
| ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ภริยาขายบ้านโดยพลการภายหลังจากที่สามีแยกไปอยู่ที่อื่นและยกทรัพย์สินให้แล้ว จะถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง จนอาจยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ ตลอดจนประเด็นสำคัญเรื่องการสืบพยานนอกคำฟ้อง และขอบเขตการพิจารณาของศาลในคดีครอบครัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง” ต้องมีลักษณะเพียงใดจึงจะเข้าข่ายเหตุหย่าตามกฎหมาย และการกระทำดังกล่าวต้องพิจารณาประกอบบริบทแห่งความสัมพันธ์ของคู่สมรส หน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย มิใช่พิจารณาเพียงการกระทำด้านเดียวโดยตัดขาดจากข้อเท็จจริงโดยรวม นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการสืบพยานนอกฟ้อง โดยวินิจฉัยอย่างเคร่งครัดว่า หากโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงบางประการไว้ในคำฟ้อง ย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาสืบและให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าได้ ซึ่งเป็นหลักที่มีความสำคัญต่อการร่างฟ้องคดีครอบครัวอย่างยิ่ง สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยเป็นสามีภรรยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน 5 คน ต่อมาเกิดความขัดแย้งในครอบครัว โดยโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเป็นคนขี้หึง ปากร้าย ทะเลาะด่าว่าและล่วงเกินทั้งตัวโจทก์และบิดามารดาของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 โจทก์แยกไปอยู่ที่อื่น โดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนทั้งหมดให้จำเลย แล้วมิได้ติดต่อหรืออยู่กินฉันสามีภรรยาอีก ทั้งมิได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตร บ้านที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินเช่าของบุคคลอื่น ซึ่งเจ้าของที่ดินต้องการที่ดินคืน จำเลยจึงขายบ้านดังกล่าวเพื่อนำเงินไปเลี้ยงดูบุตรและดำรงชีพ โจทก์เห็นว่าการขายบ้านโดยพลการโดยมิได้ปรึกษาหารือ ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง และยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายละทิ้ง ไม่อุปการะเลี้ยงดู และมีหญิงอื่น ทั้งเคยฟ้องหย่ามาแล้วและศาลยกฟ้อง ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย ประเด็นแรก การขายบ้านโดยพลการภายหลังสามีแยกไปอยู่ที่อื่นและยกทรัพย์สินให้แล้ว เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายแยกไปอยู่ที่อื่น ยกทรัพย์สินและบ้านให้จำเลย และมิได้อุปการะเลี้ยงดู ทั้งที่ดินเป็นของบุคคลอื่นซึ่งต้องการที่ดินคืน การที่จำเลยขายบ้านเพราะมีเหตุจำเป็นและเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ประเด็นที่สอง การนำสืบว่าจำเลยไปรังควาน ทำลายประตูบ้าน และเอาอุจจาระไปป้ายที่นอนของโจทก์ หลังจากแยกกันอยู่ เป็นการสืบนอกฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในฟ้อง จึงถือว่าเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าได้ ประเด็นที่สาม การที่จำเลยหึงหวง ทะเลาะต่อว่าโจทก์ เป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า โจทก์ยอมรับว่ามีหญิงอื่น และมีพฤติการณ์ดื่มสุรา เจ้าชู้ การที่จำเลยหึงหวงและต่อว่าจึงเป็นปฏิกิริยาธรรมดาของภรรยาที่มีความรักสามี มิใช่การประพฤติชั่วร้ายแรงถึงขั้นทำให้โจทก์ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุหย่าได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ กฎหมายว่าด้วยเหตุหย่ามุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว การกระทำที่จะเป็นเหตุหย่าต้องมีความร้ายแรงถึงระดับที่ทำให้ความสัมพันธ์สมรสไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยสมควร การกระทำเล็กน้อยหรือเป็นผลจากพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่อาจยกเป็นเหตุหย่าได้ หลักเรื่องการสืบนอกฟ้องสะท้อนหลักความเป็นธรรมทางกระบวนพิจารณา คู่ความต้องกำหนดขอบเขตข้อพิพาทไว้ในคำฟ้อง เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสต่อสู้คดีโดยชอบ ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยเกินคำขอหรือข้อเท็จจริงที่บรรยายไว้ แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวฎีกาหลายคดีที่วางหลักว่า การประเมินความร้ายแรงของพฤติการณ์ต้องพิจารณาจากพฤติกรรมของทั้งสองฝ่าย และบริบทแห่งชีวิตสมรส มิใช่พิจารณาแยกส่วน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นฟ้องซ้ำจากคดีเดิมที่เคยฟ้องหย่าและศาลมีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่รับวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งเหตุหย่า 2. ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า คดีไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยขายบ้านโดยพลการไม่เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง อีกทั้งข้อกล่าวหารังควานมิได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง จึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัย พิพากษายืนยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยชี้ชัดว่า การขายบ้านในกรณีที่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แล้ว และมีเหตุจำเป็น ไม่เป็นเหตุหย่า อีกทั้งการนำสืบเหตุรังควานเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลไม่อาจรับวินิจฉัยได้ และพฤติการณ์หึงหวงของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วร้ายแรง จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญในกฎหมายครอบครัวว่า การอ้างเหตุหย่าต้องตั้งอยู่บนพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงแท้จริง มิใช่อาศัยเพียงการกระทำที่เกิดจากสถานการณ์บีบบังคับหรือเป็นผลสะท้อนจากความประพฤติของฝ่ายผู้ฟ้องเอง การประเมินว่าเป็น “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง” ต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวม ได้แก่ ความตั้งใจ ลักษณะการกระทำ ผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศ ตลอดจนพฤติการณ์ของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หากผู้ฟ้องเป็นฝ่ายละทิ้ง ไม่อุปการะเลี้ยงดู และมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมเสียเอง ย่อมไม่อาจยกการตอบโต้หรือความจำเป็นของอีกฝ่ายมาเป็นเหตุหย่าได้โดยง่าย ในเชิงกระบวนพิจารณา คดีนี้ตอกย้ำหลักความเคร่งครัดของการบรรยายฟ้องในคดีครอบครัว แม้จะเป็นคดีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ก็อยู่ภายใต้หลักวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงใดมิได้บรรยายไว้ในฟ้อง ย่อมไม่อาจนำมาสืบและให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเหตุแห่งสิทธิได้ หลักดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการร่างคำฟ้องและกำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น อีกทั้งแนวคำพิพากษานี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งรักษาสถาบันครอบครัว มิให้การหย่าเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุที่ยังไม่ถึงขั้นบ่อนทำลายความสัมพันธ์อย่างร้ายแรง การทะเลาะ การหึงหวง หรือการต่อว่าต่อขานในบริบทที่คู่สมรสอีกฝ่ายมีพฤติการณ์เจ้าชู้ ย่อมยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า เว้นแต่จะปรากฏความเสียหายร้ายแรงชัดเจน สาระน่ารู้ การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงมีองค์ประกอบอย่างไร และเหตุใดคดีนี้ศาลจึงวินิจฉัยว่ายังไม่ถึงขั้น คำว่า “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ในบริบทกฎหมายครอบครัว มิได้หมายถึงความประพฤติไม่เหมาะสมทั่วไป แต่เป็นพฤติการณ์ที่มีความหนักแน่นถึงขั้นบ่อนทำลายความสัมพันธ์สมรส ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับความอับอาย ดูถูก เกลียดชัง หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างร้ายแรงจนไม่อาจดำรงชีวิตคู่ต่อไปได้โดยสมควร องค์ประกอบสำคัญของการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง สามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 4 ประการ ประการแรก ต้องเป็นพฤติการณ์ที่ฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีหรือหน้าที่พื้นฐานของคู่สมรส เช่น การมีชู้ การประพฤติผิดในทางเพศ การใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หรือการกระทำที่สังคมยอมรับไม่ได้ในระดับร้ายแรง มิใช่เพียงการทะเลาะหรือคำพูดไม่สุภาพเป็นครั้งคราว ประการที่สอง ต้องมีลักษณะ “ร้ายแรง” ทั้งในเชิงคุณภาพและผลกระทบ กล่าวคือ การกระทำนั้นต้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือความมั่นคงของชีวิตสมรสอย่างชัดเจน มิใช่ความกระทบกระทั่งตามปกติของชีวิตคู่ ประการที่สาม ต้องพิจารณาบริบทของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายหนึ่งมีส่วนก่อเหตุหรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมมาก่อน ความร้ายแรงของการกระทำตอบโต้ย่อมต้องประเมินอย่างรอบด้าน ศาลมิได้พิจารณาเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยตัดขาดจากความเป็นจริงทั้งหมด ประการที่สี่ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ฟ้อง ต้องบรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องให้ครบถ้วน และพิสูจน์ให้เห็นถึงองค์ประกอบแห่งความร้ายแรงอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นศาลไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าได้ เมื่อพิจารณาคดีนี้ตามหลักดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง แม้จำเลยจะหึงหวง ต่อว่า และทะเลาะกับโจทก์เป็นครั้งคราว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เองมีพฤติการณ์ดื่มสุราและมีหญิงอื่น การหึงหวงจึงเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่แตกร้าว มิใช่การกระทำที่มุ่งทำลายเกียรติยศของโจทก์โดยลำพัง ส่วนการขายบ้านโดยพลการ ศาลพิเคราะห์แล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้จำเลย และจำเลยมีเหตุจำเป็นเนื่องจากที่ดินเป็นของผู้อื่นและต้องคืนที่ดิน อีกทั้งโจทก์มิได้อุปการะเลี้ยงดูภริยาและบุตร การขายบ้านจึงเป็นการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ มิใช่การกระทำที่มุ่งร้ายต่อสถานะสามีภรรยา สำหรับข้อกล่าวหารังควานภายหลังแยกกันอยู่ แม้หากเป็นจริงอาจมีลักษณะรุนแรง แต่โจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลไม่อาจรับวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายจนเป็นเหตุหย่าได้ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า เหตุหย่าต้องอาศัยพฤติการณ์ที่ร้ายแรงแท้จริง มิใช่เพียงความขัดแย้งหรือความบกพร่องในชีวิตคู่ทั่วไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ว่า การกระทำของคู่สมรสจะถือเป็น “การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” หรือ “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง” จนเป็นเหตุให้หย่าได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายบ้านโดยพลการภายหลังสามีแยกไปอยู่และยกทรัพย์สินให้แล้ว รวมทั้งพฤติการณ์หึงหวงทะเลาะกัน ยังไม่ถึงขั้นเป็นความร้ายแรงตามองค์ประกอบเหตุหย่า มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (เหตุหย่า) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” (มาตรา 1516) ศาลวินิจฉัยว่าการจะเข้าข่ายเหตุหย่า ต้องเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายได้รับความอับอาย ดูถูก เกลียดชัง หรือเดือดร้อนอย่างหนักจนไม่อาจครองชีวิตคู่ต่อไปได้ การหึงหวง ทะเลาะ หรือการขายทรัพย์สินที่อีกฝ่ายยกให้แล้วโดยมีเหตุจำเป็น ยังไม่ถึงระดับดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อผู้ฟ้องมีส่วนก่อเหตุแห่งความแตกร้าวเอง 2. “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง” (มาตรา 1516) ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งทำลายความสัมพันธ์สมรสอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงความขัดแย้งตามปกติของชีวิตคู่ คดีนี้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายแยกไปอยู่ ไม่อุปการะเลี้ยงดู และยกทรัพย์สินให้จำเลยแล้ว การที่จำเลยขายบ้านซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้รับโอนโดยมีเหตุจำเป็น จึงไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามกฎหมายเหตุหย่าได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การขายทรัพย์สินที่เคยเป็นของสามีโดยไม่ปรึกษา เป็นเหตุหย่าได้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม หรือได้ยกให้โดยเด็ดขาดแล้ว รวมทั้งมีเหตุจำเป็นหรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่ยกให้แล้วและมีเหตุจำเป็น การขายอาจไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง 2. การหึงหวงและทะเลาะกันบ่อยครั้ง ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่เพียงพอ เว้นแต่พฤติการณ์จะร้ายแรงถึงขั้นทำให้คู่สมรสได้รับความอับอายขายหน้า ดูถูกเกลียดชัง หรือเดือดร้อนอย่างร้ายแรงตามองค์ประกอบเหตุหย่า 3. หากโจทก์มีพฤติการณ์เจ้าชู้เอง จะมีผลต่อการพิจารณาเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ มีผลอย่างยิ่ง ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย หากผู้ฟ้องมีส่วนก่อเหตุ ย่อมลดน้ำหนักความร้ายแรงของการกระทำอีกฝ่ายหนึ่ง 4. การสืบพยานในเรื่องที่ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง ทำได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากมิได้บรรยายข้อเท็จจริงนั้นไว้ในฟ้อง ถือเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลไม่อาจนำมาวินิจฉัยเป็นเหตุแห่งคำพิพากษาได้ 5. การละทิ้งไม่อุปการะเลี้ยงดู มีผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ มีผลในทางพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม หากผู้ฟ้องเป็นฝ่ายละทิ้งหน้าที่ อาจถูกมองว่าไม่มีความสุจริตหรือมีส่วนก่อเหตุแห่งความแตกร้าวเอง 6. คดีหย่าที่เคยฟ้องแล้วและศาลยกฟ้อง จะฟ้องใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ หากเหตุหย่าเป็นเหตุเดียวกันกับคดีเดิม อาจเข้าลักษณะฟ้องซ้ำ แต่หากเป็นเหตุใหม่ภายหลัง อาจฟ้องได้ 7. การประเมินว่า “ร้ายแรง” หรือไม่ ศาลใช้หลักเกณฑ์ใด คำตอบ ศาลพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติการณ์ ผลกระทบต่อเกียรติยศและความสัมพันธ์สมรส รวมถึงบริบทข้อเท็จจริงทั้งหมด มิใช่พิจารณาแยกส่วนเฉพาะเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใด 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการอ้างเหตุหย่าต้องพิสูจน์ความร้ายแรงอย่างแท้จริง และการบรรยายฟ้องต้องครบถ้วน มิฉะนั้นศาลจะไม่รับวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2529 โจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากันโจทก์แยกไปอยู่กับมารดาของโจทก์โดยยกทรัพย์สินและบ้านให้จำเลยทั้งหมดปล่อยให้จำเลยอยู่ที่บ้านดังกล่าวกับบุตรตามลำพังโจทก์มิได้เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูเยี่ยงสามีภรรยาและบิดามารดากับบุตรที่ดินที่ปลูกบ้านเป็นของบุคคลอื่นซึ่งต้องการที่ดินคืนโจทก์มิได้ไปมาหาสู่จำเลยการที่จำเลยขายบ้านหลังนี้ไปโดยพลการมิได้ปรึกษาหารือโจทก์โดยจำเลยมีเหตุจำเป็นดังกล่าวและเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แก่จำเลยแล้วจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภรรยากันอย่างร้ายแรงโจทก์จะยกเอาเป็นข้ออ้างเป็นเหตุในการฟ้องหย่าจำเลยหาได้ไม่. โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าโจทก์ทนอยู่กับจำเลยต่อมาจนถึงปีพ.ศ.2511โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่นโดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนทั้งหมดให้จำเลยแล้วมิได้ติดต่ออยู่กินกันอีกเลยและจากนั้นโจทก์บรรยายฟ้องถึงจำเลยนำบ้านไปขายโดยพลการโจทก์มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าหลังจากแยกกันอยู่แล้วจำเลยตามไปรังควานโจทก์ฉะนั้นการที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยไปทำลายประตูบ้านโจทก์และเอาอุจจาระไปป้ายที่นอนของโจทก์จึงเป็นการสืบนอกฟ้องศาลฎีกานำมาวินิจฉัยเป็นเหตุหย่าให้โจทก์ไม่ได้. โจทก์เป็นคนชอบดื่มสุราและเจ้าชู้การที่จำเลยรู้เรื่องราวจากภายนอกแล้วนำมาต่อว่าโจทก์เป็นครั้งคราวจริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วทะเลาะกันเช่นนี้โจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อเหตุอยู่บ้างการที่จำเลยต่อว่าถึงเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ภรรยามีความรักสามีโจทก์อยู่ในฐานะที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้มิให้เกิดขึ้นได้โดยการละเว้นความประพฤติดังกล่าวก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะหึงหวงโจทก์ต้องทะเลาะกันดังนั้นการกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้ประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงหรือได้รับความดูถูกเกลียดชังหรือได้รับความเดือดร้อนจนเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าจำเลยได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรส มีบุตร 5 คน จำเลยเป็นคนขี้หึง ปากร้าย ทะเลาะด่าว่าและล่วงเกินโจทก์กับบิดามารดาโจทก์ ทำให้ได้รับความอับอาย ต่อมา พ.ศ. 2511 โจทก์แยกไปอยู่ที่อื่น โดยยกทรัพย์สินและบ้านให้จำเลยทั้งหมด มิได้อยู่กินกันอีก ภายหลังจำเลยขายบ้านที่ปลูกในที่ดินเช่าและย้ายไปอยู่ที่อื่น โจทก์เห็นว่าเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาหย่า จำเลยให้การว่า มิได้ประพฤติชั่ว โจทก์มีหญิงอื่นและละทิ้งไม่อุปการะเลี้ยงดู ทั้งเคยฟ้องหย่าแล้วศาลยกฟ้อง เจ้าของที่ดินเรียกคืนที่ดิน จำเลยจึงจำเป็นต้องขายบ้านเพื่อเลี้ยงดูบุตร ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นฟ้องซ้ำ ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่การขายบ้านไม่เป็นการกระทำร้ายแรง อีกทั้งฟ้องมิได้บรรยายเรื่องรังควาน จึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัย พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายแยกไปอยู่เอง ยกบ้านและทรัพย์สินให้จำเลยแล้ว มิได้อุปการะเลี้ยงดู และที่ดินเป็นของผู้อื่นซึ่งต้องการคืน จำเลยมีเหตุจำเป็นในการขายบ้าน จึงไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยไปรังควาน ทำลายประตูและป้ายอุจจาระที่นอน เป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลไม่อาจรับวินิจฉัยได้ สำหรับพฤติการณ์หึงหวงและทะเลาะ ศาลเห็นว่าโจทก์มีหญิงอื่นและมีส่วนก่อเหตุ การที่จำเลยต่อว่าเป็นครั้งคราวยังไม่ถึงขั้นเป็นการประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนอย่างร้ายแรง จึงไม่เป็นเหตุหย่า พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ จำเลย จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกัน 5 คน จำเลย เป็นคนขี้หึง และปากร้าย ได้ทะเลาะด่าว่าล่วงเกิน โจทก์และ บิดาโจทก์ เนืองๆ เพื่อ ให้ โจทก์ได้ รับความอับอายโดยมิได้ให้เกียรติโจทก์ และบิดามารดา โจทก์ ออกปากขับไล่โจทก์ตลอดมาจนถึง พ.ศ. 2511 โจทก์แยกไปอยู่ที่อื่น โดยยอมยกทรัพย์สินและบ้านเรือนให้จำเลยทั้งหมดแล้ว มิได้ติดต่ออยู่กินกันจนบัดนี้ ภายหลังจำเลยได้ขายบ้านที่ร่วมกันปลูกในที่ดินที่เช่านั้นไป และ อพยพ ไปอยู่ที่อื่น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาต่อโจทก์อย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน จำเลย ให้การว่า จำเลยมิได้ประพฤติชั่วไม่เคยหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์มีภรรยาใหม่ และจงใจละทิ้งร้างจำเลย โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ให้ความช่วยเหลือ อุปการะ เลี้ยงดูจำเลย และบุตรทำให้จำเลยลำบากในการดำรงชีพ ประกอบเจ้าของที่ดินต้องการที่ดินคืน จำเลยจึงต้องขายบ้านเพื่อนำเงินมาเลี้ยงดูบุตร ศาลชั้นตน เห็นว่า ฟ้องโจทก์ เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ การที่จำเลยขายบ้าน ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากัน ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้ รังควานโจทก์จึงไม่มีประเด็นที่ จะนำสืบพิพากษายืน โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาว่า การขายบ้านหลัง โรงพยาบาล โพธาราม ที่จำเลยอยู่อาศัยไปโดยพลการถือว่า จำเลยกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิที่หย่า กับ จำเลย ได้นั้น ในปัญหานี้ ได้ความตามคำฟ้องของ โจทก์ว่า' โจทก์ทนอยู่กับจำเลยจน ถึง พ.ศ. 2511 โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่น โดยยอมยกทรัพย์ทรัพย์สิน และบ้านให้จำเลยทั้งหมด' ประกอบกับ ตามข้อนำสืบของโจทก์ และ จำเลย ฟัง ได้ว่า หลังจากโจทก์แยกไปอยู่กับมารดาของโจทก์แล้วคงปล่อยให้จำเลยอยู่บ้านหลัง โรงพยาบาลโพธารามพร้อมกับบุตรตามลำพัง ทั้งปรากฏว่าโจทก์มิได้เคยส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรเยี่ยงสามีภรรยา และบิดามารดากับ บุตร นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่าที่ดินที่ปลูกบ้านเป็นที่ดินของคนอื่น ซึ่งต้องการที่ดินคืน โจทก์มิได้ไปมาหาสู่จำเลย จำเลยได้ขายบ้านหลังนี้ไปโดยพลการ มิได้ปรึกษาหารือโจทก์ โดยจำเลยมีเหตุจำเป็นดังกล่าวข้างต้น และเป็น ทรัพย์สินที่โจทก์ยกให้แก่จำเลยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลย เป็นการกระทำตนที่เป็นปฏิปักต์ต่อการที่เป็นสามีหรือภรรยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาเป็นข้ออ้าง เป็นเหตุในการฟ้องหย่า จำเลยหาได้ไม่ ที่โจทก์ ฎีกาว่า โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์แยกกันไปอยู่ที่อื่นแล้ว จำเลยตามไปรังควานโจทก์อีกไม่เป็นการสืบนอกฟ้องนั้น ศาลฎีกา ตรวจฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าโจทก์ทนอยู่กับจำเลย ต่อมาจน ถึงปี พ.ศ. 2511 โจทก์จึงแยกไปอยู่ที่อื่น โดยยอมยกทรัพย์สิน และ บ้านเรือนทั้งหมดให้จำเลยแล้วมิได้ติดต่ออยู่กินกันอีกเลย และจากนั้นโจทก์ก็บรรยายฟ้องถึงจำเลยนำบ้านไปขายโดยพลการ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเลยว่า หลังจากแยกกันอยู่แล้ว จำเลยตามไปรังควานโจทก์แต่ประการใด ฉะนั้นการที่โจทก์ นำสืบว่า จำเลยตามไปทำลายประตูบ้านโจทก์ และเอาอุจจาระไปป้ายที่นอนของโจทก์จึงเป็นการสืบนอกฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำมา วินิจฉัยว่าเป็นเหตุหย่าให้โจทก์ได้
โจทก์ ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า นาย ทวีศักดิ์ พยานจำเลยเอง เบิกความว่า 'จำเลยเป็นคนขี้หึง พอได้ข่าวมาก็โวยวายบางครั้งบางคราว จะจริงหรือไม่จริงก็ทะเลาะกันจึงเป็น เหตุหย่าได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ยอมรับว่า โจทก์ได้พาหญิงอื่นมาอยู่ร่วม ฉันสามีภรรยา กับโจทก์ ดังนั้นข้อเท็จจริง จึงน่าเชื่อตามที่จำเลย นำสืบว่า โจทก์เป็นคนชอบดื่มสุราและ เป็นคนเจ้าชู้ ชอบติดพันหญิงอื่นฐานชู้สาว การที่จำเลยได้ไปรู้เรื่องราวจากภายนอกแล้ว จำเลยได้นำมาต่อว่า โจทก์เป็นครั้งคราว จริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วทะเลาะกัน เช่นนี้ เห็นว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อเหตุอยู่บ้าง การที่จำเลยต่อว่าต่อขานถึงเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ภรรยามีความรักต่อสามี โจทก์อยู่ในฐานะที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้ มิให้เกิดขึ้นโดยการละเว้น ความประพฤติดังกล่าวข้างต้นก็ไม่มีเหตุที่จำเลยจะหึงหวงโจทก์จนต้องทะเลาะกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้น จำเลยเป็นผู้ประพฤติชั่วอันทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับ ความดูถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายเดือดร้อนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ พิพากษายืน |




