
| ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรสที่คู่สมรสไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วนในทะเบียนสมรส การรับบุตรบุญธรรมโดยมีเพียงบิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม และผลของการรับบุตรบุญธรรมต่อฐานะ “ผู้สืบสันดาน” และ “ทายาทโดยธรรม” ในคดีมรดก ข้อพิพาทเริ่มจากพี่ชายของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม โดยอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะและการรับบุตรบุญธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากศาลรับฟังตามนี้ โจทก์จะเลื่อนฐานะกลับมาเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส การรับบุตรบุญธรรม และลำดับทายาทโดยธรรมอย่างเคร่งครัด จนนำไปสู่ข้อยุติว่าโจทก์ไม่มีสถานะเป็นทายาทและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกดังกล่าว ข้อเท็จจริงโดยสรุป 1. โจทก์เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาของผู้ตาย (นางสำอาง) ส่วนจำเลยที่ 1 เคยอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับนางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 2. ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางมยุรีจดทะเบียนหย่ากัน โดยในบันทึกหลังทะเบียนหย่าระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สอง คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนางมยุรีเลี้ยงบุตรคนเล็ก 3. ภายหลังการหย่า จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย และได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ในช่องลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนสมรสด้านหน้า ปรากฏเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสในวันเดียวกัน โดยบันทึกถ้อยคำว่าทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายสมัครใจจดทะเบียนสมรส และทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน 4. ต่อมา ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะบิดาเป็นผู้ให้ความยินยอมและลงลายมือชื่อเพียงฝ่ายเดียว นายทะเบียน (จำเลยที่ 4) รับจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว 5. นางมยุรี มารดาโดยกำเนิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม แต่ตลอดเวลากว่า 29 ปีนับแต่การรับบุตรบุญธรรม นางมยุรีมิได้คัดค้าน กลับมีหนังสือยืนยันว่าได้รับทราบและให้ความยินยอมตั้งแต่ต้น รวมทั้งเคยยื่นคำร้องขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย 6. ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะพี่ชายร่วมบิดามารดาจึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนทะเบียนทั้งสองส่วน โดยมีผลต่อสิทธิในมรดกของผู้ตาย 7. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ขณะที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 (นายทะเบียน) ยืนยันว่าการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรมกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้องเช่นกัน ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ 1. การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อหน้าทะเบียนสมรสมีลายมือชื่อเพียงฝ่ายชาย 2. การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมารดาโดยกำเนิดมิได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม 3. เมื่อการสมรสและการรับบุตรบุญธรรมมีผลสมบูรณ์หรือไม่ จะมีผลอย่างไรต่อฐานะทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และสถานะของโจทก์ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดา รวมถึงอำนาจฟ้องคดีมรดก 4. เมื่อโจทก์ไม่มีหรือมีอำนาจฟ้อง ศาลจำต้องวินิจฉัยในประเด็นอายุความฟ้องคดีมรดกหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในแต่ละประเด็น 1 ความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรส 1. โจทก์อ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะเพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในช่องทะเบียนสมรสด้านหน้า ลายมือชื่อที่ปรากฏในบันทึกด้านหลังมิใช่ทะเบียนสมรส จึงไม่อาจถือว่ามีการให้ความยินยอมตามกฎหมาย 2. ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า แม้ด้านหน้าทะเบียนสมรสจะมีลายมือชื่อผู้ร้องขอเพียงจำเลยที่ 1 แต่ในบันทึกด้านหลังซึ่งจัดทำในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และผู้ตายว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจและเต็มใจจดทะเบียนสมรส และทั้งคู่ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในบันทึกดังกล่าว 3. การที่บันทึกด้านหลังทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับการจดทะเบียนสมรส จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจดทะเบียนสมรส นายทะเบียนได้รับถ้อยคำและความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายแล้ว 4. ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ความบกพร่องเพียงแค่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อหน้าทะเบียนสมรส มิใช่เหตุให้การสมรสเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 2 ความชอบด้วยกฎหมายของการรับบุตรบุญธรรม 1. โจทก์ฎีกาว่า ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม มารดาโดยกำเนิด (นางมยุรี) ไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอม ดังนั้นมีเพียงบิดา (จำเลยที่ 1) จึงไม่มีอำนาจให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว 2. ศาลฎีกาอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1583 (เดิม) ที่กำหนดเพียงว่า หากผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดา และมาตรา 1585 (เดิม) ที่วางหลักว่าการรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์เมื่อมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยเมื่ออ่านประกอบพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว มาตรา 22 พบว่าไม่มีกำหนดว่าความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือมีลายมือชื่อของบิดามารดา 3. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางมยุรี มีบันทึกว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 และต่อมาผู้ตายได้จดทะเบียนรับบุคคลทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะบิดาและผู้เลี้ยงดูตามบันทึกหลังทะเบียนหย่า 4. แม้ข้อความในบันทึกหย่าจะไม่ชัดเจนถึงขั้นมอบอำนาจปกครองให้จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในทางนิติกรรม แต่เมื่อพฤติการณ์ต่อมาปรากฏว่า นางมยุรีนิ่งดูดายเป็นเวลากว่า 29 ปี ไม่เคยโต้แย้งการรับบุตรบุญธรรม กลับทำหนังสือยืนยันว่าทราบและให้ความยินยอมตั้งแต่ต้น และยังร้องขอเข้าสอดมาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย 5. ศาลฎีกาจึงถือว่านางมยุรีได้ให้ความยินยอมต่อการรับบุตรบุญธรรมแล้วทั้งโดยพฤติการณ์และโดยคำยืนยันภายหลัง การรับบุตรบุญธรรมจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนรับจดทะเบียนได้โดยไม่ขัดต่อ มาตรา 1583, 1585 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว 3 ฐานะทายาทโดยธรรมและอำนาจฟ้องของโจทก์ 1. เมื่อการรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีฐานะ “เช่นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของผู้ตาย ตามมาตรา 1856 (เดิม) หรือมาตรา 1598/28 (ใหม่) 2. โดยผลของมาตรา 1627 และมาตรา 1629 บุตรหรือผู้สืบสันดานของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ขณะที่พี่น้องร่วมบิดามารดาเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 3. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักว่า ถ้ามีทายาทโดยธรรมลำดับต้นอยู่ ทายาทในลำดับรองลงไปจะไม่มีสิทธิรับมรดก 4. ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ของผู้ตาย โจทก์ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาจึงไม่มีสิทธิรับมรดก และไม่มีสถานะเป็น “ทายาทโดยธรรม” หรือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในมรดกของผู้ตาย 5. เมื่อโจทก์ไม่เป็นทายาทและไม่มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นที่โจทก์ยกเรื่องอายุความฟ้องคดีมรดกจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้สิทธิของโจทก์เปลี่ยนแปลง วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญ 1. หลักเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส 1 กฎหมายมุ่งให้การจดทะเบียนสมรสเป็นกระบวนการแสดงเจตนาของคู่สมรสต่อหน้านายทะเบียน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน 2 เมื่อบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสจัดทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน และมีถ้อยคำพร้อมลายมือชื่อของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ศาลถือว่าบทบาทของนายทะเบียนและเอกสารดังกล่าวรวมกันเป็น “กระบวนการจดทะเบียนสมรส” ที่ครบถ้วนแล้ว ความบกพร่องทางรูปแบบในช่องหนึ่งช่องใดไม่ใช่เหตุให้สมรสเป็นโมฆะ เว้นแต่จะขาดองค์ประกอบสำคัญเรื่องความยินยอมโดยแท้จริง 2. หลักเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม 1 มาตรา 1583 (เดิม) เน้นสาระสำคัญที่ “ความยินยอมของบิดามารดา” ไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าต้องมีลายมือชื่อหรือเอกสารเฉพาะ หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงการรู้เห็นและยินยอมก็เพียงพอ 2 การนิ่งดูดายเป็นเวลานาน ประกอบกับการมีหนังสือยืนยันและการร้องสอดยืนยันความชอบด้วยกฎหมายภายหลัง ทำให้ศาลถือเป็นการให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งและโดยพฤติการณ์ 3 นายทะเบียนมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะว่ามีการปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายครบถ้วน หากจากข้อมูลและพฤติการณ์พออนุมานได้ว่ามีความยินยอมจากบิดามารดา ก็ย่อมรับจดทะเบียนได้โดยชอบ 3. หลักเรื่องฐานะทายาทและอำนาจฟ้อง 1 เมื่อบุตรบุญธรรมได้รับฐานะเสมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็น “ผู้สืบสันดาน” และเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 2 ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา จะไม่มีสิทธิรับมรดกเมื่อยังมีทายาทลำดับแรกอยู่ และเมื่อไม่มีสิทธิในเนื้อหาสาระของมรดก ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกนั้น 3 การวินิจฉัยประเด็น “อำนาจฟ้อง” มีลักษณะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นอื่น เช่น อายุความ หรือเนื้อหาสิทธิในมรดก ศาลไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อ เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1. บทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม มุ่งคุ้มครอง “ความมั่นคงแห่งสถานภาพครอบครัว” มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเอกสารอย่างเคร่งครัดเกินสมควร 2. กฎหมายเกี่ยวกับบุตรบุญธรรมมีเจตนารมณ์ให้เด็กที่ได้รับการรับเป็นบุตรมีความมั่นคงในสถานภาพทางกฎหมายเทียบเท่าบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิมรดกอย่างเต็มที่ 3. กฎหมายมรดกในส่วนของลำดับทายาทโดยธรรม (มาตรา 1627, 1629, 1630) มุ่งจัดลำดับความใกล้ชิดเชิงสายเลือดและฐานะครอบครัวให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทจากทายาทลำดับรองที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้สืบสันดานโดยตรง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. โดยแนวทางทั่วไป ศาลฎีกามักยืนยันหลักว่า เมื่อมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมโดยชอบแล้ว บุตรบุญธรรมย่อมได้ฐานะและสิทธิเทียบเท่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในด้านอำนาจปกครอง การใช้นามสกุล และสิทธิในมรดก 2. ในประเด็นการให้ความยินยอม ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในระยะยาว เช่น การเลี้ยงดู การยอมรับ การนิ่งดูดาย และการยืนยันภายหลัง มากกว่าการยึดติดว่ามีการลงลายมือชื่อในเอกสารหรือไม่ 3. ในด้านอำนาจฟ้อง ศาลมักยึดหลักเคร่งครัดว่า ผู้ที่ไม่มีสถานะเป็นทายาทโดยธรรม หรือไม่มีส่วนได้เสียในมรดก ไม่อาจฟ้องคดีมรดกได้ แม้จะเป็นญาติสายตรงอย่างพี่น้องร่วมบิดามารดาก็ตาม หากยังมีผู้สืบสันดานชั้นบุตรอยู่ ข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ 1. ก่อนยื่นฟ้องคดีมรดก ทนายความต้องตรวจสอบลำดับทายาทโดยธรรมและตรวจสอบว่ามีบุตรบุญธรรมหรือไม่ เพราะอาจส่งผลโดยตรงต่ออำนาจฟ้องของลูกความ 2. ในกรณีที่มีการรับบุตรบุญธรรมมานาน หากมารดาหรือบิดาโดยกำเนิดไม่เคยคัดค้านและเคยยืนยันการยินยอมภายหลัง การโต้แย้งกลับว่า “ไม่เคยยินยอม” มักยากที่จะรับฟังในชั้นศาล 3. นายทะเบียนควรบันทึกถ้อยคำและพฤติการณ์สำคัญอย่างละเอียด ทั้งในส่วนทะเบียนหลักและบันทึกท้ายทะเบียน เพื่อให้ใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันความชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง 4. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีผลสมบูรณ์ แม้ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อหน้าทะเบียนสมรส เพราะมีบันทึกด้านหลังที่ทั้งสองฝ่ายให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อยืนยัน อีกทั้งการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีความยินยอมจากบิดาและมารดาโดยพฤติการณ์แล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยกอุทธรณ์และพิพากษายืน เมื่อฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ขณะที่โจทก์เป็นทายาทลำดับที่ 3 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืนยกฟ้องเช่นเดียวกับศาลล่างทั้งสองศาล สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การพิจารณาความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม ต้องพิจารณากระบวนการและพฤติการณ์โดยรวมว่ามีการแสดงความยินยอมโดยแท้จริงต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน แม้จะมีข้อบกพร่องในรูปแบบเอกสารบางส่วน ก็หาใช่เป็นเหตุให้การกระทำนั้นเป็นโมฆะในทุกกรณีไม่ 2. ความยินยอมของบิดามารดาในการรับบุตรบุญธรรมอาจพิสูจน์ได้ทั้งจากคำยืนยันโดยชัดแจ้งและจากพฤติการณ์นิ่งดูดายเป็นระยะเวลายาวนานร่วมกับการเลี้ยงดู อุปการะ และการยอมรับสถานะของบุตรบุญธรรม ซึ่งศาลอาจนับรวมเป็นการยินยอมโดยปริยายได้ 3. เมื่อการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรมย่อมได้ฐานะเป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่งผลให้ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา ไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกได้ 4. การตรวจสอบ “อำนาจฟ้อง” เป็นประเด็นสำคัญลำดับแรกในคดีมรดกและคดีครอบครัว ทนายความและคู่ความต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น เช่น อายุความ หรือเนื้อหาสิทธิในทรัพย์มรดก 5. คำพิพากษานี้ตอกย้ำเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวและมรดกที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และสถานภาพของบุตรบุญธรรมให้มั่นคงเทียบเท่าบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งจำกัดการฟ้องคดีโดยผู้ไม่มีส่วนได้เสีย เพื่อป้องกันข้อพิพาทซ้ำซ้อนในทางมรดก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่คู่สมรสไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วนในทะเบียนสมรส จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะเสมอไปหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป หากกระบวนการจดทะเบียนสมรสมีการให้ถ้อยคำและแสดงความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน เช่น มีบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสที่ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อและแสดงเจตนาอย่างชัดเจน ศาลอาจวินิจฉัยว่าการสมรสนั้นมีผลสมบูรณ์ แม้ด้านหน้าทะเบียนสมรสจะมีเพียงลายมือชื่อฝ่ายหนึ่งก็ตาม 2. คำถาม เมื่อบุตรบุญธรรมได้รับการจดทะเบียนโดยชอบแล้ว ทายาทลำดับอื่น เช่น พี่น้องของผู้ตาย ยังมีสิทธิฟ้องคดีมรดกหรือไม่ คำตอบ เมื่อการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรมมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และ 1629 ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 3 จะไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกของผู้ตายได้ เว้นแต่ไม่มีทายาทลำดับต้นเหลืออยู่แล้วเท่านั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3739/2548 แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสจะปรากฏลายมือชื่อฝ่ายชายคือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวได้ทำในวันและเวลาต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงทำให้การจดทะเบียนสมรสไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร ในการรับบุตรบุญธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1583 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า ถ้าผู้ที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 22 แล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่าคำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กับ ม. ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วน ม. รับเลี้ยงบุตรคนเล็ก และต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งจำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว โดยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่ามิอาจถือได้ว่า ม. ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ปรากฏว่านับแต่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 29 ปี ม. ก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรม และยังทำหนังสือยืนยันว่าทราบเรื่องและให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และเหตุที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 ม. ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียวด้วยและไม่ขอคัดค้าน รวมทั้งยังขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า ม. ได้ให้ความยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ และการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายเป็นโมฆะ พร้อมให้จำเลยที่ 5 เพิกถอนการจดทะเบียนสมรส และให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยืนยันว่าการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรมกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสกับนางมยุรี มีบุตร 3 คนรวมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาหย่ากัน โดยบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สอง ต่อมาในปี 2509 จำเลยที่ 1 อยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้ในช่องลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนด้านหน้าจะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 แต่ในบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำว่าทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายสมัครใจจดทะเบียนสมรสและทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ในวันเดียวกัน ถือได้ว่าคู่สมรสทั้งสองได้ให้ถ้อยคำและยินยอมต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ลงชื่อด้านหน้าไม่ถึงกับทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ฎีกาเรื่องสมรสฟังไม่ขึ้น ประเด็นสุดท้ายคือความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ฎีกาว่าขณะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม มารดาโดยกำเนิดคือนางมยุรีไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอม บันทึกท้ายทะเบียนหย่าเป็นเพียงการตกลงเรื่องเลี้ยงดูบุตร ไม่ใช่การมอบอำนาจปกครอง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกาอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1583 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 1585 (เดิม) พร้อม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 22 ซึ่งกำหนดเพียงว่าต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา แต่ไม่บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีลายมือชื่อ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับนางมยุรีหย่าเมื่อ 4 กรกฎาคม 2509 โดยบันทึกให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีบันทึกหลังทะเบียนรับบุตรบุญธรรมว่าเด็กทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม และตามบันทึกหลังทะเบียนหย่าได้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในความปกครองและอุปการะของจำเลยที่ 1 นายทะเบียนจึงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมได้ แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่าจะไม่ระบุชัดว่านางมยุรียินยอมให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป 29 ปี นางมยุรีไม่เคยคัดค้าน กลับทำหนังสือยืนยันว่าทราบและยินยอมมาตั้งแต่ต้น เหตุที่ไม่ลงชื่อเพราะได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูและอำนาจปกครองของจำเลยที่ 1 อีกทั้งยังยื่นคำร้องขอร้องสอดเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบแล้ว ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงชัดว่านางมยุรีให้ความยินยอม การรับบุตรบุญธรรมจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีฐานะเสมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1856 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) เป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 โจทก์เป็นทายาทลำดับที่ 3 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ไม่มีสถานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นอายุความจึงไม่ต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง พิพากษายืนยกฟ้องโจทก์ มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว กำหนดให้ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นผู้ร้องขอต่อนายทะเบียน เมื่อต่างฝ่ายให้ถ้อยคำว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. แล้ว นายทะเบียนจึงรับจดทะเบียน หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือให้ถ้อยคำไม่จริงต้องไม่รับจดทะเบียน และหากนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
|



.jpg)

