ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว

การตีความหน้าที่อยู่กินฉันสามีภริยาตามมาตรา 1461 กับหลักความยินยอม, เหตุหย่าจากการทำร้ายหรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(3), พฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(6), ความแตกต่างระหว่างสิทธิในชีวิตสมรสกับสิทธิในร่างกาย, การยกข้อใหม่ในชั้นฎีกาและข้อห้ามตามวิธีพิจารณาความแพ่ง, ผลของการไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงในคำให้การ, หลักการพิสูจน์สินส่วนตัวที่ซื้อแทนด้วยเงินส่วนตัว, การจำแนกทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรส, แนวทางแบ่งสินสมรส

 

 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสในชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะการตีความบทบัญญัติว่าด้วยการอยู่กินฉันสามีภริยาตามกฎหมาย กับหลักความยินยอมในทางนิติธรรม ว่าการสมรสมิได้ก่อให้เกิดสิทธิอำนาจเหนือร่างกายของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ หากปรากฏพฤติการณ์กดดัน บีบบังคับ หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้อีกฝ่ายต้องจำยอม การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

นอกจากประเด็นเหตุหย่า ศาลยังวินิจฉัยอย่างละเอียดในเรื่องการจำแนกสินส่วนตัวกับสินสมรส โดยพิจารณาจากแหล่งที่มาของเงิน ช่วงเวลาการได้ทรัพย์ และพยานหลักฐานประกอบ ตลอดจนวางหลักสำคัญในเชิงกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการยกข้อใหม่ในชั้นฎีกา และความจำเป็นที่คำฟ้องเรียกค่าทดแทนต้องบรรยายฐานข้อเท็จจริงและจำนวนเงินให้ครบถ้วน มิฉะนั้นย่อมขาดสาระสำคัญ ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้ คดีนี้จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงเนื้อหากฎหมายครอบครัวและเชิงเทคนิควิธีพิจารณาความแพ่งอย่างยิ่ง

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

คู่ความอยู่กินเป็นสามีภริยามาเป็นเวลานาน มีบุตรร่วมกัน และได้ร่วมทำมาหากินจนมีทรัพย์สินหลายรายการ ทั้งบ้านและที่ดิน รถยนต์ ทรัพย์มีค่า และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาในระหว่างสมรส

ข้อพิพาทเกิดจากพฤติการณ์ของฝ่ายสามีที่มีการร่วมประเวณีกับภริยาเกือบทุกวัน แม้ในช่วงที่ภริยาไม่ยินยอม โดยมีการกดดันทางจิตใจผ่านสถานการณ์ในครอบครัว ทำให้ภริยาจำต้องยอมเพื่อหลีกเลี่ยงความกระทบกระเทือนต่อบุตรผู้เยาว์ ต่อมาภริยามีอาการป่วยเกี่ยวกับมดลูก ฝ่ายสามีทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ยังคงมีพฤติการณ์เช่นเดิม ทำให้ภริยาต้องหลบหนีออกจากบ้านหลายครั้ง

ภริยาจึงฟ้องหย่า ขอแบ่งสินสมรส และเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย ขณะที่สามีให้การปฏิเสธ และต่อสู้ประเด็นทั้งเรื่องเหตุหย่า ทรัพย์สิน และค่าทดแทน

ประเด็นเหตุหย่าและการตีความมาตรา 1461, 1516(3) และ 1516(6)

ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้คู่สมรสมีหน้าที่อยู่กินฉันสามีภริยาตามมาตรา 1461 วรรคหนึ่ง แต่การร่วมประเวณีแต่ละครั้งต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดไม่ยินยอม อีกฝ่ายย่อมไม่มีสิทธิบังคับ

พฤติการณ์ที่สร้างแรงกดดัน ทำให้อีกฝ่ายจำยอม ทั้งที่ไม่สมัครใจ ย่อมไม่อาจถือเป็นความยินยอมโดยแท้จริง เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างร้ายแรงและต่อเนื่อง ย่อมเข้าลักษณะเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) และยังถือเป็นการประพฤติปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516(6)

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความเสมอภาคของคู่สมรส ไม่ให้สถาบันสมรสถูกใช้เป็นเครื่องมือกดขี่หรือบังคับอีกฝ่าย

ประเด็นกระบวนพิจารณาและการยกข้อใหม่ในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างบางประการที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้และนำสืบในศาลล่าง ไม่อาจยกขึ้นเป็นฎีกาได้ตามหลักวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งยังยืนยันหลักว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายบรรยายไว้ในคำฟ้อง ย่อมถือว่ารับข้อเท็จจริงนั้น

หลักดังกล่าวสะท้อนวินัยทางกระบวนพิจารณา เพื่อให้คดีดำเนินไปอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

การจำแนกสินส่วนตัวและสินสมรส

ศาลพิเคราะห์แหล่งที่มาของทรัพย์สินแต่ละรายการ โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยอ้างว่านำเงินจากการขายทรัพย์สินส่วนตัวไปซื้อที่ดินบางแปลง หากพิสูจน์ได้ว่าการซื้อเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงและมีพยานหลักฐานสนับสนุน ทรัพย์นั้นอาจเป็นสินส่วนตัวได้

แต่หากไม่อาจพิสูจน์แหล่งที่มาชัดเจน ทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมถือเป็นสินสมรส ต้องแบ่งกันตามกฎหมาย

แนววินิจฉัยนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปของกฎหมายครอบครัวที่ต้องรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองทรัพย์ส่วนตัวและสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายในทรัพย์ที่ร่วมกันสร้าง

ประเด็นค่าทดแทนตามมาตรา 1525

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนตามมาตรา 1525 แต่คำฟ้องมิได้บรรยายฐานข้อเท็จจริงและมิได้ระบุจำนวนเงินอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งคดี ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้

ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง และแก้คำพิพากษาศาลล่างในส่วนนี้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้คู่ความหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสบางรายการแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเป็นส่วนใหญ่ ปรับรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้บางส่วน โดยยืนยันว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516(3) และเข้าลักษณะมาตรา 1516(6) แต่แก้ไขเรื่องทรัพย์บางรายการให้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย และยกคำขอค่าทดแทนเนื่องจากคำฟ้องขาดสาระสำคัญ พร้อมวินิจฉัยเรื่องการคืนค่าขึ้นศาลและค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสต้องอยู่ภายใต้หลักความสมัครใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ใช่สิทธิเด็ดขาดที่จะละเมิดร่างกายหรือจิตใจของอีกฝ่าย

ในเชิงกระบวนพิจารณา คดีครอบครัวต้องเคร่งครัดต่อหลักการยกประเด็นและการนำสืบในศาลล่าง การยกข้อใหม่ในชั้นฎีกาย่อมต้องห้าม อีกทั้งการเรียกค่าทดแทนต้องบรรยายข้อเท็จจริงและจำนวนเงินอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งด้านการคุ้มครองสิทธิในชีวิตสมรส และด้านเทคนิคการร่างคำฟ้องในคดีครอบครัว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็น “การทำร้ายหรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และยังเข้าลักษณะ “การประพฤติปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (6) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสมีหน้าที่อยู่กินฉันสามีภริยาตามมาตรา 1461 วรรคหนึ่ง แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากมีการกดดัน บีบบังคับ หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้อีกฝ่ายจำยอม ย่อมไม่ถือเป็นความยินยอมที่แท้จริง และพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเหตุหย่าได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง” – มาตรา 1516 (3)

ศาลถือว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง มีลักษณะบีบบังคับ กดดัน และกระทบต่อศักดิ์ศรีหรือความปลอดภัยในชีวิตสมรส ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ แม้จะไม่มีการทำร้ายร่างกายโดยตรงก็ตาม หลักนี้สะท้อนว่ากฎหมายครอบครัวคุ้มครองทั้งสภาพจิตใจและความเป็นมนุษย์ของคู่สมรส

2. “ความยินยอมในชีวิตสมรส” – มาตรา 1461 ประกอบมาตรา 1516 (6)

แม้กฎหมายกำหนดให้คู่สมรสต้องอยู่กินฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิบังคับอีกรายหนึ่งให้ยินยอมต่อการกระทำทางเพศโดยปราศจากความสมัครใจ หากพฤติการณ์แสดงถึงการละเมิดความสมัครใจและเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำรงชีวิตคู่ ย่อมเข้าลักษณะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) ได้อีกชั้นหนึ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การเป็นสามีภริยากันทำให้อีกฝ่ายบังคับร่วมประเวณีได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดไม่ยินยอม อีกฝ่ายไม่มีสิทธิบังคับ

2. การทรมานจิตใจถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากมีความร้ายแรงและกระทบต่อชีวิตสมรสอย่างมีนัยสำคัญ อาจเข้าลักษณะมาตรา 1516(3)

3. มาตรา 1516(6) ใช้กรณีใด

คำตอบ

ใช้เมื่อมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข

4. หากไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีอาญา ยังฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ การดำเนินคดีอาญาเป็นสิทธิอีกประการหนึ่ง มิใช่เงื่อนไขบังคับของการฟ้องหย่า

5. จะอ้างว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวต้องพิสูจน์อย่างไร

คำตอบ

ต้องแสดงแหล่งที่มาของเงินและพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าทรัพย์นั้นซื้อแทนด้วยเงินสินส่วนตัวโดยชัดเจน

6. หากไม่ระบุจำนวนค่าทดแทนในคำฟ้อง ศาลจะกำหนดให้เองได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ คำฟ้องต้องระบุฐานข้อเท็จจริงและจำนวนเงินให้ชัด มิฉะนั้นอาจถือว่าขาดสาระสำคัญ

7. การยกข้อใหม่ในชั้นฎีกามีผลอย่างไร

คำตอบ

โดยหลักศาลจะไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นโดยชอบในศาลล่าง

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559 

แม้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้าง แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไม่อาจบังคับได้ หากขืนใจถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276

การที่จำเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟังคำด่าจนโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีเพื่อให้บุตรผู้เยาว์ไปพักผ่อน เช่นนี้จะถือว่าโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีไม่ได้ และการที่โจทก์มดลูกอักเสบจากการร่วมประเวณีของจำเลย จำเลยทราบแต่ไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน พฤติกรรมของจำเลยถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และยังถือเป็นพฤติการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ด้วย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้หย่า แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 แปลง และเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1525 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แบ่งทรัพย์บางรายการ เช่น รถยนต์ บ้านและที่ดินบางแปลง รวมทั้งทองคำ 20 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยชำระเงิน 722,750 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างเรื่องจำเลยป่วยและเอกสารบางฉบับที่ยกขึ้นในชั้นฎีกาเป็นข้อใหม่ ต้องห้ามรับวินิจฉัย อีกทั้งเมื่อจำเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงเรื่องมดลูกอักเสบในคำให้การ ถือว่ารับข้อเท็จจริงนั้น ฟังได้ว่าจำเลยร่วมประเวณีกับโจทก์แทบทุกวัน แม้โจทก์ไม่ยินยอม และใช้บุตรผู้เยาว์เป็นแรงกดดัน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) และเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตามมาตรา 1516 (6)

ส่วนทรัพย์สิน ศาลเห็นว่าที่ดินบางแปลงซื้อด้วยเงินจากการขายทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยในระยะเวลาใกล้เคียงกัน จึงเป็นสินส่วนตัว แต่บางแปลงพิสูจน์ไม่ได้ชัด ยังเป็นสินสมรส สำหรับค่าทดแทนตามมาตรา 1525 คำฟ้องไม่ได้ระบุฐานข้อเท็จจริงและจำนวนเงิน จึงขาดสาระสำคัญ ศาลฎีกายกคำขอในส่วนนี้ และสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกิน พร้อมแก้คำพิพากษาเฉพาะส่วนดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ 6 แปลง ที่เป็นสินสมรสให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยแบ่งสินสมรส ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ หมายเลขทะเบียน วห 5127 กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 23/7 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดิน บ้านและที่ดินอีก 2 แปลง ที่ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 20 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยชำระเงิน 722,750 บาท แก่โจทก์ หากตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันพิพากษา (วันที่ 31 กรกฎาคม 2557) จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เท่าใดนำมาหักด้วย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตยกเว้นบางส่วนในศาลชั้นต้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เฉพาะ ค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันขณะโจทก์อายุประมาณ 18 ปี (ประมาณปี 2528 จำเลยเป็นคนพิการขาข้างขวาขาดตั้งแต่ต้นขาเหนือเข่าต้องใส่ขาเทียม) ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2533 มีบุตรก่อนจดทะเบียนสมรส 2 คนและหลังจดทะเบียนสมรส 1 คน คือนางสาว ก. นางสาว ร. และนางสาว ณ. ตามสำเนาทะเบียนการสมรส สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านบุตรทั้งสามระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จำเลยร่วมประเวณีกับโจทก์เวลาประมาณ 19 นาฬิกา เกือบทุกวัน โดยในระหว่างที่บุตรเป็นผู้เยาว์ หากโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณี จำเลยก็จะเรียกบุตรแต่ละคนมาฟังคำด่าของจำเลย จนโจทก์ยินยอม จำเลยจึงยอมให้บุตรไปพักผ่อน เมื่อปลายปี 2556 โจทก์ปวดท้องเนื่องจากมดลูกอักเสบ จำเลยทราบดี จำเลยก็ยังร่วมประเวณีกับโจทก์จนโจทก์ทนไม่ได้ต้องหนีออกจากบ้านไปหลายครั้ง บุตรได้ขอร้องให้โจทก์กลับมาอยู่กับจำเลย และจำเลยรับปากว่า จะไม่กระทำการดังกล่าวอีก เมื่อโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลย แต่จำเลยยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม จนครั้งสุดท้ายโจทก์หนีไปอยู่ที่อื่นไม่กลับไปอยู่กับจำเลยและได้ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยขอหย่าและแบ่งสินสมรส ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน โจทก์และจำเลยร่วมทำมาหากิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 133476 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 50 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมบ้านเลขที่ 23/7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 134229 ถึง 134302 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน, 1 งาน, 61 ตารางวา และ 50 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 81562 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน ตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมตึกแถว 7 ห้อง และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลง ที่ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย พร้อมบ้านกับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ หมายเลขทะเบียน วห 5127 กรุงเทพมหานคร สลากออมสินของธนาคารออมสิน 100,000 บาท ตามสำเนาสลากออมสิน เงินประกันชีวิต 130,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันชีวิต รวมทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนัก 20 บาท สร้อยคอและต่างหู กับสิทธิเรียกร้องหนี้จากนายปรีชา 540,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โดยโฉนดที่ดินและทะเบียนรถยนต์มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ สลากออมสินถอนมาได้เงิน 105,500 บาท เงินประกันชีวิตได้รับมาแล้ว 120,000 บาท สร้อยคอและต่างหู ขายไปแล้วได้เงินมา 200,000 บาท และนายปรีชาชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องมาแล้ว 20,000 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับมา 445,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำขอแบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมบ้านเลขที่ 23/7 จำเลยไม่อุทธรณ์จึงยุติ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยป่วยเป็นวัณโรค เบาหวานและถุงลมโป่งพองต้องรับประทานยาไม่สามารถร่วมเพศได้ทุกวัน จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ และในชั้นนำสืบพยานก็ไม่ได้นำสืบพยานไว้ เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบมาในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 1 และหมายเลข 9 ดังกล่าว จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต้องห้ามมิให้รับฟัง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 นอกจากนี้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่นำแพทย์ที่ตรวจรักษาโจทก์เกี่ยวกับมดลูกอักเสบ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มดลูกอักเสบนั้น โจทก์บรรยายฟ้องอ้างเหตุมดลูกอักเสบ จำเลยไม่ให้การโต้แย้งถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่ต้องนำแพทย์มาเป็นพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างระยะเวลา 20 ปี ที่โจทก์จำเลยอยู่ด้วยกัน จำเลยจะร่วมเพศกับโจทก์ทุกวันแทบไม่มีวันหยุด โดยช่วงที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ หากโจทก์ไม่ยินยอมร่วมเพศ จำเลยก็จะเรียกบุตรแต่ละคนมานั่งฟังคำด่า จนโจทก์ต้องยินยอมให้จำเลยร่วมเพศ จำเลยจึงยอมให้บุตรไปนอนพักผ่อน จนกระทั่งปลายปี 2556 โจทก์ปวดท้องเพราะมดลูกอักเสบ จำเลยทราบเรื่องดี จำเลยยังคงร่วมเพศกับโจทก์อีก จนโจทก์ทนพฤติกรรมของจำเลยไม่ได้ต้องหนีออกจากบ้านหลายครั้ง ทุกครั้งบุตรต้องขอร้องให้กลับไปอยู่กับจำเลยโดยจำเลยรับปากว่าจะไม่มีพฤติกรรมทางเพศดังกล่าว โจทก์กลับไปอยู่กับจำเลย แต่จำเลยคงมีพฤติกรรมเช่นเดิมดังที่ศาลล่างวินิจฉัย เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้าง แต่การร่วมประเวณีแต่ละครั้งต้องเกิดจากความยินยอมทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมพร้อมใจอีกฝ่ายก็จะบังคับหาได้ไม่ หากขืนใจก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ได้ การที่จำเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟังคำด่าจนโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีก็เพื่อให้บุตรผู้เยาว์ได้พักผ่อน เช่นนี้จะถือว่าจำเลยยินยอมพร้อมใจที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยหาได้ไม่ การที่โจทก์มดลูกอักเสบจากการร่วมประเวณีของจำเลย เมื่อจำเลยทราบก็ยังไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้านหลายครั้ง และเมื่อกลับมาอยู่กับจำเลยเนื่องจากบุตรช่วยเจรจาและจำเลยรับปากว่าจะไม่กระทำตามพฤติกรรมดังกล่าว แต่จำเลยก็ยังคงผิดข้อตกลง เหตุที่โจทก์ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีอาญาก็เป็นสิทธิของโจทก์ พฤติกรรมของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ฟังยุติดังกล่าวจึงเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 1516 (6) ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องแบ่งเงินจากการขายสร้อยคอเพชรและต่างหูเพชรกับทองคำแท่งและทองรูปพรรณให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินที่ขายสร้อยคอและต่างหูเพชร 200,000 บาท และแบ่งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนัก 20 บาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่มีเงินดังกล่าวและไม่มีทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน กับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลง ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย พร้อมบ้านเป็นสินสมรสหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่มีเหตุหย่าตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ก็หาจำต้องพิจารณาเรื่องสินสมรส ประกอบกับโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยขายตึกแถวซึ่งจำเลยมีก่อนอยู่กินกับโจทก์ได้เงินมา 3,800,000 บาท นำเงินไปซื้อที่ดินที่บางโทรัด เงิน 3,800,000 บาท เป็นสินส่วนตัวหาใช่สินสมรส เมื่อนำไปซื้อทรัพย์ ทรัพย์นั้นจึงเป็นสินส่วนตัว ตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้านข้างต้น นอกจากนี้ในชั้นสืบพยานจำเลยนั้น จำเลยก็นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยนำเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินไปซื้อที่ดินที่บางโทรัด ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้านไม่ใช่สินสมรส จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้าน คงมีปัญหาเฉพาะที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า ที่ดินซึ่งตั้งอยู่ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร นั้นจำเลยซื้อมาโดยเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนตัวเป็นเงิน 3,800,000 บาท (ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาที่โจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านคือที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 12429 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจำเลยได้มาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2526 และขายไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 ) โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า สำหรับที่ดินที่บางโทรัดนั้นจำเลยขายตึกที่จำเลยมีมาก่อนจะมาอยู่กินกับโจทก์ ได้เงินประมาณ 3,800,000 บาท นำไปซื้อที่ดินเปล่า 3 แปลงไม่ใช่ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน คำเบิกความของโจทก์จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลย ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ได้มาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ได้มาวันที่ 13 มกราคม 2549 ส่วนตามสำเนาโฉนดที่ดินได้มา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550 ซึ่งตามเอกสาร แนบท้ายฎีกาที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีสิ่งปลูกสร้าง ระยะเวลาที่ได้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน หลังจากที่โจทก์ขายที่ดินสินส่วนตัวไปเพียง 15 วัน 3 วัน 3 วัน และ 3 วันเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปซื้อที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินทั้งสี่แปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย สำหรับที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน ได้มาหลังจากจำเลยขายที่ดินสินส่วนตัวเป็นเวลา 1 ปีเศษ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด คดีนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าสมควรได้รับค่าทดแทนเพียงใด ทั้งคำฟ้องก็ไม่ได้บรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์สมควรได้ค่าตอบแทนเพียงใด คงแต่มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 1525 เท่านั้น โดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนอันจะต้องชำระค่าขึ้นศาลมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งคดีที่จะให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทน ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้ค่าทดแทนในส่วนนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ดังนั้นจำเลยไม่ต้องชำระค่าทดแทนตามที่ศาลล่างพิพากษา

อนึ่ง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์และฎีกามีไม่ถึง 4,000,000 บาท เนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำขอที่ให้แบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน และให้แบ่งทองคำแท่งกับทองรูปพรรณเพียงน้ำหนัก 20 บาท กับแบ่งเงินที่ขายเครื่องเพชรเพียง 200,000 บาท (ฟ้องขอเป็นเงิน 325,000 บาท) จำเลยชำระค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท จึงเกินมา เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาคือกึ่งหนึ่งของราคาที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน และกึ่งหนึ่งของราคาทองคำแท่งกับทองรูปพรรณน้ำหนัก 5 บาท กับค่าเครื่องเพชรกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 225,000 บาท นอกจากนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง จึงไม่ต้องนำมาหักกับจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้แบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ด้วยและจำเลยไม่ต้องชำระ ค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยชำระให้โจทก์ไม่ต้องนำมาหักกับเงินที่ต้องชำระ 222,750 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่จำเลยชำระเกินมาแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย