโอนไม่ได้ แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนถึงแก่ความตายและได้ใช้สิทธิฟ้องแล้ว จึงไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ ถือเป็นกองมรดกตามมาตรา 1600 และตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูชอบแล้ว ส่วนค่าทดแทนที่ให้จำเลยที่ 2 ชำระ 1,000,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมตามพฤติการณ์และฐานะของคู่ความ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ไขเรื่องดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (19 ตุลาคม 2561) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (อัตราหลังให้ปรับตามที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่เกิน 7.5% ตามที่ขอ) และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ก. กับโรงพยาบาล ล. ที่ผู้อนุบาลต้องเสียไปเป็นเงิน 6,461,630 บาท ค่ายาและอุปกรณ์การแพทย์ 1,236,687 บาท รวมเป็นเงิน 7,698,317 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 70 เดือน เดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 7,000,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ต่อไปนับถัดจากวันฟ้องอีก 5 ปี ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท เป็นเงิน 6,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่เบิกถอนไปใช้ส่วนตัว 9,205,717.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้แบ่งสินสมรสเงินฝากบัญชีธนาคาร อ. บัญชีเลขที่ 9816-4xxxx จำนวน 137,271.84 ดอลลาร์ออสเตรเลีย บัญชีเลขที่ 9989-3xxxx จำนวน 33,401.91 ดอลลาร์ออสเตรเลีย บัญชีเลขที่ 9992-8xxxx จำนวน 14,414.70 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นเงิน 4,425,464.84 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,212,732.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่เบิกถอนไปโดยมิชอบจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 261-4-06xxxx จำนวน 17,777,313.98 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 8,888,656.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางบุพณี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะประเด็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่ารักษาพยาบาล คืนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์จากจำเลยที่ 1 และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ส่วนประเด็นฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสไม่อนุญาต ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยโจทก์มีบุตรกับสามีเดิม คือ นางบุพณี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสัญชาติออสเตรีย โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่สาธารณรัฐออสเตรียเมื่อปี 2519 และพักอาศัยอยู่ที่ประเทศดังกล่าวโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาปี 2543 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ย้ายกลับมาอยู่ในประเทศไทย และปี 2556 โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ต่อมาศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยมีนางบุพณีบุตรโจทก์เป็นผู้อนุบาล ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโจทก์ถึงแก่ความตาย นางบุพณียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะประเด็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ สิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู เรียกค่ารักษาพยาบาล คืนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์จากจำเลยที่ 1 และฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ส่วนประเด็นฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสไม่อนุญาต คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์สูงเกินไปหรือไม่ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ โดยสิทธิที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น แม้จะสละหรือโอนมิได้ และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 1598/41 ก็ตาม แต่โจทก์มีสิทธิดังกล่าวก่อนที่จะถึงแก่ความตายประกอบกับโจทก์ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิแล้ว สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์โดยแท้ และเป็นกองมรดกของโจทก์ตามมาตรา 1600 เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายสิทธินี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์นั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตลอดจนฐานะความเป็นอยู่ และสถานะทางสังคมของโจทก์ และจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2519 ที่สาธารณรัฐออสเตรีย จนปี 2543 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงย้ายกลับมาอยู่กินด้วยกันในประเทศไทยต่อ อันเป็นการครองชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนทั้งคู่ต่างเข้าสู่วัยชราที่คาดหวังเพื่อฝากอนาคตและชีวิตไว้กับอีกฝ่ายเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน ประกอบกับโจทก์ซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องด้วยแล้วยิ่งต้องการความรักและกำลังใจจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีมากกว่าคู่สมรสทั่วไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและสะเทือนใจโจทก์เป็นอย่างยิ่ง โดยจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมและก่อให้เกิดการล่มสลายในชีวิตครอบครัวของโจทก์โดยตรง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท นั้น เหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีเสียดอกเบี้ยให้แก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้นดอกเบี้ยของค่าทดแทนที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์ จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยในส่วนนี้ให้ปรับเปลี่ยนไปตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





