ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี

ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรง, อายุความฟ้องหย่า 1 ปีตามมาตรา 1529, การเหยียดหยามคู่สมรสอย่างร้ายแรง, การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา, สิทธิฟ้องร้องระงับเมื่อพ้นกำหนดเวลา, แนววินิจฉัยฎีกาคดีครอบครัว, ปัญหาการนับระยะเวลารู้หรือควรรู้ความจริง, หนังสือบันทึกสถานีตำรวจมีผลอย่างไร, ฟ้องหย่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกิน 1 ปี, คดีหย่ากับการขาดอายุความ, มาตรา 1516 (3) และ (6) การยกข้อต่อสู้อายุความในคำให้การ, ฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต่อหน้าสาธารณชน

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทและเหยียดหยามคู่สมรสอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) พร้อมทั้งประเด็นสำคัญเชิงกฎหมายว่าด้วย “อายุความ 1 ปี” ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุบางประการต้องใช้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย

คดีนี้จึงมิได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องความประพฤติของคู่สมรส หากแต่เป็นคดีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักกฎหมายเรื่องการระงับสิทธิฟ้องร้องในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ฟ้องทราบข้อเท็จจริงแล้วแต่ละเลยมิได้ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา อันนำไปสู่การวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความ แม้ข้อกล่าวหาจะมีน้ำหนักเพียงใดก็ตาม สิทธิในการฟ้องร้องย่อมไม่อาจคงอยู่ตลอดไปโดยปราศจากเงื่อนไขทางกฎหมาย

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันมาเป็นเวลายาวนานและมีบุตรร่วมกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้ดุด่า เหยียดหยาม และดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าสาธารณชนและเพื่อนร่วมงานหลายครั้ง จนทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสียเกียรติ และเกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ภายหลังความขัดแย้ง คู่สมรสได้ไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจแสดงเจตนาว่าจะต่างฝ่ายต่างอยู่และไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังคงกระทำการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงต่อไป การกระทำดังกล่าวจึงถูกยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง และเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเหตุหย่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องในปี 2546 อันเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่าดังกล่าว

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญมี 2 ชั้น ได้แก่

ประการแรก การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง และการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง เข้าลักษณะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) หรือไม่

ประการที่สอง แม้เข้าลักษณะเหตุหย่าแล้ว สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า

ประเด็นหลังนี้เป็นหัวใจของคดี เพราะหากสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ แม้พฤติการณ์จะเข้าข่ายเหตุหย่าก็ตาม

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1516 (3) บัญญัติว่า สามีหรือภริยาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้

มาตรา 1516 (6) บัญญัติถึงการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง

ส่วนมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า มิฉะนั้นสิทธิฟ้องร้องย่อมระงับ

บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งรักษาความมั่นคงแห่งสถานภาพครอบครัว มิให้คู่สมรสเก็บเหตุความผิดเล็กใหญ่ไว้นานเกินควรแล้วนำมาฟ้องภายหลัง ทั้งยังป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริตหรือสร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมาย

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำให้การของจำเลยมิได้ระบุบทกฎหมายชัดแจ้ง แต่เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ศาลย่อมพิจารณาได้ว่าหมายถึงมาตรา 1529 ซึ่งเป็นบทเดียวที่กำหนดอายุความสำหรับเหตุหย่าดังกล่าว

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุการณ์ที่อ้างเป็นเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 และโจทก์รู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่เพิ่งมาฟ้องในปี 2546 จึงเกินกำหนด 1 ปี สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงระงับไปโดยผลของกฎหมาย

ดังนั้น แม้จะมีข้อกล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาทร้ายแรง ศาลก็ไม่อาจพิจารณาให้หย่าได้ เพราะสิทธิฟ้องได้สิ้นสุดลงแล้ว

วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่อง “หมิ่นประมาทร้ายแรง” ในบริบทเหตุหย่า

1. ความหมายของการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง

คำว่า “หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) มิได้หมายถึงเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพหรือการทะเลาะวิวาททั่วไปในชีวิตสมรส หากแต่ต้องเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นคู่สมรสอย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือคุณค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งในระดับที่ไม่อาจคาดหมายให้ดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไปได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า การหมิ่นประมาทที่เป็นเหตุหย่าต้องมีความหนักแน่นในเชิงพฤติการณ์ มิใช่เป็นเพียงคำโต้เถียงในอารมณ์ชั่วคราว และต้องพิจารณาประกอบบริบทแห่งความสัมพันธ์คู่สมรส ระดับการศึกษา สถานะทางสังคม และความต่อเนื่องของการกระทำ

2. การดูหมิ่นต่อหน้าสาธารณชนกับน้ำหนักทางกฎหมาย

ในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยดูหมิ่นต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกระทำในที่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ย่อมมีน้ำหนักร้ายแรงกว่าการกระทำภายในเคหสถาน เพราะกระทบต่อชื่อเสียงในทางสังคมและวิชาชีพ

อย่างไรก็ตาม แม้พฤติการณ์จะเข้าลักษณะร้ายแรงเพียงใด หากมิได้ใช้สิทธิฟ้องภายในกำหนดเวลา กฎหมายถือว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระงับไปแล้ว ทั้งนี้เพราะกฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งลงโทษฝ่ายผิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความแน่นอนแห่งสถานภาพสมรสด้วย

3. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 1516 (3) และ (6)

มาตรา 1516 (6) ว่าด้วย “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง” เป็นบทกฎหมายที่มีลักษณะครอบคลุมกว้างกว่า โดยมิจำกัดเฉพาะการดูหมิ่น หากรวมถึงการกระทำใด ๆ ที่ทำลายพื้นฐานความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

ในทางปฏิบัติ เหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงมักซ้อนทับกับเหตุเป็นปฏิปักษ์ร้ายแรง ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์ยกเหตุทั้งสองประกอบกัน แต่ไม่ว่าจัดเข้าองค์ประกอบใด หากเป็นเหตุในกลุ่ม (3) หรือ (6) ก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1529 เช่นเดียวกัน

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 1529 เรื่องอายุความ 1 ปี

1. หลักการจำกัดระยะเวลาเพื่อความมั่นคงแห่งครอบครัว

มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นับอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็น “อายุความพิเศษ” แตกต่างจากอายุความทั่วไปในทางละเมิดหรือสัญญา เพราะเป็นการกำหนดระยะเวลาเพื่อรักษาความมั่นคงของสถานภาพสมรส

หากเปิดโอกาสให้คู่สมรสเก็บเหตุแห่งความขัดแย้งไว้ฟ้องได้ไม่จำกัดเวลา ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายในภายหลัง

2. หลัก “รู้หรือควรรู้” กับการเริ่มนับเวลา

ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติคือ การตีความคำว่า “รู้หรือควรรู้ความจริง” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความ ศาลฎีกาวางหลักว่า หากผู้ฟ้องทราบพฤติการณ์ครบถ้วนพอที่จะยกเป็นเหตุหย่าได้แล้ว ย่อมถือว่าเริ่มนับเวลา แม้ภายหลังจะมีพฤติการณ์ซ้ำซ้อนเพิ่มเติม

ในคดีนี้ โจทก์ยอมรับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2544 และได้ตักเตือนจำเลยในปีเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ทราบเหตุหย่าโดยชัดแจ้งแล้ว การฟ้องในปี 2546 จึงเกินกำหนดเวลา

3. ลักษณะของการ “ระงับสิทธิ” มิใช่เพียงหมดอายุความทั่วไป

สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1529 มิใช่เพียงขาดอายุความในเชิงกระบวนพิจารณา หากแต่เป็นการ “ระงับสิทธิเรียกร้อง” โดยผลของกฎหมาย หมายความว่า แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลอาจพิจารณาได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง

ในคดีนี้ แม้จำเลยมิได้ระบุบทมาตราอย่างชัดแจ้งในคำให้การ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเนื้อหาข้อต่อสู้ชัดเจนเพียงพอว่าประสงค์ยกอายุความตามมาตรา 1529 ศาลจึงรับวินิจฉัยได้

การเปรียบเทียบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1. แนววินิจฉัยเกี่ยวกับอายุความในคดีหย่า

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักตรงกันว่า เมื่อผู้ฟ้องทราบเหตุหย่าแล้วแต่ปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 1 ปี ย่อมไม่อาจนำเหตุนั้นมาฟ้องได้อีก แม้จะมีการกระทำในลักษณะใกล้เคียงกันภายหลัง หากเป็นเพียงการสืบเนื่องจากเหตุเดิม

หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมิให้มีการฟื้นเหตุเก่ามาใช้เป็นข้ออ้างภายหลัง โดยปราศจากความต่อเนื่องในเชิงข้อเท็จจริงที่แยกขาดจากเหตุเดิม

2. แนววินิจฉัยเกี่ยวกับความร้ายแรงของการหมิ่นประมาท

ศาลฎีกามักพิจารณาความร้ายแรงจากพฤติการณ์รวม มิใช่พิจารณาเพียงถ้อยคำเดียว เช่น การกล่าวหาว่าคู่สมรสประพฤติชั่ว การใส่ร้ายในทางศีลธรรม หรือการกระทำซ้ำซากต่อหน้าบุคคลจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี แม้จะเข้าลักษณะร้ายแรง หากผู้เสียหายยังคงอยู่ร่วมกันโดยมิได้ดำเนินการใดเป็นเวลานาน ย่อมสะท้อนว่าผู้ฟ้องมิได้ถือเอาเหตุเป็นสาระสำคัญถึงขั้นไม่อาจดำรงชีวิตสมรสต่อไปได้

นโยบายกฎหมายครอบครัวและผลกระทบเชิงระบบ

1. การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับเสถียรภาพครอบครัว

กฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด หากต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ถูกละเมิดกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว การจำกัดอายุความจึงเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุสมดุลนี้

2. หลักความแน่นอนทางกฎหมาย

การปล่อยให้สิทธิฟ้องหย่าเปิดกว้างโดยไม่จำกัดเวลา ย่อมทำให้สถานภาพสมรสไม่แน่นอน คู่สมรสไม่อาจวางแผนชีวิต ทรัพย์สิน หรือความสัมพันธ์กับบุตรได้อย่างมั่นคง มาตรา 1529 จึงเป็นบทบัญญัติที่สะท้อนหลักความแน่นอนทางกฎหมายโดยตรง

3. บทเรียนเชิงปฏิบัติสำหรับคู่สมรสและทนายความ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือ (6) ผู้เสียหายต้องพิจารณาใช้สิทธิภายใน 1 ปี มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปโดยเด็ดขาด การรอคอยหรือหวังให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่ดำเนินการทางกฎหมาย อาจทำให้เสียสิทธิฟ้องในภายหลัง

4. ความสำคัญในฐานะบรรทัดฐาน

คำพิพากษานี้มีความสำคัญในเชิงบรรทัดฐาน เพราะยืนยันหลักว่า “สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ต้องใช้ภายในกรอบเวลา” และศาลพร้อมจะยึดถือบทบัญญัติเรื่องอายุความอย่างเคร่งครัด แม้ข้อกล่าวหาจะมีน้ำหนักในทางศีลธรรมเพียงใดก็ตาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยเห็นว่าการดุด่า เหยียดหยาม และดูหมิ่นโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงและเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิฟ้องหย่าเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1529 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าแม้จำเลยมิได้อ้างบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง แต่ได้ยกข้อต่อสู้อายุความไว้แล้ว และเมื่อเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 แต่ฟ้องในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิฟ้องหย่าระงับไปตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง พร้อมแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขด้านเวลาอย่างเคร่งครัด มิใช่สิทธิที่สามารถเก็บรักษาไว้ใช้เมื่อใดก็ได้ การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง แม้มีลักษณะกระทบศักดิ์ศรีและเกียรติยศของคู่สมรสอย่างหนัก หากผู้เสียหายทราบเหตุแล้วแต่ปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 1 ปี ย่อมถือว่าสละสิทธิในการอาศัยเหตุนั้นฟ้องหย่า

มาตรา 1529 จึงมิใช่เพียงบทบัญญัติเรื่องอายุความในทางเทคนิค แต่เป็นกลไกคุ้มครองเสถียรภาพของสถานภาพสมรส และสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้คู่สมรสตัดสินใจอย่างเด็ดขาดภายในระยะเวลาอันสมควร ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งเรื้อรังกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในภายหลัง

นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังชี้ให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาข้อต่อสู้อายุความจากสาระสำคัญแห่งคำให้การ มิใช่ยึดติดเพียงถ้อยคำทางเทคนิค หากคู่ความแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าประสงค์ยกอายุความ ศาลย่อมวินิจฉัยได้แม้มิได้ระบุมาตราโดยตรง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ “อายุความฟ้องหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1516 (3) และ (6) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้พฤติการณ์ที่อ้างจะเข้าลักษณะการหมิ่นประมาทหรือการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง แต่เมื่อผู้ฟ้องใช้สิทธิเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อายุความฟ้องหย่า (มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง)

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า หากพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องร้องระงับไปทันที แม้ข้อเท็จจริงจะมีมูลเพียงใดก็ตาม คดีนี้จึงชี้ชัดว่า “เวลา” เป็นเงื่อนไขสำคัญของสิทธิฟ้องหย่า

2. หมิ่นประมาทหรือเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง (มาตรา 1516 (3) และ (6))

เป็นเหตุหย่าที่เกิดจากการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือการกระทำที่ทำลายพื้นฐานความเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม แม้พฤติการณ์จะเข้าข่ายเหตุหย่า หากไม่ใช้สิทธิภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่อาจอาศัยเหตุนั้นฟ้องหย่าได้อีก คดีนี้จึงตอกย้ำความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง “เหตุหย่า” กับ “อายุความ” ตามกฎหมายครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทต้องฟ้องภายในกี่ปี

คำตอบ

ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง หากพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องหย่าย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม

2. การทะเลาะหรือดุด่าทั่วไปถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป การดุด่าทั่วไปในชีวิตสมรสอาจยังไม่ถึงขั้น “ร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) ต้องพิจารณาความหนักเบา ความต่อเนื่อง และผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและการดำรงชีวิตสมรสร่วมกัน หากเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว ศาลมักไม่ถือเป็นเหตุหย่า

3. หากมีการกระทำซ้ำหลังเหตุครั้งแรก จะนับอายุความใหม่หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าเป็นเหตุใหม่ที่แยกขาดจากเหตุเดิมหรือเป็นเพียงความต่อเนื่องของเหตุเดิม หากเป็นเพียงการสืบเนื่องจากเหตุเดิมซึ่งผู้ฟ้องทราบแล้ว การนับอายุความยังคงยึดตามวันที่รู้เหตุครั้งแรก

4. หากจำเลยไม่อ้างบทกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่

คำตอบ

หากจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความไว้ในสาระสำคัญ แม้มิได้ระบุเลขมาตราโดยตรง ศาลอาจวินิจฉัยได้ เพราะเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิฟ้องร้องโดยตรง

5. หนังสือบันทึกที่สถานีตำรวจมีผลเป็นหนังสือทัณฑ์บนเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องมีผลเป็นหนังสือทัณฑ์บนโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาเจตนาของคู่สัญญาและเนื้อหาข้อความว่าเป็นเพียงบันทึกข้อเท็จจริงหรือมีเจตนากำหนดเงื่อนไขผูกพันทางกฎหมาย หากไม่มีเจตนาให้เป็นทัณฑ์บน ก็ไม่อาจอ้างเป็นเหตุผิดสัญญาได้

6. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต่างกันอย่างไร

คำตอบ

มาตรา 1516 (3) เน้นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง ส่วนมาตรา 1516 (6) ครอบคลุมการกระทำใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่า อย่างไรก็ดี ทั้งสองเหตุอยู่ภายใต้อายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 เช่นเดียวกัน

7. หากผู้เสียหายให้อภัยหรืออยู่ร่วมกันต่อ จะมีผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่

คำตอบ

การให้อภัยหรือการอยู่ร่วมกันต่อเนื่องหลังทราบเหตุ อาจเป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนว่าผู้เสียหายมิได้ถือเหตุเป็นสาระสำคัญถึงขั้นไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และยังมีผลต่อการนับอายุความ เพราะถือว่ารู้เหตุแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลา

8. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ศาลจะบังคับใช้มาตรา 1529 อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองความแน่นอนแห่งสถานภาพสมรส ผู้ประสงค์ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทหรือปฏิปักษ์ร้ายแรงต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปโดยเด็ดขาด แม้ข้อกล่าวหาจะมีมูลเพียงใดก็ตาม

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5664/2551

แม้คำให้การจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิเรียกร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่ง ป.พ.พ. มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์ถือว่าการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงของจำเลยเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไป

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยตั้งแต่ปี 2517 มีบุตร 2 คน ต่อมาเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2542 โดยจำเลยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง ทั้งสองจึงไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจว่าจะต่างฝ่ายต่างอยู่ แต่หลังจากนั้นจำเลยยังคงดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าผู้อื่นอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์อับอายและทุกข์ทรมาน จึงฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุหมิ่นประมาทและการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่ามิได้ดูหมิ่นโจทก์ และบันทึกที่สถานีตำรวจมิใช่หนังสือทัณฑ์บน อีกทั้งฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เพราะยื่นฟ้องเกิน 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้เหตุหย่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมิได้ระบุมาตราโดยชัดแจ้ง แต่ได้ยกข้อต่อสู้อายุความไว้แล้ว และเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 ขณะที่ฟ้องในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปีตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง สิทธิฟ้องหย่าระงับไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2517 มีบุตรด้วยกัน 2 คน บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อปี 2542 โจทก์จำเลยทะเลาะวิวาทกันโดยจำเลยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง ได้ทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงจึงได้ไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก หลังจากนั้นจำเลยยังคงเข้าไปด่าดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้งต่อหน้าผู้ร่วมงาน ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติและเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ มีแต่โจทก์ดุด่าเหยียดหยามและทำร้ายร่างกายจำเลย บันทึกที่สถานีตำรวจที่ว่าคู่สัญญาตกลงว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันนั้น โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาให้หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ โจทก์ไม่มีสิทธินำหนังสือดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างไร หรือจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างไร ทำให้จำเลยหลงต่อสู้และเสียเปรียบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งโจทก์อาจยกขึ้นกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า เหตุในการฟ้องหย่าคดีนี้ขาดอายุความ เพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้างถือว่าสิทธิดังกล่าวระงับไปแล้ว แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดแจ้งถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิฟ้องร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ไว้ คือสามีหรือภริยาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรง และสามีหรือภริยาทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2542 ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่หลังจากนั้นจำเลยยังไปด่าโจทก์ ดูหมิ่นและเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2544 โจทก์จึงไปตักเตือนจำเลยว่าอย่าทำอีก ซึ่งโจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จนถึงปี 2546 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งเหตุดังกล่าวจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และกล่าวในคำแก้ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย