ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
คำพิพากษาศาลฎีกา 3596/2546, การละเมิดต่อคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง อายุความไม่เริ่มนับ, การจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยยังไม่หย่า, การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการละเมิด, สิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1), หลักรู้เห็นเป็นใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง, สิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคล, หลักคุ้มครองสิทธิผู้เยาว์, แนวการพิจารณาคดีหย่าและค่าทดแทน, ฎีกาคดีสมรส
 
      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ
คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดต่อคู่สมรสอย่างต่อเนื่องจากการจดทะเบียนสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาดจากภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่องที่อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบข้อเท็จจริงมาก่อนก็ตาม อีกทั้งยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการรู้เห็นเป็นใจในการมีภริยาใหม่ สิทธิฟ้องหย่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่กรณี และหลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์และฐานะของผู้มีหน้าที่อุปการะ

สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดี
โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปีจนถึงวันฟ้อง โจทก์จึงฟ้องขอให้หย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ทราบเรื่องและรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้งคดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากโจทก์ทราบการสมรสซ้อนมานานเกินหนึ่งปี

คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้
1. การละเมิดต่อเนื่องและอายุความ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาด เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวเสร็จสิ้นไป อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ปีแรกที่เกิดเหตุ คดีจึงไม่ขาดอายุความ
หลักกฎหมายนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวและคดีละเมิด โดยแยกความแตกต่างระหว่างการละเมิดที่สิ้นสุดแล้วกับการละเมิดที่ยังดำเนินอยู่
2. การรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1517
ศาลวินิจฉัยว่า เพียงโจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสในภายหลัง และมิได้โต้แย้งในทันที ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน การรู้เห็นเป็นใจต้องเป็นการยินยอมโดยแท้จริงในขณะกระทำ มิใช่การนิ่งเฉยภายหลังเมื่อไม่ทราบข้อเท็จจริงในขณะนั้น
จึงไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการฟ้องหย่า
3. สิทธิเรียกค่าทดแทน
การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก
ศาลย้ำว่าความรับผิดนี้ครอบคลุมทั้งคู่สมรสที่กระทำผิดและหญิงอื่นที่ร่วมกระทำละเมิด
4. หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน ไม่ควรกำหนดเป็นยอดรวม ศาลต้องพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายบุคคล
จึงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแยกเป็นรายบุตร และปรับจำนวนเงินตามช่วงเวลาที่บุตรแต่ละคนบรรลุนิติภาวะ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย
คำพิพากษานี้เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ยืนยันว่า การสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ไม่ตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะเวลาล่วงเลย อีกทั้งยังคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและบุตรอย่างเคร่งครัด โดยไม่เปิดช่องให้การอ้างรู้เห็นเป็นใจอย่างเลื่อนลอยมาลบล้างสิทธิทางกฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามระดับการศึกษา
2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยกำหนดเป็นยอดรวมเดือนละ 5,000 บาท นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น
3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์ ยืนหลักว่าคดีไม่ขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินด้วยกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์จะเคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้

การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก

สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีบุตร 2 คน ต่อมาต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 สนิทสนมเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงบอกให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยว ต่อมาต้นปี 2541 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยและจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีบุตรร่วมกัน 1 คน ระหว่างโจทก์อยู่กินกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหายและไม่อาจอยู่กินต่อได้ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทจนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกและถูกบีบให้หาเงิน 30,000 บาททำรั้วบ้าน ต่อมาถูกขับไล่ให้ออกไปอยู่ที่อื่น จำเลยที่ 1 เคยชวนโจทก์ไปอยู่ด้วยหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ยอม และเมื่อย้ายไปรับราชการที่ศรีสะเกษ โจทก์ก็ไม่ยอมย้ายไป โดยมีเจตนาแยกกันอยู่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้แจ้งเรื่องจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบและโจทก์ยินยอม โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงิน 30,000 บาทแก่โจทก์ และต่อมาโจทก์ยังเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินหลายครั้ง รวมถึงทองคำ โดยอ้างว่าจะไปจดทะเบียนหย่าแต่ไม่ไป จำเลยทั้งสองจึงอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและคดีขาดอายุความ เพราะโจทก์ทราบการอยู่กินมาตั้งแต่ปี 2536 เกิน 1 ปี อีกทั้งเงินค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาทสูงเกินไป จึงขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามระดับการศึกษา (ประถมคนละ 2,000 บาท มัธยมคนละ 3,000 บาท อุดมศึกษาคนละ 4,000 บาทต่อเดือน) จนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับถัดจากวันฟ้อง 21 สิงหาคม 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันมีคำพิพากษาจนบุตรอายุครบ 20 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทราบการสมรสและการอยู่กินของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ปี 2536 แต่การอยู่กินเป็นการละเมิดต่อเนื่องยังไม่หยุด จึงยังไม่เริ่มนับอายุความ คดีไม่ขาดอายุความ และพยานฝ่ายจำเลยยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า อีกทั้งเมื่อศาลหย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าควรกำหนดเป็นรายบุคคล จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 2,500 บาทต่อเดือนนับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะ ให้จ่ายแก่บุตรคนที่สองเดือนละ 4,000 บาทจนบรรลุนิติภาวะ นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 1

นับอายุความฟ้องคดี หลักกฎหมายสำคัญที่ผู้เสียหายและคู่ความต้องรู้
การนับอายุความฟ้องคดีเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอายุความเป็นข้อจำกัดสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล หากผู้มีสิทธิฟ้องร้องไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องระงับไป แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นจริงหรือมีมูลเพียงใดก็ตาม ดังนั้น การเข้าใจหลักการนับอายุความอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องจำเป็นทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและนักกฎหมาย
 
ความหมายของอายุความฟ้องคดี
อายุความฟ้องคดี หมายถึง ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องใช้สิทธินั้นโดยการฟ้องคดีต่อศาล หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ถูกฟ้องมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ และศาลต้องยกฟ้อง แม้จะปรากฏว่ามีหนี้หรือมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม
หลักอายุความมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีการนำคดีเก่าที่ล่วงเลยเวลานานกลับมาฟ้องร้องจนเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายถูกฟ้อง
หลักทั่วไปของการเริ่มนับอายุความ
โดยหลักทั่วไป อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่สิทธิเรียกร้องสามารถใช้บังคับได้ หรือวันที่ผู้เสียหายรู้หรือควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในแต่ละประเภทคดี เช่น คดีละเมิด คดีผิดสัญญา หรือคดีครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การเริ่มนับอายุความไม่ใช่เรื่องตายตัวเสมอไป เนื่องจากลักษณะของการกระทำอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการกระทำต่อเนื่อง หรือมีผลเสียหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
การนับอายุความในคดีละเมิด
คดีละเมิดโดยทั่วไปมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดละเมิด แต่หากการกระทำละเมิดมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง เช่น การกระทำที่ยังดำเนินอยู่และยังไม่หยุดผลร้าย อายุความจะยังไม่เริ่มนับจนกว่าการกระทำนั้นจะสิ้นสุด
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า หากเป็นการละเมิดต่อเนื่อง อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบการกระทำนั้นมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีครอบครัว เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาซ้อน หรือการละเมิดสิทธิคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง
 
การนับอายุความในคดีผิดสัญญา
คดีผิดสัญญาโดยทั่วไปมีอายุความ 10 ปี เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การเริ่มนับอายุความจะเริ่มตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา อย่างไรก็ตาม หากมีการรับสภาพหนี้ การชำระหนี้บางส่วน หรือการตกลงใหม่ อาจมีผลให้การนับอายุความสะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ตามกฎหมาย
การสะดุดหยุดลงและการเริ่มนับใหม่ของอายุความ
กฎหมายกำหนดเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เช่น การฟ้องคดี การยอมรับหนี้ของลูกหนี้ หรือการตกลงประนีประนอม เมื่อเหตุสะดุดหยุดลงสิ้นสุด อายุความจะเริ่มนับใหม่ทั้งหมด มิใช่นับต่อจากระยะเวลาที่เหลืออยู่เดิม หลักการนี้มีผลสำคัญต่อการวางกลยุทธ์ในการดำเนินคดี
 
อายุความในคดีครอบครัว
คดีครอบครัวหลายประเภทมีลักษณะเฉพาะ เช่น คดีฟ้องหย่า คดีเรียกค่าทดแทนจากการผิดผัวผิดเมีย หรือคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การนับอายุความต้องพิจารณาจากเหตุแห่งคดีและพฤติการณ์โดยละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่การกระทำยังคงดำเนินอยู่ เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย การไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างต่อเนื่อง ศาลมักวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ
 
ภาระการยกอายุความขึ้นต่อสู้
อายุความเป็นข้อต่อสู้เฉพาะตัวของฝ่ายถูกฟ้อง ศาลจะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยเอง เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นจะยกขึ้นอ้าง หากไม่ยกขึ้นอ้างถือว่าสละสิทธิ แม้อายุความจะขาดแล้วก็ตาม หลักนี้ทำให้การวางคำให้การและกลยุทธ์ในคดีมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อควรระวังเกี่ยวกับอายุความ
ผู้เสียหายไม่ควรประมาทว่าการเจรจา การร้องเรียน หรือการดำเนินการทางปกครองจะเป็นการหยุดอายุความเสมอไป เพราะในหลายกรณี การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากไม่แน่ใจควรรีบฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาเพื่อรักษาสิทธิของตน
 
สรุป
การนับอายุความฟ้องคดีไม่ใช่เพียงการนับจำนวนปีตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาลักษณะการกระทำ เหตุแห่งคดี และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกันอย่างรอบด้าน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิได้ทันท่วงที และช่วยให้คู่ความสามารถวางแนวทางต่อสู้คดีได้อย่างเหมาะสมตามหลักกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย
1. คำถาม: คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีขาดอายุความ” หรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ไม่ขาดอายุความ” แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองยังอยู่กินกันต่อเนื่องจนถึงวันฟ้อง การกระทำจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่องและยังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีได้
2. คำถาม: เหตุใดการอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยจึงถือเป็น “การละเมิดต่อเนื่อง”
คำตอบ: เพราะการอยู่กินฉันสามีภริยาในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังไม่หย่าขาดจากคู่สมรสโดยชอบ เป็นการกระทำที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาและกระทบสิทธิของคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด เมื่อการกระทำยังดำเนินอยู่ อายุความในส่วนของการละเมิดจึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะหยุดการกระทำ
3. คำถาม: จำเลยอ้างว่าโจทก์ “รู้เห็นเป็นใจ” แล้วโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
4. คำถาม: การที่โจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองภายหลัง แต่ไม่โต้แย้งทันที ถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ยังไม่ถือว่าเป็นการยินยอม” เพราะขณะจัดพิธีมงคลสมรสโจทก์ไม่ทราบ เมื่อโจทก์ไม่ทราบในขณะเกิดเหตุ ต่อให้เห็นภาพถ่ายในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้าน ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันตามกฎหมาย
5. คำถาม: คดีนี้หย่ากันด้วยเหตุใดตามกฎหมาย
คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าว
6. คำถาม: โจทก์มีสิทธิเรียก “ค่าทดแทน” จากใครบ้างในคดีนี้
คำตอบ: โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง คือจากจำเลยที่ 1 (คู่สมรสที่กระทำผิด) และจำเลยที่ 2 (หญิงอื่น) ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
7. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้อย่างไร
คำตอบ: ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตร “แต่ละคน” ต้องพิจารณาตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี จึงควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายบุคคล ไม่ใช่กำหนดเป็นยอดรวมสำหรับบุตรทั้งหมด
8. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดค่าเลี้ยงดูเป็นยอดรวม
คำตอบ: เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นยอดรวมไม่สอดคล้องกับหลักที่ว่าบุตรแต่ละคนมีสิทธิของตนเอง และเมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะ จำนวนเงินที่ต้องชำระควรเปลี่ยนแปลงตามสิทธิของบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงแก้ให้กำหนดเป็นรายคนและปรับจำนวนตามช่วงเวลา
9. คำถาม: สุดท้ายศาลฎีกากำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้เท่าใด
คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง “คนละ 2,500 บาทต่อเดือน” นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนที่สองต่อไป “เดือนละ 4,000 บาท” จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ
10. คำถาม: คดีนี้ให้ข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายสำคัญอย่างไร
คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ (1) การละเมิดต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบเรื่องมานาน (2) การอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น ไม่ใช่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ (3) เมื่อหย่าด้วยเหตุยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา คู่สมรสผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่ผิดและหญิงอื่นตามมาตรา 1523 (4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกำหนดเป็นรายบุคคล เพราะเป็นสิทธิของผู้เยาว์แต่ละคน



การสิ้นสุดแห่งการสมรส

ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ article
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกกันอยู่หรือจงใจละทิ้งร้าง? -อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนชู้สาวนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
ฟ้องซ้ำ ค่าอุปการะเลี้ยงดู หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนด
การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม
หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามสามีหรือบุพการี
สัญญาระหว่างสมรสให้ทรัพย์สินของสามีตกเป็นของภริยาห้ามบอกล้าง
ขอเพิกถอนทะเบียนสมรสซ้อน สมรสซ้อนโดยไม่สุจริต
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่
ทำร้ายร่างกายถ้าเป็นการร้ายแรงฟ้องหย่าได้, ศาลปรับหนึ่งพันไม่เป็นการร้ายแรง
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง