
| ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการฟ้องหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง และสิทธิเรียกคืนสินสอดทองหมั้นภายหลังที่คู่หมั้นได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาหมั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม มาตรา 1439 และมาตรา 1440(2) ว่า เมื่อการหมั้นได้พัฒนาไปสู่การสมรสโดยสมบูรณ์แล้ว สิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานยังคงมีอยู่หรือไม่ อีกทั้งยังต้องวินิจฉัยต่อไปว่าพฤติการณ์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกไปอยู่อาศัยที่อื่นโดยอ้างเหตุความไม่สะดวกหรือความขัดแย้งภายในครอบครัว จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างอันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่วางหลักแยกความแตกต่างระหว่าง “ความผิดสัญญาหมั้น” กับ “ปัญหาชีวิตสมรสภายหลังการจดทะเบียน” อย่างชัดเจน และกำหนดขอบเขตสิทธิในการเรียกสินสอดคืนไว้อย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง พร้อมทั้งเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าสินสอดทองหมั้นจำนวน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท โดยอ้างเหตุว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำพิธีแต่งงานตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา ต่อมามีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเงินทองภายในครอบครัว โจทก์ได้ออกไปพักอาศัยที่บ้านสวนของตน โดยมิได้กลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอย่างสม่ำเสมอ แม้มีโอกาสกลับไปได้ก็ตาม ประเด็นข้อกฎหมายเรื่องสิทธิเรียกสินสอดคืน ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักว่า การที่ฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส และเป็นความผิดของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1437 วรรคสาม ประกอบมาตรา 1439 และมาตรา 1440(2) เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่าคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายได้แปรสภาพจาก “คู่หมั้น” เป็น “คู่สมรส” โดยสมบูรณ์ สัญญาหมั้นจึงสิ้นผลไปโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ การจะย้อนกลับไปอ้างสิทธิเรียกสินสอดคืนจึงขัดต่อโครงสร้างของกฎหมาย ประเด็นเรื่องจงใจละทิ้งร้าง การละทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายหนึ่งจงใจทอดทิ้งอีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเงินทองซึ่งเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส มิใช่เหตุร้ายแรง อีกทั้งโจทก์เองเป็นฝ่ายออกจากบ้าน และมิได้แสดงความพยายามกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายจงใจละทิ้งร้าง หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1437 ถึง 1440 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของการหมั้น แต่เมื่อการสมรสเกิดขึ้นแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยปริยาย กฎหมายมิได้เปิดช่องให้เรียกคืนสินสอดภายหลังการสมรสสำเร็จ เว้นแต่มีเหตุเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัววางหลักสม่ำเสมอว่า เหตุหย่าต้องเป็นเหตุร้ายแรงถึงขนาดทำให้การครองชีวิตสมรสไม่อาจดำรงอยู่ได้ การขัดแย้งทั่วไปมิใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ และกรณีไม่เข้าเงื่อนไขเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืน เพราะคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว มิใช่กรณีผิดสัญญาหมั้นตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าการทะเลาะกันเรื่องเงินทองในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ มิใช่เหตุร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่า และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยจงใจทอดทิ้งโจทก์เกินกำหนดตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้คำฟ้องในส่วนเรียกสินสอดจะไม่เคลือบคลุม แต่โดยสาระสิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานต้องเป็นกรณีหมั้นแล้วไม่สมรส เมื่อมีการสมรสและจดทะเบียนแล้ว สิทธิเรียกคืนย่อมไม่มี และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง องค์ประกอบเหตุหย่าจึงไม่ครบ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญอย่างชัดเจนว่า “สิทธิเรียกคืนสินสอดทองหมั้นเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับสถานะความเป็นคู่หมั้น มิใช่คู่สมรส” เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ ไม่อาจอ้างความขัดแย้งภายหลังในชีวิตสมรสเพื่อย้อนกลับไปใช้สิทธิเรียกคืนสินสอดได้ เว้นแต่จะเข้าองค์ประกอบเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ในประเด็นเหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง ศาลย้ำหลักว่า ต้องเป็นการละทิ้งโดยมีเจตนาแน่วแน่ทอดทิ้งชีวิตสมรส มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ชั่วคราวจากเหตุขัดแย้งทั่วไป หรือการที่ฝ่ายหนึ่งเลือกไปอยู่อาศัยที่อื่นโดยสมัครใจ ทั้งต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมและความพยายามประสานความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่าย แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่เน้นความมั่นคงของสถาบันสมรส และจำกัดการใช้สิทธิทางกฎหมายในลักษณะย้อนกลับเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว อันเป็นการตีความกฎหมายครอบครัวอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ภายหลังคู่หมั้นได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดทองหมั้นและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานหรือไม่ และอีกประเด็นคือ การแยกกันอยู่จากความขัดแย้งในครอบครัวจะถือเป็น “จงใจละทิ้งร้าง” อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกคืนสินสอดตามบทบัญญัติเรื่องสัญญาหมั้นย่อมสิ้นผล และข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบการละทิ้งร้างโดยเจตนา สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สิทธิเรียกคืนสินสอดหลังสมรส” — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม, มาตรา 1439 และมาตรา 1440(2) บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีมีการหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ จึงไม่อาจเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานได้ 2. “เหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง” — หลักเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การละทิ้งร้างต้องเป็นการทอดทิ้งโดยเจตนา ไม่มีเหตุอันสมควร และมีระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ความขัดแย้งเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติ และการที่ฝ่ายผู้ฟ้องเป็นผู้แยกออกไปเองโดยไม่พยายามกลับไปใช้ชีวิตสมรส ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าดังกล่าว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. หากได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ยังสามารถเรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ เพราะสิทธิเรียกคืนสินสอดตามมาตรา 1437 วรรคสาม และมาตรา 1440(2) ใช้บังคับในกรณีมีการหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่าย เมื่อได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผล การเรียกคืนสินสอดจึงขัดต่อโครงสร้างกฎหมาย เว้นแต่มีเหตุเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ 2. การทะเลาะกันเรื่องเงินในครอบครัว ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่โดยอัตโนมัติ ศาลพิจารณาว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส หากไม่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ชีวิตคู่ไม่อาจดำรงอยู่ได้ และยังสามารถปรับความเข้าใจกันได้ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้างหรือเหตุร้ายแรงอื่นตามกฎหมาย 3. การที่ฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ถือเป็นการละทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นการแยกกันอยู่ชั่วคราว หรือเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของฝ่ายที่ออกไปเอง โดยไม่มีหลักฐานว่าถูกขับไล่หรือถูกทอดทิ้งโดยเจตนา ย่อมไม่ถือว่าอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้าง 4. การพิสูจน์เหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้างต้องแสดงอะไรบ้าง คำตอบ ต้องพิสูจน์ว่ามีการทอดทิ้งโดยเจตนา ไม่มีเหตุอันสมควร และเป็นระยะเวลาต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีความพยายามประสานความสัมพันธ์จากฝ่ายที่ถูกกล่าวหา การพิสูจน์เพียงว่ามีการแยกกันอยู่ยังไม่เพียงพอ 5. หากฝ่ายที่ฟ้องหย่าเป็นผู้แยกออกไปเอง จะมีผลอย่างไร คำตอบ หากปรากฏว่าฝ่ายผู้ฟ้องเป็นผู้สมัครใจแยกออกไป และมิได้พยายามกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันหรือประสานความสัมพันธ์ ย่อมยากที่จะกล่าวหาอีกฝ่ายว่าจงใจละทิ้งร้าง เพราะองค์ประกอบเรื่องเจตนาและการทอดทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะไม่ครบถ้วน 6. ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานสามารถเรียกคืนได้ในกรณีใด คำตอบ สามารถเรียกคืนได้ในกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่ง กฎหมายถือเป็นความเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกค่าทดแทนดังกล่าวย่อมระงับไป 7. ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเหตุใดเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากลักษณะความขัดแย้ง ความรุนแรง ระยะเวลา และพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นเพียงความขัดแย้งด้านการเงินหรือการดำเนินชีวิตทั่วไปที่สามารถแก้ไขได้ ย่อมไม่ถือเป็นเหตุร้ายแรงตามกฎหมายครอบครัว 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า การเรียกคืนสินสอดต้องแยกจากการหย่าภายหลังสมรสโดยเด็ดขาด และการอ้างเหตุหย่าฐานละทิ้งร้างต้องพิสูจน์องค์ประกอบอย่างเคร่งครัด คำพิพากษานี้จึงช่วยกำหนดขอบเขตสิทธิของคู่สมรส และป้องกันการใช้สิทธิโดยขยายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2542 การที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและ ค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส โดยเป็น ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม,1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคือจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณี จำเลยผิดสัญญาหมั้น โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กิน ด้วยกันแล้ว เมื่อสาเหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน เป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั่วไป มิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจ ระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวน ของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ แต่ก็อ้างว่าจะต้องซักผ้าและ ทำธุระส่วนตัว หากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดา เป็นบางครั้ง โจทก์ก็อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลย และเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวาย ที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่า ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหย่า ให้จำเลยส่งใบสำคัญการสมรสคืน 1 ฉบับ และชำระค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท พร้อมค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน 3,000 บาท รวม 23,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ฟ้องในส่วนเรียกค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานจะไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่ศาลล่างเห็น แต่สิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม, 1439 และ 1440(2) ต้องเป็นกรณีหมั้นแล้วไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสแล้ว จึงไม่เข้าเงื่อนไขเรียกคืนสินสอด ส่วนเหตุหย่าฐานละทิ้งร้างนั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจทอดทิ้งโจทก์เกินหนึ่งปี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติ และโจทก์เป็นฝ่ายไปอยู่บ้านสวนโดยไม่พยายามกลับไปอยู่ร่วมกัน จึงไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยส่งใบสำคัญการสมรสที่จำเลยถือไว้ 2 ฉบับ คืนโจทก์ 1 ฉบับ ให้จำเลยใช้เงินค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท และเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงาน 3,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทิ้งร้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินสอดและเงินใช้จ่ายในงานแต่งงาน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานหรือไม่ จำเลย (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์) ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าสินสอดทองหมั้นและเงินที่ใช้จ่ายไปในการแต่งงานนั้นไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 และได้บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 3 ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยโจทก์จ่ายเงินค่าสินสอดทองหมั้นเป็นเงิน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการแต่งงานอีกเป็นเงิน 3,000 บาท รวมเป็นเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงาน 23,000 บาท ฯลฯ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยพฤติการณ์ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 4 มาแล้ว ในคดีหมายเลขแดงที่ 91/2540 ของศาลนี้ ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จึงจะมาฟ้องโดยอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวอีกไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้อน จึงไม่รับฟ้องในข้อ 1 ถึงข้อ 4 ส่วนฟ้องโจทก์ตามข้อ 5 เป็นเหตุฟ้องหย่าที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์อ้างเหตุดังกล่าวฟ้องหย่าจำเลยได้ แต่เนื่องจากฟ้องโจทก์ฟุ่มเฟือยเกินไปอ่านไม่เข้าใจ ให้โจทก์ทำคำฟ้องโดยอ้างเหตุเฉพาะข้อ 5 มายื่นต่อศาลใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำฟ้อง โจทก์จึงทำคำฟ้องลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540ยื่นเข้ามาใหม่โดยนำเหตุฟ้องหย่าตามข้อ 5 มาขยายความและตัดฟ้องโจทก์ข้อ 3 ในส่วนการบรรยายเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นและเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงานไปตามคำสั่งศาล แต่ยังคงคำขอให้จำเลยชดใช้เงินค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท และเงินที่ใช้จ่ายไปในการแต่งงาน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังนั้น ในการแปลคำฟ้อง โจทก์จึงจำต้องอ่านคำฟ้องเดิมและคำฟ้องใหม่ของโจทก์ประกอบกัน เมื่อโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นและเงินค่าใช้จ่ายในการแต่งงานไว้ในฟ้องเดิมข้อ 3 แล้ว จึงเป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม กรณีที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรสโดยเป็นความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1437 วรรคสาม, 1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณีจำเลยผิดสัญญาหมั้นตามบทกฎหมายดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปีอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่นั้น โจทก์และจำเลยเบิกความยันกันอยู่ฟังไม่ได้ข้อยุติว่าการที่โจทก์ออกจากบ้านของจำเลยที่อาศัยอยู่กินร่วมกันนั้นเกิดจากการที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านหรือเกิดจากการที่โจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านสวนเพื่อความสะดวกในการไปทำงานของโจทก์กันแน่ แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์โดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กินด้วยกันแล้ว โดยเหตุผลแม้จะมีเรื่องทะเลาะกันรุนแรงเพียงใด หากมิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดแล้วย่อมที่จะให้อภัยโดยต่างฝ่ายต่างผ่อนปรนให้แก่กันได้ ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า สาเหตุที่ทะเลาะกันเป็นสาเหตุเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปจึงมิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวนของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ก็ตาม โดยอ้างเหตุผลว่าจะต้องซักผ้าและทำธุระส่วนตัวเท่านั้น และหากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดาเป็นบางครั้ง ซึ่งโจทก์อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลยและเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวายที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์ดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่าคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน |




