
| ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุว่าคู่สมรสใช้ถ้อยคำด่าทอร้ายแรง ดูหมิ่นเกียรติยศของอีกฝ่ายและบุพการี ตามมาตรา 1516(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุหย่าที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้หย่าได้ โดยคดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า การที่คู่สมรสมีพฤติการณ์ทะเลาะวิวาท ด่าทอกันเป็นนิจศีลตามสภาพความเป็นอยู่ อุปนิสัย และสิ่งแวดล้อมของครอบครัว จะถือว่าเป็น “การดูหมิ่นอย่างร้ายแรง” จนเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงการตีความเงื่อนไขในทัณฑ์บนความประพฤติ และความชอบด้วยอำนาจศาลในประเด็นผู้ปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นเกณฑ์การประเมินถ้อยคำรุนแรงภายในครอบครัวภายใต้บทกฎหมายว่าด้วยเหตุหย่า ซึ่งต้องพิจารณาโดยละเอียดถึงพฤติการณ์ร่วมกันของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย. ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยา มีพฤติการณ์ขัดแย้งกันในชีวิตครอบครัวมาอย่างยาวนาน ตามพยานบุตรและผู้ใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทและด่าทอกันเป็นประจำเกือบทุกวัน เนื่องจากจำเลยมีความหึงหวงโจทก์และเข้าใจว่าโจทก์มีชู้ เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทั้งคู่ไปเที่ยวบางแสนพร้อมบุคคลอื่น โดยมีชายอื่นร่วมเดินทางไปด้วย จำเลยไม่พอใจตั้งแต่ก่อนเดินทาง และเมื่อเดินทางกลับ เกิดการทะเลาะวิวาทและด่าทอกันอีกครั้ง ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยด่าโจทก์ว่า “โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง” อันเป็นถ้อยคำหยาบคายรุนแรง โจทก์นำเหตุการณ์ดังกล่าวมาอ้างฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3) โดยกล่าวว่าจำเลยดูหมิ่นตนและบุพการีอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังฟ้องขอให้ตนเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ส่วนจำเลยต่อสู้ว่า คำด่าต่าง ๆ เป็นเพียงการทะเลาะวิวาทตามปกติ ทั้งโจทก์เองก็ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อจำเลยเช่นเดียวกัน และไม่ได้มุ่งดูหมิ่นบุพการีฝ่ายใด ประกอบกับโจทก์เคยถอนฟ้องหย่าครั้งหนึ่ง โดยจำเลยได้ทำทัณฑ์บนความประพฤติไว้เป็นสองประการ คือ (1) จะไม่หมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์ และ (2) จะไม่ทำร้ายโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้นำประเด็นการทำร้ายร่างกายมาเป็นเหตุฟ้องในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลในแต่ละประเด็นสำคัญ 1 ประเด็นว่า ถ้อยคำที่จำเลยพูดถือเป็นการดูหมิ่นร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่าหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ได้แก่ • ความเป็นอยู่ในครอบครัว • การด่าทอกันเป็นปกติของคู่สมรส • ความสมัครใจในการด่าทอตอบโต้ • ความหึงหวงและความคุกรุ่นในความสัมพันธ์ • พื้นฐานอุปนิสัยของทั้งสองฝ่าย • ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์เกิดจากโทสะวู่วามเฉพาะหน้า เมื่อประเมินรวมกันแล้ว ศาลเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายด่าทอกันเป็นนิจศีล มิได้เกิดจากความมุ่งหมายดูหมิ่นบุพการี หรือเจตนาทำลายเกียรติยศกันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ถ้อยคำดังกล่าวจึงไม่ใช่ “การดูหมิ่นอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) 2 ประเด็นว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนความประพฤติหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า ทัณฑ์บนมี 2 ประการ คือ 1. จะไม่ดูหมิ่นบุพการีของโจทก์ 2. จะไม่ทำร้ายโจทก์ เมื่อศาลเห็นว่าถ้อยคำด่าทอไม่ใช่การดูหมิ่นร้ายแรง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ยกเรื่อง “ทำร้ายร่างกาย” เป็นเหตุฟ้อง จึงไม่อาจถือว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนได้ 3 ประเด็นอำนาจศาลแพ่งในการพิจารณาผู้ปกครองบุตรและค่าเลี้ยงดู ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ประเด็นผู้ปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องฟ้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชน ไม่ใช่ศาลแพ่ง ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยต่อ เนื่องจากคำพิพากษาถูกกลับเป็นยกฟ้องโจทก์ในส่วนขอหย่า วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 มาตรา 1516(3) – การดูหมิ่นร้ายแรง กฎหมายบัญญัติว่า คู่สมรสฟ้องหย่าได้ เมื่ออีกฝ่ายกระทำการ “ดูหมิ่นตนหรือบุพการีของตนอย่างร้ายแรง” ซึ่งคำว่า “ร้ายแรง” เป็นถ้อยคำที่ต้องตีความโดยคำนึงถึงพฤติการณ์เฉพาะในครอบครัว ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่หยาบคายเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีโดยเจตนารุนแรงผิดปกติ คดีนี้จึงย้ำหลักว่า • คำหยาบคายในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าเข้าข่ายเหตุฟ้องหย่าเสมอไป • ใช้เกณฑ์ “บริบท + ความถี่ + อุปนิสัย + ความสมัครใจในการทะเลาะ” • ต้องประเมินว่าเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงผิดปกติหรือเป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่เป็นนิจศีลอยู่แล้ว 2 หลักเจตนารมณ์ของกฎหมายเหตุฟ้องหย่า กฎหมายมุ่งหมายให้ • ปกป้องผู้ถูกกระทำอย่างร้ายแรง • ไม่เปิดช่องให้ฟ้องหย่าทุกกรณีทะเลาะวิวาทเล็กน้อย • ลดการใช้เหตุปลีกย่อยในครอบครัวเป็นเครื่องมือในคดีความ ศาลจึงย้ำว่า ความรุนแรงต้องมีระดับที่ “ผิดธรรมดา” และ “กระทบเกียรติยศจนคู่สมรสอยู่ร่วมกันไม่ได้” วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีสอดคล้องกันว่า การด่าทอกันในครอบครัวที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือเกิดขึ้นจากโทสะชั่ววูบ ไม่ใช่เหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) เช่น • ฎีกาที่ 1028/2520 — ศาลวินิจฉัยว่า การทะเลาะวิวาทและใช้คำหยาบตามอารมณ์ ไม่ถือเป็นการดูหมิ่นร้ายแรง • ฎีกาที่ 1861/2524 — ต้องพิสูจน์เจตนาที่จะดูหมิ่นบุพการีหรือทำให้เสียเกียรติยศ • ฎีกาที่ 4150/2533 — ถ้อยคำหยาบคายที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ใช้ต่อกันเป็นปกติ ไม่ใช่เหตุตามมาตรา 1516(3) คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ยืนยันว่า เหตุฟ้องหย่าจากการด่าทอ ต้องพิสูจน์เจตนาและความร้ายแรงเป็นพิเศษ ไม่ใช่อาศัยถ้อยคำเฉพาะคำหนึ่งคำเดียว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ถือถ้อยคำด่าทอของจำเลยเป็นการดูหมิ่นร้ายแรงตามมาตรา 1516(3) พร้อมกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า ภาระเลี้ยงดูบุตร และการปกครองบุตรเป็นของโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ แก้คำพิพากษาเฉพาะส่วนผู้ปกครองบุตรและค่าเลี้ยงดู โดยถือว่าเป็นอำนาจศาลคดีเด็กและเยาวชน แต่ยังคงพิพากษาให้หย่าตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา กลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่าการด่าทอเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เป็นลักษณะทะเลาะวิวาทเป็นนิจศีล มิใช่การดูหมิ่นอย่างร้ายแรง และไม่เป็นการผิดทัณฑ์บน จึงให้ยกฟ้องโจทก์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คำด่าทอของคู่สมรสไม่ถือเป็นเหตุหย่าเสมอไป หากเกิดจากการโต้เถียงตามปกติ ความคุกรุ่นในครอบครัว หรือการด่าตอบกันโดยสมัครใจทั้งสองฝ่าย ศาลจะไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นร้ายแรงตามมาตรา 1516(3) 2. ต้องพิสูจน์ “เจตนา” ดูหมิ่นอย่างชัดเจน เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3) ต้องแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาทำลายเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของคู่สมรสหรือบุพการี ไม่ใช่ถ้อยคำที่เกิดขึ้นจากอารมณ์เฉพาะหน้า 3. ทัณฑ์บนความประพฤติต้องตีความตามเนื้อหาและบริบท แม้มีถ้อยคำด่าทอ แต่หากไม่เข้าข่ายเงื่อนไขในทัณฑ์บน เช่น การห้ามดูหมิ่นบุพการีหรือการห้ามทำร้ายร่างกาย ก็ไม่ถือว่าผิดทัณฑ์บน 4. ศาลต้องประเมินพฤติการณ์แวดล้อมอย่างรอบด้าน เช่น อุปนิสัยของคู่สมรส ความถี่ในการทะเลาะ การตอบโต้ซึ่งกันและกัน สภาพสิ่งแวดล้อมของครอบครัว และพยานบุคคลภายในบ้าน 5. ประเด็นผู้ปกครองบุตรและค่าเลี้ยงดูเป็นอำนาจของศาลเด็กและเยาวชน กรณีฟ้องหย่าที่มีคำขอผู้ปกครองบุตรหรือค่าเลี้ยงดู ต้องยื่นต่อศาลที่มีอำนาจเฉพาะด้าน ไม่สามารถดำเนินการในศาลแพ่งทั่วไปได้ 6. แนวฎีกาย้ำเกณฑ์ “ความร้ายแรงที่ผิดวิสัย” ก่อนเป็นเหตุหย่า ศาลฎีกาวางแนวว่า การทะเลาะด่าทอเป็นเรื่องสามัญในครอบครัว ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า เว้นแต่จะเป็นการกระทำรุนแรงและไม่อาจดำรงชีวิตคู่ร่วมกันได้จริง ในคดีฟ้องหย่าที่คู่สมรสอ้างว่าอีกฝ่าย “ดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง” ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยตามกฎหมายไทยอยู่ที่การประเมินระดับความร้ายแรงของคำพูดหรือการกระทำว่ามีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความสัมพันธ์ในครอบครัวเพียงพอที่จะเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี ภรรยาฟ้องหย่าอ้างว่าสามีดูหมิ่นภรรยาและบุพการีอย่างร้ายแรง ซึ่งมักปรากฏในคดีครอบครัวอย่างกว้างขวางในทางปฏิบัติ การฟ้องหย่าที่อ้างเหตุ “ดูหมิ่นร้ายแรง” ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบสองขั้นสำคัญ ได้แก่ (1) ลักษณะถ้อยคำหรือพฤติการณ์ที่ใช้ว่ามุ่งเจตนาดูหมิ่นหรือทำให้โจทก์หรือบุพการีเมื่อยู่ในสังคมเสื่อมเสียศักดิ์ศรี หรือ (2) ความร้ายแรงของเหตุการณ์จนยากแก่การดำรงชีวิตสมรสร่วมกันได้ตามปกติ โดยศาลจะต้องประเมินจากบริบทโดยรอบ มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำเพียงวลีเดียว เพราะความรุนแรงในครอบครัวมิได้จำกัดอยู่ที่คำพูด แต่รวมถึงความสัมพันธ์ โอกาส และสถานการณ์ของคู่สมรสด้วย ด้วยเหตุนี้ การฟ้องหย่าโดยอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์หรือบุพการีจึงไม่ใช่เหตุที่ศาลจะรับฟังโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคำพูดหรือพฤติการณ์นั้นเป็นความประพฤติที่รุนแรงผิดวิสัย ไม่ใช่เพียงการโต้เถียงตามอารมณ์หรือการด่าทอตามปกติประจำครอบครัว การใช้ถ้อยคำหยาบคายแม้จะไม่น่ารับฟังในทางจริยธรรม แต่อาจไม่ถึงระดับ “ร้ายแรง” หากเป็นพฤติการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันเป็นประจำโดยไม่มุ่งหมายกระทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีเสียหายต่อหน้าสาธารณะหรือในระดับที่ฝ่ายนั้นรู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกย่ำยีจนไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ต่อไปได้ ในหลายกรณีที่เกี่ยวกับการฟ้องหย่าด้วยเหตุดูหมิ่นร้ายแรง ศาลฎีกามักย้ำหลักการว่า การทะเลาะวิวาทของคู่สมรสอาจเกิดจากความตึงเครียด ความหึงหวง ความเข้าใจผิด หรือความคุกรุ่นสะสมในครอบครัว ไม่ได้หมายความว่าทุกถ้อยคำจะกลายเป็นเหตุหย่าได้ทันที แม้ถ้อยคำอาจหยาบคายหรือรุนแรง แต่หากเป็นพฤติการณ์ที่เกิดจาก “โทสะชั่ววูบ” หรือเกิดเป็นนิจศีลระหว่างสามีภริยาโดยที่ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วม ศาลจะไม่ถือว่าเป็นการ “ดูหมิ่นร้ายแรง” ตามความหมายข้างต้น สำหรับ อำนาจฟ้อง ในการฟ้องหย่า ผู้เป็นโจทก์ต้องเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้ การฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงต้องปรากฏเหตุชัดเจน ไม่กำกวม และมีน้ำหนักพอให้ศาลเห็นว่าเป็นเหตุอันหนักหนาแก่การทำลายพันธะสมรส ประเด็นสำคัญอีกประการคือ อำนาจปกครองบุตร (Parental Power) ซึ่งมักถูกกล่าวถึงในคำฟ้องหย่าควบคู่กับคำขอด้านอื่นด้วย แต่ตามกฎหมายไทย การพิจารณาผู้ปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเขตอำนาจของศาลคดีเด็กและเยาวชน หากฟ้องในศาลแพ่งทั่วไป ศาลอาจไม่มีอำนาจพิจารณาประเด็นนี้ แม้คดีหลักคือการฟ้องหย่าจะเข้าสู่ศาลแพ่งอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม ดังนั้น การกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ฟ้องต้องพิจารณาก่อนดำเนินการฟ้องคดี กล่าวโดยสรุป การฟ้องหย่าที่อ้างว่าฝ่ายหนึ่ง “ดูหมิ่นคู่สมรสและบุพการีอย่างร้ายแรง” เป็นประเด็นที่ต้องใช้การชั่งน้ำหนักทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียด โดยต้องพิสูจน์ว่าการกระทำนั้นมีลักษณะร้ายแรงผิดวิสัยและกระทบศักดิ์ศรีถึงขนาดที่ไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันได้ การตีความต้องอาศัยหลักความเป็นธรรม ความสมเหตุสมผล และวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยครอบครัว มุ่งรักษาสถาบันครอบครัวในส่วนที่ควรคงไว้ และแยกแยะกรณีที่ความขัดแย้งรุนแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คำด่าทอของคู่สมรสถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่? คำตอบ โดยหลักแล้ว คำด่าทอไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3) เว้นแต่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีหรือบุพการีอย่างร้ายแรง และต้องประเมินจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรส ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่าเป็นเพียงการทะเลาะเป็นนิจ มิใช่เหตุหย่า 2. คำถาม การด่าทอว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง" ถือเป็นการดูหมิ่นร้ายแรงหรือไม่? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในบริบทของคดีนี้ คู่สมรสด่าทอกันเป็นประจำและทั้งสองฝ่ายมีพฤติการณ์โต้ตอบกันโดยสมัครใจ จึงไม่ถือเป็นการดูหมิ่นร้ายแรงถึงขั้นฟ้องหย่าได้ 3. คำถาม การผิดทัณฑ์บนความประพฤติสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่? คำตอบ ถ้าคู่สมรสฝ่าฝืนเงื่อนไขทัณฑ์บน เช่น ดูหมิ่นบุพการีหรือทำร้ายกัน อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ในคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่ได้มีการละเมิดทัณฑ์บน จึงไม่เป็นเหตุหย่า 4. คำถาม กรณีฟ้องหย่าพร้อมขอผู้ปกครองบุตรต้องยื่นศาลใด? คำตอบ ศาลคดีเด็กและเยาวชนเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องผู้ปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่ใช่ศาลแพ่งทั่วไป ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไว้ชัดเจนในคดี 5. คำถาม ศาลฎีกาตัดสินอย่างไรในคดีนี้? คำตอบ ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากถ้อยคำด่าทอไม่ได้เป็นการดูหมิ่นร้ายแรง และไม่เป็นการผิดทัณฑ์บน ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นเพียงทะเลาะวิวาทตามปกติ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 739/2528 โจทก์จำเลยทะเลาะกันเกือบทุกวัน เพราะจำเลยหึงหวงโจทก์โดยจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ซึ่งเป็นภริยามีชู้ เมื่อโจทก์จำเลยด่าทอกันเป็นปกติวิสัยตลอดจนสิ่งแวดล้อมและอุปนิสัยของโจทก์จำเลย โจทก์จะเอาข้อความที่จำเลยกล่าวในการด่าทอหลังกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนโดยมีชายอื่นไปด้วยที่ว่า 'โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง' มาเป็นข้ออ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง เพื่อเป็นเหตุฟ้องหย่าหาได้ไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้บุตรทั้งสามอยู่ในความปกครองของโจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรจะสำเร็จการศึกษา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ที่ขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ในข้อหานี้โจทก์จะต้องฟ้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะฟ้องที่ขอเป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์และที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์จำเลยมีอุปนิสัยไม่ลดราวาศอกต่อกันด่าว่ากันเป็นนิจศีลที่จำเลยด่าว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงจึงเหี้ย มึงมันดอกทอง" นั้น โจทก์จำเลยต่างด่าว่ากันโดยสมัครใจ และโจทก์ก็ด่าจำเลยเช่นเดียวกัน มิได้มุ่งจงใจถึงบุพการีของฝ่ายใด การกระทำของจำเลย จึงมิได้เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์ และมิได้ผิดทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤตินั้น ปรากฏว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แล้วโจทก์ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวจำเลยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติไว้มีข้อความว่า "จำเลยจะเป็นสามีที่ดีของโจทก์ต่อไป ไม่ด่าว่าบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์อีกต่อไป" ข้อความทัณฑ์บนดังกล่าวอาจแยกได้ว่าจำเลยทำทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติของตนไว้ 2 ประการ คือจะไม่หมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์ ซึ่งเป็นข้อขยายความของประโยคที่ว่า "จำเลยจะเป็นสามีที่ดีของโจทก์" ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำด่าของจำเลยที่ว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง" เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3) ที่ได้ตรวจชำระใหม่อันเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมของโจทก์จำเลยด้วย คดีได้ความจากคำเด็กหญิงจัญจุราและนางสาวสุขัญญา พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จำเลยทะเลาะกันเกือบทุกวันเพราะจำเลยหึงหวงโจทก์ เข้าใจว่าโจทก์มีชู้ ต่างด่าว่าซึ่งกันและกัน ก่อนจะไปเที่ยวบางแสนในวันที่ 12 เมษายน 2524 จำเลยได้ต่อว่าโจทก์ว่าโจทก์จะไปเที่ยวกับชายอื่น จำเลยไม่อยากไปด้วย แต่ในที่สุดจำเลยก็ยอมไป นางจำลอง สุขสมนาวุฒิ พยานจำเลยซึ่งเคยอยู่ที่บ้านเดียวกับโจทก์จำเลยเบิกความว่าโจทก์จำเลยมีเรื่องทะเลาะกันเกี่ยวกับโจทก์ชอบไปเที่ยวนอกบ้านในวันหยุดงาน เมื่อทะเลาะกันก็ต่างด่าซึ่งกันและกัน ดังนั้นที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยเคยห้ามโจทก์ไม่ให้ออกไปเที่ยว โจทก์ไม่พอใจเกิดทะเลาะกันจนถึงขนาดโจทก์ด่าจำเลยว่า "มึงทำไมไม่ตามไปเอาหน้าปิดหีกูล่ะ" จึงน่าเชื่อในการไปเที่ยวที่บางแสนเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2524 นั้น ปรากฏว่ามีชายอื่นไปด้วย ไม่ได้ไปตามลำพังกันเองเฉพาะบุคคลในครอบครัวโจทก์จำเลยก่อนจะไปจำเลยก่อนจะไปจำเลยก็ไม่พอใจอยู่แล้วจะเห็นได้จากคำเด็กหญิงจัญจุราพยานโจทก์ว่าจำเลยต่อว่าโจทก์จะไปเที่ยวกับชายอื่น จำเลยไม่อยากไปด้วย แต่ในที่สุดก็ยอมไปดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าเมื่อกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนแล้วจำเลยด่าโจทก์ว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอนมึงมันดอกทอง"โดยโจทก์ไม่ทราบสาเหตุที่ด่านั้น ศาลฎีกาไม่เชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบสาเหตุที่ด่าเชื่อว่าโจทก์ปิดบังข้อเท็จจริงอันเป็นสาเหตุที่จำเลยด่าด้วยถ้อยคำดังกล่าวไว้จำเลยนำสืบว่าโจทก์จำเลยทะเลาะกันต่างบิดามารดาของอีกฝ่าย เมื่อได้พิเคราะห์ถึงเรื่องโจทก์จำเลยด่าทอกันเป็นปกติวิสัยตลอดจนสิ่งแวดล้อมและอุปนิสัยของโจทก์จำเลยแล้ว ศาลฎีกาเชื่อว่า เมื่อกลับจากไปเที่ยวที่บางแสนแล้วโจทก์จำเลยได้มีปากเสียงกันก่อนจนกระทั่งถึงขั้นด่าทอกันเนื่องจากเกิดโทสะจริตวู่วามขึ้นมาทั้งสองฝ่าย ดังนั้น โจทก์จะเอาข้อความที่จำเลยกล่าวในการด่าทอกันว่า "โคตรแม่มึงไม่สั่งสอน มึงมันดอกทอง"มาเป็นข้ออ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงเพื่อเป็นเหตุฟ้องหย่าหาได้ไม่ จำเลยทำทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติไว้สองประการคือจะไม่ดูหมิ่นบุพการีของโจทก์และจะไม่ทำร้ายโจทก์ เมื่อกระทำของจำเลยในการด่าทอดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์ ทั้งเรื่องการทำร้ายโจทก์ โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนในเรื่องทำร้ายโจทก์ด้วย ดังนั้นคดีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นตลอดจนฎีกาของโจทก์ที่ฎีกาว่า ศาลแพ่ง (ศาลชั้นต้นคดีนี้) มีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ขอให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์และที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ด้วย" พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




