
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน ![]() ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ
คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดต่อคู่สมรสอย่างต่อเนื่องจากการจดทะเบียนสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาดจากภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่องที่อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบข้อเท็จจริงมาก่อนก็ตาม อีกทั้งยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการรู้เห็นเป็นใจในการมีภริยาใหม่ สิทธิฟ้องหย่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่กรณี และหลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์และฐานะของผู้มีหน้าที่อุปการะ
สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดี
โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปีจนถึงวันฟ้อง โจทก์จึงฟ้องขอให้หย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ทราบเรื่องและรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้งคดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากโจทก์ทราบการสมรสซ้อนมานานเกินหนึ่งปี
คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้
1. การละเมิดต่อเนื่องและอายุความ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาด เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวเสร็จสิ้นไป อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ปีแรกที่เกิดเหตุ คดีจึงไม่ขาดอายุความ
หลักกฎหมายนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวและคดีละเมิด โดยแยกความแตกต่างระหว่างการละเมิดที่สิ้นสุดแล้วกับการละเมิดที่ยังดำเนินอยู่
2. การรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1517
ศาลวินิจฉัยว่า เพียงโจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสในภายหลัง และมิได้โต้แย้งในทันที ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน การรู้เห็นเป็นใจต้องเป็นการยินยอมโดยแท้จริงในขณะกระทำ มิใช่การนิ่งเฉยภายหลังเมื่อไม่ทราบข้อเท็จจริงในขณะนั้น
จึงไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการฟ้องหย่า
3. สิทธิเรียกค่าทดแทน
การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก
ศาลย้ำว่าความรับผิดนี้ครอบคลุมทั้งคู่สมรสที่กระทำผิดและหญิงอื่นที่ร่วมกระทำละเมิด
4. หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน ไม่ควรกำหนดเป็นยอดรวม ศาลต้องพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายบุคคล
จึงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแยกเป็นรายบุตร และปรับจำนวนเงินตามช่วงเวลาที่บุตรแต่ละคนบรรลุนิติภาวะ
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย
คำพิพากษานี้เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ยืนยันว่า การสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ไม่ตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะเวลาล่วงเลย อีกทั้งยังคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและบุตรอย่างเคร่งครัด โดยไม่เปิดช่องให้การอ้างรู้เห็นเป็นใจอย่างเลื่อนลอยมาลบล้างสิทธิทางกฎหมาย
สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามระดับการศึกษา
2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยกำหนดเป็นยอดรวมเดือนละ 5,000 บาท นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น
3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์ ยืนหลักว่าคดีไม่ขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินด้วยกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ
แม้โจทก์จะเคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้
การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก
สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีบุตร 2 คน ต่อมาต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 สนิทสนมเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงบอกให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยว ต่อมาต้นปี 2541 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยและจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีบุตรร่วมกัน 1 คน ระหว่างโจทก์อยู่กินกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหายและไม่อาจอยู่กินต่อได้ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทจนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกและถูกบีบให้หาเงิน 30,000 บาททำรั้วบ้าน ต่อมาถูกขับไล่ให้ออกไปอยู่ที่อื่น จำเลยที่ 1 เคยชวนโจทก์ไปอยู่ด้วยหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ยอม และเมื่อย้ายไปรับราชการที่ศรีสะเกษ โจทก์ก็ไม่ยอมย้ายไป โดยมีเจตนาแยกกันอยู่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้แจ้งเรื่องจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบและโจทก์ยินยอม โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงิน 30,000 บาทแก่โจทก์ และต่อมาโจทก์ยังเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินหลายครั้ง รวมถึงทองคำ โดยอ้างว่าจะไปจดทะเบียนหย่าแต่ไม่ไป จำเลยทั้งสองจึงอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและคดีขาดอายุความ เพราะโจทก์ทราบการอยู่กินมาตั้งแต่ปี 2536 เกิน 1 ปี อีกทั้งเงินค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาทสูงเกินไป จึงขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามระดับการศึกษา (ประถมคนละ 2,000 บาท มัธยมคนละ 3,000 บาท อุดมศึกษาคนละ 4,000 บาทต่อเดือน) จนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับถัดจากวันฟ้อง 21 สิงหาคม 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันมีคำพิพากษาจนบุตรอายุครบ 20 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทราบการสมรสและการอยู่กินของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ปี 2536 แต่การอยู่กินเป็นการละเมิดต่อเนื่องยังไม่หยุด จึงยังไม่เริ่มนับอายุความ คดีไม่ขาดอายุความ และพยานฝ่ายจำเลยยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า อีกทั้งเมื่อศาลหย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าควรกำหนดเป็นรายบุคคล จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 2,500 บาทต่อเดือนนับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะ ให้จ่ายแก่บุตรคนที่สองเดือนละ 4,000 บาทจนบรรลุนิติภาวะ นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 1
นับอายุความฟ้องคดี หลักกฎหมายสำคัญที่ผู้เสียหายและคู่ความต้องรู้
การนับอายุความฟ้องคดีเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอายุความเป็นข้อจำกัดสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล หากผู้มีสิทธิฟ้องร้องไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องระงับไป แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นจริงหรือมีมูลเพียงใดก็ตาม ดังนั้น การเข้าใจหลักการนับอายุความอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องจำเป็นทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและนักกฎหมาย
ความหมายของอายุความฟ้องคดี
อายุความฟ้องคดี หมายถึง ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องใช้สิทธินั้นโดยการฟ้องคดีต่อศาล หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ถูกฟ้องมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ และศาลต้องยกฟ้อง แม้จะปรากฏว่ามีหนี้หรือมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม
หลักอายุความมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีการนำคดีเก่าที่ล่วงเลยเวลานานกลับมาฟ้องร้องจนเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายถูกฟ้อง
หลักทั่วไปของการเริ่มนับอายุความ
โดยหลักทั่วไป อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่สิทธิเรียกร้องสามารถใช้บังคับได้ หรือวันที่ผู้เสียหายรู้หรือควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในแต่ละประเภทคดี เช่น คดีละเมิด คดีผิดสัญญา หรือคดีครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การเริ่มนับอายุความไม่ใช่เรื่องตายตัวเสมอไป เนื่องจากลักษณะของการกระทำอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการกระทำต่อเนื่อง หรือมีผลเสียหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การนับอายุความในคดีละเมิด
คดีละเมิดโดยทั่วไปมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดละเมิด แต่หากการกระทำละเมิดมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง เช่น การกระทำที่ยังดำเนินอยู่และยังไม่หยุดผลร้าย อายุความจะยังไม่เริ่มนับจนกว่าการกระทำนั้นจะสิ้นสุด
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า หากเป็นการละเมิดต่อเนื่อง อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบการกระทำนั้นมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีครอบครัว เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาซ้อน หรือการละเมิดสิทธิคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง
การนับอายุความในคดีผิดสัญญา
คดีผิดสัญญาโดยทั่วไปมีอายุความ 10 ปี เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การเริ่มนับอายุความจะเริ่มตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา อย่างไรก็ตาม หากมีการรับสภาพหนี้ การชำระหนี้บางส่วน หรือการตกลงใหม่ อาจมีผลให้การนับอายุความสะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ตามกฎหมาย
การสะดุดหยุดลงและการเริ่มนับใหม่ของอายุความ
กฎหมายกำหนดเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เช่น การฟ้องคดี การยอมรับหนี้ของลูกหนี้ หรือการตกลงประนีประนอม เมื่อเหตุสะดุดหยุดลงสิ้นสุด อายุความจะเริ่มนับใหม่ทั้งหมด มิใช่นับต่อจากระยะเวลาที่เหลืออยู่เดิม หลักการนี้มีผลสำคัญต่อการวางกลยุทธ์ในการดำเนินคดี
อายุความในคดีครอบครัว
คดีครอบครัวหลายประเภทมีลักษณะเฉพาะ เช่น คดีฟ้องหย่า คดีเรียกค่าทดแทนจากการผิดผัวผิดเมีย หรือคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การนับอายุความต้องพิจารณาจากเหตุแห่งคดีและพฤติการณ์โดยละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่การกระทำยังคงดำเนินอยู่ เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย การไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างต่อเนื่อง ศาลมักวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ
ภาระการยกอายุความขึ้นต่อสู้
อายุความเป็นข้อต่อสู้เฉพาะตัวของฝ่ายถูกฟ้อง ศาลจะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยเอง เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นจะยกขึ้นอ้าง หากไม่ยกขึ้นอ้างถือว่าสละสิทธิ แม้อายุความจะขาดแล้วก็ตาม หลักนี้ทำให้การวางคำให้การและกลยุทธ์ในคดีมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อควรระวังเกี่ยวกับอายุความ
ผู้เสียหายไม่ควรประมาทว่าการเจรจา การร้องเรียน หรือการดำเนินการทางปกครองจะเป็นการหยุดอายุความเสมอไป เพราะในหลายกรณี การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากไม่แน่ใจควรรีบฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาเพื่อรักษาสิทธิของตน
สรุป
การนับอายุความฟ้องคดีไม่ใช่เพียงการนับจำนวนปีตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาลักษณะการกระทำ เหตุแห่งคดี และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกันอย่างรอบด้าน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิได้ทันท่วงที และช่วยให้คู่ความสามารถวางแนวทางต่อสู้คดีได้อย่างเหมาะสมตามหลักกฎหมาย
คำถามที่พบบ่อย
1. คำถาม: คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีขาดอายุความ” หรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ไม่ขาดอายุความ” แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองยังอยู่กินกันต่อเนื่องจนถึงวันฟ้อง การกระทำจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่องและยังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีได้
2. คำถาม: เหตุใดการอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยจึงถือเป็น “การละเมิดต่อเนื่อง”
คำตอบ: เพราะการอยู่กินฉันสามีภริยาในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังไม่หย่าขาดจากคู่สมรสโดยชอบ เป็นการกระทำที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาและกระทบสิทธิของคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด เมื่อการกระทำยังดำเนินอยู่ อายุความในส่วนของการละเมิดจึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะหยุดการกระทำ
3. คำถาม: จำเลยอ้างว่าโจทก์ “รู้เห็นเป็นใจ” แล้วโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
4. คำถาม: การที่โจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองภายหลัง แต่ไม่โต้แย้งทันที ถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ยังไม่ถือว่าเป็นการยินยอม” เพราะขณะจัดพิธีมงคลสมรสโจทก์ไม่ทราบ เมื่อโจทก์ไม่ทราบในขณะเกิดเหตุ ต่อให้เห็นภาพถ่ายในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้าน ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันตามกฎหมาย
5. คำถาม: คดีนี้หย่ากันด้วยเหตุใดตามกฎหมาย
คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าว
6. คำถาม: โจทก์มีสิทธิเรียก “ค่าทดแทน” จากใครบ้างในคดีนี้
คำตอบ: โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง คือจากจำเลยที่ 1 (คู่สมรสที่กระทำผิด) และจำเลยที่ 2 (หญิงอื่น) ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
7. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้อย่างไร
คำตอบ: ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตร “แต่ละคน” ต้องพิจารณาตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี จึงควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายบุคคล ไม่ใช่กำหนดเป็นยอดรวมสำหรับบุตรทั้งหมด
8. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดค่าเลี้ยงดูเป็นยอดรวม
คำตอบ: เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นยอดรวมไม่สอดคล้องกับหลักที่ว่าบุตรแต่ละคนมีสิทธิของตนเอง และเมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะ จำนวนเงินที่ต้องชำระควรเปลี่ยนแปลงตามสิทธิของบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงแก้ให้กำหนดเป็นรายคนและปรับจำนวนตามช่วงเวลา
9. คำถาม: สุดท้ายศาลฎีกากำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้เท่าใด
คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง “คนละ 2,500 บาทต่อเดือน” นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนที่สองต่อไป “เดือนละ 4,000 บาท” จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ
10. คำถาม: คดีนี้ให้ข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายสำคัญอย่างไร
คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ (1) การละเมิดต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบเรื่องมานาน (2) การอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น ไม่ใช่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ (3) เมื่อหย่าด้วยเหตุยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา คู่สมรสผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่ผิดและหญิงอื่นตามมาตรา 1523 (4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกำหนดเป็นรายบุคคล เพราะเป็นสิทธิของผู้เยาว์แต่ละคน
|
การสิ้นสุดแห่งการสมรส




