
| ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “การห้ามฟ้องซ้อน” ในคดีหย่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเคยยื่นฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เพราะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขไม่ได้ตลอดมาเกินสามปี และคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณา/ยังไม่ถึงที่สุด แต่กลับยื่นฟ้องหย่าใหม่โดยอ้างเหตุหย่าเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า หากไม่ปรากฏว่าคู่สมรสกลับมาอยู่ร่วมกันแล้วเกิดการแยกกันอยู่อีกครั้งจนเป็น “เหตุใหม่” การฟ้องครั้งหลังย่อมเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และศาลต้องยกฟ้องโดยไม่ต้องลงลึกวินิจฉัยสาระเหตุหย่าหรือประเด็นอำนาจปกครองบุตร คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการวางรูปคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีที่มีการฟ้องหลายคดีระหว่างคู่สมรส และเป็นบทเรียนว่าการเลือก “ฐานเหตุหย่า” และจังหวะเวลาการฟ้องต้องสอดคล้องกับสถานะคดีเดิม มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิ เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายจากการถูกยกฟ้องด้วยเหตุทางกระบวนพิจารณา ข้อเท็จจริงและภูมิหลังแห่งคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 1 คน ต่อมาช่วงปลายปีหนึ่ง (ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน) จำเลยพาบุตรออกจากบ้านไปอยู่กับบิดามารดา และไม่ได้กลับไปอยู่ร่วมกับโจทก์อีก โจทก์จึงเคยยื่นฟ้องหย่าในคดีก่อน โดยอ้างเหตุหย่าว่า “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี” คดีเดิมมีการต่อสู้และมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว และอยู่ในชั้นฎีกา/ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขึ้นมาใหม่ โดยยังอ้างเหตุหย่าในแก่นเดียวกันว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี อันมีมูลเหตุเกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับที่อ้างในคดีก่อน ขณะเดียวกัน คู่ความยังมีข้อพิพาทและการฟ้องร้องกันหลายคดี เช่น ประเด็นทรัพย์สิน การอยู่อาศัย และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทำให้จำเลยโต้แย้งว่าคดีนี้เป็น “ฟ้องซ้อน” กับคดีก่อน และหากคดีเดิมถึงที่สุดก็จะเป็น “ฟ้องซ้ำ” โจทก์ยังแถลงในกระบวนพิจารณาว่าติดใจให้วินิจฉัยเพียงประเด็นเหตุหย่าจากการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี ส่วนประเด็นอื่นไม่ติดใจให้วินิจฉัย ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย ประเด็นที่ 1 คดีนี้เป็น “ฟ้องซ้อน” ต้องห้ามหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความรับร่วมกันว่าคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา (ยังไม่ถึงที่สุด) และพิจารณาเนื้อหาการอ้างเหตุหย่า พบว่าเหตุหย่าที่โจทก์ยกขึ้นในคดีเดิมและคดีนี้เป็นเหตุหย่า “ประเภทเดียวกัน” และเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ต่างอ้างว่าเริ่มแยกกันอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายปีเดียวกัน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่า ภายหลังแยกกันอยู่แล้ว คู่สมรสได้กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตามปกติ และต่อมา “สมัครใจแยกกันอยู่ใหม่” จนก่อให้เกิดมูลเหตุใหม่แยกต่างหากจากคดีเดิม เมื่อเหตุหย่าทั้งสองคดีจึงเป็น “เรื่องเดียวกัน” และโจทก์ได้นำเหตุเดียวกันไปฟ้องเป็นคดีเดิมก่อนแล้ว การฟ้องคดีนี้ซ้ำในระหว่างที่คดีเดิมยังไม่สิ้นสุด ย่อมเข้าลักษณะฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นที่ 2 ผลทางกระบวนพิจารณาเมื่อเป็นฟ้องซ้อน เมื่อเป็นฟ้องซ้อน ศาลมีหน้าที่ต้องยกฟ้องในคดีหลัง โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยสาระว่าเหตุหย่ามีจริงหรือไม่ และไม่ต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในเนื้อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันหรือความขัดแย้งเชิงครอบครัว เพราะข้อห้ามฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกระบวนพิจารณา ป้องกันคำพิพากษาขัดกัน และป้องกันการใช้สิทธิฟ้องซ้ำซ้อนให้คู่ความอีกฝ่ายเสียเปรียบ ประเด็นที่ 3 ความสำคัญของ “การกลับมาอยู่ร่วมกัน” ต่อการเกิดเหตุใหม่ แก่นของคดีนี้อยู่ที่เกณฑ์ชี้ขาดว่า หากจะอ้างว่าเป็นเหตุหย่าใหม่ (แม้อ้างฐานเดียวกันคือสมัครใจแยกกันอยู่) ต้องมีข้อเท็จจริงคั่นกลางที่เปลี่ยนสภาพความสัมพันธ์ เช่น กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตามปกติแล้วจึงแยกกันอยู่อีกครั้ง มิใช่เพียงบรรยายเหตุแยกกันอยู่ครั้งเดิมซ้ำด้วยถ้อยคำหรือช่วงเวลาที่เหลื่อมกันเล็กน้อย เพราะหากยังเป็นเหตุเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เป็นฟ้องซ้อนทันที วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ คดีนี้อธิบายบทบาทของ “กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” ที่เข้ามาควบคุมการใช้สิทธิฟ้อง แม้ข้อพิพาทจะเป็นคดีครอบครัวที่มีมิติทางสภาพครอบครัวและสวัสดิภาพเด็กก็ตาม หลักห้ามฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) (โดยสาระ) มุ่งหมายให้เมื่อมีคดีเดียวกันระหว่างคู่ความเดียวกันอยู่ก่อนแล้ว คู่ความจะนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องซ้ำในระหว่างที่คดียังดำเนินอยู่มิได้ เจตนารมณ์สำคัญมีอย่างน้อย 3 ประการ คือ (1) ป้องกันการมีคดีซ้ำซ้อนจนเกิดภาระแก่ศาลและคู่ความ (2) ป้องกันคำพิพากษาที่อาจขัดแย้งกัน หากศาลต่างชั้นหรือศาลต่างคดีวินิจฉัยสาระในเรื่องเดียวกันไม่ตรงกัน และ (3) คุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของกระบวนยุติธรรม มิให้ฝ่ายหนึ่งใช้การฟ้องหลายคดีเป็นเครื่องมือกดดันหรือทำให้อีกฝ่ายต้องต่อสู้หลายแนวทางพร้อมกัน ในเชิงคดีหย่า ประเด็น “เหตุสมัครใจแยกกันอยู่” เป็นเหตุที่อาศัยพฤติการณ์ต่อเนื่องและเวลาเป็นองค์ประกอบ เมื่อได้ยกเหตุช่วงเวลาหนึ่งไปฟ้องแล้ว ย่อมต้องให้คดีนั้นถึงที่สุดก่อน เว้นแต่มี “เหตุใหม่” เกิดขึ้นจริงภายหลังจนเป็นคนละมูลเหตุ มิฉะนั้นจะเท่ากับนำเหตุเดิมมาฟ้องซ้ำโดยเปลี่ยนคำบรรยาย ซึ่งขัดเจตนารมณ์ของมาตรา 173 วรรคสอง (1) อย่างชัดเจน วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยที่สะท้อนจากคดีนี้คือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “เอกลักษณ์ของมูลเหตุ” มากกว่าถ้อยคำในคำฟ้อง กล่าวคือ แม้โจทก์จะพยายามจัดวางถ้อยคำหรือยกเหตุให้ดูเหมือนคนละช่วงเวลา แต่หากแก่นเป็นการแยกกันอยู่ครั้งเดียวต่อเนื่อง และไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนผ่านอย่างการกลับมาอยู่ร่วมกันจนเกิดการแยกใหม่ ศาลถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ในทางปฏิบัติ ผู้ยื่นฟ้องต้องตรวจสถานะคดีเดิมอย่างรอบคอบ หากคดีเดิมยังไม่ถึงที่สุด การยื่นคดีใหม่โดยใช้เหตุเดิมเสี่ยงถูกจำหน่าย/ยกฟ้องจากฟ้องซ้อนทันที และยังอาจกระทบยุทธศาสตร์คดีอื่น เช่น คดีอำนาจปกครองบุตรหรือค่าเลี้ยงดู เพราะศาลจะไม่ลงลึกพิจารณาเนื้อหาเมื่อถูกตัดด้วยข้อห้ามทางกระบวนพิจารณา หากภายหลังคดีเดิม คู่สมรสกลับมาอยู่ร่วมกันจริง แล้วเกิดการแยกกันอยู่ใหม่จนเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าอีกครั้ง การฟ้องคดีใหม่จึงพอมีฐานว่าเป็น “มูลเหตุใหม่” แต่ต้องอ้างข้อเท็จจริงคั่นกลางให้ชัด มีพยานหลักฐานรองรับ และต้องแยกช่วงเวลาและพฤติการณ์ออกจากเหตุเดิมอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงกล่าวอ้างเชิงสรุป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าประเด็นที่ยกขึ้นวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับฟ้องซ้อน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อในประเด็นตามคำฟ้องข้ออื่น (ยกเว้นประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับเหตุหย่าตามคำฟ้อง) และให้ค่าฤชาธรรมเนียมรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างในคดีนี้เป็นเหตุเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “สิทธิฟ้อง” มิใช่เสรีภาพไร้ขอบเขต แต่ถูกกำกับด้วยความสงบเรียบร้อยแห่งกระบวนพิจารณา การยื่นฟ้องหย่าแม้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ก็ต้องเคารพหลักห้ามฟ้องซ้อนเพื่อป้องกันคดีซ้ำซ้อนและคำพิพากษาขัดกัน เมื่อคู่ความได้ยก “มูลเหตุหย่า” ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งขึ้นฟ้องเป็นคดีแล้ว ย่อมต้องปล่อยให้คดีนั้นดำเนินไปจนถึงที่สุดก่อน เว้นแต่มีข้อเท็จจริงใหม่ที่ทำให้เกิด “มูลเหตุใหม่” อย่างแท้จริง สาระเชิงหลักการอยู่ที่การแยก “เหตุเดิมต่อเนื่อง” ออกจาก “เหตุใหม่ที่เกิดภายหลัง” โดยศาลมิได้พิจารณาตามถ้อยคำในคำฟ้องเป็นสำคัญ แต่พิจารณาตามเอกลักษณ์ของข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ หากยังเป็นการแยกกันอยู่ครั้งเดียวต่อเนื่องและไม่มีพฤติการณ์กลับมาอยู่ร่วมกันแล้วแยกใหม่ การฟ้องครั้งหลังย่อมเป็นฟ้องซ้อน ต้องถูกยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยแก่นสารของเหตุหย่า ในเชิงยุทธศาสตร์คดีครอบครัว ผู้ดำเนินคดีต้องบริหาร “โครงสร้างคดี” ให้สอดคล้องกับสถานะคดีเดิม มิฉะนั้นการฟ้องใหม่จะไม่เพียงเสียค่าใช้จ่ายและเวลา แต่ยังทำให้ประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและทรัพย์สินถูกชะลอหรือไม่ถูกวินิจฉัยในคดีนั้น เพราะถูกตัดตอนด้วยข้อห้ามทางกระบวนพิจารณา อันสะท้อนว่า ความถูกต้องของรูปคดีเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนจะไปถึงความถูกต้องของสิทธิเนื้อหา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องหย่าใหม่โดยอ้างเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินสามปี” ในขณะที่คดีหย่าเดิมซึ่งอ้างเหตุเดียวกันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จะถือเป็น “ฟ้องซ้อน” หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าในคดีเดิมและคดีใหม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และไม่ปรากฏว่าคู่สมรสได้กลับมาอยู่ร่วมกันก่อนจะเกิดการแยกกันอยู่อีกครั้งจนเป็นเหตุใหม่ การฟ้องคดีใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ฟ้องซ้อน – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) บทบัญญัตินี้กำหนดหลักว่า หากมีคดีเดียวกันระหว่างคู่ความเดียวกันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว คู่ความจะนำเรื่องเดียวกันนั้นไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีกไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดคดีซ้ำซ้อนและอาจนำไปสู่คำพิพากษาที่ขัดกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างในคดีใหม่เป็นเหตุเดียวกันกับคดีเดิมซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงเป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามกฎหมาย 2. เหตุหย่าจากการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) เหตุหย่าประเภทนี้ต้องเป็นการที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเคยนำเหตุหย่าดังกล่าวไปฟ้องในคดีเดิมแล้ว และเหตุที่อ้างในคดีใหม่เป็นเหตุเดียวกันโดยไม่มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นภายหลัง ศาลจะถือว่าเป็นการฟ้องซ้อน ไม่อาจนำเหตุเดิมมาฟ้องซ้ำในคดีใหม่ได้จนกว่าคดีเดิมจะถึงที่สุดหรือจะมีเหตุหย่าใหม่เกิดขึ้นภายหลัง. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ฟ้องซ้อนในคดีหย่าหมายความว่าอย่างไร คำตอบ ฟ้องซ้อนในคดีหย่าหมายถึงการที่คู่ความฝ่ายหนึ่งนำข้อพิพาทเรื่องเดียวกันไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ในขณะที่คดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและยังไม่ถึงที่สุด ตัวอย่างเช่น คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ยื่นฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา แต่กลับยื่นฟ้องหย่าใหม่โดยอ้างเหตุหย่าเดียวกันอีกครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน การกระทำดังกล่าวจะเข้าลักษณะเป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งศาลจะไม่รับพิจารณาเนื้อหาของคดีใหม่ และจะพิพากษายกฟ้องทันที เนื่องจากกฎหมายต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน คำถาม 2. ฟ้องซ้อนกับฟ้องซ้ำแตกต่างกันอย่างไร คำตอบ ฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำเป็นหลักกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือการป้องกันการฟ้องคดีเรื่องเดียวกันหลายครั้ง แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องช่วงเวลาของคดีเดิม ฟ้องซ้อนเกิดขึ้นเมื่อคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถึงที่สุด แต่มีการยื่นฟ้องคดีใหม่ในเรื่องเดียวกัน ส่วนฟ้องซ้ำเกิดขึ้นเมื่อคดีเดิมได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่คู่ความฝ่ายหนึ่งยังคงนำเรื่องเดียวกันไปฟ้องอีกครั้งหนึ่ง ในทั้งสองกรณีศาลจะไม่รับพิจารณาเนื้อหาของคดีใหม่ และจะพิพากษายกฟ้องเพื่อรักษาความมั่นคงของกระบวนยุติธรรม คำถาม 3. หากคดีหย่าเดิมยังอยู่ในชั้นฎีกา สามารถยื่นฟ้องหย่าใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่สามารถทำได้ หากเหตุหย่าที่นำมาฟ้องใหม่เป็นเหตุเดียวกันกับที่ได้อ้างไว้ในคดีเดิม เพราะคดีเดิมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด การยื่นฟ้องใหม่จะถือว่าเป็นฟ้องซ้อนทันที อย่างไรก็ตาม หากภายหลังจากคดีเดิมได้เกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้นจริง เช่น คู่สมรสกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตามปกติ แล้วต่อมาเกิดการแยกกันอยู่อีกครั้งจนเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าใหม่ ก็อาจสามารถนำเหตุใหม่นั้นมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ แต่ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเหตุใหม่ที่แตกต่างจากเหตุเดิม คำถาม 4. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าคดีเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่ คู่ความต้องเป็นบุคคลเดียวกัน ข้อพิพาทต้องเป็นเรื่องเดียวกัน และคดีเดิมต้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถึงที่สุด หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ศาลจะถือว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อนทันที ในการพิจารณาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ศาลจะดูที่สาระของข้อเท็จจริงและมูลเหตุแห่งการฟ้อง ไม่ได้ดูเพียงถ้อยคำในคำฟ้องเท่านั้น ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องจะปรับถ้อยคำหรือเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน แต่หากแก่นของข้อพิพาทยังเป็นเรื่องเดียวกัน ศาลก็ยังถือว่าเป็นฟ้องซ้อน คำถาม 5. หากศาลยกฟ้องเพราะเป็นฟ้องซ้อน ผู้ฟ้องยังสามารถฟ้องคดีใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ ผู้ฟ้องยังคงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ได้ในอนาคต แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าคดีเดิมต้องถึงที่สุดก่อน หรือมีเหตุใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องที่แตกต่างจากคดีเดิม หากยังคงนำเหตุเดิมมาฟ้องอีกครั้งหลังจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว คดีนั้นอาจกลายเป็นฟ้องซ้ำซึ่งต้องห้ามเช่นกัน ดังนั้นการจะฟ้องคดีใหม่ได้ต้องตรวจสอบสถานะของคดีเดิมและพิจารณาว่ามีเหตุใหม่ที่แตกต่างจากเหตุเดิมหรือไม่ คำถาม 6. เหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีตามกฎหมายหย่ามีความหมายอย่างไร คำตอบ เหตุหย่าจากการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้หากทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี การแยกกันอยู่ในที่นี้ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และต้องเป็นการแยกกันอยู่ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากฝ่ายหนึ่งไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่หรือมีเหตุอื่นที่ทำให้ต้องแยกกันอยู่ อาจไม่เข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าดังกล่าว คำถาม 7. การกลับมาอยู่ร่วมกันหลังจากแยกกันอยู่มีผลต่อเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ การกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาหลังจากที่เคยแยกกันอยู่อาจมีผลทำให้ระยะเวลาการแยกกันอยู่ตามเหตุหย่าขาดตอน หากคู่สมรสกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติจริง และต่อมาเกิดการแยกกันอยู่อีกครั้ง ระยะเวลาการแยกกันอยู่ครั้งใหม่จะต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่เกิดการแยกกันอยู่ครั้งหลัง ดังนั้นหากต้องการฟ้องหย่าด้วยเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีอีกครั้ง จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการแยกกันอยู่ครั้งใหม่เป็นเหตุการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการกลับมาอยู่ร่วมกัน คำถาม 8. เหตุใดกฎหมายจึงห้ามฟ้องซ้อนในคดีแพ่ง คำตอบ กฎหมายห้ามฟ้องซ้อนเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณาและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน หากอนุญาตให้มีการฟ้องหลายคดีในเรื่องเดียวกันพร้อมกัน อาจทำให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันและทำให้ระบบยุติธรรมขาดความแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้การฟ้องคดีหลายคดีเป็นเครื่องมือกดดันหรือสร้างภาระให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นเมื่อศาลพบว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีเดิม ศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมีประสิทธิภาพของกระบวนยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8186/2551 การสมัครใจแยกกันอยู่ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามที่โจทก์อ้างในคดีก่อน เกิดเมื่อประมาณปลายปี 2539 ในคดีนี้โจทก์ก็อ้างมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าเดียวกันที่เกิดเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงปลายปี 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์และจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง เมื่อเป็นเรื่องเดียวกันและโจทก์ได้อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีก่อนแล้ว เหตุฟ้องหย่าในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2539 จำเลยนำบุตรไปอยู่กับบิดามารดาและไม่ได้กลับมาอยู่กับโจทก์อีก ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์ได้ฟ้องหย่าจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 โดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี จำเลยให้การและฟ้องแย้ง อีกทั้งยังฟ้องโจทก์ในศาลอื่นรวมหลายคดี โจทก์อ้างว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข อีกทั้งจำเลยมีรายได้เพียงเดือนละ 9,000 บาท ไม่เพียงพอเลี้ยงดูบุตร ต่างจากโจทก์ซึ่งเป็นนักบินและมีสวัสดิการดีกว่า จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่าและให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่าไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่ แต่โจทก์เป็นฝ่ายให้จำเลยไปอยู่กับบิดามารดาเพื่อช่วยเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากโจทก์ทำงานเป็นนักบิน ต่อมาโจทก์กลับมีหญิงอื่นและพยายามฟ้องหย่า อีกทั้งโจทก์ยังแอบขายบ้านที่อยู่ร่วมกันโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่มีภริยา ทำให้จำเลยต้องฟ้องเพิกถอนการโอนและดำเนินคดีอาญา ส่วนคดีหย่าก่อนหน้านั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการฎีกา จำเลยยังเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอด ขณะที่โจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู อีกทั้งคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีเดิมซึ่งยังอยู่ในระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา จึงขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยโจทก์แถลงให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นว่าเหตุหย่าจากการสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีมีอยู่หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีเดิมที่โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีนั้นเกิดจากการแยกกันอยู่ช่วงปลายปี 2539 เช่นเดียวกับเหตุที่อ้างในคดีนี้ และไม่ปรากฏว่าคู่สมรสกลับมาอยู่ร่วมกันก่อนจะเกิดการแยกกันอยู่อีกครั้ง ดังนั้นเหตุหย่าในทั้งสองคดีจึงเป็นเหตุเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้ยกเหตุนี้ฟ้องในคดีก่อนแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายระหว่างอยู่กินมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายวิชญ์พล ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2539 จำเลยนำบุตรชายออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาอันเป็นการแสดงเจตนาแยกกันอยู่ และไม่ได้กลับไปอยู่กับโจทก์อีก ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 จำเลยให้การและฟ้องแย้งในคดีดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยยังฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นและศาลอื่นอีกรวมทั้งสิ้น 5 คดี อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกับโจทก์ได้อย่างปกติสุข ซึ่งการแสดงเจตนาของโจทก์และจำเลยดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป และเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่สามารถอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาได้ จนถึงบัดนี้เป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี นับตั้งแต่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมโดยรบกวนการอยู่อาศัยของโจทก์ บุกรุกสถานที่พักอาศัย ก่อให้เกิดความวุ่นวายนอกจากนี้จำเลยต้องใช้เวลาในการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูบุตรและดูแลบุตรให้ได้รับความอบอุ่น แต่จำเลยกลับใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลในการฟ้องร้องคดีต่อโจทก์ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของจำเลยเอง จำเลยมีรายได้เดือนละ 9,000 บาท ไม่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร ต่างจากโจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งนักบิน สามารถใช้สิทธิของสวัสดิการในการดูแลบุตรได้ดีกว่าจำเลย ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายให้จำเลยไปอยู่กับบิดามารดาของจำเลยเพื่อให้ช่วยในการดูแลบุตรผู้เยาว์ เนื่องจากโจทก์เป็นนักบิน ไม่มีเวลาช่วยดูแลบุตร แต่จำเลยกลับนำเวลาดังกล่าวไปหาหญิงอื่นและคิดเป็นอุบายในการฟ้องหย่ากับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอขายบ้านที่อยู่กินกับจำเลย แต่ศาลไม่อนุญาต โจทก์จึงแอบขายบ้านหลังดังกล่าวไปโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ไม่มีภริยา ทำให้จำเลยไม่สามารถกลับไปอยู่อาศัยที่บ้านหลังดังกล่าวได้ จำเลยจึงฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการโอนและดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนในคดีที่โจทก์ฟ้องหย่านั้น จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการฎีกา จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์มาโดยตลอด ส่วนโจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เลย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นอีกคดีหนึ่งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1121/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งยังอยู่ในระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา โดยโจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ถ้าหากโจทก์ไม่ยื่นฎีกา คดีนี้ก็จะเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 หรือไม่ และโจทก์แถลงว่าติดใจในประเด็นที่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่า คดีมีเหตุหย่าเพราะโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี หรือไม่ ส่วนประเด็นอื่นนั้น ฝ่ายโจทก์ไม่ติดใจที่จะขอให้ศาลวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของโจทก์ในประเด็นตามคำฟ้องข้ออื่นนอกจากในคำฟ้องข้อ 2 ต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันโดยอ้างเหตุหย่าในคดีดังกล่าวว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่ว่า โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีเป็นฟ้องซ้อนในเหตุหย่าเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำแถลงรับของคู่ความตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 กันยายน 2549 ว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 810/2547 ของศาลชั้นต้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีนี้โจทก์ขอสละประเด็นอื่นคงเหลือประเด็นที่ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี เห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามที่โจทก์อ้างในคดีก่อนเกิดเมื่อประมาณปลายปี 2539 ในคดีนี้โจทก์ก็อ้างว่ามูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าเกิดเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2539 อันเป็นช่วงปลายปี 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์และจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าในคดีก่อนแล้ว เหตุฟ้องหย่าในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



.jpg)
