ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
คำพิพากษาศาลฎีกา 3596/2546, การละเมิดต่อคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง อายุความไม่เริ่มนับ, การจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยยังไม่หย่า, การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการละเมิด, สิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1), หลักรู้เห็นเป็นใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง, สิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคล, หลักคุ้มครองสิทธิผู้เยาว์, แนวการพิจารณาคดีหย่าและค่าทดแทน, ฎีกาคดีสมรส
 
      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ
คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกระทำละเมิดต่อคู่สมรสอย่างต่อเนื่องจากการจดทะเบียนสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาดจากภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่องที่อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบข้อเท็จจริงมาก่อนก็ตาม อีกทั้งยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการรู้เห็นเป็นใจในการมีภริยาใหม่ สิทธิฟ้องหย่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่กรณี และหลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์และฐานะของผู้มีหน้าที่อุปการะ

สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดี
โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากโจทก์ การกระทำดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปีจนถึงวันฟ้อง โจทก์จึงฟ้องขอให้หย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ทราบเรื่องและรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้งคดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากโจทก์ทราบการสมรสซ้อนมานานเกินหนึ่งปี

คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้
1. การละเมิดต่อเนื่องและอายุความ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยโดยยังไม่หย่าขาด เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวเสร็จสิ้นไป อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ปีแรกที่เกิดเหตุ คดีจึงไม่ขาดอายุความ
หลักกฎหมายนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวและคดีละเมิด โดยแยกความแตกต่างระหว่างการละเมิดที่สิ้นสุดแล้วกับการละเมิดที่ยังดำเนินอยู่
2. การรู้เห็นเป็นใจตามมาตรา 1517
ศาลวินิจฉัยว่า เพียงโจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสในภายหลัง และมิได้โต้แย้งในทันที ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน การรู้เห็นเป็นใจต้องเป็นการยินยอมโดยแท้จริงในขณะกระทำ มิใช่การนิ่งเฉยภายหลังเมื่อไม่ทราบข้อเท็จจริงในขณะนั้น
จึงไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการฟ้องหย่า
3. สิทธิเรียกค่าทดแทน
การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก
ศาลย้ำว่าความรับผิดนี้ครอบคลุมทั้งคู่สมรสที่กระทำผิดและหญิงอื่นที่ร่วมกระทำละเมิด
4. หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน ไม่ควรกำหนดเป็นยอดรวม ศาลต้องพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายบุคคล
จึงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแยกเป็นรายบุตร และปรับจำนวนเงินตามช่วงเวลาที่บุตรแต่ละคนบรรลุนิติภาวะ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย
คำพิพากษานี้เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่ยืนยันว่า การสมรสซ้อนและการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ไม่ตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะเวลาล่วงเลย อีกทั้งยังคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสและบุตรอย่างเคร่งครัด โดยไม่เปิดช่องให้การอ้างรู้เห็นเป็นใจอย่างเลื่อนลอยมาลบล้างสิทธิทางกฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามระดับการศึกษา
2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขเฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยกำหนดเป็นยอดรวมเดือนละ 5,000 บาท นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น
3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายบุคคลตามสิทธิของผู้เยาว์ ยืนหลักว่าคดีไม่ขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546
 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินด้วยกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์จะเคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้

การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก

สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีบุตร 2 คน ต่อมาต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 สนิทสนมเชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 2 จึงบอกให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยว ต่อมาต้นปี 2541 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยและจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 ที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีบุตรร่วมกัน 1 คน ระหว่างโจทก์อยู่กินกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหายและไม่อาจอยู่กินต่อได้ โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทจนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะอยู่บ้านบิดามารดาโจทก์ จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกและถูกบีบให้หาเงิน 30,000 บาททำรั้วบ้าน ต่อมาถูกขับไล่ให้ออกไปอยู่ที่อื่น จำเลยที่ 1 เคยชวนโจทก์ไปอยู่ด้วยหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ยอม และเมื่อย้ายไปรับราชการที่ศรีสะเกษ โจทก์ก็ไม่ยอมย้ายไป โดยมีเจตนาแยกกันอยู่ จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้แจ้งเรื่องจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบและโจทก์ยินยอม โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงิน 30,000 บาทแก่โจทก์ และต่อมาโจทก์ยังเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินหลายครั้ง รวมถึงทองคำ โดยอ้างว่าจะไปจดทะเบียนหย่าแต่ไม่ไป จำเลยทั้งสองจึงอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจและคดีขาดอายุความ เพราะโจทก์ทราบการอยู่กินมาตั้งแต่ปี 2536 เกิน 1 ปี อีกทั้งเงินค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาทสูงเกินไป จึงขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามระดับการศึกษา (ประถมคนละ 2,000 บาท มัธยมคนละ 3,000 บาท อุดมศึกษาคนละ 4,000 บาทต่อเดือน) จนบุตรอายุครบ 20 ปี และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับถัดจากวันฟ้อง 21 สิงหาคม 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันมีคำพิพากษาจนบุตรอายุครบ 20 ปี
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทราบการสมรสและการอยู่กินของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ปี 2536 แต่การอยู่กินเป็นการละเมิดต่อเนื่องยังไม่หยุด จึงยังไม่เริ่มนับอายุความ คดีไม่ขาดอายุความ และพยานฝ่ายจำเลยยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า อีกทั้งเมื่อศาลหย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเห็นว่าควรกำหนดเป็นรายบุคคล จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 2,500 บาทต่อเดือนนับแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะ ให้จ่ายแก่บุตรคนที่สองเดือนละ 4,000 บาทจนบรรลุนิติภาวะ นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 1

นับอายุความฟ้องคดี หลักกฎหมายสำคัญที่ผู้เสียหายและคู่ความต้องรู้
การนับอายุความฟ้องคดีเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอายุความเป็นข้อจำกัดสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล หากผู้มีสิทธิฟ้องร้องไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องระงับไป แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นจริงหรือมีมูลเพียงใดก็ตาม ดังนั้น การเข้าใจหลักการนับอายุความอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องจำเป็นทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและนักกฎหมาย
 
ความหมายของอายุความฟ้องคดี
อายุความฟ้องคดี หมายถึง ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องใช้สิทธินั้นโดยการฟ้องคดีต่อศาล หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ถูกฟ้องมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้ และศาลต้องยกฟ้อง แม้จะปรากฏว่ามีหนี้หรือมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้นจริงก็ตาม
หลักอายุความมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มีการนำคดีเก่าที่ล่วงเลยเวลานานกลับมาฟ้องร้องจนเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ฝ่ายถูกฟ้อง
หลักทั่วไปของการเริ่มนับอายุความ
โดยหลักทั่วไป อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่สิทธิเรียกร้องสามารถใช้บังคับได้ หรือวันที่ผู้เสียหายรู้หรือควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในแต่ละประเภทคดี เช่น คดีละเมิด คดีผิดสัญญา หรือคดีครอบครัว
อย่างไรก็ตาม การเริ่มนับอายุความไม่ใช่เรื่องตายตัวเสมอไป เนื่องจากลักษณะของการกระทำอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่เป็นการกระทำต่อเนื่อง หรือมีผลเสียหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
การนับอายุความในคดีละเมิด
คดีละเมิดโดยทั่วไปมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดละเมิด แต่หากการกระทำละเมิดมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่อง เช่น การกระทำที่ยังดำเนินอยู่และยังไม่หยุดผลร้าย อายุความจะยังไม่เริ่มนับจนกว่าการกระทำนั้นจะสิ้นสุด
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า หากเป็นการละเมิดต่อเนื่อง อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบการกระทำนั้นมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีครอบครัว เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาซ้อน หรือการละเมิดสิทธิคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง
 
การนับอายุความในคดีผิดสัญญา
คดีผิดสัญญาโดยทั่วไปมีอายุความ 10 ปี เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การเริ่มนับอายุความจะเริ่มตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา อย่างไรก็ตาม หากมีการรับสภาพหนี้ การชำระหนี้บางส่วน หรือการตกลงใหม่ อาจมีผลให้การนับอายุความสะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ตามกฎหมาย
การสะดุดหยุดลงและการเริ่มนับใหม่ของอายุความ
กฎหมายกำหนดเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เช่น การฟ้องคดี การยอมรับหนี้ของลูกหนี้ หรือการตกลงประนีประนอม เมื่อเหตุสะดุดหยุดลงสิ้นสุด อายุความจะเริ่มนับใหม่ทั้งหมด มิใช่นับต่อจากระยะเวลาที่เหลืออยู่เดิม หลักการนี้มีผลสำคัญต่อการวางกลยุทธ์ในการดำเนินคดี
 
อายุความในคดีครอบครัว
คดีครอบครัวหลายประเภทมีลักษณะเฉพาะ เช่น คดีฟ้องหย่า คดีเรียกค่าทดแทนจากการผิดผัวผิดเมีย หรือคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การนับอายุความต้องพิจารณาจากเหตุแห่งคดีและพฤติการณ์โดยละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่การกระทำยังคงดำเนินอยู่ เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย การไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรอย่างต่อเนื่อง ศาลมักวินิจฉัยว่าเป็นการละเมิดต่อเนื่อง ทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ
 
ภาระการยกอายุความขึ้นต่อสู้
อายุความเป็นข้อต่อสู้เฉพาะตัวของฝ่ายถูกฟ้อง ศาลจะไม่ยกขึ้นวินิจฉัยเอง เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นจะยกขึ้นอ้าง หากไม่ยกขึ้นอ้างถือว่าสละสิทธิ แม้อายุความจะขาดแล้วก็ตาม หลักนี้ทำให้การวางคำให้การและกลยุทธ์ในคดีมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อควรระวังเกี่ยวกับอายุความ
ผู้เสียหายไม่ควรประมาทว่าการเจรจา การร้องเรียน หรือการดำเนินการทางปกครองจะเป็นการหยุดอายุความเสมอไป เพราะในหลายกรณี การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากไม่แน่ใจควรรีบฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาเพื่อรักษาสิทธิของตน
 
สรุป
การนับอายุความฟ้องคดีไม่ใช่เพียงการนับจำนวนปีตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาลักษณะการกระทำ เหตุแห่งคดี และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบกันอย่างรอบด้าน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิได้ทันท่วงที และช่วยให้คู่ความสามารถวางแนวทางต่อสู้คดีได้อย่างเหมาะสมตามหลักกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย
1. คำถาม: คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีขาดอายุความ” หรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ไม่ขาดอายุความ” แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองยังอยู่กินกันต่อเนื่องจนถึงวันฟ้อง การกระทำจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์อย่างต่อเนื่องและยังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีได้
2. คำถาม: เหตุใดการอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผยจึงถือเป็น “การละเมิดต่อเนื่อง”
คำตอบ: เพราะการอยู่กินฉันสามีภริยาในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังไม่หย่าขาดจากคู่สมรสโดยชอบ เป็นการกระทำที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาและกระทบสิทธิของคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง มิใช่การกระทำครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด เมื่อการกระทำยังดำเนินอยู่ อายุความในส่วนของการละเมิดจึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะหยุดการกระทำ
3. คำถาม: จำเลยอ้างว่าโจทก์ “รู้เห็นเป็นใจ” แล้วโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
4. คำถาม: การที่โจทก์เคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองภายหลัง แต่ไม่โต้แย้งทันที ถือว่าเป็นการยินยอมหรือไม่
คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ยังไม่ถือว่าเป็นการยินยอม” เพราะขณะจัดพิธีมงคลสมรสโจทก์ไม่ทราบ เมื่อโจทก์ไม่ทราบในขณะเกิดเหตุ ต่อให้เห็นภาพถ่ายในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้าน ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันตามกฎหมาย
5. คำถาม: คดีนี้หย่ากันด้วยเหตุใดตามกฎหมาย
คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าว
6. คำถาม: โจทก์มีสิทธิเรียก “ค่าทดแทน” จากใครบ้างในคดีนี้
คำตอบ: โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง คือจากจำเลยที่ 1 (คู่สมรสที่กระทำผิด) และจำเลยที่ 2 (หญิงอื่น) ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคแรก เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
7. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้อย่างไร
คำตอบ: ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตร “แต่ละคน” ต้องพิจารณาตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี จึงควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายบุคคล ไม่ใช่กำหนดเป็นยอดรวมสำหรับบุตรทั้งหมด
8. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กำหนดค่าเลี้ยงดูเป็นยอดรวม
คำตอบ: เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นยอดรวมไม่สอดคล้องกับหลักที่ว่าบุตรแต่ละคนมีสิทธิของตนเอง และเมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะ จำนวนเงินที่ต้องชำระควรเปลี่ยนแปลงตามสิทธิของบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์ ศาลฎีกาจึงแก้ให้กำหนดเป็นรายคนและปรับจำนวนตามช่วงเวลา
9. คำถาม: สุดท้ายศาลฎีกากำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้เท่าใด
คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง “คนละ 2,500 บาทต่อเดือน” นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนที่สองต่อไป “เดือนละ 4,000 บาท” จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ
10. คำถาม: คดีนี้ให้ข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายสำคัญอย่างไร
คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ (1) การละเมิดต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบเรื่องมานาน (2) การอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น ไม่ใช่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ (3) เมื่อหย่าด้วยเหตุยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา คู่สมรสผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่ผิดและหญิงอื่นตามมาตรา 1523 (4) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกำหนดเป็นรายบุคคล เพราะเป็นสิทธิของผู้เยาว์แต่ละคน



การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย