ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสที่ลงลายมือชื่อไม่ครบ,ผลของบันทึกหลังทะเบียนสมรสต่อความสมบูรณ์แห่งการสมรส,การรับบุตรบุญธรรมเมื่อต้องอาศัยความยินยอมของบิดามารดา,การให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมโดยพฤติการณ์และการนิ่งดูดาย,สถานะของบุตรบุญธรรมในฐานะผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรม,ข้อพิพาทเรื่องสิทธิรับมรดกระหว่างบุตรบุญธรรมกับพี่น้องร่วมบิดามารดา,การวินิจฉัยอำนาจฟ้องของทายาทในคดีมรดก,การตีความบทบัญญัติมาตรา 1583 และ 1585

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรสที่คู่สมรสไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วนในทะเบียนสมรส การรับบุตรบุญธรรมโดยมีเพียงบิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม และผลของการรับบุตรบุญธรรมต่อฐานะ “ผู้สืบสันดาน” และ “ทายาทโดยธรรม” ในคดีมรดก ข้อพิพาทเริ่มจากพี่ชายของผู้ตายฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม โดยอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะและการรับบุตรบุญธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากศาลรับฟังตามนี้ โจทก์จะเลื่อนฐานะกลับมาเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส การรับบุตรบุญธรรม และลำดับทายาทโดยธรรมอย่างเคร่งครัด จนนำไปสู่ข้อยุติว่าโจทก์ไม่มีสถานะเป็นทายาทและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกดังกล่าว

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

1. โจทก์เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาของผู้ตาย (นางสำอาง) ส่วนจำเลยที่ 1 เคยอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับนางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3

2. ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางมยุรีจดทะเบียนหย่ากัน โดยในบันทึกหลังทะเบียนหย่าระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สอง คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนางมยุรีเลี้ยงบุตรคนเล็ก

3. ภายหลังการหย่า จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย และได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ในช่องลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนสมรสด้านหน้า ปรากฏเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เท่านั้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสในวันเดียวกัน โดยบันทึกถ้อยคำว่าทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายสมัครใจจดทะเบียนสมรส และทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

4. ต่อมา ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะบิดาเป็นผู้ให้ความยินยอมและลงลายมือชื่อเพียงฝ่ายเดียว นายทะเบียน (จำเลยที่ 4) รับจดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว

5. นางมยุรี มารดาโดยกำเนิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม แต่ตลอดเวลากว่า 29 ปีนับแต่การรับบุตรบุญธรรม นางมยุรีมิได้คัดค้าน กลับมีหนังสือยืนยันว่าได้รับทราบและให้ความยินยอมตั้งแต่ต้น รวมทั้งเคยยื่นคำร้องขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย

6. ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะพี่ชายร่วมบิดามารดาจึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนทะเบียนทั้งสองส่วน โดยมีผลต่อสิทธิในมรดกของผู้ตาย

7. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ขณะที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 (นายทะเบียน) ยืนยันว่าการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรมกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ขอให้ยกฟ้องเช่นกัน

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ

1. การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อหน้าทะเบียนสมรสมีลายมือชื่อเพียงฝ่ายชาย

2. การจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมารดาโดยกำเนิดมิได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอม

3. เมื่อการสมรสและการรับบุตรบุญธรรมมีผลสมบูรณ์หรือไม่ จะมีผลอย่างไรต่อฐานะทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และสถานะของโจทก์ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดา รวมถึงอำนาจฟ้องคดีมรดก

4. เมื่อโจทก์ไม่มีหรือมีอำนาจฟ้อง ศาลจำต้องวินิจฉัยในประเด็นอายุความฟ้องคดีมรดกหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในแต่ละประเด็น

1 ความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรส

1. โจทก์อ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะเพราะผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อในช่องทะเบียนสมรสด้านหน้า ลายมือชื่อที่ปรากฏในบันทึกด้านหลังมิใช่ทะเบียนสมรส จึงไม่อาจถือว่ามีการให้ความยินยอมตามกฎหมาย

2. ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า แม้ด้านหน้าทะเบียนสมรสจะมีลายมือชื่อผู้ร้องขอเพียงจำเลยที่ 1 แต่ในบันทึกด้านหลังซึ่งจัดทำในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และผู้ตายว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจและเต็มใจจดทะเบียนสมรส และทั้งคู่ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในบันทึกดังกล่าว

3. การที่บันทึกด้านหลังทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับการจดทะเบียนสมรส จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจดทะเบียนสมรส นายทะเบียนได้รับถ้อยคำและความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายแล้ว

4. ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ความบกพร่องเพียงแค่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อหน้าทะเบียนสมรส มิใช่เหตุให้การสมรสเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

2 ความชอบด้วยกฎหมายของการรับบุตรบุญธรรม

1. โจทก์ฎีกาว่า ขณะผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม มารดาโดยกำเนิด (นางมยุรี) ไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอม ดังนั้นมีเพียงบิดา (จำเลยที่ 1) จึงไม่มีอำนาจให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว

2. ศาลฎีกาอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1583 (เดิม) ที่กำหนดเพียงว่า หากผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดา และมาตรา 1585 (เดิม) ที่วางหลักว่าการรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์เมื่อมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยเมื่ออ่านประกอบพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว มาตรา 22 พบว่าไม่มีกำหนดว่าความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือมีลายมือชื่อของบิดามารดา

3. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางมยุรี มีบันทึกว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 และต่อมาผู้ตายได้จดทะเบียนรับบุคคลทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรม โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะบิดาและผู้เลี้ยงดูตามบันทึกหลังทะเบียนหย่า

4. แม้ข้อความในบันทึกหย่าจะไม่ชัดเจนถึงขั้นมอบอำนาจปกครองให้จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในทางนิติกรรม แต่เมื่อพฤติการณ์ต่อมาปรากฏว่า นางมยุรีนิ่งดูดายเป็นเวลากว่า 29 ปี ไม่เคยโต้แย้งการรับบุตรบุญธรรม กลับทำหนังสือยืนยันว่าทราบและให้ความยินยอมตั้งแต่ต้น และยังร้องขอเข้าสอดมาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย

5. ศาลฎีกาจึงถือว่านางมยุรีได้ให้ความยินยอมต่อการรับบุตรบุญธรรมแล้วทั้งโดยพฤติการณ์และโดยคำยืนยันภายหลัง การรับบุตรบุญธรรมจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนรับจดทะเบียนได้โดยไม่ขัดต่อ มาตรา 1583, 1585 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว

3 ฐานะทายาทโดยธรรมและอำนาจฟ้องของโจทก์

1. เมื่อการรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีฐานะ “เช่นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย” ของผู้ตาย ตามมาตรา 1856 (เดิม) หรือมาตรา 1598/28 (ใหม่)

2. โดยผลของมาตรา 1627 และมาตรา 1629 บุตรหรือผู้สืบสันดานของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ขณะที่พี่น้องร่วมบิดามารดาเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3

3. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักว่า ถ้ามีทายาทโดยธรรมลำดับต้นอยู่ ทายาทในลำดับรองลงไปจะไม่มีสิทธิรับมรดก

4. ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ของผู้ตาย โจทก์ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาจึงไม่มีสิทธิรับมรดก และไม่มีสถานะเป็น “ทายาทโดยธรรม” หรือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในมรดกของผู้ตาย

5. เมื่อโจทก์ไม่เป็นทายาทและไม่มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นที่โจทก์ยกเรื่องอายุความฟ้องคดีมรดกจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้สิทธิของโจทก์เปลี่ยนแปลง

วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญ

1. หลักเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส

1 กฎหมายมุ่งให้การจดทะเบียนสมรสเป็นกระบวนการแสดงเจตนาของคู่สมรสต่อหน้านายทะเบียน โดยให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน

2 เมื่อบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสจัดทำต่อเนื่องในวันเดียวกัน และมีถ้อยคำพร้อมลายมือชื่อของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ศาลถือว่าบทบาทของนายทะเบียนและเอกสารดังกล่าวรวมกันเป็น “กระบวนการจดทะเบียนสมรส” ที่ครบถ้วนแล้ว ความบกพร่องทางรูปแบบในช่องหนึ่งช่องใดไม่ใช่เหตุให้สมรสเป็นโมฆะ เว้นแต่จะขาดองค์ประกอบสำคัญเรื่องความยินยอมโดยแท้จริง

2. หลักเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม

1 มาตรา 1583 (เดิม) เน้นสาระสำคัญที่ “ความยินยอมของบิดามารดา” ไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าต้องมีลายมือชื่อหรือเอกสารเฉพาะ หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงการรู้เห็นและยินยอมก็เพียงพอ

2 การนิ่งดูดายเป็นเวลานาน ประกอบกับการมีหนังสือยืนยันและการร้องสอดยืนยันความชอบด้วยกฎหมายภายหลัง ทำให้ศาลถือเป็นการให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งและโดยพฤติการณ์

3 นายทะเบียนมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะว่ามีการปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายครบถ้วน หากจากข้อมูลและพฤติการณ์พออนุมานได้ว่ามีความยินยอมจากบิดามารดา ก็ย่อมรับจดทะเบียนได้โดยชอบ

3. หลักเรื่องฐานะทายาทและอำนาจฟ้อง

1 เมื่อบุตรบุญธรรมได้รับฐานะเสมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็น “ผู้สืบสันดาน” และเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1

2 ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา จะไม่มีสิทธิรับมรดกเมื่อยังมีทายาทลำดับแรกอยู่ และเมื่อไม่มีสิทธิในเนื้อหาสาระของมรดก ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกนั้น

3 การวินิจฉัยประเด็น “อำนาจฟ้อง” มีลักษณะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นอื่น เช่น อายุความ หรือเนื้อหาสิทธิในมรดก ศาลไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อ

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1. บทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม มุ่งคุ้มครอง “ความมั่นคงแห่งสถานภาพครอบครัว” มากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางเอกสารอย่างเคร่งครัดเกินสมควร

2. กฎหมายเกี่ยวกับบุตรบุญธรรมมีเจตนารมณ์ให้เด็กที่ได้รับการรับเป็นบุตรมีความมั่นคงในสถานภาพทางกฎหมายเทียบเท่าบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิมรดกอย่างเต็มที่

3. กฎหมายมรดกในส่วนของลำดับทายาทโดยธรรม (มาตรา 1627, 1629, 1630) มุ่งจัดลำดับความใกล้ชิดเชิงสายเลือดและฐานะครอบครัวให้ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทจากทายาทลำดับรองที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้สืบสันดานโดยตรง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

1. โดยแนวทางทั่วไป ศาลฎีกามักยืนยันหลักว่า เมื่อมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมโดยชอบแล้ว บุตรบุญธรรมย่อมได้ฐานะและสิทธิเทียบเท่าบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในด้านอำนาจปกครอง การใช้นามสกุล และสิทธิในมรดก

2. ในประเด็นการให้ความยินยอม ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในระยะยาว เช่น การเลี้ยงดู การยอมรับ การนิ่งดูดาย และการยืนยันภายหลัง มากกว่าการยึดติดว่ามีการลงลายมือชื่อในเอกสารหรือไม่

3. ในด้านอำนาจฟ้อง ศาลมักยึดหลักเคร่งครัดว่า ผู้ที่ไม่มีสถานะเป็นทายาทโดยธรรม หรือไม่มีส่วนได้เสียในมรดก ไม่อาจฟ้องคดีมรดกได้ แม้จะเป็นญาติสายตรงอย่างพี่น้องร่วมบิดามารดาก็ตาม หากยังมีผู้สืบสันดานชั้นบุตรอยู่

ข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ

1. ก่อนยื่นฟ้องคดีมรดก ทนายความต้องตรวจสอบลำดับทายาทโดยธรรมและตรวจสอบว่ามีบุตรบุญธรรมหรือไม่ เพราะอาจส่งผลโดยตรงต่ออำนาจฟ้องของลูกความ

2. ในกรณีที่มีการรับบุตรบุญธรรมมานาน หากมารดาหรือบิดาโดยกำเนิดไม่เคยคัดค้านและเคยยืนยันการยินยอมภายหลัง การโต้แย้งกลับว่า “ไม่เคยยินยอม” มักยากที่จะรับฟังในชั้นศาล

3. นายทะเบียนควรบันทึกถ้อยคำและพฤติการณ์สำคัญอย่างละเอียด ทั้งในส่วนทะเบียนหลักและบันทึกท้ายทะเบียน เพื่อให้ใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันความชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง

4. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีผลสมบูรณ์ แม้ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อหน้าทะเบียนสมรส เพราะมีบันทึกด้านหลังที่ทั้งสองฝ่ายให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อยืนยัน อีกทั้งการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีความยินยอมจากบิดาและมารดาโดยพฤติการณ์แล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยกอุทธรณ์และพิพากษายืน เมื่อฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ขณะที่โจทก์เป็นทายาทลำดับที่ 3 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืนยกฟ้องเช่นเดียวกับศาลล่างทั้งสองศาล

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การพิจารณาความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรม ต้องพิจารณากระบวนการและพฤติการณ์โดยรวมว่ามีการแสดงความยินยอมโดยแท้จริงต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน แม้จะมีข้อบกพร่องในรูปแบบเอกสารบางส่วน ก็หาใช่เป็นเหตุให้การกระทำนั้นเป็นโมฆะในทุกกรณีไม่

2. ความยินยอมของบิดามารดาในการรับบุตรบุญธรรมอาจพิสูจน์ได้ทั้งจากคำยืนยันโดยชัดแจ้งและจากพฤติการณ์นิ่งดูดายเป็นระยะเวลายาวนานร่วมกับการเลี้ยงดู อุปการะ และการยอมรับสถานะของบุตรบุญธรรม ซึ่งศาลอาจนับรวมเป็นการยินยอมโดยปริยายได้

3. เมื่อการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรมย่อมได้ฐานะเป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่งผลให้ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา ไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกได้

4. การตรวจสอบ “อำนาจฟ้อง” เป็นประเด็นสำคัญลำดับแรกในคดีมรดกและคดีครอบครัว ทนายความและคู่ความต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น เช่น อายุความ หรือเนื้อหาสิทธิในทรัพย์มรดก

5. คำพิพากษานี้ตอกย้ำเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวและมรดกที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และสถานภาพของบุตรบุญธรรมให้มั่นคงเทียบเท่าบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งจำกัดการฟ้องคดีโดยผู้ไม่มีส่วนได้เสีย เพื่อป้องกันข้อพิพาทซ้ำซ้อนในทางมรดก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การที่คู่สมรสไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วนในทะเบียนสมรส จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นเสมอไป หากกระบวนการจดทะเบียนสมรสมีการให้ถ้อยคำและแสดงความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน เช่น มีบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสที่ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อและแสดงเจตนาอย่างชัดเจน ศาลอาจวินิจฉัยว่าการสมรสนั้นมีผลสมบูรณ์ แม้ด้านหน้าทะเบียนสมรสจะมีเพียงลายมือชื่อฝ่ายหนึ่งก็ตาม

2. คำถาม

เมื่อบุตรบุญธรรมได้รับการจดทะเบียนโดยชอบแล้ว ทายาทลำดับอื่น เช่น พี่น้องของผู้ตาย ยังมีสิทธิฟ้องคดีมรดกหรือไม่

คำตอบ

เมื่อการรับบุตรบุญธรรมชอบด้วยกฎหมาย บุตรบุญธรรมมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานและทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และ 1629 ทายาทลำดับรอง เช่น พี่น้องร่วมบิดามารดา ซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 3 จะไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีอำนาจฟ้องคดีมรดกของผู้ตายได้ เว้นแต่ไม่มีทายาทลำดับต้นเหลืออยู่แล้วเท่านั้น

          ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3739/2548

แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสจะปรากฏลายมือชื่อฝ่ายชายคือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องขอจดทะเบียนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 และผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวได้ทำในวันและเวลาต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงทำให้การจดทะเบียนสมรสไม่มีผลสมบูรณ์เป็นโมฆะแต่อย่างไร

ในการรับบุตรบุญธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1583 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า ถ้าผู้ที่บุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัวฯ มาตรา 22 แล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่าคำยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ดังนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กับ ม. ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้จำเลยที่ 1 รับเลี้ยงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วน ม. รับเลี้ยงบุตรคนเล็ก และต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งจำเลยที่ 4 ในฐานะนายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้เฉพาะจำเลยที่ 1 บิดาเป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว โดยเห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงหลังทะเบียนหย่ามีผลทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียว แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่ามิอาจถือได้ว่า ม. ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ปรากฏว่านับแต่ผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 29 ปี ม. ก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรม และยังทำหนังสือยืนยันว่าทราบเรื่องและให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และเหตุที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะขณะที่จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 ม. ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียวด้วยและไม่ขอคัดค้าน รวมทั้งยังขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า ม. ได้ให้ความยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเป็นโมฆะ และการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายเป็นโมฆะ พร้อมให้จำเลยที่ 5 เพิกถอนการจดทะเบียนสมรส และให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยืนยันว่าการจดทะเบียนสมรสและการรับบุตรบุญธรรมกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสกับนางมยุรี มีบุตร 3 คนรวมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาหย่ากัน โดยบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูบุตรคนโตและคนที่สอง ต่อมาในปี 2509 จำเลยที่ 1 อยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้ในช่องลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนด้านหน้าจะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 แต่ในบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำว่าทั้งจำเลยที่ 1 และผู้ตายสมัครใจจดทะเบียนสมรสและทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ในวันเดียวกัน ถือได้ว่าคู่สมรสทั้งสองได้ให้ถ้อยคำและยินยอมต่อหน้านายทะเบียนครบถ้วน ความบกพร่องที่ผู้ตายไม่ลงชื่อด้านหน้าไม่ถึงกับทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ฎีกาเรื่องสมรสฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายคือความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ฎีกาว่าขณะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม มารดาโดยกำเนิดคือนางมยุรีไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอม บันทึกท้ายทะเบียนหย่าเป็นเพียงการตกลงเรื่องเลี้ยงดูบุตร ไม่ใช่การมอบอำนาจปกครอง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจให้ความยินยอมแต่เพียงผู้เดียว

ศาลฎีกาอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1583 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 1585 (เดิม) พร้อม พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 22 ซึ่งกำหนดเพียงว่าต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา แต่ไม่บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีลายมือชื่อ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับนางมยุรีหย่าเมื่อ 4 กรกฎาคม 2509 โดยบันทึกให้จำเลยที่ 1 เลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายและผู้ตายจดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรบุญธรรม โดยมีบันทึกหลังทะเบียนรับบุตรบุญธรรมว่าเด็กทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม และตามบันทึกหลังทะเบียนหย่าได้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในความปกครองและอุปการะของจำเลยที่ 1 นายทะเบียนจึงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ความยินยอมได้

แม้ข้อความในบันทึกหลังทะเบียนหย่าจะไม่ระบุชัดว่านางมยุรียินยอมให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป 29 ปี นางมยุรีไม่เคยคัดค้าน กลับทำหนังสือยืนยันว่าทราบและยินยอมมาตั้งแต่ต้น เหตุที่ไม่ลงชื่อเพราะได้ตกลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ในการเลี้ยงดูและอำนาจปกครองของจำเลยที่ 1 อีกทั้งยังยื่นคำร้องขอร้องสอดเป็นจำเลยร่วมโดยยืนยันว่าการรับบุตรบุญธรรมชอบแล้ว ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงชัดว่านางมยุรีให้ความยินยอม การรับบุตรบุญธรรมจึงชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีฐานะเสมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1856 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) เป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627 และเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 โจทก์เป็นทายาทลำดับที่ 3 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ไม่มีสถานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นอายุความจึงไม่ต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง พิพากษายืนยกฟ้องโจทก์

มาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว กำหนดให้ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมเป็นผู้ร้องขอต่อนายทะเบียน เมื่อต่างฝ่ายให้ถ้อยคำว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. แล้ว นายทะเบียนจึงรับจดทะเบียน หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือให้ถ้อยคำไม่จริงต้องไม่รับจดทะเบียน และหากนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ท นาย อาสา ฟรี




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย