ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส

การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในคดีครอบครัว, สิทธิได้รับดอกผลจากสินสมรสระหว่างพิจารณาคดี, การแบ่งรายได้จากทรัพย์สินสมรส, คำสั่งศาลเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาท, คดีหย่าและการแบ่งทรัพย์สินสมรส, ดอกผลของทรัพย์สินตาม มาตรา148, การวางเงินรายได้จากทรัพย์สินต่อศาล, ฎีกาเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สิน, คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์, สิทธิของคู่สมรสในรายได้จากทรัพย์สินสมรส, การจัดการทรัพย์สินสมรสระหว่างคดี, หลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สิน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดดอกผลหรือรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้จำเลยซึ่งครอบครองทรัพย์สินสมรสทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของทรัพย์สินดังกล่าว และนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางต่อศาลได้หรือไม่ หรือคำสั่งดังกล่าวจะถือเป็นการเกินกว่าคำขอในคำฟ้องและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์สิน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และหลักเกี่ยวกับสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินสมรส โดยเห็นว่าดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินที่ต้องแบ่งระหว่างคู่สมรสเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม ดังนั้นหากปล่อยให้คู่ความฝ่ายหนึ่งครอบครองและได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินแต่เพียงฝ่ายเดียวระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ย่อมอาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียหายได้

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิของคู่ความในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส รวมทั้งอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินซึ่งสามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากันเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับชีวิตสมรสและทรัพย์สินภายในครอบครัว โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งขอให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ทรัพย์สินสมรสที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ ได้แก่

ที่ดินสวนยางพาราเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ พร้อมบ้านพักอาศัย

ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่

รถยนต์กระบะ 1 คัน

นอกจากนั้นโจทก์ยังเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ และเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำรงต่อไปได้ จึงพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และกำหนดให้แบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง รวมทั้งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองไม่พอใจคำพิพากษาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8

ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว โดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินกิจการสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน ทำบัญชีรายได้จากผลผลิต และนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางต่อศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1

ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน

นำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน

ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาล จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงฎีกาต่อศาลฎีกา

ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของทรัพย์สินสมรส และนำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาลเป็นรายเดือน ระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์นั้น

เป็นคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

หรือเป็นคำสั่งที่เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง อันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ

ศาลมีอำนาจสั่งคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์พิพาท” ในระหว่างพิจารณาคดีได้เพียงใด และคำสั่งดังกล่าวถือเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือเป็นการบังคับตามคำพิพากษาก่อนคดีถึงที่สุด

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพียงขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ยังฟ้องขอให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งด้วย

และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ซึ่งรวมถึงที่ดินสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันที่เป็นทรัพย์พิพาท

ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดผลผลิตและรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น

น้ำยางพารา

ผลปาล์มน้ำมัน

ซึ่งถือเป็น “ดอกผลของทรัพย์สิน” ตามความหมายของกฎหมาย

เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ หากปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากดอกผลแต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้

ดังนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยที่ 1

ทำบัญชีรายได้จากผลผลิต

และนำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาล

จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับ “ดอกผลของทรัพย์พิพาท” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

และหากในที่สุดโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับแบ่งดอกผลจากทรัพย์สินดังกล่าวเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า

คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวดังกล่าวมิใช่คำสั่งที่เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง

และมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่ความเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายในระหว่างการพิจารณาคดี

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์สิน

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในคดีนี้คือ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

ซึ่งบัญญัติว่า

“ดอกผลของทรัพย์ย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์นั้น”

ดอกผลในทางกฎหมายแบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่

1. ดอกผลธรรมชาติ

เช่น ผลผลิตจากที่ดิน น้ำยางพารา ผลปาล์ม ข้าว ผลไม้

2. ดอกผลนิตินัย

เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการใช้ทรัพย์สิน

ในกรณีของคดีนี้ รายได้จากสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันถือเป็น “ดอกผลธรรมชาติของทรัพย์สิน”

เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินนั้นก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสเช่นเดียวกัน

ดังนั้นคู่สมรสทั้งสองฝ่ายย่อมมีสิทธิในดอกผลดังกล่าวโดยเสมอกัน

หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินสมรสแต่เพียงฝ่ายเดียวในลักษณะที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม

เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว

การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ

เพื่อรักษาสภาพแห่งทรัพย์สินหรือสิทธิของคู่ความในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด

ในหลายกรณี หากไม่มีมาตรการคุ้มครองดังกล่าว อาจเกิดสถานการณ์ที่ทำให้คำพิพากษาในภายหลังไม่สามารถบังคับได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่น

การจำหน่ายทรัพย์สินพิพาท

การทำลายทรัพย์สิน

การนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์โดยฝ่ายเดียว

ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้สิทธิของคู่ความเสียหายก่อนที่คดีจะถึงที่สุด

ในคดีนี้ หากศาลไม่ออกคำสั่งคุ้มครอง

จำเลยที่ 1 อาจได้รับผลประโยชน์จากสวนยางและสวนปาล์มทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างการพิจารณาคดี

ซึ่งอาจทำให้โจทก์สูญเสียสิทธิในดอกผลของทรัพย์สินสมรส

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักการสอดคล้องกันว่า

ในกรณีที่ทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินร่วม หรือเป็นทรัพย์สินสมรส คู่สมรสแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว

ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้หลายคดีว่า

ดอกผลของทรัพย์สินสมรสย่อมถือเป็นสินสมรสเช่นเดียวกับทรัพย์ต้นเดิม

และในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว ศาลอาจใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิของคู่ความได้

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัว คือ

การรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส และการป้องกันมิให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมโดยไม่เป็นธรรม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินสวนยางพารา ที่ดินสวนปาล์มน้ำมัน และรถยนต์กระบะแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทต่อคน พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน และให้นำเงินรายได้จำนวนกึ่งหนึ่งมาวางต่อศาลทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งเกินกว่าคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จึงพิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินในระหว่างการพิจารณาคดี โดยชี้ให้เห็นว่าดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกัน แม้ว่าทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ตาม

ศาลจึงมีอำนาจใช้มาตรการคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิของคู่ความในดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าว โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินสามารถก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินเกษตรกรรมหรือกิจการที่สร้างผลตอบแทน

แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการตีความขอบเขตของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว และยืนยันหลักการว่าการคุ้มครองสิทธิในดอกผลของทรัพย์พิพาทมิใช่การเกินกว่าคำฟ้อง หากแต่เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่ความในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีในกรณีที่ทรัพย์สินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งก่อให้เกิดดอกผล โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยจัดทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทและนำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาล เป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามกฎหมาย มิใช่คำสั่งเกินกว่าคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกประเด็น ทั้งยังเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความระหว่างการพิจารณาคดี

มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ดอกผลของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148

หลักกฎหมายกำหนดว่าดอกผลของทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์นั้น เมื่อทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทในคดีเป็นสินสมรส ดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น รายได้จากสวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน ย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกัน ดังนั้นหากปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งครอบครองและได้รับผลประโยชน์จากดอกผลแต่เพียงฝ่ายเดียวระหว่างการพิจารณาคดี อาจทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียหายได้ ศาลจึงสามารถใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรักษาสิทธิในดอกผลของทรัพย์สินพิพาทได้

2. การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี

หลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความคือ ศาลสามารถออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้สิทธิของคู่ความเสียหายในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยทำบัญชีรายได้จากทรัพย์สินพิพาทและนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาวางศาล เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินสมรสแต่เพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิในดอกผลของทรัพย์พิพาท ไม่ใช่คำสั่งเกินคำฟ้องหรือนอกประเด็น จึงชอบด้วยกฎหมาย.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ศาลสามารถออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีได้ในกรณีใด

คำตอบ

การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ศาลสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิของคู่ความเสียหายก่อนที่คดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด หลักการสำคัญคือ หากปรากฏว่าการปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการคุ้มครอง อาจทำให้ทรัพย์สินถูกโอน จำหน่าย เสียหาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของคู่ความในภายหลัง ศาลจึงมีอำนาจออกคำสั่งชั่วคราวเพื่อรักษาสภาพแห่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การสั่งห้ามจำหน่ายทรัพย์สิน การสั่งให้วางทรัพย์ หรือการสั่งให้จัดทำบัญชีรายได้จากทรัพย์สินพิพาท ในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสซึ่งก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินทำสวนหรือกิจการธุรกิจ ศาลอาจสั่งให้คู่ความนำรายได้จากทรัพย์สินมาวางศาลหรือจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์ฝ่ายเดียวก่อนที่คดีจะสิ้นสุด

คำถาม

2. ดอกผลของทรัพย์สินสมรสหมายความว่าอย่างไรตามกฎหมาย

คำตอบ

ดอกผลของทรัพย์สินหมายถึงผลประโยชน์หรือรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินนั้นตามธรรมชาติหรือจากการใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 ดอกผลของทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าของทรัพย์สินนั้น สำหรับกรณีทรัพย์สินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินดังกล่าวย่อมถือเป็นสินสมรสด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น รายได้จากสวนยางพารา รายได้จากสวนปาล์มน้ำมัน ค่าเช่าที่ดิน หรือผลกำไรจากการใช้ทรัพย์สินร่วมกัน ดังนั้นเมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรส ดอกผลที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาคดีจึงเป็นสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ศาลอาจพิจารณาใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งได้รับดอกผลทั้งหมดโดยลำพัง

คำถาม

3. หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินสมรสเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังมีสิทธิในดอกผลหรือไม่

คำตอบ

แม้ว่าทรัพย์สินสมรสจะอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย เพราะสินสมรสถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย หลักการนี้รวมถึงดอกผลที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าวด้วย กล่าวคือ หากทรัพย์สินสมรสก่อให้เกิดรายได้ เช่น รายได้จากการเกษตร ค่าเช่า หรือกำไรจากกิจการ รายได้ดังกล่าวย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องแบ่งกันระหว่างคู่สมรสด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งครอบครองทรัพย์สินและได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินเพียงฝ่ายเดียว อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สมรสอีกฝ่าย ศาลจึงสามารถใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การสั่งให้จัดทำบัญชีรายได้หรือวางเงินต่อศาล เพื่อรักษาสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

คำถาม

4. คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวจะถือว่าเป็นการเกินคำฟ้องหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว ศาลต้องพิจารณาคดีภายในขอบเขตของคำฟ้องและคำขอของคู่ความ อย่างไรก็ตาม คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวมีลักษณะเป็นมาตรการเพื่อรักษาสภาพแห่งสิทธิหรือทรัพย์สินในระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่การพิพากษาให้สิทธิแก่คู่ความในสาระสำคัญของคดีโดยเด็ดขาด ดังนั้นหากคำสั่งดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินหรือสิทธิที่เป็นข้อพิพาทในคดี และมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อคู่ความ คำสั่งนั้นย่อมไม่ถือว่าเป็นการเกินคำฟ้อง ตัวอย่างเช่น ในคดีแบ่งสินสมรส ศาลอาจสั่งเกี่ยวกับการจัดการดอกผลของทรัพย์สินพิพาทได้ แม้คำฟ้องจะไม่ได้ขอให้วางรายได้จากทรัพย์สินต่อศาลโดยตรง เพราะดอกผลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินสมรสที่อยู่ในข้อพิพาทอยู่แล้ว

คำถาม

5. หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คู่ความอาจได้รับความเสียหายอย่างไร

คำตอบ

หากศาลไม่ออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวในบางกรณี อาจทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น หากทรัพย์สินพิพาทสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินทำการเกษตร โรงงาน หรือกิจการธุรกิจ ฝ่ายที่ครอบครองทรัพย์สินอาจได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวตลอดระยะเวลาที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี หากศาลไม่มีมาตรการคุ้มครอง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอาจสูญเสียสิทธิในผลประโยชน์ที่ควรได้รับ ดังนั้นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิทธิระหว่างคู่ความ และทำให้ผลของคำพิพากษาในภายหลังสามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นธรรม

คำถาม

6. ดอกผลของทรัพย์สินสมรสต้องแบ่งเมื่อใด

คำตอบ

ดอกผลของทรัพย์สินสมรสโดยหลักแล้วต้องนำมาพิจารณาแบ่งระหว่างคู่สมรสเมื่อมีการแบ่งสินสมรส ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งโดยความตกลงของคู่สมรสหรือโดยคำพิพากษาของศาล หากดอกผลเกิดขึ้นก่อนการหย่าและเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ดอกผลนั้นย่อมถือเป็นสินสมรสด้วยเช่นกัน ในกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาและทรัพย์สินยังคงก่อให้เกิดรายได้ ศาลอาจสั่งให้เก็บรักษาดอกผลไว้ เช่น การวางเงินรายได้ต่อศาลหรือการจัดทำบัญชีรายได้ เพื่อให้สามารถนำมาพิจารณาแบ่งระหว่างคู่สมรสได้อย่างถูกต้องเมื่อคดีถึงที่สุด หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่ความ

คำถาม

7. ศาลพิจารณาอย่างไรว่า ควรออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวหรือไม่

คำตอบ

ในการพิจารณาว่าควรออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวหรือไม่ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงของคดีเป็นสำคัญ โดยพิจารณาว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่าหากไม่มีคำสั่งดังกล่าว สิทธิของคู่ความอาจได้รับความเสียหาย หรือทรัพย์สินพิพาทอาจถูกโอน จำหน่าย หรือใช้ประโยชน์จนทำให้การบังคับตามคำพิพากษาในภายหลังเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาถึงความสมดุลของผลกระทบระหว่างคู่ความ กล่าวคือ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต้องไม่ก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความฝ่ายหนึ่งเกินสมควร และต้องมีความจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง หลักการดังกล่าวทำให้การใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

คำถาม

8. แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัวอย่างไร

คำตอบ

แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส เนื่องจากทรัพย์สินสมรสบางประเภทสามารถก่อให้เกิดรายได้หรือดอกผลอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ดินเกษตรกรรม ธุรกิจ หรือทรัพย์สินที่ให้เช่า หากไม่มีหลักการคุ้มครองที่เหมาะสม คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินร่วมเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่า ศาลมีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมระหว่างคู่ความ และเพื่อให้การแบ่งสินสมรสในภายหลังสะท้อนสิทธิที่แท้จริงของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตามกฎหมาย

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10361/2557

โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ และที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์พิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสได้ คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวจึงหาเกินกว่าคำขอในคำฟ้อง อันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 5,000 บาทต่อเดือน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินสวนยางพารา 60 ไร่ ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันประมาณ 15 ไร่ บ้านพัก และรถยนต์กระบะ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนตามที่กำหนด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายได้จากผลผลิตของที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน และให้นำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาลทุกเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวเกินกว่าคำฟ้องและเป็นเรื่องนอกประเด็น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรสซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทที่ก่อให้เกิดดอกผล ดังนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จัดทำบัญชีรายได้และนำเงินรายได้กึ่งหนึ่งมาวางศาล จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับดอกผลของทรัพย์พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง เพื่อคุ้มครองสิทธิของโจทก์ระหว่างการพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งเกินคำฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่มีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละ 5,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ คือ นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กจ 9725 สุราษฎร์ธานี 1 คัน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมแบ่งหรือแบ่งไม่ได้ให้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะค่าเลี้ยงดูนายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้แก่โจทก์ระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้เสียหายและการยื่นคำขอของโจทก์เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษา ขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนของสินสมรสเช่นกัน กรณีจึงอาจทำให้โจทก์เสียหายได้หากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา และหาใช่เป็นคำสั่งคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องอันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย