ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกา 5983/2548, ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ, การใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 28, หลักจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพ, เหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหย่า, การคุ้มครองสถาบันครอบครัว, สิทธิขั้นพื้นฐานกับกฎหมายครอบครัว, ขอบเขตการใช้สิทธิเลือกคู่ครอง, การอ้างรัฐธรรมนูญในคดีแพ่ง, คดีเยาวชนและครอบครัว, แนววินิจฉัยศาลฎีกาเรื่องหย่า, วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวเชิงลึก

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ โดยศาลวางหลักสำคัญว่า แม้สิทธิเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การฟ้องหย่าจึงต้องมีเหตุหย่าตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติ มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจส่วนตัว มิฉะนั้นจะกระทบต่อคู่สมรส บุตร และสถาบันครอบครัวในสังคม

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน 2 คน ต่อมาโจทก์อ้างว่าไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยได้อีก จึงฟ้องขอหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนและใบอนุญาตใช้อาวุธปืน

จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง โดยยืนยันว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า

การฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 สามารถกระทำได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลก็จริง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

แม้การเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายแล้ว การจะใช้สิทธินั้นเพื่อฟ้องหย่า ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและเหตุหย่าที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ คือ ป.พ.พ. มาตรา 1516

การอ้างเพียงว่าไม่พอใจหรือไม่ต้องการอยู่ร่วมกันอีก ไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ เพราะการใช้สิทธิในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อจำเลยและบุตร รวมทั้งกระทบต่อสถาบันครอบครัวโดยรวม

หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยที่ศาลฎีกาวางไว้

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญไว้หลายประการ ได้แก่

1. สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต

2. การใช้สิทธิต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

3. สิทธิเลือกคู่ครองเมื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์สมรสแล้ว ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายครอบครัว

4. เหตุฟ้องหย่าต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มิใช่เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนถึงการคุ้มครองสถาบันครอบครัว และป้องกันการใช้สิทธิในลักษณะเอารัดเอาเปรียบคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

วิเคราะห์เชิงวิชาการเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

แม้ศาลฎีกาจะอ้างบทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ในเชิงวิชาการ สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นสิทธิที่บุคคลมีต่อรัฐ มิใช่สิทธิที่ใช้บังคับระหว่างเอกชนต่อเอกชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเลือกใช้แนววินิจฉัยที่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและความเป็นธรรมในครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมายครอบครัวให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า

สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่อาจนำมาใช้โดยปราศจากขอบเขต การฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าที่กฎหมายรับรอง เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม มีดังนี้

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าไม่อาจอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันหลักว่าการใช้สิทธิเลือกคู่ครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และการฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติ

สามีฟ้องหย่าอ้างว่าตนมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้เมื่อตนเห็นว่าภริยาไม่เหมาะสมกับตน ๆ ก็มีสิทธิเลิกร้างกับภริยาได้และสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาเห็นว่า รัฐธรรมนูญกำหนดว่าบุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ว่าการเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิของสามีก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การอ้างเหตุหย่าต้องมีเหตุตามที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่ไม่พอใจก็ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าเป็นสิทธิในการเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ 

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5983/2548

           ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่า โดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตร หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยต้องมีเหตุที่อ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 มิฉะนั้น สถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวาย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์อยู่ร่วมกันอีก จึงฟ้องขอหย่า พร้อมให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนและใบอนุญาตใช้อาวุธปืน หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 30,000 บาท หรือให้ศาลสั่งยกเลิกใบอนุญาตดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่การใช้สิทธิต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การที่โจทก์เพียงไม่พอใจและอ้างสิทธิเลือกคู่ครองเพื่อฟ้องหย่า ไม่ถือเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และย่อมกระทบต่อจำเลยและบุตร ดังนั้นการหย่าต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาไม่อาจทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาด และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืน หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 30,000 บาท รวมทั้งส่งมอบใบอนุญาตใช้อาวุธปืน 2 ฉบับ หากส่งมอบไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกใบ ป.4 ทั้งสองใบเพื่อให้โจทก์ขอใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 กำหนดให้การใช้สิทธิและเสรีภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี การเลือกคู่ครองเป็นสิทธิได้ก็จริง แต่เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การจะหย่าขาดต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายและต้องมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 ไม่ใช่เพียงไม่พอใจแล้วฟ้องหย่า เพราะย่อมกระทบต่อจำเลยและบุตร และอาจทำให้สถาบันครอบครัวเกิดความสับสนวุ่นวายได้ ศาลจึงต้องพิจารณาว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ฟ้องหย่าอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญ

การสมรสเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างชัดเจน ไม่เพียงในฐานะความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เป็นสถานะทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างคู่สมรส รวมถึงต่อบุตรและสังคมโดยรวม เมื่อเกิดความขัดแย้งในชีวิตสมรส การฟ้องหย่าจึงไม่ใช่เรื่องของความพอใจส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายครอบครัวอย่างเคร่งครัด

ในทางปฏิบัติ มีกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกคู่ครอง มาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่า โดยเห็นว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกับคู่สมรสเดิมอีกต่อไป ย่อมมีสิทธิเลิกร้างได้ตามความประสงค์ของตน ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมายที่สำคัญว่า สิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญสามารถนำมาใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ และมีขอบเขตเพียงใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ โดยกำหนดหลักทั่วไปว่า บุคคลย่อมมีสิทธิใช้เสรีภาพของตนได้ แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า สิทธิไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต หากแต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่นและต่อสังคมโดยรวม

เมื่อพิจารณาสิทธิเลือกคู่ครองในบริบทของการสมรส จะเห็นได้ว่า สิทธิในการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ใช้ในช่วงก่อนการสมรส กล่าวคือ บุคคลมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจว่าจะสมรสกับใครหรือไม่สมรสเลยก็ได้ แต่เมื่อได้ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ได้บัญญัติเหตุฟ้องหย่าไว้เป็นการเฉพาะและจำกัด เช่น การเป็นชู้ การประพฤติชั่ว การทำร้ายหรือทรมาน การละทิ้งร้าง การไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เหตุหย่าดังกล่าวเป็นกลไกทางกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและบุตร มิให้ถูกละทิ้งหรือถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม

ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า แม้สิทธิเลือกคู่ครองจะเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง แต่การนำสิทธิดังกล่าวมาอ้างเพื่อฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ การใช้สิทธิเลือกคู่ครองหลังจากเข้าสู่สถานะสมรสแล้ว ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายครอบครัว มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจหรือความรู้สึกส่วนตัว

เหตุผลสำคัญที่ศาลยกขึ้นพิจารณา คือ ผลกระทบจากการหย่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคู่สมรสผู้ฟ้องคดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง บุตร และสถาบันครอบครัวในภาพรวม หากเปิดโอกาสให้หย่าได้โดยปราศจากเหตุหย่าตามกฎหมาย ย่อมทำให้สถาบันครอบครัวขาดความมั่นคง และเปิดช่องให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันระหว่างคู่สมรส

นอกจากนี้ ศาลยังมองว่ากฎหมายครอบครัวเป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยตรง การอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหลักทั่วไป ไม่อาจนำมาลบล้างบทบัญญัติเฉพาะของกฎหมายแพ่งได้ หลักการตีความกฎหมายจึงต้องให้บทบัญญัติเฉพาะมีผลบังคับเหนือหลักทั่วไป เพื่อรักษาความเป็นระบบและความแน่นอนของกฎหมาย

ในเชิงนิติปรัชญา แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนความพยายามของศาลในการสร้างดุลยภาพระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ สิทธิเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่สำคัญ แต่ไม่ใช่สิทธิสัมบูรณ์ การจำกัดการใช้สิทธิดังกล่าวภายใต้กรอบเหตุหย่าตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคู่สมรสและบุตรซึ่งอาจอยู่ในฐานะที่อ่อนแอกว่า

กล่าวโดยสรุป การฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิที่จะเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ไม่อาจเป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดได้ การหย่าจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่ตอกย้ำว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องถูกใช้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในสังคมไทย

คำถามที่พบบ่อย

 1. คำถาม: ฟ้องหย่าโดยอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คำตอบ: อ้างได้ในฐานะหลักสิทธิและเสรีภาพทั่วไป แต่การฟ้องหย่าจะสำเร็จได้ต้องมีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ศาลวางหลักว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญต้องไม่ละเมิดสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี และต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมายครอบครัว

2. คำถาม: รัฐธรรมนูญ มาตรา 28 เกี่ยวข้องกับคดีหย่าอย่างไร

คำตอบ: รัฐธรรมนูญมาตรา 28 กำหนดหลักว่าบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ศาลนำหลักนี้มาประกอบการพิจารณาว่าการอ้างสิทธิเลือกคู่ครองเพื่อหย่าโดยไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมายย่อมกระทบต่อคู่สมรสและบุตร จึงไม่อาจใช้สิทธินอกขอบเขตของกฎหมายได้

3. คำถาม: เหตุใดแค่ “ไม่พอใจ” หรือ “อยู่ร่วมกันไม่ได้” จึงไม่พอเป็นเหตุหย่า

คำตอบ: เพราะการหย่าเป็นการเลิกสถานะสมรสซึ่งมีผลกระทบต่อคู่สมรสและบุตร กฎหมายกำหนดเหตุหย่าไว้เป็นการเฉพาะใน ป.พ.พ. มาตรา 1516 ศาลเห็นว่า หากอนุญาตให้หย่าได้เพียงเพราะไม่พอใจ จะทำให้สถาบันครอบครัวขาดความมั่นคงและเปิดช่องให้เอารัดเอาเปรียบกัน

4. คำถาม: หากต้องการฟ้องหย่าให้ศาลพิพากษา ต้องพิสูจน์อะไรเป็นหลัก

คำตอบ: ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 เช่น การเป็นชู้ ประพฤติชั่ว ทำร้ายหรือทรมาน ละทิ้งร้าง ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เป็นต้น ไม่ใช่พิสูจน์เพียงความประสงค์จะเลิกร้างหรือความไม่พอใจส่วนตัว

5. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักเรื่อง “ขอบเขตการใช้สิทธิ” ไว้อย่างไร

คำตอบ: ศาลวางหลักว่าแม้สิทธิเลือกคู่ครองเป็นสิทธิของบุคคล แต่เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การใช้สิทธิเพื่อขอหย่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมายครอบครัว ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และต้องมีเหตุที่กฎหมายรับรอง มิฉะนั้นจะกระทบสิทธิของคู่สมรสและบุตร รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม

6. คำถาม: คดีนี้ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ: ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลฎีกายืนยันว่า การฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 การอ้างสิทธิเลือกคู่ครองตามรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

7. คำถาม: คำพิพากษานี้ให้บทเรียนทางกฎหมายครอบครัวอย่างไร

คำตอบ: บทเรียนสำคัญคือ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีขอบเขต การสมรสเป็นสถานะทางกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงสิทธิของคู่สมรสและประโยชน์ของบุตร การจะหย่าขาดต้องอาศัยเหตุหย่าตามกฎหมาย มิใช่อาศัยเพียงความต้องการส่วนตัว เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เป็นธรรม




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย