
| สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เมื่ออีกฝ่ายต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่ตนมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจ และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีมิได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่าจำเลยต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปีหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “ช่วงเวลาแห่งการใช้สิทธิ” และ “สภาพความเดือดร้อนเกินควร” ว่ายังคงมีอยู่หรือได้ยุติลงแล้ว ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า เหตุหย่าตามมาตราดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหตุเฉพาะที่สัมพันธ์กับสภาพความเสียหายหรือความเดือดร้อนในระหว่างที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก หากจำเลยพ้นโทษแล้ว และเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผลไปด้วย คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางปฏิบัติว่าการใช้สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุจำคุกเกินหนึ่งปี มิใช่สิทธิที่ดำรงอยู่โดยไม่จำกัดเวลา หากแต่ต้องใช้ภายในช่วงที่ความเสียหายหรือเดือดร้อนยังคงดำรงอยู่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยละเอียด โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2539 ต่อมาในปี 2544 จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาถึงที่สุดในปี 2545 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ โดยโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยรับโทษจำคุกและพ้นโทษเมื่อกลางปี 2547 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาหย่าขาดจากจำเลย โดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) ในระหว่างพิจารณา คู่ความสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงพิพาทเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เมื่อได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนจำเลยพ้นโทษมาแล้วกว่า 5 ปี ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม และพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าควรมีการสืบพยานก่อน จึงยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จำเลยฎีกา ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญมีเพียงประเด็นเดียว คือ โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เมื่อจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว และระยะเวลาล่วงเลยไปจนความเสียหายหรือเดือดร้อนจากการจำคุกยุติลงแล้ว คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 เงื่อนไขข้อแรก ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อปี 2545 และรับโทษจำคุกเกินหนึ่งปีครบถ้วน เงื่อนไขข้อนี้ครบถ้วน 2 เงื่อนไขข้อสอง โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจ ข้อเท็จจริงคู่ความรับกันแล้วว่าโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เงื่อนไขข้อนี้ครบถ้วน 3 เงื่อนไขข้อสาม การเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร นี่คือหัวใจแห่งคดี ศาลฎีกาตีความว่า บทบัญญัติมาตรา 1516 (4/1) มิได้บัญญัติให้สิทธิฟ้องหย่าเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและดำรงอยู่ตลอดไป หากแต่เชื่อมโยงกับ “สภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร” อันเกิดจากการที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก เมื่อจำเลยพ้นโทษตั้งแต่กลางปี 2547 และโจทก์ฟ้องเมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นเวลาห่างออกไปถึง 5 ปี สภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนที่เกิดจากการจำคุกย่อมยุติลงแล้ว ดังนั้น แม้เงื่อนไขเรื่องจำคุกเกินหนึ่งปีจะครบถ้วน แต่เงื่อนไขเรื่องความเดือดร้อนเกินควรไม่ดำรงอยู่ในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า 4 ประเด็นกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงพอแล้ว ไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ไม่ควรสั่งให้สืบพยานใหม่ จึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก ลักษณะของมาตรา 1516 (4/1) บทบัญญัตินี้เป็นเหตุหย่าที่มีองค์ประกอบพิเศษ 3 ส่วน ได้แก่ 1. คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2. ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี 3. ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรจากการเป็นสามีภริยาต่อไป องค์ประกอบทั้งสามต้องครบถ้วน “ในขณะใช้สิทธิฟ้อง” เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 1516 (4/1) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มิให้ต้องรับภาระทางสังคม เศรษฐกิจ หรือชื่อเสียงจากการที่คู่สมรสถูกจำคุกเป็นเวลานาน แต่กฎหมายมิได้ประสงค์ให้ใช้เป็นเครื่องมือเลิกร้างย้อนหลังหลังจากสภาพความเสียหายหมดไปแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุหย่านี้มีลักษณะเป็น “เหตุเฉพาะสภาพการณ์” มิใช่เหตุถาวร หลักการใช้สิทธิทางคดี แม้มาตรา 1516 (4/1) มิได้กำหนดอายุความโดยตรง แต่สิทธิฟ้องต้องสัมพันธ์กับสภาพความเดือดร้อน หากปล่อยเวลาเนิ่นนานจนพ้นสภาพนั้นไป ย่อมขาดองค์ประกอบของเหตุหย่า ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า สิทธิฟ้องเกิดขึ้นเมื่อคู่สมรสถูกจำคุกเกินหนึ่งปี และควรใช้สิทธินั้นในช่วงเวลาที่ผลกระทบยังดำรงอยู่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยสอดคล้องกับหลักทั่วไปในคดีครอบครัวที่ว่า เหตุหย่าหลายประเภทต้องพิจารณาจากสภาพความสัมพันธ์ในขณะฟ้อง เช่น เหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือเหตุทอดทิ้ง หากเหตุแห่งการกระทำได้ยุติลงและคู่สมรสดำรงชีวิตร่วมกันต่อเนื่องโดยไม่เดือดร้อน สิทธิฟ้องอาจสิ้นไป คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักว่า “เหตุหย่าต้องมีสภาพดำรงอยู่ในขณะฟ้อง” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม แม้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินหนึ่งปี แต่เมื่อพ้นโทษแล้วและเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่งดสืบพยาน เห็นว่าควรดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานให้ครบถ้วนก่อน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม และเห็นว่าเหตุเดือดร้อนเกินควรได้ยุติลงแล้วเมื่อจำเลยพ้นโทษมาแล้วถึง 5 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายครอบครัวอย่างยิ่ง เพราะเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับ “ขอบเขตของการใช้สิทธิฟ้องหย่า” ตามมาตรา 1516 (4/1) โดยศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) มิใช่เหตุหย่าถาวร หากแต่เป็นเหตุที่ต้องสัมพันธ์กับสภาพความเสียหายหรือความเดือดร้อนในขณะใช้สิทธิ ประการที่สอง องค์ประกอบเรื่อง “ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร” เป็นองค์ประกอบเชิงสภาพการณ์ มิใช่องค์ประกอบทางรูปแบบ หากสภาพดังกล่าวสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องย่อมสิ้นไปด้วย แม้มิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยตรง ประการที่สาม การตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุหย่า ต้องตีความโดยเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ มิอาจขยายความเพื่อให้สิทธิดำรงอยู่โดยไม่จำกัดเวลา เพราะกฎหมายครอบครัวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการเลิกสมรสกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการว่า การใช้สิทธิในคดีครอบครัวต้องกระทำโดยสุจริต ทันต่อสภาพการณ์ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มิใช่อาศัยเหตุในอดีตที่พ้นสภาพผลกระทบไปแล้วมาเป็นฐานในการฟ้องหย่า ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) ว่าสิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสกรณีอีกฝ่ายต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินหนึ่งปีนั้น จะต้องใช้สิทธิในช่วงเวลาที่ความเสียหายหรือความเดือดร้อนเกินควรยังคงดำรงอยู่หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เงื่อนไขเรื่องการต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปีจะครบถ้วน แต่หากจำเลยพ้นโทษแล้วและเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผลไปด้วย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มาตรา 1516 (4/1) ป.พ.พ. เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุหย่ากรณีคู่สมรสต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี โดยอีกฝ่ายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือรู้เห็นเป็นใจ และการเป็นสามีภริยาต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ศาลฎีกาตีความว่าองค์ประกอบเรื่อง “ความเดือดร้อนเกินควร” ต้องยังคงมีอยู่ในขณะฟ้อง มิใช่เป็นสิทธิถาวรไม่จำกัดเวลา 2. ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในขณะฟ้อง เป็นองค์ประกอบสำคัญเชิงสภาพการณ์ของเหตุหย่า หากจำเลยพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลานานและความเดือดร้อนจากการจำคุกได้ยุติลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุนี้ย่อมสิ้นไป แม้จะเคยมีเงื่อนไขการจำคุกเกินหนึ่งปีครบถ้วนในอดีตก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. หากคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตลอดไปหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ต้องพิจารณาว่าในขณะใช้สิทธิยังมีสภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรอยู่หรือไม่ หากคู่สมรสพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลานานและสภาพความเดือดร้อนจากการจำคุกสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผล แม้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยตรงก็ตาม 2. ความเดือดร้อนเกินควรหมายถึงอะไร คำตอบ หมายถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก เช่น ภาระทางเศรษฐกิจ ความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือภาระในการดำรงชีวิตร่วมกันในช่วงที่อีกฝ่ายถูกจำคุก หากสภาพดังกล่าวยุติลงแล้ว องค์ประกอบเหตุหย่าย่อมไม่ครบถ้วน 3. หากพ้นโทษแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังแตกร้าว สามารถใช้เหตุจำคุกเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ต้องแยกพิจารณา หากความแตกร้าวมิได้เกิดจากผลของการจำคุกโดยตรง หรือเป็นสภาพการณ์ใหม่ อาจต้องอาศัยเหตุหย่าอื่นตามมาตรา 1516 วรรคอื่น ไม่อาจใช้เหตุ (4/1) หากสภาพความเดือดร้อนจากการจำคุกได้สิ้นสุดลงแล้ว 4. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง คำตอบ ต้องพิสูจน์ 3 ประเด็น คือ 1) มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2) ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี 3) ผู้ฟ้องมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือรู้เห็นเป็นใจ และ 4) การเป็นสามีภริยาต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในขณะฟ้อง หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมฟ้องหย่าไม่ได้ 5. หากอีกฝ่ายหนึ่งยอมให้อภัยหลังพ้นโทษ จะมีผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ การให้อภัยหรือดำรงชีวิตร่วมกันต่อเนื่องโดยไม่แสดงความเดือดร้อน ย่อมสะท้อนว่าสภาพเหตุหย่าได้ยุติลงแล้ว ซึ่งอาจทำให้ศาลวินิจฉัยว่าองค์ประกอบเรื่องความเดือดร้อนเกินควรไม่ดำรงอยู่ จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าว 6. ศาลจำเป็นต้องสืบพยานทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น หากข้อเท็จจริงเป็นที่รับกันหรือปรากฏชัดเพียงพอแก่การวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมาย ศาลสามารถวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยานเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและประหยัดกระบวนพิจารณา 7. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) แตกต่างจากเหตุหย่าอื่นอย่างไร คำตอบ เป็นเหตุหย่าที่อาศัยคำพิพากษาทางอาญาเป็นฐาน และต้องมีเงื่อนไขจำคุกเกินหนึ่งปี แตกต่างจากเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือทอดทิ้ง ซึ่งเน้นพฤติกรรมโดยตรงของคู่สมรส อีกทั้งยังมีองค์ประกอบเรื่องความเดือดร้อนเกินควรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องกระทำภายในช่วงเวลาที่เหตุแห่งความเสียหายยังดำรงอยู่ มิฉะนั้นสิทธิจะสิ้นผลโดยสภาพ เป็นการจำกัดการใช้สิทธิเกินควร และรักษาดุลยภาพของกฎหมายครอบครัวให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11702/2555 เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1) ที่ว่า “สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรในระหว่างระยะเวลาที่จำเลยต้องโทษจำคุกและได้ถูกจำคุกเกิน 1 ปี หากจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรเพราะเหตุจำเลยต้องถูกจำคุกอีกต่อไป เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้นความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) และโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว คู่ความสละประเด็นอื่น คงพิพาทเพียงว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกพิพากษาจำคุกในปี 2545 และพ้นโทษกลางปี 2547 ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว จึงงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรให้สืบพยานใหม่ จึงยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยต้องโทษจำคุกเกิน 1 ปี และโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อปี 2552 หลังจำเลยพ้นโทษแล้วถึง 5 ปี ทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนยุติลงแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) พิพากษากลับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยต่างสละประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การอื่น คงติดใจพิพาทกันประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนก่อหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ ก่อนสืบพยาน โจทก์ จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์เมื่อปี 2544 (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดฐานพยายามชิงทรัพย์เมื่อปี 2545) แล้วจำเลยพ้นโทษเมื่อกลางปี 2547 โดยโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยให้เสร็จสิ้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2539 ต่อมาปี 2545 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ จำเลยพ้นโทษมาเมื่อกลางปี 2547 อันเป็นความผิดที่โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้แล้วว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) บัญญัติว่า “สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ โดยคดีดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีจำคุกจำเลย 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และจำเลยรับโทษจนพ้นโทษมาตั้งแต่กลางปี 2547 ดังนั้น หากโจทก์ใช้เหตุฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยถูกลงโทษจำคุกเกิน 1 ปี คือ หลังจากวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 หลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้น ความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ |




