
| การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดดอกผลหรือรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้จำเลยซึ่งครอบครองทรัพย์สินสมรสทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของทรัพย์สินดังกล่าว และนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางต่อศาลได้หรือไม่ หรือคำสั่งดังกล่าวจะถือเป็นการเกินกว่าคำขอในคำฟ้องและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์สิน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และหลักเกี่ยวกับสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินสมรส โดยเห็นว่าดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินที่ต้องแบ่งระหว่างคู่สมรสเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม ดังนั้นหากปล่อยให้คู่ความฝ่ายหนึ่งครอบครองและได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินแต่เพียงฝ่ายเดียวระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ย่อมอาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียหายได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิของคู่ความในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส รวมทั้งอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินซึ่งสามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากันเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับชีวิตสมรสและทรัพย์สินภายในครอบครัว โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งขอให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ทรัพย์สินสมรสที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ ได้แก่ ที่ดินสวนยางพาราเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ พร้อมบ้านพักอาศัย ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ รถยนต์กระบะ 1 คัน นอกจากนั้นโจทก์ยังเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ และเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำรงต่อไปได้ จึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และกำหนดให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง รวมทั้งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่พอใจคำพิพากษาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว โดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินกิจการสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน ทำบัญชีรายได้จากผลผลิต และนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางต่อศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน นำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาล จนกว่าคดีจะถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงฎีกาต่อศาลฎีกา ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของทรัพย์สินสมรส และนำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาลเป็นรายเดือน ระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์นั้น เป็นคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นคำสั่งที่เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง อันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศาลมีอำนาจสั่งคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์พิพาท” ในระหว่างพิจารณาคดีได้เพียงใด และคำสั่งดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือเป็นการบังคับตามคำพิพากษาก่อนคดีถึงที่สุด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ยังฟ้องขอให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งด้วย และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ซึ่งรวมถึงที่ดินสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันที่เป็นทรัพย์พิพาท ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดผลผลิตและรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำยางพารา ผลปาล์มน้ำมัน ซึ่งถือเป็น “ดอกผลของทรัพย์สิน” ตามความหมายของกฎหมาย เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ หากปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากดอกผลแต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ ดังนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิต และนำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาล จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์พิพาท” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และหากในที่สุดโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับแบ่งดอกผลจากทรัพย์สินดังกล่าวเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวดังกล่าวมิใช่คำสั่งที่เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง และมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่ความเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สิน หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ดอกผลของทรัพย์ย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์นั้น” ดอกผลในทางกฎหมายแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ 1. ดอกผลธรรมชาติ เช่น ผลผลิตจากที่ดิน น้ำยางพารา ผลปาล์ม ข้าว ผลไม้ 2. ดอกผลนิตินัย เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการใช้ทรัพย์สิน ในกรณีของคดีนี้ รายได้จากสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันถือเป็น “ดอกผลธรรมชาติของทรัพย์สิน” เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินนั้นก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสเช่นเดียวกัน ดังนั้นคู่สมรสทั้งสองฝ่ายย่อมมีสิทธิในดอกผลดังกล่าวโดยเสมอกัน หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินสมรสแต่เพียงฝ่ายเดียวในลักษณะที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อรักษาสภาพแห่งทรัพย์สินหรือสิทธิของคู่ความในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ในหลายกรณี หากไม่มีมาตรการคุ้มครองดังกล่าว อาจเกิดสถานการณ์ที่ทำให้คำพิพากษาในภายหลังไม่สามารถบังคับได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น การจำหน่ายทรัพย์สินพิพาท การทำลายทรัพย์สิน การนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์โดยฝ่ายเดียว ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้สิทธิของคู่ความเสียหายก่อนที่คดีจะถึงที่สุด ในคดีนี้ หากศาลไม่ออกคำสั่งคุ้มครอง จำเลยที่ 1 อาจได้รับผลประโยชน์จากสวนยางและสวนปาล์มทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งอาจทำให้โจทก์สูญเสียสิทธิในดอกผลของทรัพย์สินสมรส แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักการสอดคล้องกันว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินร่วม หรือเป็นทรัพย์สินสมรส คู่สมรสแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้หลายคดีว่า ดอกผลของทรัพย์สินสมรสย่อมถือเป็นสินสมรสเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม และในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว ศาลอาจใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิของคู่ความได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัว คือ การรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส และการป้องกันมิให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมโดยไม่เป็นธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินสวนยางพารา ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน และรถยนต์กระบะแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน และให้นำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาลทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งเกินกว่าคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินในระหว่างการพิจารณาคดี โดยชี้ให้เห็นว่าดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกัน แม้ว่าทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ตาม ศาลจึงมีอำนาจใช้มาตรการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิของคู่ความในดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินสามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินเกษตรกรรมหรือกิจการที่สร้างผลตอบแทน แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการตีความขอบเขตของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว และยืนยันหลักการว่าการคุ้มครองสิทธิในดอกผลของทรัพย์พิพาทมิใช่การเกินกว่าคำฟ้อง หากแต่เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่ความในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในกรณีที่ทรัพย์สินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งก่อให้เกิดดอกผล โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยจัดทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทและนำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาล เป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามกฎหมาย มิใช่คำสั่งเกินกว่าคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกประเด็น ทั้งยังเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความระหว่างการพิจารณาคดี มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ดอกผลของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 หลักกฎหมายกำหนดว่าดอกผลของทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์นั้น เมื่อทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทในคดีเป็นสินสมรส ดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น รายได้จากสวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน ย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกัน ดังนั้นหากปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งครอบครองและได้รับผลประโยชน์จากดอกผลแต่เพียงฝ่ายเดียวระหว่างการพิจารณาคดี อาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียหายได้ ศาลจึงสามารถใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิในดอกผลของทรัพย์สินพิพาทได้ 2. การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี หลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความคือ ศาลสามารถออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้สิทธิของคู่ความเสียหายในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทำบัญชีรายได้จากทรัพย์สินพิพาทและนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางศาล เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินสมรสแต่เพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิในดอกผลของทรัพย์พิพาท ไม่ใช่คำสั่งเกินคำฟ้องหรือนอกประเด็น จึงชอบด้วยกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ศาลสามารถออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีได้ในกรณีใด คำตอบ การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ศาลสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิของคู่ความเสียหายก่อนที่คดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด หลักการสำคัญคือ หากปรากฏว่าการปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการคุ้มครอง อาจทำให้ทรัพย์สินถูกโอน จำหน่าย เสียหาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของคู่ความในภายหลัง ศาลจึงมีอำนาจออกคำสั่งชั่วคราวเพื่อรักษาสภาพแห่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การสั่งห้ามจำหน่ายทรัพย์สิน การสั่งให้วางทรัพย์ หรือการสั่งให้จัดทำบัญชีรายได้จากทรัพย์สินพิพาท ในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสซึ่งก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินทำสวนหรือกิจการธุรกิจ ศาลอาจสั่งให้คู่ความนำรายได้จากทรัพย์สินมาวางศาลหรือจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียวก่อนที่คดีจะสิ้นสุด คำถาม 2. ดอกผลของทรัพย์สินสมรสหมายความว่าอย่างไรตามกฎหมาย คำตอบ ดอกผลของทรัพย์สินหมายถึงผลประโยชน์หรือรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินนั้นตามธรรมชาติหรือจากการใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 ดอกผลของทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์สินนั้น สำหรับกรณีทรัพย์สินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินดังกล่าวย่อมถือเป็นสินสมรสด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น รายได้จากสวนยางพารา รายได้จากสวนปาล์มน้ำมัน ค่าเช่าที่ดิน หรือผลกำไรจากการใช้ทรัพย์สินร่วมกัน ดังนั้นเมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส ดอกผลที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาคดีจึงเป็นสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ศาลอาจพิจารณาใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งได้รับดอกผลทั้งหมดโดยลำพัง คำถาม 3. หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินสมรสเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังมีสิทธิในดอกผลหรือไม่ คำตอบ แม้ว่าทรัพย์สินสมรสจะอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย เพราะสินสมรสถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย หลักการนี้รวมถึงดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าวด้วย กล่าวคือ หากทรัพย์สินสมรสก่อให้เกิดรายได้ เช่น รายได้จากการเกษตร ค่าเช่า หรือกำไรจากกิจการ รายได้ดังกล่าวย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องแบ่งกันระหว่างคู่สมรสด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งครอบครองทรัพย์สินและได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินเพียงฝ่ายเดียว อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สมรสอีกฝ่าย ศาลจึงสามารถใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การสั่งให้จัดทำบัญชีรายได้หรือวางเงินต่อศาล เพื่อรักษาสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำถาม 4. คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวจะถือว่าเป็นการเกินคำฟ้องหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ศาลต้องพิจารณาคดีภายในขอบเขตของคำฟ้องและคำขอของคู่ความ อย่างไรก็ตาม คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวมีลักษณะเป็นมาตรการเพื่อรักษาสภาพแห่งสิทธิหรือทรัพย์สินในระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่การพิพากษาให้สิทธิแก่คู่ความในสาระสำคัญของคดีโดยเด็ดขาด ดังนั้นหากคำสั่งดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินหรือสิทธิที่เป็นข้อพิพาทในคดี และมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อคู่ความ คำสั่งนั้นย่อมไม่ถือว่าเป็นการเกินคำฟ้อง ตัวอย่างเช่น ในคดีแบ่งสินสมรส ศาลอาจสั่งเกี่ยวกับการจัดการดอกผลของทรัพย์สินพิพาทได้ แม้คำฟ้องจะไม่ได้ขอให้วางรายได้จากทรัพย์สินต่อศาลโดยตรง เพราะดอกผลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินสมรสที่อยู่ในข้อพิพาทอยู่แล้ว คำถาม 5. หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คู่ความอาจได้รับความเสียหายอย่างไร คำตอบ หากศาลไม่ออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในบางกรณี อาจทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น หากทรัพย์สินพิพาทสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินทำการเกษตร โรงงาน หรือกิจการธุรกิจ ฝ่ายที่ครอบครองทรัพย์สินอาจได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวตลอดระยะเวลาที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี หากศาลไม่มีมาตรการคุ้มครอง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอาจสูญเสียสิทธิในผลประโยชน์ที่ควรได้รับ ดังนั้นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิทธิระหว่างคู่ความ และทำให้ผลของคำพิพากษาในภายหลังสามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นธรรม คำถาม 6. ดอกผลของทรัพย์สินสมรสต้องแบ่งเมื่อใด คำตอบ ดอกผลของทรัพย์สินสมรสโดยหลักแล้วต้องนำมาพิจารณาแบ่งระหว่างคู่สมรสเมื่อมีการแบ่งสินสมรส ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งโดยความตกลงของคู่สมรสหรือโดยคำพิพากษาของศาล หากดอกผลเกิดขึ้นก่อนการหย่าและเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ดอกผลนั้นย่อมถือเป็นสินสมรสด้วยเช่นกัน ในกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและทรัพย์สินยังคงก่อให้เกิดรายได้ ศาลอาจสั่งให้เก็บรักษาดอกผลไว้ เช่น การวางเงินรายได้ต่อศาลหรือการจัดทำบัญชีรายได้ เพื่อให้สามารถนำมาพิจารณาแบ่งระหว่างคู่สมรสได้อย่างถูกต้องเมื่อคดีถึงที่สุด หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่ความ คำถาม 7. ศาลพิจารณาอย่างไรว่า ควรออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวหรือไม่ คำตอบ ในการพิจารณาว่าควรออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของคดีเป็นสำคัญ โดยพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่าหากไม่มีคำสั่งดังกล่าว สิทธิของคู่ความอาจได้รับความเสียหาย หรือทรัพย์สินพิพาทอาจถูกโอน จำหน่าย หรือใช้ประโยชน์จนทำให้การบังคับตามคำพิพากษาในภายหลังเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาถึงความสมดุลของผลกระทบระหว่างคู่ความ กล่าวคือ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต้องไม่ก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความฝ่ายหนึ่งเกินสมควร และต้องมีความจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง หลักการดังกล่าวทำให้การใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม คำถาม 8. แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัวอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส เนื่องจากทรัพย์สินสมรสบางประเภทสามารถก่อให้เกิดรายได้หรือดอกผลอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินเกษตรกรรม ธุรกิจ หรือทรัพย์สินที่ให้เช่า หากไม่มีหลักการคุ้มครองที่เหมาะสม คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่า ศาลมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่ความ และเพื่อให้การแบ่งสินสมรสในภายหลังสะท้อนสิทธิที่แท้จริงของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10361/2557 โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ และที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์พิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสได้ คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวจึงหาเกินกว่าคำขอในคำฟ้อง อันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 5,000 บาทต่อเดือน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินสวนยางพารา 60 ไร่ ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันประมาณ 15 ไร่ บ้านพัก และรถยนต์กระบะ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนตามที่กำหนด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน และให้นำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาลทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวเกินกว่าคำฟ้องและเป็นเรื่องนอกประเด็น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรสซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทที่ก่อให้เกิดดอกผล ดังนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จัดทำบัญชีรายได้และนำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาล จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง เพื่อคุ้มครองสิทธิของโจทก์ระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งเกินคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ. ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่มีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละ 5,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ คือ นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กจ 9725 สุราษฎร์ธานี 1 คัน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมแบ่งหรือแบ่งไม่ได้ให้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะค่าเลี้ยงดูนายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้แก่โจทก์ระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้เสียหายและการยื่นคำขอของโจทก์เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษา ขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนของสินสมรสเช่นกัน กรณีจึงอาจทำให้โจทก์เสียหายได้หากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา และหาใช่เป็นคำสั่งคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องอันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




