ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม

คำพิพากษาศาลฎีกา 537/2535, การฟ้องหย่าโดยอาศัยอาการป่วยทางจิตของคู่สมรส, การฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ, สิทธิขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138(1), คู่สมรสวิกลจริตกับความสามารถในการทำนิติกรรม, หลักกฎหมายเรื่องความรู้สึกผิดชอบในการทำสัญญา, การพิจารณาคดีครอบครัวที่มีคู่ความป่วยทางจิต, แนวคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับการฉ้อฉลในกระบวนพิจารณา, สิทธิอุทธรณ์และฎีกาในคดีหย่า, ความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง,

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่คู่สมรสป่วยเป็นโรคผิดปกติทางจิต และการใช้กลอุบายฉ้อฉลพาคู่ความซึ่งขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมายไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวอาจตกเป็นโมฆียะได้ หากพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีทำไปโดยถูกฉ้อฉลและไม่มีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอ พร้อมทั้งวางหลักสำคัญว่าคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้คดีจะมีคำพิพากษาไปแล้วก็ตาม เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย อาละวาด และไม่ยอมให้ร่วมประเวณี แพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงและไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์

ภายหลังการฟ้องคดีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ โจทก์และจำเลยได้ยื่นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีสาระสำคัญให้หย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และให้สินสมรสทั้งหมดตกเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

ปัญหาข้อพิพาทและข้อกฎหมาย

ปัญหาสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยซึ่งป่วยเป็นโรคจิตรุนแรงมีความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมายของสัญญาหรือไม่ รวมถึงการที่โจทก์พาจำเลยไปทำสัญญาโดยไม่มีทนายความและไม่มีญาติร่วมรับรู้ จะเข้าลักษณะเป็นการฉ้อฉลตามกฎหมายหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์จากพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า โจทก์เองเป็นผู้ยกอาการป่วยทางจิตของจำเลยขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่า แต่กลับอ้างว่าขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันในตัว

อีกทั้งโจทก์ไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าได้ลอบพาจำเลยไปศาลโดยไม่ให้ญาติทราบ และจำเลยไม่มีทนายความ ทั้งที่เป็นผู้มีอาการวิกลจริตอย่างร้ายแรง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์เพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้จะมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากปรากฏว่าการยอมความนั้นเกิดจากการฉ้อฉล คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1)

หลักดังกล่าวเป็นการคุ้มครองคู่ความที่ขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมาย และเป็นการรักษาหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีครอบครัว

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับสภาพจิตและความสามารถในการตัดสินใจของคู่ความเป็นอย่างยิ่ง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความจะต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง หากมีการอาศัยความอ่อนแอหรืออาการเจ็บป่วยของคู่กรณี ศาลย่อมพร้อมเข้าคุ้มครองและเปิดโอกาสให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้หย่ากันและเป็นไปตามข้อตกลงของคู่ความ

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพัน

3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทำสัญญาโดยถูกฉ้อฉลเนื่องจากวิกลจริต ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535

คดีปรากฏตามฟ้องของโจทก์เองว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่า จำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเวลาภายหลัง โจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยก็ไม่มีทนายความ ตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาโจทก์ก็ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งก็ขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉลจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1)

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำฟ้องของโจทก์เองยอมรับว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยไม่มีทนายความ โจทก์ไม่โต้แย้งว่ามิได้ลอบพาจำเลยไปศาล ข้ออ้างว่าในขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีขัดกับเหตุฟ้องหย่า พฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา อันเป็นการฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี

ฎีกาเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถตกลงหย่ากันโดยความสมัครใจ หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเหตุแห่งการหย่า สิทธิในการปกครองบุตร หรือการแบ่งสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากได้วางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ

1. ความหมายของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้สิทธิฟ้องหย่าต่อศาลโดยอาศัยเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และเมื่อศาลพิจารณาเห็นว่ามีเหตุหย่าตามกฎหมาย ศาลจึงมีคำพิพากษาให้การสมรสสิ้นสุดลง แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะไม่ยินยอมหรือไม่ประสงค์จะหย่าก็ตาม

การหย่าประเภทนี้แตกต่างจากการหย่าโดยความยินยอม ซึ่งต้องอาศัยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายและการจดทะเบียนหย่าต่อพนักงานทะเบียน

2. เหตุแห่งการหย่าที่ปรากฏในแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหย่าได้ตีความเหตุแห่งการหย่าอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักว่าการหย่าเป็นเรื่องกระทบต่อสถานภาพครอบครัว จึงต้องมีเหตุอันสมควรและพิสูจน์ได้ชัดเจน ตัวอย่างเหตุหย่าที่ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยไว้ ได้แก่

การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งต้องเป็นการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเล็กน้อยในชีวิตสมรส

การอุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี ต้องมีพฤติการณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ชั่วคราว

การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งศาลฎีกาให้ความสำคัญทั้งการใช้ความรุนแรงทางกายและการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจอย่างร้ายแรง

การเจ็บป่วยทางจิตหรือร่างกายที่ร้ายแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ โดยต้องพิสูจน์ถึงความรุนแรงและความถาวรของอาการตามหลักการแพทย์

3. บทบาทของศาลฎีกาในการวางหลักกฎหมายคดีหย่า

ศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการพิจารณาคดีหย่า โดยทำหน้าที่ตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและหลักความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ศาลฎีกาได้วางหลักว่า การอ้างเหตุหย่าจะต้องไม่ขัดแย้งกับพฤติการณ์ของผู้ฟ้องเอง หากโจทก์อ้างเหตุหย่าโดยยืนยันว่าจำเลยมีอาการป่วยร้ายแรง แต่กลับแสดงพฤติการณ์ว่าจำเลยมีความสามารถปกติในบางช่วง ศาลอาจไม่รับฟังเหตุหย่านั้น

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับเจตนาและความสุจริตของคู่ความ โดยเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่า หากปรากฏว่ามีการฉ้อฉล บังคับ ข่มขู่ หรืออาศัยความอ่อนแอของคู่สมรส ศาลฎีกาอาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้

4. ฎีกาเกี่ยวกับการหย่าและสัญญาประนีประนอมยอมความ

ในคดีหย่าจำนวนมาก คู่ความมักเลือกทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยืนยันว่า สัญญาประนีประนอมยอมความต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจในผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดความสามารถในการเข้าใจ เช่น ป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรง หรือถูกหลอกลวงให้ยินยอม ศาลฎีกาถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ และคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้

หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความคุ้มครองผู้ที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบ เพื่อรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี

5. การหย่าโดยคำพิพากษาและสิทธิของบุตร

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นอันดับแรก ไม่ว่าการหย่าจะเกิดจากเหตุใด ศาลต้องพิจารณาว่าใครสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยคำนึงถึงความสามารถในการเลี้ยงดู ความประพฤติ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาย้ำว่า การใช้อำนาจปกครองไม่ใช่สิทธิของบิดามารดา แต่เป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบุตร

6. ข้อคิดทางกฎหมายจากฎีกาเกี่ยวกับการหย่า

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล สามารถสรุปข้อคิดสำคัญได้ว่า การฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงการยุติความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องอาศัยเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย ความสุจริต และการคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร

ศาลฎีกาทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของคู่สมรสกับหลักศีลธรรมและความเป็นธรรมในสังคม แนวคำพิพากษาที่วางไว้จึงเป็นหลักให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้การหย่าโดยคำพิพากษาเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด

คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด

คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าระหว่างคู่สมรสที่ฝ่ายหนึ่งป่วยเป็นโรคทางจิตอย่างร้ายแรง และข้อกล่าวอ้างว่ามีการใช้อุบายฉ้อฉลพาไปทำสัญญาที่ศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากพิสูจน์ได้ว่าคู่ความทำสัญญาเพราะถูกฉ้อฉล ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้

2. สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าจะเพิกถอนได้หรือไม่

คำถาม: สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าจะเพิกถอนได้หรือไม่

คำตอบ: เพิกถอนได้ หากปรากฏพฤติการณ์ว่าการทำสัญญาไม่ได้เกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง เช่น ถูกฉ้อฉล หรือฝ่ายที่ทำสัญญาขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยอาจทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงเปิดทางให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงเชื่อว่ามีการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเชื่อว่ามีการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์หลายประการ เช่น โจทก์อ้างในคำฟ้องเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาหาย แต่กลับโต้แย้งว่าขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี อีกทั้งจำเลยไปทำสัญญาหลังฟ้องเพียงเดือนเดียวโดยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล พฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้รับฟังว่าจำเลยทำสัญญาเพราะถูกฉ้อฉล

4. ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยยังอุทธรณ์ได้หรือไม่

คำถาม: ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยยังอุทธรณ์ได้หรือไม่

คำตอบ: ได้ หากเข้าหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1) กล่าวคือ ถ้าคำพิพากษาตามยอมเกิดจากการยอมความโดยถูกฉ้อฉล คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้นได้

5. ป.วิ.พ. มาตรา 138(1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร

คำถาม: ป.วิ.พ. มาตรา 138(1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร

คำตอบ: มาตรา 138(1) เป็นบทบัญญัติที่เปิดช่องให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ ในกรณีที่การยอมความเป็นผลจากการถูกฉ้อฉล คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์มีเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงเข้าหลักตามมาตรา 138(1)

6. การที่จำเลยไม่มีทนายความในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไร

คำถาม: การที่จำเลยไม่มีทนายความในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไร

คำตอบ: ศาลฎีกานำมาประกอบการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี เพราะเป็นช่วงที่จำเลยถูกอ้างว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิตร้ายแรง และการไม่มีทนายความยิ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อการไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงอื่น ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยอาจตกอยู่ในภาวะถูกฉ้อฉลในการทำสัญญา

7. ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไรในคดี 537/2535

คำถาม: ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไรในคดี 537/2535

คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาตามยอม และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาไปรวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

8. บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้สำหรับคดีหย่าคืออะไร

คำถาม: บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้สำหรับคดีหย่าคืออะไร

คำตอบ: บทเรียนสำคัญคือ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง หากมีพฤติการณ์ว่าอีกฝ่ายใช้กลอุบายฉ้อฉล โดยเฉพาะกรณีคู่ความมีอาการป่วยทางจิตรุนแรงและไม่มีทนายความ ศาลอาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมและให้พิจารณาคดีใหม่เพื่อความเป็นธรรมได้




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ article
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกกันอยู่หรือจงใจละทิ้งร้าง? -อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนชู้สาวนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้