ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)

สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินหนึ่งปี, การตีความมาตรา 1516 (4/1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในคดีหย่า, ฟ้องหย่าหลังพ้นโทษจำคุกได้หรือไม่, ระยะเวลาการใช้สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุจำคุก, เงื่อนไขการไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของคู่สมรส, การสิ้นสุดเหตุเดือดร้อนตามกฎหมายครอบครัว, อำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวในคดีหย่า, การกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยศาลฎีกา, การวินิจฉัยไม่จำต้องสืบพยาน, มาตรา 243 (3)

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ เมื่ออีกฝ่ายต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่ตนมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจ และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีมิได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่าจำเลยต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปีหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ “ช่วงเวลาแห่งการใช้สิทธิ” และ “สภาพความเดือดร้อนเกินควร” ว่ายังคงมีอยู่หรือได้ยุติลงแล้ว ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า เหตุหย่าตามมาตราดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหตุเฉพาะที่สัมพันธ์กับสภาพความเสียหายหรือความเดือดร้อนในระหว่างที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก หากจำเลยพ้นโทษแล้ว และเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผลไปด้วย

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางปฏิบัติว่าการใช้สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุจำคุกเกินหนึ่งปี มิใช่สิทธิที่ดำรงอยู่โดยไม่จำกัดเวลา หากแต่ต้องใช้ภายในช่วงที่ความเสียหายหรือเดือดร้อนยังคงดำรงอยู่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยละเอียด

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2539 ต่อมาในปี 2544 จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาถึงที่สุดในปี 2545 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ โดยโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว

จำเลยรับโทษจำคุกและพ้นโทษเมื่อกลางปี 2547

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ขอให้พิพากษาหย่าขาดจากจำเลย โดยอาศัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1)

ในระหว่างพิจารณา คู่ความสละประเด็นอื่นทั้งหมด คงพิพาทเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เมื่อได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนจำเลยพ้นโทษมาแล้วกว่า 5 ปี

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม และพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าควรมีการสืบพยานก่อน จึงยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

จำเลยฎีกา

ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญมีเพียงประเด็นเดียว คือ

โจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เมื่อจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว และระยะเวลาล่วงเลยไปจนความเสียหายหรือเดือดร้อนจากการจำคุกยุติลงแล้ว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 เงื่อนไขข้อแรก ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อปี 2545 และรับโทษจำคุกเกินหนึ่งปีครบถ้วน เงื่อนไขข้อนี้ครบถ้วน

2 เงื่อนไขข้อสอง โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจ

ข้อเท็จจริงคู่ความรับกันแล้วว่าโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เงื่อนไขข้อนี้ครบถ้วน

3 เงื่อนไขข้อสาม การเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร

นี่คือหัวใจแห่งคดี

ศาลฎีกาตีความว่า บทบัญญัติมาตรา 1516 (4/1) มิได้บัญญัติให้สิทธิฟ้องหย่าเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและดำรงอยู่ตลอดไป หากแต่เชื่อมโยงกับ “สภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร” อันเกิดจากการที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก

เมื่อจำเลยพ้นโทษตั้งแต่กลางปี 2547 และโจทก์ฟ้องเมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นเวลาห่างออกไปถึง 5 ปี สภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนที่เกิดจากการจำคุกย่อมยุติลงแล้ว

ดังนั้น แม้เงื่อนไขเรื่องจำคุกเกินหนึ่งปีจะครบถ้วน แต่เงื่อนไขเรื่องความเดือดร้อนเกินควรไม่ดำรงอยู่ในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า

4 ประเด็นกระบวนพิจารณา

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงพอแล้ว ไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ไม่ควรสั่งให้สืบพยานใหม่ จึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก

ลักษณะของมาตรา 1516 (4/1)

บทบัญญัตินี้เป็นเหตุหย่าที่มีองค์ประกอบพิเศษ 3 ส่วน ได้แก่

1. คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

2. ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี

3. ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรจากการเป็นสามีภริยาต่อไป

องค์ประกอบทั้งสามต้องครบถ้วน “ในขณะใช้สิทธิฟ้อง”

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

มาตรา 1516 (4/1) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มิให้ต้องรับภาระทางสังคม เศรษฐกิจ หรือชื่อเสียงจากการที่คู่สมรสถูกจำคุกเป็นเวลานาน

แต่กฎหมายมิได้ประสงค์ให้ใช้เป็นเครื่องมือเลิกร้างย้อนหลังหลังจากสภาพความเสียหายหมดไปแล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุหย่านี้มีลักษณะเป็น “เหตุเฉพาะสภาพการณ์” มิใช่เหตุถาวร

หลักการใช้สิทธิทางคดี

แม้มาตรา 1516 (4/1) มิได้กำหนดอายุความโดยตรง แต่สิทธิฟ้องต้องสัมพันธ์กับสภาพความเดือดร้อน หากปล่อยเวลาเนิ่นนานจนพ้นสภาพนั้นไป ย่อมขาดองค์ประกอบของเหตุหย่า

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า สิทธิฟ้องเกิดขึ้นเมื่อคู่สมรสถูกจำคุกเกินหนึ่งปี และควรใช้สิทธินั้นในช่วงเวลาที่ผลกระทบยังดำรงอยู่

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยสอดคล้องกับหลักทั่วไปในคดีครอบครัวที่ว่า เหตุหย่าหลายประเภทต้องพิจารณาจากสภาพความสัมพันธ์ในขณะฟ้อง เช่น เหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือเหตุทอดทิ้ง หากเหตุแห่งการกระทำได้ยุติลงและคู่สมรสดำรงชีวิตร่วมกันต่อเนื่องโดยไม่เดือดร้อน สิทธิฟ้องอาจสิ้นไป

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำหลักว่า “เหตุหย่าต้องมีสภาพดำรงอยู่ในขณะฟ้อง”

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม แม้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินหนึ่งปี แต่เมื่อพ้นโทษแล้วและเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่งดสืบพยาน เห็นว่าควรดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานให้ครบถ้วนก่อน แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติม และเห็นว่าเหตุเดือดร้อนเกินควรได้ยุติลงแล้วเมื่อจำเลยพ้นโทษมาแล้วถึง 5 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายครอบครัวอย่างยิ่ง เพราะเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับ “ขอบเขตของการใช้สิทธิฟ้องหย่า” ตามมาตรา 1516 (4/1) โดยศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) มิใช่เหตุหย่าถาวร หากแต่เป็นเหตุที่ต้องสัมพันธ์กับสภาพความเสียหายหรือความเดือดร้อนในขณะใช้สิทธิ

ประการที่สอง องค์ประกอบเรื่อง “ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร” เป็นองค์ประกอบเชิงสภาพการณ์ มิใช่องค์ประกอบทางรูปแบบ หากสภาพดังกล่าวสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องย่อมสิ้นไปด้วย แม้มิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยตรง

ประการที่สาม การตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุหย่า ต้องตีความโดยเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ มิอาจขยายความเพื่อให้สิทธิดำรงอยู่โดยไม่จำกัดเวลา เพราะกฎหมายครอบครัวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการเลิกสมรสกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการว่า การใช้สิทธิในคดีครอบครัวต้องกระทำโดยสุจริต ทันต่อสภาพการณ์ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มิใช่อาศัยเหตุในอดีตที่พ้นสภาพผลกระทบไปแล้วมาเป็นฐานในการฟ้องหย่า

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) ว่าสิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสกรณีอีกฝ่ายต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินหนึ่งปีนั้น จะต้องใช้สิทธิในช่วงเวลาที่ความเสียหายหรือความเดือดร้อนเกินควรยังคงดำรงอยู่หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เงื่อนไขเรื่องการต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปีจะครบถ้วน แต่หากจำเลยพ้นโทษแล้วและเวลาล่วงเลยไปจนความเดือดร้อนสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผลไปด้วย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. มาตรา 1516 (4/1) ป.พ.พ.

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุหย่ากรณีคู่สมรสต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี โดยอีกฝ่ายมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือรู้เห็นเป็นใจ และการเป็นสามีภริยาต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ศาลฎีกาตีความว่าองค์ประกอบเรื่อง “ความเดือดร้อนเกินควร” ต้องยังคงมีอยู่ในขณะฟ้อง มิใช่เป็นสิทธิถาวรไม่จำกัดเวลา

2. ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในขณะฟ้อง

เป็นองค์ประกอบสำคัญเชิงสภาพการณ์ของเหตุหย่า หากจำเลยพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลานานและความเดือดร้อนจากการจำคุกได้ยุติลง สิทธิฟ้องหย่าตามเหตุนี้ย่อมสิ้นไป แม้จะเคยมีเงื่อนไขการจำคุกเกินหนึ่งปีครบถ้วนในอดีตก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. หากคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตลอดไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ต้องพิจารณาว่าในขณะใช้สิทธิยังมีสภาพความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรอยู่หรือไม่ หากคู่สมรสพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลานานและสภาพความเดือดร้อนจากการจำคุกสิ้นสุดลง สิทธิฟ้องหย่าจากเหตุดังกล่าวย่อมสิ้นผล แม้กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยตรงก็ตาม

2. ความเดือดร้อนเกินควรหมายถึงอะไร

คำตอบ

หมายถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่คู่สมรสต้องโทษจำคุก เช่น ภาระทางเศรษฐกิจ ความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือภาระในการดำรงชีวิตร่วมกันในช่วงที่อีกฝ่ายถูกจำคุก หากสภาพดังกล่าวยุติลงแล้ว องค์ประกอบเหตุหย่าย่อมไม่ครบถ้วน

3. หากพ้นโทษแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังแตกร้าว สามารถใช้เหตุจำคุกเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ต้องแยกพิจารณา หากความแตกร้าวมิได้เกิดจากผลของการจำคุกโดยตรง หรือเป็นสภาพการณ์ใหม่ อาจต้องอาศัยเหตุหย่าอื่นตามมาตรา 1516 วรรคอื่น ไม่อาจใช้เหตุ (4/1) หากสภาพความเดือดร้อนจากการจำคุกได้สิ้นสุดลงแล้ว

4. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ต้องพิสูจน์อะไรบ้าง

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ 3 ประเด็น คือ 1) มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2) ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี 3) ผู้ฟ้องมิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือรู้เห็นเป็นใจ และ 4) การเป็นสามีภริยาต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควรในขณะฟ้อง หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมฟ้องหย่าไม่ได้

5. หากอีกฝ่ายหนึ่งยอมให้อภัยหลังพ้นโทษ จะมีผลต่อสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่

คำตอบ

การให้อภัยหรือดำรงชีวิตร่วมกันต่อเนื่องโดยไม่แสดงความเดือดร้อน ย่อมสะท้อนว่าสภาพเหตุหย่าได้ยุติลงแล้ว ซึ่งอาจทำให้ศาลวินิจฉัยว่าองค์ประกอบเรื่องความเดือดร้อนเกินควรไม่ดำรงอยู่ จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าในเหตุดังกล่าว

6. ศาลจำเป็นต้องสืบพยานทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็น หากข้อเท็จจริงเป็นที่รับกันหรือปรากฏชัดเพียงพอแก่การวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมาย ศาลสามารถวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยานเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและประหยัดกระบวนพิจารณา

7. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) แตกต่างจากเหตุหย่าอื่นอย่างไร

คำตอบ

เป็นเหตุหย่าที่อาศัยคำพิพากษาทางอาญาเป็นฐาน และต้องมีเงื่อนไขจำคุกเกินหนึ่งปี แตกต่างจากเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือทอดทิ้ง ซึ่งเน้นพฤติกรรมโดยตรงของคู่สมรส อีกทั้งยังมีองค์ประกอบเรื่องความเดือดร้อนเกินควรที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องกระทำภายในช่วงเวลาที่เหตุแห่งความเสียหายยังดำรงอยู่ มิฉะนั้นสิทธิจะสิ้นผลโดยสภาพ เป็นการจำกัดการใช้สิทธิเกินควร และรักษาดุลยภาพของกฎหมายครอบครัวให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  11702/2555

เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1) ที่ว่า “สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรในระหว่างระยะเวลาที่จำเลยต้องโทษจำคุกและได้ถูกจำคุกเกิน 1 ปี หากจำเลยพ้นโทษจำคุกแล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินสมควรเพราะเหตุจำเลยต้องถูกจำคุกอีกต่อไป เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ แต่โจทก์ฟ้องคดีหลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้นความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/1)

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) และโจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว คู่ความสละประเด็นอื่น คงพิพาทเพียงว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ ทั้งสองฝ่ายรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกพิพากษาจำคุกในปี 2545 และพ้นโทษกลางปี 2547 ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว จึงงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรให้สืบพยานใหม่ จึงยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยต้องโทษจำคุกเกิน 1 ปี และโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อปี 2552 หลังจำเลยพ้นโทษแล้วถึง 5 ปี ทำให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนยุติลงแล้ว จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) พิพากษากลับให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยต่างสละประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การอื่น คงติดใจพิพาทกันประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่โจทก์ไม่ได้มีส่วนก่อหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่

ก่อนสืบพยาน โจทก์ จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์เมื่อปี 2544 (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดฐานพยายามชิงทรัพย์เมื่อปี 2545) แล้วจำเลยพ้นโทษเมื่อกลางปี 2547 โดยโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยให้เสร็จสิ้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2539 ต่อมาปี 2545 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ จำเลยพ้นโทษมาเมื่อกลางปี 2547 อันเป็นความผิดที่โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้แล้วว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) บัญญัติว่า “สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” เมื่อคดีดังกล่าวจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและต้องโทษจำคุกเป็นเวลาเกิน 1 ปีมาแล้ว โดยความผิดดังกล่าวโจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดหรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ดังนั้นโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยด้วยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/1) ได้ โดยคดีดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544  ศาลจังหวัดกาญจนบุรีจำคุกจำเลย  4  ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7  พิพากษายืน ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และจำเลยรับโทษจนพ้นโทษมาตั้งแต่กลางปี 2547 ดังนั้น หากโจทก์ใช้เหตุฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/1) โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตั้งแต่เมื่อจำเลยถูกลงโทษจำคุกเกิน 1 ปี คือ หลังจากวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 หลังจากที่จำเลยถูกจำคุกเกิน 1 ปี และพ้นโทษมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี ดังนั้น ความเสียหายหรือเดือดร้อนของโจทก์จึงยุติลงแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามมาตรา 243 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย