ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องหย่าโดยอาศัยอาการวิกลจริตและการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำพิพากษาศาลฎีกา 537/2535, การฟ้องหย่าโดยอาศัยอาการป่วยทางจิตของคู่สมรส, การฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ, สิทธิขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138(1), คู่สมรสวิกลจริตกับความสามารถในการทำนิติกรรม, หลักกฎหมายเรื่องความรู้สึกผิดชอบในการทำสัญญา, การพิจารณาคดีครอบครัวที่มีคู่ความป่วยทางจิต, แนวคำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับการฉ้อฉลในกระบวนพิจารณา, สิทธิอุทธรณ์และฎีกาในคดีหย่า, ความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการฟ้องหย่าโดยอ้างว่าคู่สมรสป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังฟ้องคดี โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1)

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง

ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ส่วนจำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงฎีกา

ปัญหาข้อพิพาทและข้อกฎหมาย

ปัญหาสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า พฤติการณ์ในการที่โจทก์พาจำเลยซึ่งมีอาการวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นการฉ้อฉลอันทำให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เองปรากฏว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้

ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ โจทก์ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่า

ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1)

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว หากมีข้อกล่าวอ้างและมีพฤติการณ์รับฟังได้ว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล ย่อมเข้าข้อยกเว้นที่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1)

การพิจารณาว่ามีการฉ้อฉลหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน ในคดีนี้ศาลฎีกานำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตของจำเลย การที่จำเลยไม่มีทนายความ การทำสัญญาภายหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว ตลอดจนข้ออ้างของโจทก์ที่ขัดกับเหตุที่โจทก์ใช้ฟ้องหย่ามาประกอบการวินิจฉัย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่เพียงการพิจารณาว่าคู่ความได้ลงนามในสัญญาแล้วหรือไม่

แม้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่หากเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล คำพิพากษาตามยอมก็อาจถูกอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ควรนำไปตีความว่า บุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนไม่มีความสามารถทำนิติกรรม หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวทำไม่มีผลโดยอัตโนมัติ เพราะประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้โดยตรงคือพฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 (1)

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

3. ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535

คดีปรากฏตามฟ้องของโจทก์เองว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่า จำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเวลาภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยก็ไม่มีทนายความ ตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาโจทก์ก็ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งก็ขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1)

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำฟ้องของโจทก์เองยอมรับว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยไม่มีทนายความ โจทก์ไม่โต้แย้งว่ามิได้ลอบพาจำเลยไปศาล ข้ออ้างว่าในขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีขัดกับเหตุฟ้องหย่า พฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา อันเป็นการฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 มีสาระสำคัญมิได้อยู่เพียงเรื่องเหตุฟ้องหย่าเพราะคู่สมรสมีอาการวิกลจริต แต่ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่สัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลอีกฝ่ายหนึ่ง

โดยหลัก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 บัญญัติว่า เมื่อคู่ความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้ถอนคำฟ้อง และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความนั้นไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลย่อมพิพากษาไปตามข้อตกลงนั้น และโดยหลักห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม แต่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ รวมถึงกรณีเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

คดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์หลายประการประกอบกัน กล่าวคือ โจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างในคำฟ้องเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตอย่างร้ายแรงและไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกลับอ้างว่าจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ การทำสัญญาเกิดขึ้นภายหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้ศาลฎีการับฟังได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล

หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คำพิพากษาตามยอมมิได้ปิดกั้นการตรวจสอบในทุกกรณี แม้คู่ความจะตกลงกันและศาลได้พิพากษาตามข้อตกลงแล้ว แต่หากเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 138 โดยเฉพาะกรณีมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้

ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพฤติการณ์แวดล้อมในการพิจารณาว่าการประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นโดยถูกฉ้อฉลหรือไม่ สภาพของคู่ความ ประวัติการเจ็บป่วย การมีหรือไม่มีทนายความ ระยะเวลาระหว่างการฟ้องคดีกับการทำสัญญา ตลอดจนพฤติการณ์ของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อาจถูกนำมาพิจารณาประกอบกันได้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกประเด็นเรื่อง “การฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ” ออกจากประเด็น “ความสามารถในการทำนิติกรรม” ไม่ควรตีความคำพิพากษานี้กว้างไปถึงขั้นว่า บุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนย่อมไม่มีความสามารถทำนิติกรรม หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวทำย่อมไม่มีผลโดยอัตโนมัติ เพราะประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรงในคดีนี้คือ พฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 (1)

สำหรับกฎหมายปัจจุบัน หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลยังคงใช้บังคับอยู่ หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้ในเรื่องการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมจึงยังมีประโยชน์ในการศึกษาและอธิบายกฎหมายปัจจุบัน

ส่วนกฎหมายครอบครัวมีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังคำพิพากษานี้หลายประการ ล่าสุดพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ได้ปรับบทบัญญัติเกี่ยวกับการสมรสและครอบครัวให้รองรับการสมรสระหว่างบุคคลโดยไม่จำกัดเพศ และปรับถ้อยคำหลายแห่งเป็น “คู่สมรส” ดังนั้น หากนำคำพิพากษานี้ไปใช้อ้างอิงเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าหรือสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส ต้องตรวจสอบบทบัญญัติกฎหมายครอบครัวที่ใช้บังคับในปัจจุบันประกอบด้วย อย่างไรก็ดี การแก้ไขกฎหมายครอบครัวดังกล่าวมิได้เปลี่ยนสาระสำคัญของหลักตามคำพิพากษานี้ในเรื่องการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1)

คำถามที่พบบ่อย

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด

คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าซึ่งมีข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลยทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้

2. เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ยังอุทธรณ์ได้หรือไม่

คำตอบ: โดยหลักคำพิพากษาตามยอมห้ามอุทธรณ์ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 กำหนดข้อยกเว้นไว้ รวมถึงกรณีเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่ามีการฉ้อฉล

คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์หลายประการประกอบกัน ทั้งการที่โจทก์อ้างเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่กลับอ้างว่าขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี การทำสัญญาเกิดขึ้นหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล

4. การที่จำเลยไม่มีทนายความทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ: ไม่ใช่ คดีนี้ศาลฎีกานำการที่จำเลยไม่มีทนายความมาเป็นพฤติการณ์ประการหนึ่งประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นในการวินิจฉัยเรื่องการฉ้อฉล มิได้วินิจฉัยว่าการไม่มีทนายความเพียงประการเดียวทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผล

5. การป่วยเป็นโรคทางจิตทำให้บุคคลไม่มีความสามารถทำนิติกรรมโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ: คำพิพากษานี้ไม่ได้วางหลักเช่นนั้น ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรงคือ พฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม จึงไม่ควรนำคำพิพากษานี้ไปขยายความว่าบุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนไม่มีความสามารถทำนิติกรรม

6. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร

คำตอบ: มาตรา 138 (1) เป็นข้อยกเว้นของหลักที่ห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม โดยเปิดทางให้อุทธรณ์ได้เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์มีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

7. ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไร

คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี

8. หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้ยังใช้กับกฎหมายปัจจุบันได้หรือไม่

คำตอบ: หลักสำคัญเรื่องข้อยกเว้นในการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมกรณีมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ยังคงใช้บังคับอยู่ อย่างไรก็ตาม หากนำคำพิพากษานี้ไปอ้างอิงในประเด็นกฎหมายครอบครัวหรือเหตุฟ้องหย่า ต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายครอบครัวที่แก้ไขเพิ่มเติมและใช้บังคับในปัจจุบันประกอบด้วย

คู่สมรสวิกลจริต ฟ้องหย่าโดยอาศัยอาการวิกลจริตและการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ   การทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลังฟ้องคดีเพียงเดือนเดียวอาจต้องตรวจสอบพฤติการณ์แห่งการยอมความอย่างรอบคอบ  คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

จดทะเบียนหย่าเพื่อลดภาษีแต่ยังอยู่กินกันเป็นสามีภริยา การหย่าเป็นโมฆะหรือไม่ และฟ้องแบ่งสินสมรสได้ตลอดหรือไม่
สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน article
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่