ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว

ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี, เรียกค่าสินสอดทองหมั้นคืนหลังสมรส, สิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืน, ผิดสัญญาหมั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การตีความมาตรา 1437 วรรคสาม, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องสินสอด, การจดทะเบียนสมรสตัดสิทธิเรียกสินสอดคืน, ความแตกต่างระหว่างหมั้นกับสมรส, เหตุหย่าฐานละทิ้งร้างโดยจงใจ, ภาระพิสูจน์ในคดีหย่า, การแยกฟ้องซ้อนในคดีครอบครัว, สิทธิเรียกค่าทดแทนงานแต่งงาน, เจตนารมณ์กฎหมายสัญญาหมั้น, ศาลฎีกาคดีครอบครัว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการฟ้องหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง และสิทธิเรียกคืนสินสอดทองหมั้นภายหลังที่คู่หมั้นได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาหมั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม มาตรา 1439 และมาตรา 1440(2) ว่า เมื่อการหมั้นได้พัฒนาไปสู่การสมรสโดยสมบูรณ์แล้ว สิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานยังคงมีอยู่หรือไม่ อีกทั้งยังต้องวินิจฉัยต่อไปว่าพฤติการณ์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกไปอยู่อาศัยที่อื่นโดยอ้างเหตุความไม่สะดวกหรือความขัดแย้งภายในครอบครัว จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างอันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่วางหลักแยกความแตกต่างระหว่าง “ความผิดสัญญาหมั้น” กับ “ปัญหาชีวิตสมรสภายหลังการจดทะเบียน” อย่างชัดเจน และกำหนดขอบเขตสิทธิในการเรียกสินสอดคืนไว้อย่างเคร่งครัด

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง พร้อมทั้งเรียกให้จำเลยคืนเงินค่าสินสอดทองหมั้นจำนวน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานจำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท โดยอ้างเหตุว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้ทำพิธีแต่งงานตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา ต่อมามีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเงินทองภายในครอบครัว โจทก์ได้ออกไปพักอาศัยที่บ้านสวนของตน โดยมิได้กลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอย่างสม่ำเสมอ แม้มีโอกาสกลับไปได้ก็ตาม

ประเด็นข้อกฎหมายเรื่องสิทธิเรียกสินสอดคืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยหลักว่า การที่ฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส และเป็นความผิดของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1437 วรรคสาม ประกอบมาตรา 1439 และมาตรา 1440(2)

เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่าคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายได้แปรสภาพจาก “คู่หมั้น” เป็น “คู่สมรส” โดยสมบูรณ์ สัญญาหมั้นจึงสิ้นผลไปโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ การจะย้อนกลับไปอ้างสิทธิเรียกสินสอดคืนจึงขัดต่อโครงสร้างของกฎหมาย

ประเด็นเรื่องจงใจละทิ้งร้าง

การละทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายหนึ่งจงใจทอดทิ้งอีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเงินทองซึ่งเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส มิใช่เหตุร้ายแรง อีกทั้งโจทก์เองเป็นฝ่ายออกจากบ้าน และมิได้แสดงความพยายามกลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายจงใจละทิ้งร้าง

หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

มาตรา 1437 ถึง 1440 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของการหมั้น แต่เมื่อการสมรสเกิดขึ้นแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยปริยาย กฎหมายมิได้เปิดช่องให้เรียกคืนสินสอดภายหลังการสมรสสำเร็จ เว้นแต่มีเหตุเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัววางหลักสม่ำเสมอว่า เหตุหย่าต้องเป็นเหตุร้ายแรงถึงขนาดทำให้การครองชีวิตสมรสไม่อาจดำรงอยู่ได้ การขัดแย้งทั่วไปมิใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ และกรณีไม่เข้าเงื่อนไขเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืน เพราะคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว มิใช่กรณีผิดสัญญาหมั้นตามกฎหมาย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าการทะเลาะกันเรื่องเงินทองในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ มิใช่เหตุร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่า และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยจงใจทอดทิ้งโจทก์เกินกำหนดตามกฎหมาย

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้คำฟ้องในส่วนเรียกสินสอดจะไม่เคลือบคลุม แต่โดยสาระสิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานต้องเป็นกรณีหมั้นแล้วไม่สมรส เมื่อมีการสมรสและจดทะเบียนแล้ว สิทธิเรียกคืนย่อมไม่มี และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง องค์ประกอบเหตุหย่าจึงไม่ครบ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญอย่างชัดเจนว่า “สิทธิเรียกคืนสินสอดทองหมั้นเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับสถานะความเป็นคู่หมั้น มิใช่คู่สมรส” เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ ไม่อาจอ้างความขัดแย้งภายหลังในชีวิตสมรสเพื่อย้อนกลับไปใช้สิทธิเรียกคืนสินสอดได้ เว้นแต่จะเข้าองค์ประกอบเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ในประเด็นเหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง ศาลย้ำหลักว่า ต้องเป็นการละทิ้งโดยมีเจตนาแน่วแน่ทอดทิ้งชีวิตสมรส มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ชั่วคราวจากเหตุขัดแย้งทั่วไป หรือการที่ฝ่ายหนึ่งเลือกไปอยู่อาศัยที่อื่นโดยสมัครใจ ทั้งต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมและความพยายามประสานความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่าย

แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่เน้นความมั่นคงของสถาบันสมรส และจำกัดการใช้สิทธิทางกฎหมายในลักษณะย้อนกลับเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียว อันเป็นการตีความกฎหมายครอบครัวอย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ภายหลังคู่หมั้นได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดทองหมั้นและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานหรือไม่ และอีกประเด็นคือ การแยกกันอยู่จากความขัดแย้งในครอบครัวจะถือเป็น “จงใจละทิ้งร้าง” อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกคืนสินสอดตามบทบัญญัติเรื่องสัญญาหมั้นย่อมสิ้นผล และข้อเท็จจริงยังไม่เข้าองค์ประกอบการละทิ้งร้างโดยเจตนา

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “สิทธิเรียกคืนสินสอดหลังสมรส” — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม, มาตรา 1439 และมาตรา 1440(2)

บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีมีการหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อคู่กรณีได้จดทะเบียนสมรสแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผลโดยการบรรลุวัตถุประสงค์ จึงไม่อาจเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานได้

2. “เหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้าง” — หลักเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การละทิ้งร้างต้องเป็นการทอดทิ้งโดยเจตนา ไม่มีเหตุอันสมควร และมีระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ความขัดแย้งเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติ และการที่ฝ่ายผู้ฟ้องเป็นผู้แยกออกไปเองโดยไม่พยายามกลับไปใช้ชีวิตสมรส ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าดังกล่าว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. หากได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ยังสามารถเรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่ได้ เพราะสิทธิเรียกคืนสินสอดตามมาตรา 1437 วรรคสาม และมาตรา 1440(2) ใช้บังคับในกรณีมีการหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่าย เมื่อได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบแล้ว สัญญาหมั้นย่อมสิ้นผล การเรียกคืนสินสอดจึงขัดต่อโครงสร้างกฎหมาย เว้นแต่มีเหตุเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษ

2. การทะเลาะกันเรื่องเงินในครอบครัว ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่โดยอัตโนมัติ ศาลพิจารณาว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส หากไม่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ชีวิตคู่ไม่อาจดำรงอยู่ได้ และยังสามารถปรับความเข้าใจกันได้ ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้างหรือเหตุร้ายแรงอื่นตามกฎหมาย

3. การที่ฝ่ายหนึ่งออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ถือเป็นการละทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นการแยกกันอยู่ชั่วคราว หรือเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของฝ่ายที่ออกไปเอง โดยไม่มีหลักฐานว่าถูกขับไล่หรือถูกทอดทิ้งโดยเจตนา ย่อมไม่ถือว่าอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้าง

4. การพิสูจน์เหตุหย่าฐานจงใจละทิ้งร้างต้องแสดงอะไรบ้าง

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ว่ามีการทอดทิ้งโดยเจตนา ไม่มีเหตุอันสมควร และเป็นระยะเวลาต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีความพยายามประสานความสัมพันธ์จากฝ่ายที่ถูกกล่าวหา การพิสูจน์เพียงว่ามีการแยกกันอยู่ยังไม่เพียงพอ

5. หากฝ่ายที่ฟ้องหย่าเป็นผู้แยกออกไปเอง จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากปรากฏว่าฝ่ายผู้ฟ้องเป็นผู้สมัครใจแยกออกไป และมิได้พยายามกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันหรือประสานความสัมพันธ์ ย่อมยากที่จะกล่าวหาอีกฝ่ายว่าจงใจละทิ้งร้าง เพราะองค์ประกอบเรื่องเจตนาและการทอดทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะไม่ครบถ้วน

6. ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานสามารถเรียกคืนได้ในกรณีใด

คำตอบ

สามารถเรียกคืนได้ในกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่ง กฎหมายถือเป็นความเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้น แต่เมื่อการสมรสได้เกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกค่าทดแทนดังกล่าวย่อมระงับไป

7. ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเหตุใดเป็นเรื่องปกติในชีวิตสมรส

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาจากลักษณะความขัดแย้ง ความรุนแรง ระยะเวลา และพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นเพียงความขัดแย้งด้านการเงินหรือการดำเนินชีวิตทั่วไปที่สามารถแก้ไขได้ ย่อมไม่ถือเป็นเหตุร้ายแรงตามกฎหมายครอบครัว

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า การเรียกคืนสินสอดต้องแยกจากการหย่าภายหลังสมรสโดยเด็ดขาด และการอ้างเหตุหย่าฐานละทิ้งร้างต้องพิสูจน์องค์ประกอบอย่างเคร่งครัด คำพิพากษานี้จึงช่วยกำหนดขอบเขตสิทธิของคู่สมรส และป้องกันการใช้สิทธิโดยขยายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2542

การที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและ ค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส โดยเป็น ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม,1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคือจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณี จำเลยผิดสัญญาหมั้น โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กิน ด้วยกันแล้ว เมื่อสาเหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน เป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั่วไป มิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจ ระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวน ของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ แต่ก็อ้างว่าจะต้องซักผ้าและ ทำธุระส่วนตัว หากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดา เป็นบางครั้ง โจทก์ก็อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลย และเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวาย ที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่า

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหย่า ให้จำเลยส่งใบสำคัญการสมรสคืน 1 ฉบับ และชำระค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท พร้อมค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน 3,000 บาท รวม 23,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ฟ้องในส่วนเรียกค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายแต่งงานจะไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่ศาลล่างเห็น แต่สิทธิเรียกคืนสินสอดและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม, 1439 และ 1440(2) ต้องเป็นกรณีหมั้นแล้วไม่มีการสมรสอันเนื่องมาจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีได้ทำพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสแล้ว จึงไม่เข้าเงื่อนไขเรียกคืนสินสอด

ส่วนเหตุหย่าฐานละทิ้งร้างนั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจทอดทิ้งโจทก์เกินหนึ่งปี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติ และโจทก์เป็นฝ่ายไปอยู่บ้านสวนโดยไม่พยายามกลับไปอยู่ร่วมกัน จึงไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว

พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยส่งใบสำคัญการสมรสที่จำเลยถือไว้ 2 ฉบับ คืนโจทก์ 1 ฉบับ ให้จำเลยใช้เงินค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท และเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงาน 3,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทิ้งร้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินสอดและเงินใช้จ่ายในงานแต่งงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้เงินค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานหรือไม่ จำเลย (ที่ถูกน่าจะเป็นโจทก์) ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าสินสอดทองหมั้นและเงินที่ใช้จ่ายไปในการแต่งงานนั้นไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 และได้บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 3 ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยโจทก์จ่ายเงินค่าสินสอดทองหมั้นเป็นเงิน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการแต่งงานอีกเป็นเงิน 3,000 บาท รวมเป็นเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงาน 23,000 บาท ฯลฯ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยพฤติการณ์ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 4 มาแล้ว ในคดีหมายเลขแดงที่ 91/2540 ของศาลนี้ ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จึงจะมาฟ้องโดยอาศัยพฤติการณ์ดังกล่าวอีกไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้อน จึงไม่รับฟ้องในข้อ 1 ถึงข้อ 4 ส่วนฟ้องโจทก์ตามข้อ 5 เป็นเหตุฟ้องหย่าที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์อ้างเหตุดังกล่าวฟ้องหย่าจำเลยได้ แต่เนื่องจากฟ้องโจทก์ฟุ่มเฟือยเกินไปอ่านไม่เข้าใจ ให้โจทก์ทำคำฟ้องโดยอ้างเหตุเฉพาะข้อ 5 มายื่นต่อศาลใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำฟ้อง โจทก์จึงทำคำฟ้องลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540ยื่นเข้ามาใหม่โดยนำเหตุฟ้องหย่าตามข้อ 5 มาขยายความและตัดฟ้องโจทก์ข้อ 3 ในส่วนการบรรยายเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นและเงินที่ใช้จ่ายในการแต่งงานไปตามคำสั่งศาล แต่ยังคงคำขอให้จำเลยชดใช้เงินค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท และเงินที่ใช้จ่ายไปในการแต่งงาน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังนั้น ในการแปลคำฟ้อง โจทก์จึงจำต้องอ่านคำฟ้องเดิมและคำฟ้องใหม่ของโจทก์ประกอบกัน เมื่อโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องค่าสินสอดทองหมั้นและเงินค่าใช้จ่ายในการแต่งงานไว้ในฟ้องเดิมข้อ 3 แล้ว จึงเป็นฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม กรณีที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรสโดยเป็นความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1437 วรรคสาม, 1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณีจำเลยผิดสัญญาหมั้นตามบทกฎหมายดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปีอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้หรือไม่นั้น โจทก์และจำเลยเบิกความยันกันอยู่ฟังไม่ได้ข้อยุติว่าการที่โจทก์ออกจากบ้านของจำเลยที่อาศัยอยู่กินร่วมกันนั้นเกิดจากการที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านหรือเกิดจากการที่โจทก์ไปพักอาศัยที่บ้านสวนเพื่อความสะดวกในการไปทำงานของโจทก์กันแน่ แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์โดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กินด้วยกันแล้ว โดยเหตุผลแม้จะมีเรื่องทะเลาะกันรุนแรงเพียงใด หากมิใช่เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดแล้วย่อมที่จะให้อภัยโดยต่างฝ่ายต่างผ่อนปรนให้แก่กันได้ ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า สาเหตุที่ทะเลาะกันเป็นสาเหตุเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปจึงมิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวนของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ก็ตาม โดยอ้างเหตุผลว่าจะต้องซักผ้าและทำธุระส่วนตัวเท่านั้น และหากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดาเป็นบางครั้ง ซึ่งโจทก์อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลยและเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวายที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์ดังอ้าง โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่าคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย