
| สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การบังคับสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรส การใช้สิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าว การกำหนดค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าตามมาตรา 1526 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงที่อยู่กินฉันภริยาในขณะยังมีภริยาชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1523 และมาตรา 1525 รวมทั้งปัญหาเรื่องการแบ่งสินสมรสในกิจการคลินิกเอกชนและความรับผิดในหนี้เงินกู้ที่คู่สมรสได้ใช้ร่วมกันในระหว่างสมรส แก่นของคดีนี้อยู่ที่ข้อสัญญาระหว่างสมรสที่กำหนดให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของสามีตกเป็นของภริยาทันทีเมื่อสามีประพฤติผิดศีลธรรมอันดีระหว่างสามีภริยา โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมห้ามบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาเป็นเวลาถึง 20 ปี การตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสตามมาตรา 1469 และมาตรา 150 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวางแนววินิจฉัยให้ชัดเจน นอกจากนั้น ศาลยังต้องพิจารณาว่า การที่สามีจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้ภริยาในช่วงที่มีปัญหาครอบครัวและทำสัญญาระหว่างสมรสกันนั้น เป็นการแบ่งสินสมรสในกิจการคลินิกแล้วเสร็จหรือไม่ สิทธิของภริยาในการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพจะเริ่มนับจากวันฟ้องหรือวันคำพิพากษาหย่าถึงที่สุด ตลอดจนความเหมาะสมของจำนวนค่าทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้สามีและหญิงอีกคนร่วมรับผิด และขอบเขตความรับผิดในหนี้เงินกู้ที่กู้มาใช้กับกิจการคลินิกภายหลังการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญสำหรับนักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานด้านคดีครอบครัว ในการทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เรื่องสัญญาระหว่างสมรส การคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางทรัพย์สิน การกำหนดค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนจากชู้ ตลอดจนการจำแนกสินส่วนตัว สินสมรส และหนี้ที่ยังต้องร่วมรับผิดหลังการหย่าอย่างเป็นระบบ ข้อเท็จจริงโดยสรุป 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างสมรสได้จัดตั้งคลินิกเอกชนชื่อ “คลินิกกรุงเทพราม 2” โดยมีการใช้ทรัพย์สินและแรงงานของทั้งสองฝ่าย 2. จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินรวม 5 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ต่อมาคู่สมรสทำสัญญาระหว่างสมรส โดยมีสาระสำคัญคือ o จำเลยที่ 1 จะไม่โอน จำนอง ขายฝาก ให้เช่าระยะยาว หรือใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นประกันแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน o จำเลยที่ 1 จะไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีระหว่างสามีภริยาอันเป็นเหตุให้สิ้นสุดการสมรส o หากฝ่าฝืนเงื่อนไขข้างต้น ทรัพย์สินตามข้อ 1 ให้ตกเป็นสิทธิของโจทก์ทันที และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับโอนกรรมสิทธิ์ได้ o มีข้อตกลงเพิ่มเติม “ห้ามบอกล้างหรือยกเลิกสัญญา” เป็นเวลาถึง 20 ปี 3. ต่อมา จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าว ขณะยังเป็นสามีภริยากับโจทก์ 4. จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ทั้งที่โจทก์ยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ฟ้องหย่า เรียกให้โอนที่ดินพิพาท 5 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพรายเดือน เรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง และขอแบ่งสินสมรส ได้แก่ รถยนต์ บ้านพร้อมที่ดิน และกิจการคลินิกกรุงเทพราม 2 5. ฝ่ายจำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว สัญญาระหว่างสมรสถูกบอกล้างแล้ว จึงไม่มีผลผูกพัน และอ้างว่าได้ชดเชยส่วนแบ่งคลินิกแก่โจทก์แล้วโดยการจ่ายแคชเชียร์เช็ค 340,000 บาท ส่วนค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนเห็นว่าเกินสมควร และมีหนี้เงินกู้ธนาคารที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด 6. จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาอยู่ก่อน และหากต้องรับผิดค่าทดแทนก็ไม่ควรเกินจำนวนเล็กน้อย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ผลใช้บังคับของสัญญาระหว่างสมรสและข้อตกลงห้ามบอกล้างสัญญา 20 ปี o ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวเป็น “สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรส” ที่ทำในระหว่างที่คู่สมรสยังเป็นสามีภริยากัน o ข้อสัญญาที่กำหนดให้ที่ดินสินส่วนตัวทั้ง 5 แปลงตกเป็นสิทธิของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดศีลธรรม อาศัยฐานเป็นเงื่อนไขในสัญญา แม้ในหลักการจะเป็นการตกลงเรื่องทรัพย์สินได้ แต่ o ข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ให้ “ไม่อาจบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาเป็นเวลา 20 ปี” เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสให้สามารถบอกล้างหรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำกันระหว่างสมรสได้ เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบภายใต้อิทธิพลของความเสน่หา o เมื่อข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อมาตรา 1469 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทกฎหมาย อันตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ส่งผลให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และสัญญาระหว่างสมรสไม่มีผลผูกพันอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้โอนที่ดินตามสัญญา 2. การแบ่งทรัพย์สินในกิจการคลินิกกรุงเทพราม 2 o ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องว่า เงิน 340,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์ก่อนฟ้อง เป็น “ส่วนแบ่งสินสมรสในกิจการคลินิก” หรือเป็น “การชำระหนี้ยืม” ตามคำอ้างของโจทก์ o พิเคราะห์พฤติการณ์ก่อนมีการทำสัญญาระหว่างสมรสและขณะเกิดปัญหาครอบครัว เห็นได้ว่า การจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวสอดคล้องกับการตกลงปิดบัญชีทรัพย์สินในกิจการคลินิกมากกว่า มิใช่หนี้ยืมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง o ศาลจึงรับฟังว่า คู่สมรสได้แบ่งทรัพย์สินในกิจการคลินิกกันแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมในส่วนนี้อีก 3. การคืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ o ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นเงิน 200,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้คืนแก่โจทก์นั้น เกิดจากการนำสืบของโจทก์ในประเด็น “ขายรถยนต์สินส่วนตัวแล้วนำเงินไปซื้อรถใหม่” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือคำฟ้องดั้งเดิม o เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวในคำฟ้องโดยชอบ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้สิทธิคืนเงินดังกล่าว o ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ยกคำขอให้คืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาท 4. ค่าทดแทนจากสามีและหญิงที่อยู่กินฉันภริยา (มาตรา 1523 และ 1525) o ศาลฎีกายืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 o จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่ยังคงยินยอมอยู่กินกันฉันสามีภริยา o ตามมาตรา 1523 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงที่ร่วมประพฤติผิด และมาตรา 1525 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าทดแทนตามสมควรโดยคำนึงถึงพฤติการณ์และทรัพย์สินที่คู่สมรสได้รับจากการแบ่งสินสมรส o ศาลฎีกาเห็นว่า จำนวนค่าทดแทน 300,000 บาท จากจำเลยที่ 1 และ 200,000 บาท จากจำเลยที่ 2 เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และสภาพครอบครัวของโจทก์แล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง 5. ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 และวันที่เริ่มนับสิทธิ o ศาลฎีกาเห็นว่าหลังสมรสโจทก์ลาออกจากงานเดิมมาช่วยดูแลคลินิกให้จำเลยที่ 1 จึงไม่มีรายได้เป็นของตนเอง o เมื่อพิจารณารายได้ของจำเลยที่ 1 และค่าครองชีพปัจจุบันแล้ว ศาลเห็นว่า ค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท เป็นจำนวนที่สมควร ไม่สูงเกินส่วน o อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 1526 สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพให้เกิดขึ้น “นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด” หาใช่นับแต่วันฟ้องไม่ o ศาลจึงแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการนับตั้งแต่วันฟ้อง 6. ความรับผิดชำระหนี้เงินกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา o แม้หนี้เงินกู้นำมาใช้เกี่ยวกับกิจการคลินิกในระหว่างสมรส และโจทก์ให้ความยินยอมในการกู้ แต่เมื่อคู่สมรสได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินในคลินิกกันแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 o ศาลฎีกาเห็นว่า ภายหลังจากนั้น โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้เงินกู้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป o คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยไม่ให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้เงินกู้จึงชอบแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา กำหนดค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนคนละ 300,000 และ 200,000 บาท ส่วนคำขออื่นเช่น การโอนที่ดินพิพาท และประเด็นสินสมรสบางส่วนให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะเงินสินส่วนตัวเพิ่มเติม จากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ในสองส่วนสำคัญ คือ (1) ยกคำขอคืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาท เห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกินคำฟ้อง และ (2) แก้วันเริ่มนับค่าเลี้ยงชีพให้เริ่มนับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแทนวันฟ้อง ส่วนประเด็นสัญญาระหว่างสมรส ค่าทดแทน และหนี้เงินกู้ เห็นชอบตามศาลล่างทั้งสอง วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ 1. หลักกฎหมายเรื่องสัญญาระหว่างสมรสและมาตรา 1469 ประกอบมาตรา 150 o มาตรา 1469 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสไม่ให้ถูกผูกมัดด้วยสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำในระหว่างสมรสภายใต้อิทธิพลของความเสน่หา ความเกรงใจ หรือแรงกดดันภายในครอบครัว o ข้อสัญญาที่ห้ามมิให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญาระหว่างสมรสเป็นระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี ทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกจำกัดสิทธิอย่างรุนแรงเกินสมควร ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการเปิดช่องให้สามารถทบทวนหรือถอนตัวจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ o เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 1469 จึงเข้าลักษณะสัญญาที่ขัดต่อบทกฎหมายอันมิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมโดยตรง แต่เป็นบทกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่สมรสโดยเฉพาะ จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 2. หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าทดแทนจากชู้ตามมาตรา 1523 และ 1525 o มาตรา 1523 รับรองสิทธิของคู่สมรสที่ถูกละเมิดความสัมพันธ์ในการสมรส ให้สามารถเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่ประพฤติผิดและบุคคลภายนอกที่รู้อยู่แล้วว่าตนเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว o มาตรา 1525 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาจำนวนค่าทดแทนให้ “สมควรแก่พฤติการณ์” โดยคำนึงถึงทั้งความเสียหายทางจิตใจ เกียรติยศ และทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายที่ผิดได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสด้วย o คดีนี้ตอกย้ำแนวทางว่า เมื่อหญิงชู้ทราบดีว่าชายมีภริยาชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังยินยอมอยู่กินฉันสามีภริยา ย่อมต้องรับผิดค่าทดแทนควบคู่กับสามี และจำนวนค่าทดแทนในหลักแสนบาทมิได้ถือว่าสูงเกินสมควร เมื่อเทียบกับสภาพครอบครัว ฐานะทางสังคม และความเสียหายต่อชื่อเสียงของภริยา 3. หลักกฎหมายค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 และวันที่เริ่มนับสิทธิ o มาตรา 1526 วางหลักว่า ค่าเลี้ยงชีพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี “คดีหย่า” และ “เหตุหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว” อีกฝ่ายหนึ่งจึงจะมีสิทธิขอให้ศาลกำหนดค่าเลี้ยงชีพ o สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจึงมีลักษณะเป็น “ผลทางกฎหมายของคำพิพากษาหย่า” มิใช่ผลของการฟ้องคดีหย่า การเริ่มนับตั้งแต่วันฟ้องย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ o ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้เริ่มนับค่าเลี้ยงชีพตั้งแต่วันที่คำพิพากษาหย่าถึงที่สุด (ในคดีนี้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา) สอดคล้องกับหลักว่าความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่วันที่ยื่นฟ้อง 4. หลักกฎหมายเกี่ยวกับหนี้ร่วมและการแบ่งสินสมรสในกิจการคลินิก o ในช่วงที่ยังเป็นสามีภริยา การกู้เงินมาใช้ในกิจการร่วมกันอาจถือเป็นภาระผูกพันที่คู่สมรสต้องรับผิดร่วมกัน แต่เมื่อได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินในกิจการนั้นแล้วโดยเด็ดขาด หนี้บางส่วนย่อมผูกพันเฉพาะฝ่ายที่รับกิจการต่อ o ศาลฎีกาใช้ข้อเท็จจริงเรื่องการจ่ายเงิน 340,000 บาท เป็นฐานในการรับฟังว่า คู่สมรสได้ปิดบัญชีทรัพย์สินและสิทธิในคลินิกแล้ว ทำให้หนี้เงินกู้ที่ยังเหลือผูกพันจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ข้อสัญญาระหว่างสมรสที่จำกัดสิทธิของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอย่างเข้มงวดจนไม่อาจบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาได้ในระยะเวลายาวนาน ย่อมเสี่ยงขัดต่อมาตรา 1469 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ผู้ร่างสัญญาระหว่างสมรสจึงต้องระมัดระวังมิให้กำหนดเงื่อนไขที่ตัดสิทธิ์คู่สมรสมากเกินสมควร 2. การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ในคดีหย่าไม่ใช่เพียงเรื่องศีลธรรมส่วนบุคคล หากแต่เป็นสิทธิทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของคู่สมรสผู้ถูกละเมิด โดยศาลมีแนวโน้มกำหนดค่าทดแทนในระดับที่สะท้อนความเสียหายเชิงสังคมอย่างแท้จริง 3. ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 เป็นผลโดยตรงจากการที่ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงเพราะความผิดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การกำหนดวันเริ่มนับสิทธิให้เป็นวันฟ้องจึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการให้นับตั้งแต่วันที่คำพิพากษาหย่าถึงที่สุดเป็นแนววินิจฉัยที่ควรยึดถือ 4. ในคดีเกี่ยวกับสินสมรสและหนี้สินของคู่สมรส ศาลให้ความสำคัญกับ “ข้อตกลงปิดบัญชีทรัพย์สิน” และพฤติการณ์การชำระเงินก้อนระหว่างคู่สมรสอย่างยิ่ง หากพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาร่วมกันที่จะจัดสรรและแบ่งปันทรัพย์สินหรือกิจการแล้ว โจทก์จะอ้างสิทธิเรียกร้องเพิ่มเติมในภายหลังได้ยาก 5. คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับทนายความและนักกฎหมายครอบครัวในการวางโครงสัญญาระหว่างสมรส การประเมินสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทน การจัดโครงสร้างทรัพย์สินของกิจการที่ทำร่วมกัน และการวางแนวทางฟ้องร้องให้สอดคล้องกับขอบเขตแห่งคำฟ้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่อง “วินิจฉัยเกินคำฟ้อง” ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม สัญญาระหว่างสมรสที่กำหนดห้ามบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาเป็นเวลานาน ๆ ใช้บังคับได้หรือไม่? คำตอบ สัญญาระหว่างสมรสที่กำหนดเงื่อนไขห้ามคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกล้างหรือยกเลิกสัญญาเป็นเวลานาน เช่น 20 ปี ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1469 ที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสให้สามารถหลุดพ้นจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อบทกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 2. คำถาม ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 เริ่มนับตั้งแต่วันฟ้องคดีหย่าหรือวันคำพิพากษาถึงที่สุด? คำตอบ สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 เกิดขึ้นจากผลของคำพิพากษาหย่าที่ถึงที่สุด ไม่ได้ผูกกับวันฟ้องคดี ดังนั้น โดยหลักแล้วค่าเลี้ยงชีพควรเริ่มนับตั้งแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด (ในคดีนี้ศาลฎีกากำหนดให้นับจากวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา) มิใช่นับตั้งแต่วันฟ้อง 3. คำถาม ภริยาชอบด้วยกฎหมายสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงชู้ได้อย่างไร? คำตอบ หากสามีมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับหญิงอื่นในขณะที่ยังมีภริยาชอบด้วยกฎหมาย และหญิงนั้นทราบหรือควรทราบถึงสถานะดังกล่าว ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้ตามมาตรา 1523 โดยศาลจะกำหนดจำนวนค่าทดแทนตามมาตรา 1525 โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ ความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และทรัพย์สินที่คู่สมรสได้รับจากการแบ่งสินสมรส 4. คำถาม หนี้เงินกู้ที่กู้มาใช้ในกิจการร่วมกันระหว่างสมรส คู่สมรสต้องร่วมรับผิดเสมอไปหรือไม่? คำตอบ โดยหลัก คู่สมรสอาจต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่กู้มาใช้กับกิจการที่ทำร่วมกันระหว่างสมรส แต่หากภายหลังได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินหรือกิจการดังกล่าวกันอย่างชัดเจนแล้ว และการกู้หรือการใช้หนี้ต่อเนื่องผูกพันเฉพาะฝ่ายที่ถือกิจการต่อไป อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่ต้องร่วมรับผิดอีก ดังเช่นในคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินในคลินิกเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 1 ต่อไป ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2551 แม้สัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกันระหว่างที่เป็นสามีภรรยากันจะมีข้อตกลงห้ามไม่ให้บอกล้างหรือยกเลิกสัญญามีกำหนดเวลา 20 ปี ก็ตามแต่ก็เป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยทั่วไปที่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในระหว่างสมรสโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเสน่หาหรือเหตุอื่นใดอันทำให้ตนต้องเสียประโยชน์ มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและเป็นการป้องกันมิให้ครอบครัวต้องร้าวฉานแตกแยกกัน ข้อตกลงจะไม่บอกล้างหรือบอกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสมรส จึงมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ค่าเลี้ยงชีพศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ การกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ต้องพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ไม่ได้ทำงานเพราะหลังสมรสโจทก์ลาออกจากงานมาช่วยดูแลคลินิกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกดังกล่าวประกอบกับรายได้ของจำเลยที่ 1 ตลอดจนค่าครองชีพในปัจจุบันประกอบกัน การกำหนดค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 นั้น โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งห้าแปลงให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 35,000 บาท นับแต่เมษายน 2546 จนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 5,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสคือรถยนต์โตโยต้า บ้านพร้อมที่ดินหมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์ ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ และคลินิกกรุงเทพราม 2 แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ยินยอมหย่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้ทำสัญญาระหว่างสมรสกับโจทก์ลงวันที่ 21 มีนาคม 2546 จริง แต่ได้บอกล้างแล้ว สัญญาระหว่างสมรสจึงสิ้นผล โจทก์ฟ้องบังคับโอนทรัพย์ไม่ได้ รถยนต์โตโยต้าและบ้านที่หมู่บ้านลลิลกรีนวิลล์เป็นของบุคคลอื่น ส่วนคลินิกกรุงเทพราม 2 เป็นกิจการที่ตั้งขึ้นระหว่างสมรสจริงแต่เช่าอาคารผู้อื่น และโจทก์ตกลงรับเงินชดเชยแล้วปล่อยให้กิจการเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดก่อนฟ้อง จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องอีก ค่าเลี้ยงชีพ 35,000 บาทสูงเกินควรกำหนดไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท ภายใน 2 ปี ค่าทดแทน 5,000,000 บาทสูงเกิน หากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดไม่ควรเกิน 10,000 บาท และเงินกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 374,439 บาท เป็นหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้จ่ายร่วมกัน จึงต้องร่วมกันชำระ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีคู่สมรส จึงไม่ต้องรับผิดค่าทดแทน หากต้องชดใช้ไม่ควรเกิน 20,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คู่ความหย่าขาด ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (16 พฤษภาคม 2546) จนกว่าโจทก์สมรสใหม่ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 300,000 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสามฝ่ายฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้หย่าขาดไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ จึงยุติตามนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังว่าได้ทำสัญญาระหว่างสมรสยอมให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตกเป็นของโจทก์ตามเงื่อนไข แต่จำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาแล้ว และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าสัญญาระหว่างสมรสใช้บังคับได้หรือไม่ เนื้อหาสัญญากำหนดว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน 5 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัว จะไม่โอน จำนอง ให้เช่าระยะยาว หรือนำไปเป็นประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจะไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอันดีระหว่างสามีภริยา หากผิดสัญญาทรัพย์สินตามข้อ 1 ให้ตกเป็นสิทธิของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับโอนสิทธิได้ แม้ในสัญญามีข้อตกลงห้ามบอกล้างหรือยกเลิกสัญญา 20 ปีก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรา 1469 อันมีเจตนารมณ์คุ้มครองคู่สมรสไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบด้านทรัพย์สิน จึงเป็นสัญญาขัดต่อบทกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญาระหว่างสมรสจึงไม่ผูกพัน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องโอนที่ดินให้โจทก์ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นต่อมาคือ สินสมรสเกี่ยวกับคลินิกกรุงเทพราม 2 ได้แบ่งกันแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ก่อนฟ้องได้จ่ายแคชเชียร์เช็ค 340,000 บาท เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงว่าคู่สมรสมีปัญหาจนต้องทำสัญญาระหว่างสมรส ศาลเห็นว่าเป็นการชำระส่วนแบ่งทรัพย์สินในคลินิกตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ข้ออ้างของโจทก์ว่าเป็นการชำระหนี้ยืมจึงไร้น้ำหนัก พยานจำเลยที่ 1 น่าเชื่อกว่าพยานโจทก์ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาจำเลยที่ 1 ที่โต้แย้งคำสั่งให้คืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีเพียงคำขอแบ่งสินสมรสเกี่ยวกับรถยนต์โตโยต้า รุ่นวีออส แต่โจทก์กลับนำสืบถึงการขายรถมิตซูบิชิซึ่งเป็นสินส่วนตัว และนำเงินไปซื้อรถใหม่ เป็นการนำสืบนอกเหนือคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจนำไปวินิจฉัยให้สิทธิคืนเงินดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 200,000 บาท ไม่ต้องด้วยกฎหมาย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนค่าทดแทนที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยทั้งสองจ่ายแก่โจทก์ ศาลฎีกายืนยันว่าจำเลยที่ 1 เลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 เป็นภริยาในขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 1523 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้ และมาตรา 1525 ให้ศาลกำหนดค่าทดแทนตามสมควรโดยคำนึงถึงทรัพย์สินที่คู่สมรสได้รับจากการแบ่งสินสมรส เห็นว่าจำนวน 300,000 บาท จากจำเลยที่ 1 และ 200,000 บาท จากจำเลยที่ 2 เหมาะสม ไม่ต้องแก้ไข ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ประเด็นค่าเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำนวน 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องสูงเกินส่วน ศาลฎีกาเห็นว่า ภายหลังสมรสโจทก์ลาออกจากงานมาช่วยคลินิก ไม่มีรายได้เอง เมื่อเทียบกับรายได้จำเลยที่ 1 และค่าครองชีพปัจจุบัน จำนวน 20,000 บาทต่อเดือนสมควรไม่สูงเกินส่วน แต่ตามมาตรา 1526 สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพย่อมเริ่มนับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด มิใช่นับแต่วันฟ้อง จึงแก้ไขให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ประเด็นสุดท้ายเรื่องหนี้เงินกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำนวน 374,439 บาท แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้โดยมีโจทก์ให้ความยินยอม และนำเงินมาใช้กับคลินิก แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินในคลินิกตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 แล้ว เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้ดังกล่าวอีก คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เพียงให้ยกคำขอคืนเงินสินส่วนตัว 200,000 บาท แต่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





