
| การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นว่าการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งร้องเรียนกล่าวโทษอีกฝ่ายต่อผู้บังคับบัญชา อันเกิดจากอารมณ์หึงหวงและความบาดหมางส่วนตัว จะถือว่าเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมดรวมถึงความสัมพันธ์ก่อนเกิดเหตุ และวินิจฉัยว่าการร้องเรียนดังกล่าว แม้ก่อให้เกิดการสอบสวนวินัย แต่ยังไม่ร้ายแรงเพียงพอที่จะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงของคดี คู่ความในคดีนี้เป็นสามีภริยาที่เกิดความบาดหมางอย่างรุนแรงภายในครอบครัว เนื่องจากฝ่ายสามี (โจทก์) ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอย่างเปิดเผย โดยขณะนั้นฝ่ายโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นก่อน แล้วเพียงสองวันจึงมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ต่อมาประมาณสองสัปดาห์จึงไปจดทะเบียนหย่ากับหญิงดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว จำเลยเกิดความไม่พอใจและมีความหึงหวงอย่างรุนแรง จึงร้องเรียนฝ่ายโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับความประพฤติไม่เหมาะสมในทางชู้สาว ซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยของโจทก์ ตามเอกสารที่นำสืบในคดี อย่างไรก็ดี ในระหว่างการสืบพยานไม่ปรากฏข้อความในหนังสือร้องเรียนของจำเลยว่ามีเนื้อหากล่าวหาโจทก์อย่างไร และจำเลยเองก็เบิกความว่ายังรักและต้องการอยู่กินกับโจทก์ ไม่ได้มีเจตนาทำลายหน้าที่การงานของโจทก์ ประเด็นข้อกฎหมาย โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่า การร้องเรียนของจำเลยเป็น “การทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง” อันเข้าข่ายเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ: การร้องเรียนดังกล่าว เป็นการกระทำร้ายแรงเพียงพอที่จะถือเป็นการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาหรือไม่ 3. ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์อย่างละเอียด โดยอาศัยข้อเท็จจริงหลายประการดังนี้ 1. การร้องเรียนของจำเลยเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดและความหึงหวง เนื่องจากถูกโจทก์ทอดทิ้งให้ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น 2. ไม่ปรากฏว่าเนื้อหาการร้องเรียนมีลักษณะประทุษร้ายต่อชื่อเสียงเกินควร หรือมีวัตถุประสงค์ทำลายอนาคตของโจทก์ 3. จำเลยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาให้โจทก์ถูกสอบสวนวินัย และยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป 4. พฤติกรรมของโจทก์เป็นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความบาดหมาง จากพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นผลจากความบอบช้ำในครอบครัวและอารมณ์ส่วนตัว มิใช่การประพฤติเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงพอจะเป็นเหตุฟ้องหย่า จึงไม่เข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามกฎหมาย หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความ “การทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา” ไว้ดังนี้ 1. ต้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาประทุษร้าย ทำลายเกียรติชื่อเสียง หรือทำลายชีวิตคู่โดยตรง 2. พฤติการณ์ที่เกิดจากความบาดหมาง อารมณ์ชั่ววูบ หรือความหึงหวง ไม่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงโดยลำพัง 3. ต้องพิจารณาพฤติกรรมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน หากอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดก่อน เช่น ทอดทิ้งหรือมีชู้ พฤติการณ์ตอบสนองของอีกฝ่ายจะไม่ถือว่าร้ายแรงในตัวเอง 4. เหตุให้เกิดการสอบสวนหรือได้รับความเสียหายบางส่วน ไม่เพียงพอ หากขาดเจตนาทำลายล้าง 5. การกล่าวโทษหรือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา หากมีต้นเหตุจากความเสียใจในครอบครัว อาจไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า หลักการนี้มีความสำคัญในคดีครอบครัว เพราะช่วยกันมิให้คู่สมรสใช้เหตุที่เกิดจากความขัดแย้งชั่วคราวมาเป็นเหตุหย่าโดยไม่จำเป็น และช่วยให้ศาลมีบรรทัดฐานในการประเมินระดับความร้ายแรงอย่างมีเหตุผล สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกการร้องเรียนหรือการตำหนิระหว่างคู่สมรสจะถือเป็นเหตุหย่า ต้องพิจารณาเจตนา ความร้ายแรง และต้นเหตุของความขัดแย้งเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อความบาดหมางเกิดจากการประพฤติไม่เหมาะสมของอีกฝ่ายก่อน การตอบโต้บางอย่างอาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะถือเป็นเหตุฟ้องหย่า คดีนี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับการตีความมาตรา 1516 (1) เกี่ยวกับพฤติการณ์ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ซึ่งต้องประเมินตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สมรสทั้งหมด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าการร้องเรียนของจำเลยเป็นผลจากความหึงหวงและความบาดหมางภายในครอบครัว ยังไม่ร้ายแรงพอจะเป็นการประพฤติปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จึงพิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่าพฤติการณ์ไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า จึงพิพากษายืน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการร้องเรียนดังกล่าวเกิดจากอารมณ์หึงหวง ไม่ใช่การประพฤติร้ายแรงตามมาตรา 1516 จึงพิพากษายืน ยกฟ้องเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976/2524 การที่จำเลยร้องเรียนกล่าวโทษโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นการกระทำด้วยอารมณ์หึงหวงอันเนื่องมาจากถูกโจทก์ทอดทิ้งแล้วโจทก์ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น การกระทำของจำเลยยังไม่เพียงพอที่จะถือว่า ได้ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "มีปัญหาข้อ (2) การที่จำเลยร้องเรียนกล่าวโทษต่อผู้บังคับบัญชา เป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้คงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยได้ร้องเรียนกล่าวโทษโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชา และโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนฐานประพฤติผิดวินัยในทางชู้สาวตามเอกสารหมาย จ.4 ส่วนคำร้องเรียนของจำเลยมีข้อความประการใดไม่มีการนำสืบถึง โจทก์เบิกความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าโจทก์จดทะเบียนสมรสกับครูโรงเรียนสตรีอ่างทองได้สองวันแล้วมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย แต่ต่อมาประมาณสองสัปดาห์ก็จดทะเบียนหย่ากับครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง หลังจากนั้นจำเลยได้ร้องเรียนกล่าวโทษโจทก์ไปยังกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยจะร้องเรียนในเรื่องที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับครูโรงเรียนสตรีอ่างทองหรือไม่ ไม่ทราบ จำเลยเบิกความว่า การที่โจทก์ถูกสอบสวนทางวินัยจะเป็นเพราะหนังสือร้องเรียนของจำเลยหรือไม่ ไม่ทราบ จำเลยไม่มีเจตนาจะให้โจทก์ถูกสอบสวนทางวินัย จำเลยยังรักและต้องการที่จะอยู่กินกับโจทก์ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์ระหว่างโจทก์จำเลยประกอบกับจดหมายของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 โดยตลอดแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยร้องเรียนกล่าวโทษโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นการกระทำด้วยอารมณ์หึงหวงอันเนื่องมาจากถูกโจทก์ทอดทิ้งแล้วโจทก์ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น การกระทำของจำเลยยังไม่เพียงพอที่จะถือว่า ได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง" พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงมีประเด็นข้อเท็จจริงอย่างไร คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวกับคู่สมรสที่เกิดความบาดหมางจากการที่ฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น และมีการจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นก่อนที่จะกลับมาจดทะเบียนสมรสกับคู่สมรสเดิม ต่อมาคู่สมรสฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งได้ร้องเรียนกล่าวโทษอีกฝ่ายต่อผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบพฤติการณ์ในทางชู้สาว เป็นเหตุให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ฝ่ายที่ถูกสอบสวนจึงฟ้องหย่าโดยอ้างว่าการร้องเรียนดังกล่าวเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย 2. การร้องเรียนกล่าวโทษคู่สมรสต่อผู้บังคับบัญชาในคดีนี้ถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งร้องเรียนกล่าวโทษอีกฝ่ายต่อผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบเรื่องความประพฤติในทางชู้สาว แม้จะเป็นเหตุให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดจากอารมณ์หึงหวงและความเสียใจอันเนื่องจากถูกทอดทิ้งให้ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น อีกทั้งไม่ปรากฏเนื้อหาหนังสือร้องเรียนว่ามีการใส่ความโดยเจตนาประทุษร้าย จึงยังไม่เพียงพอจะถือว่าเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย 3. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าพฤติการณ์ใดเข้าลักษณะเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามกฎหมายครอบครัว คำตอบ: ศาลพิจารณาว่าการจะถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามหลักกฎหมายครอบครัว ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำและระดับความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นสำคัญ ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งทำลายเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือสถานภาพของคู่สมรส โดยมีลักษณะประทุษร้ายจนไม่อาจอยู่กินกันโดยปกติสุขได้ การแสดงออกซึ่งความเสียใจ ความเจ็บปวด หรือความหึงหวงภายหลังถูกอีกฝ่ายทอดทิ้ง แม้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนบางประการ แต่หากไม่ปรากฏเจตนาประทุษร้ายหรือความรุนแรงในระดับที่ทำลายฐานะครอบครัวโดยแท้จริง ก็ไม่ถือว่าเข้าลักษณะเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง 4. ผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามในคดีนี้เป็นอย่างไร คำตอบ: ศาลชั้นต้นพิเคราะห์เห็นว่าการร้องเรียนกล่าวโทษคู่สมรสต่อผู้บังคับบัญชาในกรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จึงพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยและพิพากษายืน เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยตามแนวเดียวกัน โดยเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากความหึงหวงและความบาดหมางอันมีต้นเหตุจากการประพฤติของโจทก์เอง และขาดเจตนาประทุษร้ายในระดับร้ายแรง จึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ศาลทั้งสามศาลมีคำพิพากษาไปในทางยกฟ้องไม่ให้หย่า 5. คดีนี้ให้หลักคิดทางกฎหมายใดแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและคู่สมรสที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุฟ้องหย่า คำตอบ: คดีนี้ให้ข้อคิดสำคัญว่า ไม่ใช่ทุกพฤติการณ์ที่คู่สมรสแสดงออกด้วยความเสียใจหรือหึงหวงจะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้โดยอัตโนมัติ การอ้างเหตุว่าคู่สมรสทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงต้องพิสูจน์ได้ว่ามีความรุนแรงและเจตนาประทุษร้ายอย่างแท้จริง ศาลจะพิจารณาบริบททั้งหมดของความสัมพันธ์ รวมถึงพฤติการณ์ฝ่ายที่อ้างสิทธิเช่นกัน หากความบาดหมางเกิดจากการกระทำของทั้งสองฝ่ายหรือจากความผิดของฝ่ายผู้ฟ้องเอง การกระทำตอบโต้ของอีกฝ่ายซึ่งเป็นเพียงผลจากความเสียใจตามธรรมชาติของชีวิตคู่ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ |




