
| ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่คู่สมรสป่วยเป็นโรคผิดปกติทางจิต และการใช้กลอุบายฉ้อฉลพาคู่ความซึ่งขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมายไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวอาจตกเป็นโมฆียะได้ หากพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีทำไปโดยถูกฉ้อฉลและไม่มีความรู้สึกผิดชอบเพียงพอ พร้อมทั้งวางหลักสำคัญว่าคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้คดีจะมีคำพิพากษาไปแล้วก็ตาม เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย อาละวาด และไม่ยอมให้ร่วมประเวณี แพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงและไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่า แบ่งสินสมรส และให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ภายหลังการฟ้องคดีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ โจทก์และจำเลยได้ยื่นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีสาระสำคัญให้หย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และให้สินสมรสทั้งหมดตกเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ปัญหาข้อพิพาทและข้อกฎหมาย ปัญหาสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยซึ่งป่วยเป็นโรคจิตรุนแรงมีความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมายของสัญญาหรือไม่ รวมถึงการที่โจทก์พาจำเลยไปทำสัญญาโดยไม่มีทนายความและไม่มีญาติร่วมรับรู้ จะเข้าลักษณะเป็นการฉ้อฉลตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์จากพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า โจทก์เองเป็นผู้ยกอาการป่วยทางจิตของจำเลยขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่า แต่กลับอ้างว่าขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันในตัว อีกทั้งโจทก์ไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าได้ลอบพาจำเลยไปศาลโดยไม่ให้ญาติทราบ และจำเลยไม่มีทนายความ ทั้งที่เป็นผู้มีอาการวิกลจริตอย่างร้ายแรง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์เพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้จะมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากปรากฏว่าการยอมความนั้นเกิดจากการฉ้อฉล คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1) หลักดังกล่าวเป็นการคุ้มครองคู่ความที่ขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมาย และเป็นการรักษาหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีครอบครัว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับสภาพจิตและความสามารถในการตัดสินใจของคู่ความเป็นอย่างยิ่ง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความจะต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง หากมีการอาศัยความอ่อนแอหรืออาการเจ็บป่วยของคู่กรณี ศาลย่อมพร้อมเข้าคุ้มครองและเปิดโอกาสให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้หย่ากันและเป็นไปตามข้อตกลงของคู่ความ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพัน 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทำสัญญาโดยถูกฉ้อฉลเนื่องจากวิกลจริต ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 คดีปรากฏตามฟ้องของโจทก์เองว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่า จำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเวลาภายหลัง โจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยก็ไม่มีทนายความ ตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาโจทก์ก็ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งก็ขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉลจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1) โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำฟ้องของโจทก์เองยอมรับว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยไม่มีทนายความ โจทก์ไม่โต้แย้งว่ามิได้ลอบพาจำเลยไปศาล ข้ออ้างว่าในขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีขัดกับเหตุฟ้องหย่า พฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา อันเป็นการฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี ฎีกาเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถตกลงหย่ากันโดยความสมัครใจ หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเหตุแห่งการหย่า สิทธิในการปกครองบุตร หรือการแบ่งสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากได้วางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ 1. ความหมายของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้สิทธิฟ้องหย่าต่อศาลโดยอาศัยเหตุหย่าตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 และเมื่อศาลพิจารณาเห็นว่ามีเหตุหย่าตามกฎหมาย ศาลจึงมีคำพิพากษาให้การสมรสสิ้นสุดลง แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะไม่ยินยอมหรือไม่ประสงค์จะหย่าก็ตาม การหย่าประเภทนี้แตกต่างจากการหย่าโดยความยินยอม ซึ่งต้องอาศัยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายและการจดทะเบียนหย่าต่อพนักงานทะเบียน 2. เหตุแห่งการหย่าที่ปรากฏในแนวคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหย่าได้ตีความเหตุแห่งการหย่าอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักว่าการหย่าเป็นเรื่องกระทบต่อสถานภาพครอบครัว จึงต้องมีเหตุอันสมควรและพิสูจน์ได้ชัดเจน ตัวอย่างเหตุหย่าที่ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยไว้ ได้แก่ การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งต้องเป็นการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเล็กน้อยในชีวิตสมรส การอุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี ต้องมีพฤติการณ์แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันคู่สมรสอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ชั่วคราว การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งศาลฎีกาให้ความสำคัญทั้งการใช้ความรุนแรงทางกายและการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจอย่างร้ายแรง การเจ็บป่วยทางจิตหรือร่างกายที่ร้ายแรงจนไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ โดยต้องพิสูจน์ถึงความรุนแรงและความถาวรของอาการตามหลักการแพทย์ 3. บทบาทของศาลฎีกาในการวางหลักกฎหมายคดีหย่า ศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการพิจารณาคดีหย่า โดยทำหน้าที่ตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและหลักความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ศาลฎีกาได้วางหลักว่า การอ้างเหตุหย่าจะต้องไม่ขัดแย้งกับพฤติการณ์ของผู้ฟ้องเอง หากโจทก์อ้างเหตุหย่าโดยยืนยันว่าจำเลยมีอาการป่วยร้ายแรง แต่กลับแสดงพฤติการณ์ว่าจำเลยมีความสามารถปกติในบางช่วง ศาลอาจไม่รับฟังเหตุหย่านั้น นอกจากนี้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับเจตนาและความสุจริตของคู่ความ โดยเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่า หากปรากฏว่ามีการฉ้อฉล บังคับ ข่มขู่ หรืออาศัยความอ่อนแอของคู่สมรส ศาลฎีกาอาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ 4. ฎีกาเกี่ยวกับการหย่าและสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีหย่าจำนวนมาก คู่ความมักเลือกทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อลดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ยืนยันว่า สัญญาประนีประนอมยอมความต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจในผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดความสามารถในการเข้าใจ เช่น ป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรง หรือถูกหลอกลวงให้ยินยอม ศาลฎีกาถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ และคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความคุ้มครองผู้ที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบ เพื่อรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี 5. การหย่าโดยคำพิพากษาและสิทธิของบุตร ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นอันดับแรก ไม่ว่าการหย่าจะเกิดจากเหตุใด ศาลต้องพิจารณาว่าใครสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โดยคำนึงถึงความสามารถในการเลี้ยงดู ความประพฤติ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาย้ำว่า การใช้อำนาจปกครองไม่ใช่สิทธิของบิดามารดา แต่เป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์ของบุตร 6. ข้อคิดทางกฎหมายจากฎีกาเกี่ยวกับการหย่า จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล สามารถสรุปข้อคิดสำคัญได้ว่า การฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงการยุติความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องอาศัยเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย ความสุจริต และการคำนึงถึงผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร ศาลฎีกาทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของคู่สมรสกับหลักศีลธรรมและความเป็นธรรมในสังคม แนวคำพิพากษาที่วางไว้จึงเป็นหลักให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้การหย่าโดยคำพิพากษาเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด คำถามที่พบบ่อย 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าระหว่างคู่สมรสที่ฝ่ายหนึ่งป่วยเป็นโรคทางจิตอย่างร้ายแรง และข้อกล่าวอ้างว่ามีการใช้อุบายฉ้อฉลพาไปทำสัญญาที่ศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากพิสูจน์ได้ว่าคู่ความทำสัญญาเพราะถูกฉ้อฉล ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ 2. สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าจะเพิกถอนได้หรือไม่ คำถาม: สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าจะเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ: เพิกถอนได้ หากปรากฏพฤติการณ์ว่าการทำสัญญาไม่ได้เกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง เช่น ถูกฉ้อฉล หรือฝ่ายที่ทำสัญญาขาดความสามารถในการเข้าใจผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยอาจทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงเปิดทางให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ 3. เหตุใดศาลฎีกาจึงเชื่อว่ามีการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเชื่อว่ามีการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์หลายประการ เช่น โจทก์อ้างในคำฟ้องเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาหาย แต่กลับโต้แย้งว่าขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี อีกทั้งจำเลยไปทำสัญญาหลังฟ้องเพียงเดือนเดียวโดยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล พฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้รับฟังว่าจำเลยทำสัญญาเพราะถูกฉ้อฉล 4. ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยยังอุทธรณ์ได้หรือไม่ คำถาม: ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยยังอุทธรณ์ได้หรือไม่ คำตอบ: ได้ หากเข้าหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1) กล่าวคือ ถ้าคำพิพากษาตามยอมเกิดจากการยอมความโดยถูกฉ้อฉล คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้นได้ 5. ป.วิ.พ. มาตรา 138(1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร คำถาม: ป.วิ.พ. มาตรา 138(1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร คำตอบ: มาตรา 138(1) เป็นบทบัญญัติที่เปิดช่องให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ ในกรณีที่การยอมความเป็นผลจากการถูกฉ้อฉล คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์มีเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงเข้าหลักตามมาตรา 138(1) 6. การที่จำเลยไม่มีทนายความในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไร คำถาม: การที่จำเลยไม่มีทนายความในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกานำมาประกอบการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี เพราะเป็นช่วงที่จำเลยถูกอ้างว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิตร้ายแรง และการไม่มีทนายความยิ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อการไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงอื่น ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยอาจตกอยู่ในภาวะถูกฉ้อฉลในการทำสัญญา 7. ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไรในคดี 537/2535 คำถาม: ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไรในคดี 537/2535 คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาตามยอม และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาไปรวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ 8. บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้สำหรับคดีหย่าคืออะไร คำถาม: บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้สำหรับคดีหย่าคืออะไร คำตอบ: บทเรียนสำคัญคือ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าต้องเกิดจากความสมัครใจและความเข้าใจโดยแท้จริง หากมีพฤติการณ์ว่าอีกฝ่ายใช้กลอุบายฉ้อฉล โดยเฉพาะกรณีคู่ความมีอาการป่วยทางจิตรุนแรงและไม่มีทนายความ ศาลอาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมและให้พิจารณาคดีใหม่เพื่อความเป็นธรรมได้ |




