
| ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทและเหยียดหยามคู่สมรสอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) พร้อมทั้งประเด็นสำคัญเชิงกฎหมายว่าด้วย “อายุความ 1 ปี” ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุบางประการต้องใช้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย คดีนี้จึงมิได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องความประพฤติของคู่สมรส หากแต่เป็นคดีตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักกฎหมายเรื่องการระงับสิทธิฟ้องร้องในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ฟ้องทราบข้อเท็จจริงแล้วแต่ละเลยมิได้ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา อันนำไปสู่การวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความ แม้ข้อกล่าวหาจะมีน้ำหนักเพียงใดก็ตาม สิทธิในการฟ้องร้องย่อมไม่อาจคงอยู่ตลอดไปโดยปราศจากเงื่อนไขทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันมาเป็นเวลายาวนานและมีบุตรร่วมกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้ดุด่า เหยียดหยาม และดูหมิ่นโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าสาธารณชนและเพื่อนร่วมงานหลายครั้ง จนทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสียเกียรติ และเกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภายหลังความขัดแย้ง คู่สมรสได้ไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจแสดงเจตนาว่าจะต่างฝ่ายต่างอยู่และไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยยังคงกระทำการดูหมิ่นอย่างร้ายแรงต่อไป การกระทำดังกล่าวจึงถูกยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง และเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเหตุหย่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องในปี 2546 อันเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่าดังกล่าว ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญมี 2 ชั้น ได้แก่ ประการแรก การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง และการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง เข้าลักษณะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) หรือไม่ ประการที่สอง แม้เข้าลักษณะเหตุหย่าแล้ว สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า ประเด็นหลังนี้เป็นหัวใจของคดี เพราะหากสิทธิฟ้องหย่าระงับไปแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ แม้พฤติการณ์จะเข้าข่ายเหตุหย่าก็ตาม หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1516 (3) บัญญัติว่า สามีหรือภริยาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้ มาตรา 1516 (6) บัญญัติถึงการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ส่วนมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า มิฉะนั้นสิทธิฟ้องร้องย่อมระงับ บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งรักษาความมั่นคงแห่งสถานภาพครอบครัว มิให้คู่สมรสเก็บเหตุความผิดเล็กใหญ่ไว้นานเกินควรแล้วนำมาฟ้องภายหลัง ทั้งยังป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริตหรือสร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมาย แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำให้การของจำเลยมิได้ระบุบทกฎหมายชัดแจ้ง แต่เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ ศาลย่อมพิจารณาได้ว่าหมายถึงมาตรา 1529 ซึ่งเป็นบทเดียวที่กำหนดอายุความสำหรับเหตุหย่าดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุการณ์ที่อ้างเป็นเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 และโจทก์รู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่เพิ่งมาฟ้องในปี 2546 จึงเกินกำหนด 1 ปี สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงระงับไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น แม้จะมีข้อกล่าวหาว่าจำเลยหมิ่นประมาทร้ายแรง ศาลก็ไม่อาจพิจารณาให้หย่าได้ เพราะสิทธิฟ้องได้สิ้นสุดลงแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่อง “หมิ่นประมาทร้ายแรง” ในบริบทเหตุหย่า 1. ความหมายของการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง คำว่า “หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) มิได้หมายถึงเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพหรือการทะเลาะวิวาททั่วไปในชีวิตสมรส หากแต่ต้องเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นคู่สมรสอย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือคุณค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งในระดับที่ไม่อาจคาดหมายให้ดำรงชีวิตสมรสร่วมกันต่อไปได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า การหมิ่นประมาทที่เป็นเหตุหย่าต้องมีความหนักแน่นในเชิงพฤติการณ์ มิใช่เป็นเพียงคำโต้เถียงในอารมณ์ชั่วคราว และต้องพิจารณาประกอบบริบทแห่งความสัมพันธ์คู่สมรส ระดับการศึกษา สถานะทางสังคม และความต่อเนื่องของการกระทำ 2. การดูหมิ่นต่อหน้าสาธารณชนกับน้ำหนักทางกฎหมาย ในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยดูหมิ่นต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน อันเป็นการกระทำในที่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ย่อมมีน้ำหนักร้ายแรงกว่าการกระทำภายในเคหสถาน เพราะกระทบต่อชื่อเสียงในทางสังคมและวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม แม้พฤติการณ์จะเข้าลักษณะร้ายแรงเพียงใด หากมิได้ใช้สิทธิฟ้องภายในกำหนดเวลา กฎหมายถือว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระงับไปแล้ว ทั้งนี้เพราะกฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งลงโทษฝ่ายผิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความแน่นอนแห่งสถานภาพสมรสด้วย 3. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 1516 (3) และ (6) มาตรา 1516 (6) ว่าด้วย “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง” เป็นบทกฎหมายที่มีลักษณะครอบคลุมกว้างกว่า โดยมิจำกัดเฉพาะการดูหมิ่น หากรวมถึงการกระทำใด ๆ ที่ทำลายพื้นฐานความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน ในทางปฏิบัติ เหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงมักซ้อนทับกับเหตุเป็นปฏิปักษ์ร้ายแรง ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์ยกเหตุทั้งสองประกอบกัน แต่ไม่ว่าจัดเข้าองค์ประกอบใด หากเป็นเหตุในกลุ่ม (3) หรือ (6) ก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1529 เช่นเดียวกัน วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 1529 เรื่องอายุความ 1 ปี 1. หลักการจำกัดระยะเวลาเพื่อความมั่นคงแห่งครอบครัว มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นับอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็น “อายุความพิเศษ” แตกต่างจากอายุความทั่วไปในทางละเมิดหรือสัญญา เพราะเป็นการกำหนดระยะเวลาเพื่อรักษาความมั่นคงของสถานภาพสมรส หากเปิดโอกาสให้คู่สมรสเก็บเหตุแห่งความขัดแย้งไว้ฟ้องได้ไม่จำกัดเวลา ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายในภายหลัง 2. หลัก “รู้หรือควรรู้” กับการเริ่มนับเวลา ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติคือ การตีความคำว่า “รู้หรือควรรู้ความจริง” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการนับอายุความ ศาลฎีกาวางหลักว่า หากผู้ฟ้องทราบพฤติการณ์ครบถ้วนพอที่จะยกเป็นเหตุหย่าได้แล้ว ย่อมถือว่าเริ่มนับเวลา แม้ภายหลังจะมีพฤติการณ์ซ้ำซ้อนเพิ่มเติม ในคดีนี้ โจทก์ยอมรับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2544 และได้ตักเตือนจำเลยในปีเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ทราบเหตุหย่าโดยชัดแจ้งแล้ว การฟ้องในปี 2546 จึงเกินกำหนดเวลา 3. ลักษณะของการ “ระงับสิทธิ” มิใช่เพียงหมดอายุความทั่วไป สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1529 มิใช่เพียงขาดอายุความในเชิงกระบวนพิจารณา หากแต่เป็นการ “ระงับสิทธิเรียกร้อง” โดยผลของกฎหมาย หมายความว่า แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลอาจพิจารณาได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง ในคดีนี้ แม้จำเลยมิได้ระบุบทมาตราอย่างชัดแจ้งในคำให้การ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเนื้อหาข้อต่อสู้ชัดเจนเพียงพอว่าประสงค์ยกอายุความตามมาตรา 1529 ศาลจึงรับวินิจฉัยได้ การเปรียบเทียบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. แนววินิจฉัยเกี่ยวกับอายุความในคดีหย่า แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักตรงกันว่า เมื่อผู้ฟ้องทราบเหตุหย่าแล้วแต่ปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 1 ปี ย่อมไม่อาจนำเหตุนั้นมาฟ้องได้อีก แม้จะมีการกระทำในลักษณะใกล้เคียงกันภายหลัง หากเป็นเพียงการสืบเนื่องจากเหตุเดิม หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อมิให้มีการฟื้นเหตุเก่ามาใช้เป็นข้ออ้างภายหลัง โดยปราศจากความต่อเนื่องในเชิงข้อเท็จจริงที่แยกขาดจากเหตุเดิม 2. แนววินิจฉัยเกี่ยวกับความร้ายแรงของการหมิ่นประมาท ศาลฎีกามักพิจารณาความร้ายแรงจากพฤติการณ์รวม มิใช่พิจารณาเพียงถ้อยคำเดียว เช่น การกล่าวหาว่าคู่สมรสประพฤติชั่ว การใส่ร้ายในทางศีลธรรม หรือการกระทำซ้ำซากต่อหน้าบุคคลจำนวนมาก อย่างไรก็ดี แม้จะเข้าลักษณะร้ายแรง หากผู้เสียหายยังคงอยู่ร่วมกันโดยมิได้ดำเนินการใดเป็นเวลานาน ย่อมสะท้อนว่าผู้ฟ้องมิได้ถือเอาเหตุเป็นสาระสำคัญถึงขั้นไม่อาจดำรงชีวิตสมรสต่อไปได้ นโยบายกฎหมายครอบครัวและผลกระทบเชิงระบบ 1. การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับเสถียรภาพครอบครัว กฎหมายครอบครัวมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด หากต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ถูกละเมิดกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว การจำกัดอายุความจึงเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุสมดุลนี้ 2. หลักความแน่นอนทางกฎหมาย การปล่อยให้สิทธิฟ้องหย่าเปิดกว้างโดยไม่จำกัดเวลา ย่อมทำให้สถานภาพสมรสไม่แน่นอน คู่สมรสไม่อาจวางแผนชีวิต ทรัพย์สิน หรือความสัมพันธ์กับบุตรได้อย่างมั่นคง มาตรา 1529 จึงเป็นบทบัญญัติที่สะท้อนหลักความแน่นอนทางกฎหมายโดยตรง 3. บทเรียนเชิงปฏิบัติสำหรับคู่สมรสและทนายความ คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือ (6) ผู้เสียหายต้องพิจารณาใช้สิทธิภายใน 1 ปี มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปโดยเด็ดขาด การรอคอยหรือหวังให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่ดำเนินการทางกฎหมาย อาจทำให้เสียสิทธิฟ้องในภายหลัง 4. ความสำคัญในฐานะบรรทัดฐาน คำพิพากษานี้มีความสำคัญในเชิงบรรทัดฐาน เพราะยืนยันหลักว่า “สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ต้องใช้ภายในกรอบเวลา” และศาลพร้อมจะยึดถือบทบัญญัติเรื่องอายุความอย่างเคร่งครัด แม้ข้อกล่าวหาจะมีน้ำหนักในทางศีลธรรมเพียงใดก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยเห็นว่าการดุด่า เหยียดหยาม และดูหมิ่นโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนเป็นการหมิ่นประมาทร้ายแรงและเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิฟ้องหย่าเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1529 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าแม้จำเลยมิได้อ้างบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง แต่ได้ยกข้อต่อสู้อายุความไว้แล้ว และเมื่อเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 แต่ฟ้องในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิฟ้องหย่าระงับไปตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง พร้อมแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขด้านเวลาอย่างเคร่งครัด มิใช่สิทธิที่สามารถเก็บรักษาไว้ใช้เมื่อใดก็ได้ การหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง แม้มีลักษณะกระทบศักดิ์ศรีและเกียรติยศของคู่สมรสอย่างหนัก หากผู้เสียหายทราบเหตุแล้วแต่ปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 1 ปี ย่อมถือว่าสละสิทธิในการอาศัยเหตุนั้นฟ้องหย่า มาตรา 1529 จึงมิใช่เพียงบทบัญญัติเรื่องอายุความในทางเทคนิค แต่เป็นกลไกคุ้มครองเสถียรภาพของสถานภาพสมรส และสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้คู่สมรสตัดสินใจอย่างเด็ดขาดภายในระยะเวลาอันสมควร ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งเรื้อรังกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในภายหลัง นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังชี้ให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาข้อต่อสู้อายุความจากสาระสำคัญแห่งคำให้การ มิใช่ยึดติดเพียงถ้อยคำทางเทคนิค หากคู่ความแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าประสงค์ยกอายุความ ศาลย่อมวินิจฉัยได้แม้มิได้ระบุมาตราโดยตรง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ “อายุความฟ้องหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1516 (3) และ (6) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้พฤติการณ์ที่อ้างจะเข้าลักษณะการหมิ่นประมาทหรือการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง แต่เมื่อผู้ฟ้องใช้สิทธิเกินกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อายุความฟ้องหย่า (มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหย่า หากพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องร้องระงับไปทันที แม้ข้อเท็จจริงจะมีมูลเพียงใดก็ตาม คดีนี้จึงชี้ชัดว่า “เวลา” เป็นเงื่อนไขสำคัญของสิทธิฟ้องหย่า 2. หมิ่นประมาทหรือเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง (มาตรา 1516 (3) และ (6)) เป็นเหตุหย่าที่เกิดจากการดูหมิ่นเหยียดหยามหรือการกระทำที่ทำลายพื้นฐานความเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม แม้พฤติการณ์จะเข้าข่ายเหตุหย่า หากไม่ใช้สิทธิภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่อาจอาศัยเหตุนั้นฟ้องหย่าได้อีก คดีนี้จึงตอกย้ำความสัมพันธ์โดยตรงระหว่าง “เหตุหย่า” กับ “อายุความ” ตามกฎหมายครอบครัว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทต้องฟ้องภายในกี่ปี คำตอบ ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องรู้หรือควรรู้ถึงเหตุหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามร้ายแรง ตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง หากพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องหย่าย่อมระงับไปโดยผลของกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม 2. การทะเลาะหรือดุด่าทั่วไปถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การดุด่าทั่วไปในชีวิตสมรสอาจยังไม่ถึงขั้น “ร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (3) ต้องพิจารณาความหนักเบา ความต่อเนื่อง และผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและการดำรงชีวิตสมรสร่วมกัน หากเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว ศาลมักไม่ถือเป็นเหตุหย่า 3. หากมีการกระทำซ้ำหลังเหตุครั้งแรก จะนับอายุความใหม่หรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าเป็นเหตุใหม่ที่แยกขาดจากเหตุเดิมหรือเป็นเพียงความต่อเนื่องของเหตุเดิม หากเป็นเพียงการสืบเนื่องจากเหตุเดิมซึ่งผู้ฟ้องทราบแล้ว การนับอายุความยังคงยึดตามวันที่รู้เหตุครั้งแรก 4. หากจำเลยไม่อ้างบทกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ คำตอบ หากจำเลยยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความไว้ในสาระสำคัญ แม้มิได้ระบุเลขมาตราโดยตรง ศาลอาจวินิจฉัยได้ เพราะเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิฟ้องร้องโดยตรง 5. หนังสือบันทึกที่สถานีตำรวจมีผลเป็นหนังสือทัณฑ์บนเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องมีผลเป็นหนังสือทัณฑ์บนโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาเจตนาของคู่สัญญาและเนื้อหาข้อความว่าเป็นเพียงบันทึกข้อเท็จจริงหรือมีเจตนากำหนดเงื่อนไขผูกพันทางกฎหมาย หากไม่มีเจตนาให้เป็นทัณฑ์บน ก็ไม่อาจอ้างเป็นเหตุผิดสัญญาได้ 6. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ต่างกันอย่างไร คำตอบ มาตรา 1516 (3) เน้นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง ส่วนมาตรา 1516 (6) ครอบคลุมการกระทำใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่า อย่างไรก็ดี ทั้งสองเหตุอยู่ภายใต้อายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 เช่นเดียวกัน 7. หากผู้เสียหายให้อภัยหรืออยู่ร่วมกันต่อ จะมีผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ การให้อภัยหรือการอยู่ร่วมกันต่อเนื่องหลังทราบเหตุ อาจเป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนว่าผู้เสียหายมิได้ถือเหตุเป็นสาระสำคัญถึงขั้นไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ และยังมีผลต่อการนับอายุความ เพราะถือว่ารู้เหตุแล้วแต่ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลา 8. คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ศาลจะบังคับใช้มาตรา 1529 อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองความแน่นอนแห่งสถานภาพสมรส ผู้ประสงค์ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทหรือปฏิปักษ์ร้ายแรงต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไปโดยเด็ดขาด แม้ข้อกล่าวหาจะมีมูลเพียงใดก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5664/2551 แม้คำให้การจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิเรียกร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่ง ป.พ.พ. มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์ถือว่าการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงของจำเลยเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไป ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยตั้งแต่ปี 2517 มีบุตร 2 คน ต่อมาเกิดความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2542 โดยจำเลยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง ทั้งสองจึงไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจว่าจะต่างฝ่ายต่างอยู่ แต่หลังจากนั้นจำเลยยังคงดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าผู้อื่นอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์อับอายและทุกข์ทรมาน จึงฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุหมิ่นประมาทและการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่ามิได้ดูหมิ่นโจทก์ และบันทึกที่สถานีตำรวจมิใช่หนังสือทัณฑ์บน อีกทั้งฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ เพราะยื่นฟ้องเกิน 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้เหตุหย่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมิได้ระบุมาตราโดยชัดแจ้ง แต่ได้ยกข้อต่อสู้อายุความไว้แล้ว และเหตุหย่าเกิดขึ้นในปี 2544 ขณะที่ฟ้องในปี 2546 จึงพ้นกำหนด 1 ปีตามมาตรา 1529 วรรคหนึ่ง สิทธิฟ้องหย่าระงับไป ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2517 มีบุตรด้วยกัน 2 คน บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อปี 2542 โจทก์จำเลยทะเลาะวิวาทกันโดยจำเลยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง ได้ทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงจึงได้ไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก หลังจากนั้นจำเลยยังคงเข้าไปด่าดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงหลายครั้งต่อหน้าผู้ร่วมงาน ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติและเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยดุด่าเหยียดหยามโจทก์ มีแต่โจทก์ดุด่าเหยียดหยามและทำร้ายร่างกายจำเลย บันทึกที่สถานีตำรวจที่ว่าคู่สัญญาตกลงว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันนั้น โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาให้หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ โจทก์ไม่มีสิทธินำหนังสือดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์อย่างไร หรือจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างไร ทำให้จำเลยหลงต่อสู้และเสียเปรียบ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งโจทก์อาจยกขึ้นกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า เหตุในการฟ้องหย่าคดีนี้ขาดอายุความ เพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้างถือว่าสิทธิดังกล่าวระงับไปแล้ว แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุไว้ชัดแจ้งถึงบทกฎหมายอันเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ขาดอายุความ แต่เหตุหย่าที่กำหนดอายุความหรือการระงับไปซึ่งสิทธิฟ้องร้องคงมีเพียงมาตรา 1529 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราเดียวที่ระบุถึงเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และ (6) ไว้ คือสามีหรือภริยาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรง และสามีหรือภริยาทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือสิทธิฟ้องร้องเนื่องจากเหตุดังกล่าวระงับไปตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2542 ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยไปทำบันทึกที่สถานีตำรวจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก แต่หลังจากนั้นจำเลยยังไปด่าโจทก์ ดูหมิ่นและเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2544 โจทก์จึงไปตักเตือนจำเลยว่าอย่าทำอีก ซึ่งโจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ปี 2544 ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จนถึงปี 2546 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนยกขึ้นกล่าวอ้าง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ซึ่งเหตุดังกล่าวจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และกล่าวในคำแก้ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




