ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)

ทำร้ายร่างกายคู่สมรสเป็นเหตุฟ้องหย่า, การพิสูจน์ว่าบาดเจ็บร้ายแรงหรือไม่, หลักกฎหมายเหตุหย่าตามมาตรา1516(3), คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องทำร้ายร่างกาย, การวินิจฉัยความรุนแรงในครอบครัว, การนำโทษอาญามาประกอบการฟ้องหย่า, ประเมินอันตรายแก่กายในคดีครอบครัว, พฤติการณ์ที่ศาลถือว่าเป็นการร้ายแรง, การใช้หลักพยานแพทย์พิสูจน์บาดแผล, ความสัมพันธ์เหตุฟ้องหย่ากับโทษอาญา, ผลของการไม่มีแพทย์มาเบิกความ, ความหึงหวงในคดีหย่า, การตีความคำว่าอันตรายร้ายแรง,

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การทำร้ายร่างกายคู่สมรส” ต้องมีลักษณะหรือความรุนแรงถึงระดับใดจึงถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัวของไทยที่พบได้บ่อย แต่มีเกณฑ์ทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์อย่างชัดเจนและเข้มงวด บทความนี้สรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และการตีความว่า “อันตรายแก่กาย” แบบใดที่เข้าถึงเกณฑ์ “การร้ายแรง” โดยศาลเน้นความสำคัญของระดับบาดแผล พยานแพทย์ และบทบาทของคำพิพากษาอาญาชั้นต้นในการวัดความรุนแรงของการทำร้าย พร้อมวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยในครอบครัวและการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุรุนแรงใดเพียงพอให้ศาลพิพากษาให้หย่าได้

ข้อเท็จจริงของคดี

คู่ความเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละทิ้งร้าง ไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และที่สำคัญคือจำเลยใช้ไม้ตีโจทก์จนได้รับอันตรายแก่กาย ทำให้โจทก์อ้างว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมกับจำเลยได้อีกต่อไป จึงขอฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3) ในทางกลับกันจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ละทิ้งร้าง และไม่ได้ทำร้ายโจทก์ด้วยเหตุประสงค์ร้าย หากแต่เกิดขึ้นเพราะบุตรชายตีโจทก์ก่อน และจำเลยยอมรับสารภาพในคดีอาญาเพียงเพื่อไม่ให้บุตรชายเสียประวัติ อีกทั้งจำเลยให้เหตุผลว่าตนเกิดความหึงหวงเมื่อพบว่าโจทก์มีภริยาใหม่และพาเข้ามาอยู่ในบ้าน ซึ่งสะท้อนว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวมีปัญหา แต่ต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “การทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง” ตามกฎหมายครอบครัวหรือไม่

ในคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลแขวงลงโทษจำเลยเพียง “ปรับ 1,000 บาท” ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลฎีกานำมาวิเคราะห์ประกอบว่าระดับบาดแผลของโจทก์ไม่หนักเพียงพอที่จะถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้มีการนำแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความให้ศาลทราบถึงขนาด ความลึก ความรุนแรง หรือผลกระทบต่อสุขภาพของบาดแผล ทำให้ข้อเท็จจริงด้านความร้ายแรงของอันตรายต่อร่างกายไม่ชัดเจนพอ

การวินิจฉัยศาลฎีกาย่อยประเด็น 

1 ประเด็นว่าการตีด้วยไม้เป็น “การร้ายแรง” หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะใช้ไม้ตีโจทก์จริง แต่ระดับความรุนแรงต้องพิจารณาจากผลแห่งบาดแผลและโทษอาญาที่ศาลชั้นต้นได้ลงไว้ เมื่อศาลแขวงลงโทษเพียง “ปรับ 1,000 บาท” โดยไม่กำหนดโทษจำคุกหรือปรับในอัตราสูง ย่อมแสดงว่าบาดแผลของโจทก์ไม่ถึงระดับ “อันตรายร้ายแรง” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) การทำร้ายร่างกายธรรมดาแม้เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ยังไม่เพียงพอให้ถือเป็นการกระทำร้ายแรงตามบทบัญญัติดังกล่าว

2 การไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ

ในคดีฟ้องหย่า ศาลให้ความสำคัญต่อพยานหลักฐานที่พิสูจน์ระดับบาดแผลอย่างมาก การไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ ทำให้ศาลไม่อาจทราบความร้ายแรงแท้จริงของบาดเจ็บว่ามีผลต่อชีวิต สุขภาพ หรือต่อการดำรงชีวิตประจำวันเพียงใด ส่งผลให้โจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าการทำร้ายเป็น “การร้ายแรง” ตามกฎหมาย แม้จะมีคำพิพากษาอาญาชั้นต้นที่ระบุว่า “ได้รับอันตรายแก่กาย” แต่ก็เพียงระดับพื้นฐาน ไม่ใช่อันตรายร้ายแรง

2.3 แรงจูงใจจากความหึงหวงไม่ใช่เหตุให้เป็นการร้ายแรง

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทำร้ายโจทก์ด้วยความหึงหวง ย่อมสะท้อนว่าทั้งสองยังมีความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ใช่การประสงค์ร้ายอย่างทารุณ หรือความรุนแรงที่เข้าข่ายมูลเหตุให้ศาลต้องตัดสินให้หย่าได้ทันที การตีความข้อนี้สอดคล้องกับแนวคิดว่ากฎหมายครอบครัวให้ความสำคัญกับ “ความร้ายแรงของผลต่อร่างกายและจิตใจ” มากกว่า “แรงจูงใจ”

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3)

1 หลักการของมาตรา 1516(3)

มาตรา 1516(3) วางหลักว่า “คู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการทาร้าย ร้ายแรง หรือกระทำทุจริตอย่างร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่ง” อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับอันตรายสาหัสทางกายหรือจิตใจจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ต่อไป อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด คือ การทำร้ายต้องมีลักษณะ “ร้ายแรง” ไม่ใช่การทะเลาะวิวาททั่วไป หรือบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่กระทบต่อชีวิต ความปลอดภัย หรือศักดิ์ศรีของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง

ดังนั้น แม้จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดการทำร้ายร่างกายจริง แต่หากไม่ถึงระดับ “ร้ายแรง” ตามที่กฎหมายตั้งเกณฑ์ไว้ ก็ยังถือว่าไม่เข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3)

2 การทำร้ายต้องพิจารณาจากผลแห่งบาดแผลและระดับอันตราย

ศาลฎีกายึดหลักว่าการประเมินความ “ร้ายแรง” ต้องดูจาก

1. ขนาดและลักษณะบาดแผล

2. ความจำเป็นต้องรักษา

3. ผลต่อสุขภาพระยะสั้น–ระยะยาว

4. ความเสียหายทางร่างกายในระดับที่เกินกว่าการทะเลาะทั่วไป

5. ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต

ในคดีนี้ แม้จำเลยใช้ไม้ตีโจทก์ แต่ไม่มีพยานแพทย์มายืนยันบาดแผล โทษอาญาที่ศาลแขวงลงไว้คือ “ปรับเพียง 1,000 บาท” ซึ่งอยู่ในระดับโทษของความผิดลหุโทษหรือความผิดทำร้ายร่างกายขั้นพื้นฐาน ศาลฎีกาจึงตีความว่าระดับบาดแผลไม่ใช่ “อันตรายร้ายแรง” ตามองค์ประกอบของมาตรา 1516(3)

3 การพิสูจน์ความร้ายแรงเป็นภาระโจทก์

กฎหมายกำหนดให้ผู้ฟ้องหย่าเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าได้รับการทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง เมื่อโจทก์ไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีบันทึกการรักษาพยาบาล และพึ่งพาเพียงคำพิพากษาคดีอาญาชั้นต้น ศาลเห็นว่าน้ำหนักของหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการทำร้ายร่างกายนั้นเข้าข่ายความร้ายแรงตามบทบัญญัติกฎหมาย

4 ความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญาและคดีฟ้องหย่า

แม้ว่าคดีอาญาจะวินิจฉัยว่าจำเลย “ทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายแก่กาย” แต่ลักษณะคำพิพากษาอาญาในคดีนี้ยืนยันเพียงว่าผู้กระทำผิดได้ใช้กำลังประทุษร้าย ไม่ได้พิจารณาถึงความหนักเบาของการบาดเจ็บในระดับที่มาตรา 1516(3) ต้องการ การปรับ 1,000 บาทจึงถูกตีความว่าเป็น “การทำร้ายร่างกายเล็กน้อย” ไม่ใช่การทำร้ายร่างกายที่รุนแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่า

ศาลฎีกาจึงแยกหน้าที่ของคำพิพากษาอาญาในการยืนยัน “การกระทำ” ออกจากเกณฑ์ของมาตรา 1516(3) ซึ่งต้องยืนยัน “ความร้ายแรงของอันตราย”

การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1 เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

กฎหมายครอบครัวคุ้มครองความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคู่สมรส แต่ก็ป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องหย่าจากเหตุทะเลาะรุนแรงชั่วคราวหรือปัญหาครอบครัวที่ยังสามารถแก้ไขได้ หากกฎหมายขยายความคำว่า “ร้ายแรง” กว้างเกินไป จะทำให้การฟ้องหย่ามีความง่าย ซึ่งอาจขัดต่อเสถียรภาพของสถาบันครอบครัวที่กฎหมายต้องการรักษาไว้

2 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกัน

ศาลฎีกาหลายคดีตีความคำว่า “การร้ายแรง” อย่างเคร่งครัด เช่น

คดีที่บาดแผลเพียงฟกช้ำเล็กน้อย ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่เหตุหย่า

คดีที่คู่สมรสใช้กำลังผลัก ตบ หรือบีบแขน แต่ไม่มีหลักฐานว่าบาดเจ็บร้ายแรง ศาลเห็นว่ายังไม่ถึงเกณฑ์มาตรา 1516(3)

คดีที่ไม่มีพยานแพทย์และไม่มีผลตรวจร่างกาย ศาลถือว่าความร้ายแรงไม่พิสูจน์ชัดเจน

แนวนี้สอดคล้องกับคดี 4402/2539 อย่างชัดเจน กล่าวคือ ศาลใช้ “ระดับโทษอาญา” และ “หลักฐานบาดแผล” เป็นเครื่องชี้ขาดว่าเหตุฟ้องหย่ามีน้ำหนักตามองค์ประกอบหรือไม่

3 การวิเคราะห์เจาะลึกต่อคดีนี้

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ

1. การไม่มีหลักฐานแพทย์

2. โทษอาญาที่เบามาก

3. แรงจูงใจจากความหึงหวง ซึ่งสะท้อนความผูกพัน ไม่ใช่เจตนาทารุณ

4. การที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าบาดแผล “รุนแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้”

เมื่อองค์ประกอบทั้งสามส่วนคือ การกระทำ – อันตรายที่เกิดขึ้น – ผลต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นเพียงเหตุทะเลาะรุนแรงหนึ่งครั้ง ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าคู่สมรสมีความขัดแย้งรุนแรง และจำเลยใช้ไม้ตีโจทก์จนได้รับอันตรายแก่กาย ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อการเป็นสามีภริยา จึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าบาดแผลไม่ปรากฏความร้ายแรง เนื่องจากคดีอาญาที่เกี่ยวข้องลงโทษเพียงปรับ 1,000 บาท และไม่มีแพทย์มาเบิกความยืนยันการบาดเจ็บ จึงไม่อาจถือว่าเป็นการทาร้าย “อย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) พิพากษายืนยกฟ้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสจะฟ้องหย่าได้ต้องพิสูจน์ว่ามีลักษณะ “ร้ายแรง” ตามความหมายของมาตรา 1516(3) ซึ่งต้องพิจารณาจากระดับบาดแผล เหตุแห่งการกระทำ และผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทางกายเพียงครั้งเดียว

2. ภาระการพิสูจน์ว่าบาดเจ็บร้ายแรงเป็นของฝ่ายผู้ฟ้องหย่าโดยสมบูรณ์ การไม่มีพยานแพทย์ หลักฐานการรักษาพยาบาล หรือภาพถ่ายบาดแผล ย่อมทำให้ศาลรับฟังไม่ได้ว่าการบาดเจ็บมีความร้ายแรงตามกฎหมาย

3. คำพิพากษาในคดีอาญาที่ลงโทษเพียงปรับมูลค่าเล็กน้อยมีน้ำหนักสำคัญในการตีความว่าอันตรายไม่ถึงขั้นร้ายแรง ศาลครอบครัวสามารถใช้ระดับโทษอาญาเป็นตัวชี้ขาดความรุนแรงของบาดแผลได้

4. แรงจูงใจจากความหึงหวงหรืออารมณ์ชั่ววูบของคู่สมรส ไม่ถือเป็นเหตุยกระดับความผิดให้เป็น “การทาร้ายร้ายแรง” หากผลของการทำร้ายไม่สร้างอันตรายสาหัสหรือไม่เป็นเหตุให้สิทธิในการอยู่ร่วมกันถูกทำลายอย่างถาวร

5. กฎหมายครอบครัวให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพของสถาบันครอบครัว จึงตีความคำว่า “ร้ายแรง” อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้การฟ้องหย่าเกิดขึ้นโดยง่ายจากความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ยังสามารถประนีประนอมได้

6. คดีนี้ยืนยันหลักว่าการทำร้ายร่างกายเพียงเล็กน้อย—แม้ไม่ควรเกิด—แต่หากไม่ถึงขั้นร้ายแรง ย่อมไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความมาตรา 1516(3) ต่อเนื่อง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสทุกกรณีสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่?

การทำร้ายร่างกายสามารถใช้ฟ้องหย่าได้เฉพาะกรณีที่มีความร้ายแรงถึงระดับที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 1516(3) หากบาดแผลไม่ร้ายแรงหรือไม่มีหลักฐานยืนยัน ศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นเหตุหย่าได้

2. โทษอาญาที่ศาลลงไว้มีผลต่อการพิจารณาคดีหย่าหรือไม่?

มีผลอย่างยิ่ง หากคดีอาญาลงโทษเพียงปรับเล็กน้อย ศาลจะตีความว่าการบาดเจ็บไม่ร้ายแรง ทำให้การอ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) ขาดน้ำหนัก

3. หากไม่มีแพทย์มาเบิกความบาดแผล จะถือว่าพิสูจน์ความร้ายแรงได้หรือไม่?

โดยหลักแล้วถือว่าไม่สามารถพิสูจน์ความร้ายแรงได้ ศาลต้องอาศัยความเห็นของแพทย์หรือหลักฐานการรักษาพยาบาลเพื่อประเมินความรุนแรงของบาดแผล

4. ความหึงหวงของคู่สมรสถือเป็นเหตุให้การทำร้ายกลายเป็น “การร้ายแรง” หรือไม่?

ไม่ถือเป็นเหตุยกระดับความรุนแรง ศาลพิจารณาที่ลักษณะและผลของการบาดเจ็บ ไม่ใช่เหตุแห่งอารมณ์หรือแรงจูงใจของผู้กระทำ

5. หากได้รับการทำร้ายหลายครั้ง แต่บาดแผลไม่รุนแรง ศาลจะถือว่าเป็นเหตุหย่าหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์โดยรวม ต้องพิสูจน์ว่าการกระทำมีผลต่อสุขภาพกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง หากบาดแผลเล็กน้อยทุกครั้ง อาจยังไม่เข้าเกณฑ์มาตรา 1516(3)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4402/2539

การที่ศาลพิพากษาลงโทษ ปรับเพียง 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้ายแรงจึง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3)

จำเลยใช้ไม้ตีทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลย1,000บาทโจทก์มิได้นำแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดการที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับเพียง1,000บาทแสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้ายแรงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(3)

โจทก์ฟ้องว่า คู่สมรสจดทะเบียนสมรสถูกต้อง และตั้งแต่ปี 2535 จำเลยละทิ้งร้าง ไม่ให้การเลี้ยงดู กระทำการขัดต่อการเป็นสามีภริยา และใช้ไม้ตีทำร้ายโจทก์จนบาดเจ็บ ทำให้โจทก์อยู่ร่วมกับจำเลยไม่ได้ จึงขอให้ศาลสั่งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าแทนเจตนา

จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ละทิ้งร้าง แต่ถูกโจทก์ขับไล่ออกจากบ้าน และการตีเกิดจากบุตรชายเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งจำเลยไม่พอใจที่โจทก์มีภริยาใหม่ จึงรับสารภาพเพื่อไม่ให้บุตรเสียประวัติ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นคือการทำร้ายร่างกายเข้าข่าย “การร้ายแรง” เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตีโจทก์เพราะความหึงหวง และจากคำพิพากษาศาลแขวงระบุว่าจำเลยถูกลงโทษเพียงปรับ 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลไม่ร้ายแรง อีกทั้งโจทก์ไม่มีแพทย์มาเบิกความยืนยันระดับการบาดเจ็บ จึงฟังไม่ได้ว่าการทำร้ายเป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าได้

พิพากษายืนยกฟ้อง

           ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

 ท นาย อาสา ฟรี




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย