
| การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การทำร้ายร่างกายคู่สมรส” ต้องมีลักษณะหรือความรุนแรงถึงระดับใดจึงถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัวของไทยที่พบได้บ่อย แต่มีเกณฑ์ทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์อย่างชัดเจนและเข้มงวด บทความนี้สรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และการตีความว่า “อันตรายแก่กาย” แบบใดที่เข้าถึงเกณฑ์ “การร้ายแรง” โดยศาลเน้นความสำคัญของระดับบาดแผล พยานแพทย์ และบทบาทของคำพิพากษาอาญาชั้นต้นในการวัดความรุนแรงของการทำร้าย พร้อมวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยในครอบครัวและการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุรุนแรงใดเพียงพอให้ศาลพิพากษาให้หย่าได้ ข้อเท็จจริงของคดี คู่ความเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละทิ้งร้าง ไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และที่สำคัญคือจำเลยใช้ไม้ตีโจทก์จนได้รับอันตรายแก่กาย ทำให้โจทก์อ้างว่าตนไม่อาจอยู่ร่วมกับจำเลยได้อีกต่อไป จึงขอฟ้องหย่าตามมาตรา 1516(3) ในทางกลับกันจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ละทิ้งร้าง และไม่ได้ทำร้ายโจทก์ด้วยเหตุประสงค์ร้าย หากแต่เกิดขึ้นเพราะบุตรชายตีโจทก์ก่อน และจำเลยยอมรับสารภาพในคดีอาญาเพียงเพื่อไม่ให้บุตรชายเสียประวัติ อีกทั้งจำเลยให้เหตุผลว่าตนเกิดความหึงหวงเมื่อพบว่าโจทก์มีภริยาใหม่และพาเข้ามาอยู่ในบ้าน ซึ่งสะท้อนว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวมีปัญหา แต่ต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “การทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง” ตามกฎหมายครอบครัวหรือไม่ ในคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลแขวงลงโทษจำเลยเพียง “ปรับ 1,000 บาท” ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลฎีกานำมาวิเคราะห์ประกอบว่าระดับบาดแผลของโจทก์ไม่หนักเพียงพอที่จะถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรง ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้มีการนำแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความให้ศาลทราบถึงขนาด ความลึก ความรุนแรง หรือผลกระทบต่อสุขภาพของบาดแผล ทำให้ข้อเท็จจริงด้านความร้ายแรงของอันตรายต่อร่างกายไม่ชัดเจนพอ การวินิจฉัยศาลฎีกาย่อยประเด็น 1 ประเด็นว่าการตีด้วยไม้เป็น “การร้ายแรง” หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะใช้ไม้ตีโจทก์จริง แต่ระดับความรุนแรงต้องพิจารณาจากผลแห่งบาดแผลและโทษอาญาที่ศาลชั้นต้นได้ลงไว้ เมื่อศาลแขวงลงโทษเพียง “ปรับ 1,000 บาท” โดยไม่กำหนดโทษจำคุกหรือปรับในอัตราสูง ย่อมแสดงว่าบาดแผลของโจทก์ไม่ถึงระดับ “อันตรายร้ายแรง” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) การทำร้ายร่างกายธรรมดาแม้เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ยังไม่เพียงพอให้ถือเป็นการกระทำร้ายแรงตามบทบัญญัติดังกล่าว 2 การไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ ในคดีฟ้องหย่า ศาลให้ความสำคัญต่อพยานหลักฐานที่พิสูจน์ระดับบาดแผลอย่างมาก การไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ ทำให้ศาลไม่อาจทราบความร้ายแรงแท้จริงของบาดเจ็บว่ามีผลต่อชีวิต สุขภาพ หรือต่อการดำรงชีวิตประจำวันเพียงใด ส่งผลให้โจทก์ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าการทำร้ายเป็น “การร้ายแรง” ตามกฎหมาย แม้จะมีคำพิพากษาอาญาชั้นต้นที่ระบุว่า “ได้รับอันตรายแก่กาย” แต่ก็เพียงระดับพื้นฐาน ไม่ใช่อันตรายร้ายแรง 2.3 แรงจูงใจจากความหึงหวงไม่ใช่เหตุให้เป็นการร้ายแรง ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทำร้ายโจทก์ด้วยความหึงหวง ย่อมสะท้อนว่าทั้งสองยังมีความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ใช่การประสงค์ร้ายอย่างทารุณ หรือความรุนแรงที่เข้าข่ายมูลเหตุให้ศาลต้องตัดสินให้หย่าได้ทันที การตีความข้อนี้สอดคล้องกับแนวคิดว่ากฎหมายครอบครัวให้ความสำคัญกับ “ความร้ายแรงของผลต่อร่างกายและจิตใจ” มากกว่า “แรงจูงใจ” วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) 1 หลักการของมาตรา 1516(3) มาตรา 1516(3) วางหลักว่า “คู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการทาร้าย ร้ายแรง หรือกระทำทุจริตอย่างร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่ง” อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองคู่สมรสที่ได้รับอันตรายสาหัสทางกายหรือจิตใจจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ต่อไป อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด คือ การทำร้ายต้องมีลักษณะ “ร้ายแรง” ไม่ใช่การทะเลาะวิวาททั่วไป หรือบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่กระทบต่อชีวิต ความปลอดภัย หรือศักดิ์ศรีของผู้เสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้น แม้จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดการทำร้ายร่างกายจริง แต่หากไม่ถึงระดับ “ร้ายแรง” ตามที่กฎหมายตั้งเกณฑ์ไว้ ก็ยังถือว่าไม่เข้าองค์ประกอบของเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) 2 การทำร้ายต้องพิจารณาจากผลแห่งบาดแผลและระดับอันตราย ศาลฎีกายึดหลักว่าการประเมินความ “ร้ายแรง” ต้องดูจาก 1. ขนาดและลักษณะบาดแผล 2. ความจำเป็นต้องรักษา 3. ผลต่อสุขภาพระยะสั้น–ระยะยาว 4. ความเสียหายทางร่างกายในระดับที่เกินกว่าการทะเลาะทั่วไป 5. ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ในคดีนี้ แม้จำเลยใช้ไม้ตีโจทก์ แต่ไม่มีพยานแพทย์มายืนยันบาดแผล โทษอาญาที่ศาลแขวงลงไว้คือ “ปรับเพียง 1,000 บาท” ซึ่งอยู่ในระดับโทษของความผิดลหุโทษหรือความผิดทำร้ายร่างกายขั้นพื้นฐาน ศาลฎีกาจึงตีความว่าระดับบาดแผลไม่ใช่ “อันตรายร้ายแรง” ตามองค์ประกอบของมาตรา 1516(3) 3 การพิสูจน์ความร้ายแรงเป็นภาระโจทก์ กฎหมายกำหนดให้ผู้ฟ้องหย่าเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ว่าได้รับการทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง เมื่อโจทก์ไม่มีแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความ ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีบันทึกการรักษาพยาบาล และพึ่งพาเพียงคำพิพากษาคดีอาญาชั้นต้น ศาลเห็นว่าน้ำหนักของหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการทำร้ายร่างกายนั้นเข้าข่ายความร้ายแรงตามบทบัญญัติกฎหมาย 4 ความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญาและคดีฟ้องหย่า แม้ว่าคดีอาญาจะวินิจฉัยว่าจำเลย “ทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายแก่กาย” แต่ลักษณะคำพิพากษาอาญาในคดีนี้ยืนยันเพียงว่าผู้กระทำผิดได้ใช้กำลังประทุษร้าย ไม่ได้พิจารณาถึงความหนักเบาของการบาดเจ็บในระดับที่มาตรา 1516(3) ต้องการ การปรับ 1,000 บาทจึงถูกตีความว่าเป็น “การทำร้ายร่างกายเล็กน้อย” ไม่ใช่การทำร้ายร่างกายที่รุนแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่า ศาลฎีกาจึงแยกหน้าที่ของคำพิพากษาอาญาในการยืนยัน “การกระทำ” ออกจากเกณฑ์ของมาตรา 1516(3) ซึ่งต้องยืนยัน “ความร้ายแรงของอันตราย” การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว กฎหมายครอบครัวคุ้มครองความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคู่สมรส แต่ก็ป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องหย่าจากเหตุทะเลาะรุนแรงชั่วคราวหรือปัญหาครอบครัวที่ยังสามารถแก้ไขได้ หากกฎหมายขยายความคำว่า “ร้ายแรง” กว้างเกินไป จะทำให้การฟ้องหย่ามีความง่าย ซึ่งอาจขัดต่อเสถียรภาพของสถาบันครอบครัวที่กฎหมายต้องการรักษาไว้ 2 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกัน ศาลฎีกาหลายคดีตีความคำว่า “การร้ายแรง” อย่างเคร่งครัด เช่น • คดีที่บาดแผลเพียงฟกช้ำเล็กน้อย ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่เหตุหย่า • คดีที่คู่สมรสใช้กำลังผลัก ตบ หรือบีบแขน แต่ไม่มีหลักฐานว่าบาดเจ็บร้ายแรง ศาลเห็นว่ายังไม่ถึงเกณฑ์มาตรา 1516(3) • คดีที่ไม่มีพยานแพทย์และไม่มีผลตรวจร่างกาย ศาลถือว่าความร้ายแรงไม่พิสูจน์ชัดเจน แนวนี้สอดคล้องกับคดี 4402/2539 อย่างชัดเจน กล่าวคือ ศาลใช้ “ระดับโทษอาญา” และ “หลักฐานบาดแผล” เป็นเครื่องชี้ขาดว่าเหตุฟ้องหย่ามีน้ำหนักตามองค์ประกอบหรือไม่ 3 การวิเคราะห์เจาะลึกต่อคดีนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ 1. การไม่มีหลักฐานแพทย์ 2. โทษอาญาที่เบามาก 3. แรงจูงใจจากความหึงหวง ซึ่งสะท้อนความผูกพัน ไม่ใช่เจตนาทารุณ 4. การที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าบาดแผล “รุนแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้” เมื่อองค์ประกอบทั้งสามส่วนคือ การกระทำ – อันตรายที่เกิดขึ้น – ผลต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นเพียงเหตุทะเลาะรุนแรงหนึ่งครั้ง ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าคู่สมรสมีความขัดแย้งรุนแรง และจำเลยใช้ไม้ตีโจทก์จนได้รับอันตรายแก่กาย ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อการเป็นสามีภริยา จึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการทำร้ายร่างกายดังกล่าวไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าบาดแผลไม่ปรากฏความร้ายแรง เนื่องจากคดีอาญาที่เกี่ยวข้องลงโทษเพียงปรับ 1,000 บาท และไม่มีแพทย์มาเบิกความยืนยันการบาดเจ็บ จึงไม่อาจถือว่าเป็นการทาร้าย “อย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516(3) พิพากษายืนยกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสจะฟ้องหย่าได้ต้องพิสูจน์ว่ามีลักษณะ “ร้ายแรง” ตามความหมายของมาตรา 1516(3) ซึ่งต้องพิจารณาจากระดับบาดแผล เหตุแห่งการกระทำ และผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทางกายเพียงครั้งเดียว 2. ภาระการพิสูจน์ว่าบาดเจ็บร้ายแรงเป็นของฝ่ายผู้ฟ้องหย่าโดยสมบูรณ์ การไม่มีพยานแพทย์ หลักฐานการรักษาพยาบาล หรือภาพถ่ายบาดแผล ย่อมทำให้ศาลรับฟังไม่ได้ว่าการบาดเจ็บมีความร้ายแรงตามกฎหมาย 3. คำพิพากษาในคดีอาญาที่ลงโทษเพียงปรับมูลค่าเล็กน้อยมีน้ำหนักสำคัญในการตีความว่าอันตรายไม่ถึงขั้นร้ายแรง ศาลครอบครัวสามารถใช้ระดับโทษอาญาเป็นตัวชี้ขาดความรุนแรงของบาดแผลได้ 4. แรงจูงใจจากความหึงหวงหรืออารมณ์ชั่ววูบของคู่สมรส ไม่ถือเป็นเหตุยกระดับความผิดให้เป็น “การทาร้ายร้ายแรง” หากผลของการทำร้ายไม่สร้างอันตรายสาหัสหรือไม่เป็นเหตุให้สิทธิในการอยู่ร่วมกันถูกทำลายอย่างถาวร 5. กฎหมายครอบครัวให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพของสถาบันครอบครัว จึงตีความคำว่า “ร้ายแรง” อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้การฟ้องหย่าเกิดขึ้นโดยง่ายจากความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ยังสามารถประนีประนอมได้ 6. คดีนี้ยืนยันหลักว่าการทำร้ายร่างกายเพียงเล็กน้อย—แม้ไม่ควรเกิด—แต่หากไม่ถึงขั้นร้ายแรง ย่อมไม่ใช่เหตุฟ้องหย่า จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความมาตรา 1516(3) ต่อเนื่อง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การทำร้ายร่างกายคู่สมรสทุกกรณีสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่? การทำร้ายร่างกายสามารถใช้ฟ้องหย่าได้เฉพาะกรณีที่มีความร้ายแรงถึงระดับที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 1516(3) หากบาดแผลไม่ร้ายแรงหรือไม่มีหลักฐานยืนยัน ศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นเหตุหย่าได้ 2. โทษอาญาที่ศาลลงไว้มีผลต่อการพิจารณาคดีหย่าหรือไม่? มีผลอย่างยิ่ง หากคดีอาญาลงโทษเพียงปรับเล็กน้อย ศาลจะตีความว่าการบาดเจ็บไม่ร้ายแรง ทำให้การอ้างเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) ขาดน้ำหนัก 3. หากไม่มีแพทย์มาเบิกความบาดแผล จะถือว่าพิสูจน์ความร้ายแรงได้หรือไม่? โดยหลักแล้วถือว่าไม่สามารถพิสูจน์ความร้ายแรงได้ ศาลต้องอาศัยความเห็นของแพทย์หรือหลักฐานการรักษาพยาบาลเพื่อประเมินความรุนแรงของบาดแผล 4. ความหึงหวงของคู่สมรสถือเป็นเหตุให้การทำร้ายกลายเป็น “การร้ายแรง” หรือไม่? ไม่ถือเป็นเหตุยกระดับความรุนแรง ศาลพิจารณาที่ลักษณะและผลของการบาดเจ็บ ไม่ใช่เหตุแห่งอารมณ์หรือแรงจูงใจของผู้กระทำ 5. หากได้รับการทำร้ายหลายครั้ง แต่บาดแผลไม่รุนแรง ศาลจะถือว่าเป็นเหตุหย่าหรือไม่? ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์โดยรวม ต้องพิสูจน์ว่าการกระทำมีผลต่อสุขภาพกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง หากบาดแผลเล็กน้อยทุกครั้ง อาจยังไม่เข้าเกณฑ์มาตรา 1516(3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4402/2539 การที่ศาลพิพากษาลงโทษ ปรับเพียง 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้ายแรงจึง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3) จำเลยใช้ไม้ตีทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลย1,000บาทโจทก์มิได้นำแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลมาเบิกความว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดการที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับเพียง1,000บาทแสดงว่าบาดแผลที่โจทก์ได้รับไม่เป็นอันตรายร้ายแรงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(3) โจทก์ฟ้องว่า คู่สมรสจดทะเบียนสมรสถูกต้อง และตั้งแต่ปี 2535 จำเลยละทิ้งร้าง ไม่ให้การเลี้ยงดู กระทำการขัดต่อการเป็นสามีภริยา และใช้ไม้ตีทำร้ายโจทก์จนบาดเจ็บ ทำให้โจทก์อยู่ร่วมกับจำเลยไม่ได้ จึงขอให้ศาลสั่งให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่าแทนเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ละทิ้งร้าง แต่ถูกโจทก์ขับไล่ออกจากบ้าน และการตีเกิดจากบุตรชายเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งจำเลยไม่พอใจที่โจทก์มีภริยาใหม่ จึงรับสารภาพเพื่อไม่ให้บุตรเสียประวัติ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นคือการทำร้ายร่างกายเข้าข่าย “การร้ายแรง” เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยตีโจทก์เพราะความหึงหวง และจากคำพิพากษาศาลแขวงระบุว่าจำเลยถูกลงโทษเพียงปรับ 1,000 บาท แสดงว่าบาดแผลไม่ร้ายแรง อีกทั้งโจทก์ไม่มีแพทย์มาเบิกความยืนยันระดับการบาดเจ็บ จึงฟังไม่ได้ว่าการทำร้ายเป็นการร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าได้ พิพากษายืนยกฟ้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ |





