
| ฟ้องหย่าโดยอาศัยอาการวิกลจริตและการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการฟ้องหย่าโดยอ้างว่าคู่สมรสป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และการทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังฟ้องคดี โดยมีข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ส่วนจำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงฎีกา ปัญหาข้อพิพาทและข้อกฎหมาย ปัญหาสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า พฤติการณ์ในการที่โจทก์พาจำเลยซึ่งมีอาการวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นการฉ้อฉลอันทำให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เองปรากฏว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่าจำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ โจทก์ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่า ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว หากมีข้อกล่าวอ้างและมีพฤติการณ์รับฟังได้ว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล ย่อมเข้าข้อยกเว้นที่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) การพิจารณาว่ามีการฉ้อฉลหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน ในคดีนี้ศาลฎีกานำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตของจำเลย การที่จำเลยไม่มีทนายความ การทำสัญญาภายหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว ตลอดจนข้ออ้างของโจทก์ที่ขัดกับเหตุที่โจทก์ใช้ฟ้องหย่ามาประกอบการวินิจฉัย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่เพียงการพิจารณาว่าคู่ความได้ลงนามในสัญญาแล้วหรือไม่ แม้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่หากเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล คำพิพากษาตามยอมก็อาจถูกอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ควรนำไปตีความว่า บุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนไม่มีความสามารถทำนิติกรรม หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวทำไม่มีผลโดยอัตโนมัติ เพราะประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้โดยตรงคือพฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 (1) สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 3. ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 คดีปรากฏตามฟ้องของโจทก์เองว่า จำเลยล้มป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิต และแพทย์ลงความเห็นว่า จำเลยมีอาการโรคจิตอย่างร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเวลาภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยก็ไม่มีทนายความ ตามคำแก้อุทธรณ์และฎีกาโจทก์ก็ไม่ได้โต้เถียงว่ามิได้ปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล ได้แต่โต้แย้งว่า ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ ซึ่งก็ขัดกับข้ออ้างที่โจทก์ยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าดังกล่าว พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องแล้วใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญานั้นและคำพิพากษาตามยอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตมาตั้งแต่ปลายปี 2522 มีอาการเพ้อเจ้อ คุ้มดีคุ้มร้าย และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ขอให้หย่า ให้โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงหย่ากัน โจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 6,000 บาท และยอมให้สินสมรสเป็นของจำเลย ขณะที่จำเลยยอมให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยอุทธรณ์ว่า สินสมรสมีมูลค่าสูง โจทก์หลอกลวงฉวยโอกาสพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาโดยไม่มีญาติหรือทนายความ และจำเลยไม่เข้าใจข้อความใด ๆ ขอให้ยกคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากคำฟ้องของโจทก์เองยอมรับว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด และในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยไม่มีทนายความ โจทก์ไม่โต้แย้งว่ามิได้ลอบพาจำเลยไปศาล ข้ออ้างว่าในขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีขัดกับเหตุฟ้องหย่า พฤติการณ์จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา อันเป็นการฉ้อฉล จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 มีสาระสำคัญมิได้อยู่เพียงเรื่องเหตุฟ้องหย่าเพราะคู่สมรสมีอาการวิกลจริต แต่ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่สัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหลัก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 บัญญัติว่า เมื่อคู่ความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้ถอนคำฟ้อง และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความนั้นไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลย่อมพิพากษาไปตามข้อตกลงนั้น และโดยหลักห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม แต่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ รวมถึงกรณีเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล คดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์หลายประการประกอบกัน กล่าวคือ โจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างในคำฟ้องเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคผิดปกติทางประสาทและจิตอย่างร้ายแรงและไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกลับอ้างว่าจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดีทุกประการ การทำสัญญาเกิดขึ้นภายหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้ศาลฎีการับฟังได้ว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คำพิพากษาตามยอมมิได้ปิดกั้นการตรวจสอบในทุกกรณี แม้คู่ความจะตกลงกันและศาลได้พิพากษาตามข้อตกลงแล้ว แต่หากเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 138 โดยเฉพาะกรณีมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพฤติการณ์แวดล้อมในการพิจารณาว่าการประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นโดยถูกฉ้อฉลหรือไม่ สภาพของคู่ความ ประวัติการเจ็บป่วย การมีหรือไม่มีทนายความ ระยะเวลาระหว่างการฟ้องคดีกับการทำสัญญา ตลอดจนพฤติการณ์ของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง อาจถูกนำมาพิจารณาประกอบกันได้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี อย่างไรก็ตาม ต้องแยกประเด็นเรื่อง “การฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ” ออกจากประเด็น “ความสามารถในการทำนิติกรรม” ไม่ควรตีความคำพิพากษานี้กว้างไปถึงขั้นว่า บุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนย่อมไม่มีความสามารถทำนิติกรรม หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวทำย่อมไม่มีผลโดยอัตโนมัติ เพราะประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรงในคดีนี้คือ พฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 (1) สำหรับกฎหมายปัจจุบัน หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลยังคงใช้บังคับอยู่ หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้ในเรื่องการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมจึงยังมีประโยชน์ในการศึกษาและอธิบายกฎหมายปัจจุบัน ส่วนกฎหมายครอบครัวมีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังคำพิพากษานี้หลายประการ ล่าสุดพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 ได้ปรับบทบัญญัติเกี่ยวกับการสมรสและครอบครัวให้รองรับการสมรสระหว่างบุคคลโดยไม่จำกัดเพศ และปรับถ้อยคำหลายแห่งเป็น “คู่สมรส” ดังนั้น หากนำคำพิพากษานี้ไปใช้อ้างอิงเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าหรือสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส ต้องตรวจสอบบทบัญญัติกฎหมายครอบครัวที่ใช้บังคับในปัจจุบันประกอบด้วย อย่างไรก็ดี การแก้ไขกฎหมายครอบครัวดังกล่าวมิได้เปลี่ยนสาระสำคัญของหลักตามคำพิพากษานี้ในเรื่องการฉ้อฉลและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) คำถามที่พบบ่อย 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2535 วินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องใด คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าซึ่งมีข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์ใช้อุบายพาจำเลยซึ่งวิกลจริตไปทำสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลยทำสัญญาเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนสัญญาและคำพิพากษาตามยอมได้ 2. เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ยังอุทธรณ์ได้หรือไม่ คำตอบ: โดยหลักคำพิพากษาตามยอมห้ามอุทธรณ์ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 กำหนดข้อยกเว้นไว้ รวมถึงกรณีเมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล 3. เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่ามีการฉ้อฉล คำตอบ: ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์หลายประการประกอบกัน ทั้งการที่โจทก์อ้างเองว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตร้ายแรงไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่กลับอ้างว่าขณะทำสัญญาจำเลยมีความรู้สึกผิดชอบดี การทำสัญญาเกิดขึ้นหลังฟ้องเพียงเดือนเดียว จำเลยไม่มีทนายความ และโจทก์ไม่ได้โต้เถียงข้อกล่าวหาว่าปิดบังลอบพาจำเลยไปศาล 4. การที่จำเลยไม่มีทนายความทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ: ไม่ใช่ คดีนี้ศาลฎีกานำการที่จำเลยไม่มีทนายความมาเป็นพฤติการณ์ประการหนึ่งประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นในการวินิจฉัยเรื่องการฉ้อฉล มิได้วินิจฉัยว่าการไม่มีทนายความเพียงประการเดียวทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผล 5. การป่วยเป็นโรคทางจิตทำให้บุคคลไม่มีความสามารถทำนิติกรรมโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ: คำพิพากษานี้ไม่ได้วางหลักเช่นนั้น ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยตรงคือ พฤติการณ์แห่งการฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม จึงไม่ควรนำคำพิพากษานี้ไปขยายความว่าบุคคลที่มีอาการป่วยทางจิตทุกคนไม่มีความสามารถทำนิติกรรม 6. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (1) เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร คำตอบ: มาตรา 138 (1) เป็นข้อยกเว้นของหลักที่ห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม โดยเปิดทางให้อุทธรณ์ได้เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์มีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะถูกโจทก์ฉ้อฉล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว 7. ศาลฎีกาพิพากษาอย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี 8. หลักสำคัญจากคำพิพากษานี้ยังใช้กับกฎหมายปัจจุบันได้หรือไม่ คำตอบ: หลักสำคัญเรื่องข้อยกเว้นในการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมกรณีมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ยังคงใช้บังคับอยู่ อย่างไรก็ตาม หากนำคำพิพากษานี้ไปอ้างอิงในประเด็นกฎหมายครอบครัวหรือเหตุฟ้องหย่า ต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายครอบครัวที่แก้ไขเพิ่มเติมและใช้บังคับในปัจจุบันประกอบด้วย
|




