
| ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ โดยศาลวางหลักสำคัญว่า แม้สิทธิเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การฟ้องหย่าจึงต้องมีเหตุหย่าตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติ มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจส่วนตัว มิฉะนั้นจะกระทบต่อคู่สมรส บุตร และสถาบันครอบครัวในสังคม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน 2 คน ต่อมาโจทก์อ้างว่าไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยได้อีก จึงฟ้องขอหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนและใบอนุญาตใช้อาวุธปืน จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง โดยยืนยันว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 สามารถกระทำได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลก็จริง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้การเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายแล้ว การจะใช้สิทธินั้นเพื่อฟ้องหย่า ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและเหตุหย่าที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ คือ ป.พ.พ. มาตรา 1516 การอ้างเพียงว่าไม่พอใจหรือไม่ต้องการอยู่ร่วมกันอีก ไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ เพราะการใช้สิทธิในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อจำเลยและบุตร รวมทั้งกระทบต่อสถาบันครอบครัวโดยรวม หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญไว้หลายประการ ได้แก่ 1. สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต 2. การใช้สิทธิต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 3. สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์สมรสแล้ว ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายครอบครัว 4. เหตุฟ้องหย่าต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มิใช่เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว แนววินิจฉัยนี้สะท้อนถึงการคุ้มครองสถาบันครอบครัว และป้องกันการใช้สิทธิในลักษณะเอารัดเอาเปรียบคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง วิเคราะห์เชิงวิชาการเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้ศาลฎีกาจะอ้างบทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ในเชิงวิชาการ สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นสิทธิที่บุคคลมีต่อรัฐ มิใช่สิทธิที่ใช้บังคับระหว่างเอกชนต่อเอกชนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเลือกใช้แนววินิจฉัยที่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและความเป็นธรรมในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมายครอบครัวให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่อาจนำมาใช้โดยปราศจากขอบเขต การฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าที่กฎหมายรับรอง เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม มีดังนี้ 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าไม่อาจอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันหลักว่าการใช้สิทธิเลือกคู่ครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และการฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติ สามีฟ้องหย่าอ้างว่าตนมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้เมื่อตนเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน ๆ ก็มีสิทธิเลิกร้างกับภริยาได้และสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่าบุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ว่าการเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิของสามีก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การอ้างเหตุหย่าต้องมีเหตุตามที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่ไม่พอใจก็ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าเป็นสิทธิในการเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5983/2548 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่า โดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตร หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยต้องมีเหตุที่อ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 มิฉะนั้น สถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวาย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์อยู่ร่วมกันอีก จึงฟ้องขอหย่า พร้อมให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนและใบอนุญาตใช้อาวุธปืน หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 30,000 บาท หรือให้ศาลสั่งยกเลิกใบอนุญาตดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่การใช้สิทธิต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การที่โจทก์เพียงไม่พอใจและอ้างสิทธิเลือกคู่ครองเพื่อฟ้องหย่า ไม่ถือเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และย่อมกระทบต่อจำเลยและบุตร ดังนั้นการหย่าต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาไม่อาจทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาด และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืน หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 30,000 บาท รวมทั้งส่งมอบใบอนุญาตใช้อาวุธปืน 2 ฉบับ หากส่งมอบไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกใบ ป.4 ทั้งสองใบเพื่อให้โจทก์ขอใหม่ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี การเลือกคู่ครองเป็นสิทธิได้ก็จริง แต่เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การจะหย่าขาดต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายและต้องมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 ไม่ใช่เพียงไม่พอใจแล้วฟ้องหย่า เพราะย่อมกระทบต่อจำเลยและบุตร และอาจทำให้สถาบันครอบครัวเกิดความสับสนวุ่นวายได้ ศาลจึงต้องพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฟ้องหย่าอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ การสมรสเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างชัดเจน ไม่เพียงในฐานะความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เป็นสถานะทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างคู่สมรส รวมถึงต่อบุตรและสังคมโดยรวม เมื่อเกิดความขัดแย้งในชีวิตสมรส การฟ้องหย่าจึงไม่ใช่เรื่องของความพอใจส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายครอบครัวอย่างเคร่งครัด ในทางปฏิบัติ มีกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกคู่ครอง มาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่า โดยเห็นว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกับคู่สมรสเดิมอีกต่อไป ย่อมมีสิทธิเลิกร้างได้ตามความประสงค์ของตน ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมายที่สำคัญว่า สิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญสามารถนำมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ และมีขอบเขตเพียงใด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ โดยกำหนดหลักทั่วไปว่า บุคคลย่อมมีสิทธิใช้เสรีภาพของตนได้ แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า สิทธิไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต หากแต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่นและต่อสังคมโดยรวม เมื่อพิจารณาสิทธิเลือกคู่ครองในบริบทของการสมรส จะเห็นได้ว่า สิทธิในการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ใช้ในช่วงก่อนการสมรส กล่าวคือ บุคคลมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจว่าจะสมรสกับใครหรือไม่สมรสเลยก็ได้ แต่เมื่อได้ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ได้บัญญัติเหตุฟ้องหย่าไว้เป็นการเฉพาะและจำกัด เช่น การเป็นชู้ การประพฤติชั่ว การทำร้ายหรือทรมาน การละทิ้งร้าง การไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เหตุหย่าดังกล่าวเป็นกลไกทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและบุตร มิให้ถูกละทิ้งหรือถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า แม้สิทธิเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง แต่การนำสิทธิดังกล่าวมาอ้างเพื่อฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ การใช้สิทธิเลือกคู่ครองหลังจากเข้าสู่สถานะสมรสแล้ว ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายครอบครัว มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจหรือความรู้สึกส่วนตัว เหตุผลสำคัญที่ศาลยกขึ้นพิจารณา คือ ผลกระทบจากการหย่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคู่สมรสผู้ฟ้องคดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง บุตร และสถาบันครอบครัวในภาพรวม หากเปิดโอกาสให้หย่าได้โดยปราศจากเหตุหย่าตามกฎหมาย ย่อมทำให้สถาบันครอบครัวขาดความมั่นคง และเปิดช่องให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันระหว่างคู่สมรส นอกจากนี้ ศาลยังมองว่ากฎหมายครอบครัวเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยตรง การอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหลักทั่วไป ไม่อาจนำมาลบล้างบทบัญญัติเฉพาะของกฎหมายแพ่งได้ หลักการตีความกฎหมายจึงต้องให้บทบัญญัติเฉพาะมีผลบังคับเหนือหลักทั่วไป เพื่อรักษาความเป็นระบบและความแน่นอนของกฎหมาย ในเชิงนิติปรัชญา แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนความพยายามของศาลในการสร้างดุลยภาพระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ สิทธิเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่สำคัญ แต่ไม่ใช่สิทธิสัมบูรณ์ การจำกัดการใช้สิทธิดังกล่าวภายใต้กรอบเหตุหย่าตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคู่สมรสและบุตรซึ่งอาจอยู่ในฐานะที่อ่อนแอกว่า กล่าวโดยสรุป การฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ไม่อาจเป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดได้ การหย่าจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่ตอกย้ำว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องถูกใช้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในสังคมไทย คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: ฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ คำตอบ: อ้างได้ในฐานะหลักสิทธิและเสรีภาพทั่วไป แต่การฟ้องหย่าจะสำเร็จได้ต้องมีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ศาลวางหลักว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่ละเมิดสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี และต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายครอบครัว 2. คำถาม: รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 เกี่ยวข้องกับคดีหย่าอย่างไร คำตอบ: รัฐธรรมนูญมาตรา 28 กำหนดหลักว่าบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ศาลนำหลักนี้มาประกอบการพิจารณาว่าการอ้างสิทธิเลือกคู่ครองเพื่อหย่าโดยไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมายย่อมกระทบต่อคู่สมรสและบุตร จึงไม่อาจใช้สิทธินอกขอบเขตของกฎหมายได้ 3. คำถาม: เหตุใดแค่ “ไม่พอใจ” หรือ “อยู่ร่วมกันไม่ได้” จึงไม่พอเป็นเหตุหย่า คำตอบ: เพราะการหย่าเป็นการเลิกสถานะสมรสซึ่งมีผลกระทบต่อคู่สมรสและบุตร กฎหมายกำหนดเหตุหย่าไว้เป็นการเฉพาะใน ป.พ.พ. มาตรา 1516 ศาลเห็นว่า หากอนุญาตให้หย่าได้เพียงเพราะไม่พอใจ จะทำให้สถาบันครอบครัวขาดความมั่นคงและเปิดช่องให้เอารัดเอาเปรียบกัน 4. คำถาม: หากต้องการฟ้องหย่าให้ศาลพิพากษา ต้องพิสูจน์อะไรเป็นหลัก คำตอบ: ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 เช่น การเป็นชู้ ประพฤติชั่ว ทำร้ายหรือทรมาน ละทิ้งร้าง ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เป็นต้น ไม่ใช่พิสูจน์เพียงความประสงค์จะเลิกร้างหรือความไม่พอใจส่วนตัว 5. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักเรื่อง “ขอบเขตการใช้สิทธิ” ไว้อย่างไร คำตอบ: ศาลวางหลักว่าแม้สิทธิเลือกคู่ครองเป็นสิทธิของบุคคล แต่เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การใช้สิทธิเพื่อขอหย่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมายครอบครัว ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และต้องมีเหตุที่กฎหมายรับรอง มิฉะนั้นจะกระทบสิทธิของคู่สมรสและบุตร รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม 6. คำถาม: คดีนี้ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ: ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกายืนยันว่า การฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 การอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ 7. คำถาม: คำพิพากษานี้ให้บทเรียนทางกฎหมายครอบครัวอย่างไร คำตอบ: บทเรียนสำคัญคือ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีขอบเขต การสมรสเป็นสถานะทางกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงสิทธิของคู่สมรสและประโยชน์ของบุตร การจะหย่าขาดต้องอาศัยเหตุหย่าตามกฎหมาย มิใช่อาศัยเพียงความต้องการส่วนตัว เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เป็นธรรม |




