ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกา 3192/2549, การสมรสยังสมบูรณ์แม้ไม่อยู่กินร่วมกัน, การไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่า, การสมรสซ้อนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452, ผลทางกฎหมายของการสมรสซ้อน, การสมรสเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495, สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมาย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, การตีความมาตรา 1461 ป.พ.พ., อำนาจฟ้องขอให้สมรสเป็นโมฆะ, สิทธิรับบำเหน็จตกทอดคู่สมรส, การสมรสโดยยังไม่จดทะเบียนหย่า, หลักความสัมพันธ์สามีภริยา

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยความสมบูรณ์ของการสมรส โดยวินิจฉัยว่าแม้สามีภริยาจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วแต่ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและมิได้อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน การสมรสดังกล่าวก็ยังไม่สิ้นสุดและยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุให้ฝ่ายหนึ่งอ้างฟ้องหย่าได้เท่านั้น ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การที่ฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่ในขณะที่ยังมีคู่สมรสชอบด้วยกฎหมายอยู่ จึงเป็นการสมรสซ้อน อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์และพลตำรวจตรีวัฒนาได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาภายหลังทั้งสองมิได้อยู่กินร่วมกันและมิได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน พลตำรวจตรีวัฒนาได้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอีกสองครั้ง โดยครั้งหลังสุดจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2541 ขณะที่ยังมีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ ต่อมาเมื่อพลตำรวจตรีวัฒนาถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับพลตำรวจตรีวัฒนาเป็นโมฆะ และขอให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแต่เพียงผู้เดียว

ประเด็นปัญหาทางกฎหมาย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ การที่สามีภริยาไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน ทำให้การสมรสสิ้นสุดหรือไม่ และการที่สามีไปจดทะเบียนสมรสใหม่โดยยังไม่ได้หย่ากับภริยาคนแรก จะมีผลเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นโมฆะ

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ซึ่งบัญญัติหน้าที่ของสามีภริยาให้ต้องอยู่กินฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน โดยศาลอธิบายว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ภายหลังการสมรส มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส หากฝ่ายใดฝ่าฝืนก็เป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 เท่านั้น ไม่ใช่เหตุให้การสมรสสิ้นสุดหรือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ

เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนายังคงสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดมา

การสมรสซ้อนและผลทางกฎหมาย

การที่พลตำรวจตรีวัฒนาไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสตามมาตรา 1452 ซึ่งห้ามมิให้ชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ การสมรสดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ภายหลังพลตำรวจตรีวัฒนาจะถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายก็ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะได้

ประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู

ศาลยังย้ำหลักกฎหมายว่า การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก็สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของคู่สมรส การไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่า มิใช่เหตุให้การสมรสสิ้นสุด และแตกต่างจากกรณีค่าเลี้ยงชีพซึ่งเป็นสิทธิภายหลังการหย่า

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า การสมรสจะสิ้นสุดได้ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น การแยกกันอยู่หรือไม่อุปการะเลี้ยงดูกันไม่ทำให้สถานะคู่สมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ไปจดทะเบียนสมรสใหม่โดยยังไม่ได้หย่ากับคู่สมรสเดิมย่อมเสี่ยงต่อการสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สิน มรดก และบำเหน็จตกทอดอย่างร้ายแรง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างพลตำรวจตรีวัฒนากับจำเลยเป็นการสมรสซ้อน ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการสมรสเดิมของโจทก์ยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการไม่อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่า ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด การสมรสใหม่จึงเป็นโมฆะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3192/2549

ป.พ.พ. มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งเป็นเรื่องภายหลังการสมรสตามหมวด 2 เรื่อง เงื่อนไขแห่งการสมรส กล่าวคือ เมื่อสมรสกันแล้วหากฝ่ายใดปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 1461 ดังกล่าวก็จะเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) หรือ (6) ที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจนำมาฟ้องร้องได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. และไม่มีคำพิพากษาของศาลให้หย่ากัน การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จึงยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้หากโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จะมิได้อยู่ด้วยกันและมิได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันในระยะหลังก็มิได้มีผลต่อความสมบูรณ์ของการสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว.โจทก์จึงยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจตรี ว. อยู่ตลอดมา เมื่อจำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับพลตำรวจตรี ว. ขณะที่พลตำรวจตรี ว. มีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่จึงเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสในมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ต่อมาพลตำรวจตรี ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับตำรวจตรี ว. เป็นโมฆะได้

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับพลตำรวจตรีวัฒนาเป็นโมฆะ และให้โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของพลตำรวจตรีวัฒนาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ต่อมาพลตำรวจตรีวัฒนาได้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นและหย่ากันในภายหลัง และเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ทั้งที่ขณะนั้นยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนาไม่ได้อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 จึงทำให้การสมรสเดิมไม่สมบูรณ์

ศาลเห็นว่า มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาภายหลังการสมรส มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือคำพิพากษาให้หย่า การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนายังคงสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันในระยะหลังก็ตาม

ดังนั้น การที่จำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับพลตำรวจตรีวัฒนาในขณะที่ยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นการสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้พลตำรวจตรีวัฒนาจะถึงแก่ความตาย โจทก์ก็ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

สำหรับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องฟ้องหย่าจึงจะเรียกร้องได้ สามีภริยามีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ คู่สมรสฝ่ายใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่จำเป็นต้องหย่า การไม่อุปการะเลี้ยงดูยังอาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ การช่วยเหลืออุปการะกันต้องพิจารณาจากสุขภาพ รายได้ และฐานะของคู่สมรส โดยมุ่งให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้ตามสมควรและไม่เกินฐานะ

จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นโมฆะ

การสมรสเป็นนิติกรรมสำคัญที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด เพราะเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ในครอบครัว สิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยา ตลอดจนสิทธิในทรัพย์สิน มรดก และสวัสดิการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักเกิดกรณีที่บุคคลไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากับคู่สมรสเดิม ซึ่งกฎหมายเรียกว่า “การสมรสซ้อน” และมีผลทางกฎหมายร้ายแรงคือ เป็นโมฆะ

บทความนี้จะอธิบายความหมาย หลักกฎหมาย ผลทางกฎหมาย และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมรสซ้อน เพื่อให้เข้าใจหลักกฎหมายอย่างถูกต้องและนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ

1. ความหมายของการสมรสซ้อน

การสมรสซ้อน หมายถึง การที่ชายหรือหญิงจดทะเบียนสมรสกับบุคคลหนึ่งในขณะที่ตนยังมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว โดยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าหรือไม่มีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การสมรสลักษณะนี้ถือว่าฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กฎหมายไทยรับรองการสมรสได้เพียงครั้งละหนึ่งคู่เท่านั้น กล่าวคือ บุคคลหนึ่งจะมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้เพียงคนเดียว หากยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาของบุคคลใดอยู่ จะไปสมรสกับบุคคลอื่นไม่ได้

2. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ บทบัญญัตินี้เป็น “เงื่อนไขแห่งการสมรส” หากฝ่าฝืน การสมรสนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย

เมื่อการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมเข้าหลักตามมาตรา 1495 ซึ่งบัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะ หมายความว่า การสมรสดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้น

3. แยกแยะระหว่าง “การสมรสซ้อน” กับ “การไม่อยู่กินกัน”

ประเด็นที่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือ บางกรณีคู่สมรสจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่แยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยา หรือไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน หลายคนเข้าใจว่าการสมรสเช่นนี้สิ้นสุดไปแล้วโดยพฤตินัย ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 การอยู่กินและการอุปการะเลี้ยงดูเป็น “หน้าที่ของสามีภริยาภายหลังการสมรส” หากฝ่าฝืนย่อมเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ การสมรสจะสิ้นสุดได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากันเท่านั้น

ดังนั้น หากยังไม่มีการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย การไปจดทะเบียนสมรสใหม่ย่อมเป็นการสมรสซ้อนและเป็นโมฆะ

4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการสมรสซ้อน

ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนในหลายคดีว่า การไม่อยู่กินกันหรือไม่อุปการะเลี้ยงดูกัน ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของการสมรสเดิม หากยังไม่มีการหย่า การสมรสเดิมยังคงอยู่และมีผลตามกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2549 วินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสเดิมจะไม่ได้อยู่กินและไม่ได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสเดิมยังสมบูรณ์อยู่ การที่ฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495

แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สถานะการสมรสเป็นเรื่องของกฎหมาย มิใช่เรื่องของข้อเท็จจริงทางพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

5. ใครบ้างมีสิทธิฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ

ผู้มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ได้แก่ คู่สมรสเดิมซึ่งยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แม้คู่สมรสฝ่ายที่ไปสมรสซ้อนจะถึงแก่ความตาย คู่สมรสเดิมก็ยังมีอำนาจฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน เช่น สิทธิในมรดกหรือบำเหน็จตกทอด

6. ผลทางกฎหมายของการสมรสซ้อน

เมื่อการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เกิดการสมรสขึ้นตั้งแต่ต้น คู่สมรสจากการสมรสซ้อนไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิที่เกิดจากการสมรสได้ เช่น สิทธิในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สิทธิรับมรดก หรือสิทธิรับบำเหน็จตกทอด

อย่างไรก็ตาม เรื่องบุตรที่เกิดจากการสมรสซ้อน กฎหมายยังคงคุ้มครองสถานะของบุตรโดยไม่ให้เสียสิทธิ เนื่องจากความเป็นบุตรเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายพิจารณาแยกจากความสมบูรณ์ของการสมรส

7. ข้อควรระวังในทางปฏิบัติ

ก่อนการจดทะเบียนสมรส ควรตรวจสอบสถานะการสมรสของตนเองและอีกฝ่ายอย่างรอบคอบ หากเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากันแล้วหรือไม่ การเข้าใจผิดหรือประมาทอาจทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายร้ายแรงในภายหลัง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การจดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและมีผลเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่ว่าคู่สมรสเดิมจะอยู่กินกันหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย สถานะการสมรสเดิมยังคงอยู่ ผู้ที่ประสงค์จะเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่จึงต้องดำเนินการให้การสมรสเดิมสิ้นสุดตามกฎหมายเสียก่อน เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาท สิทธิในครอบครัว และผลทางกฎหมายที่อาจตามมาในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม: การที่สามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ภายหลังไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและไม่อุปการะเลี้ยงดูกัน ทำให้การสมรสสิ้นสุดหรือไม่?

คำตอบ: ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด การสมรสยังคงสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การไม่อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงการฝ่าฝืนหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 ซึ่งเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เท่านั้น ไม่ทำให้การสมรสเดิมสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

2. คำถาม: ป.พ.พ. มาตรา 1461 เป็น “เงื่อนไขแห่งการสมรส” หรือเป็น “หน้าที่หลังสมรส” และมีผลอย่างไร?

คำตอบ: มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “หน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาภายหลังการสมรส” มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม เช่น ไม่อยู่กินร่วมกันหรือไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู ย่อมก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้องหรืออ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสเดิมกลายเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์

3. คำถาม: หากฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับคู่สมรสเดิม การสมรสใหม่นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

คำตอบ: ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการสมรสซ้อน ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 ที่ห้ามสมรสในขณะที่ยังมีคู่สมรสอยู่ และเมื่อฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495 การจดทะเบียนสมรสใหม่จึงไม่ก่อให้เกิดสถานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย

4. คำถาม: ใครบ้างที่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ?

คำตอบ: คู่สมรสเดิมซึ่งยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสใหม่ที่เป็นการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ แม้ต่อมาฝ่ายที่ไปสมรสซ้อนจะถึงแก่ความตาย ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังคงมีสิทธิฟ้องให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะของการสมรสนั้นได้

5. คำถาม: ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2549 ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลักไว้ว่าอย่างไร?

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสเดิมจะไม่ได้อยู่กินร่วมกันและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการหย่าหรือมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสเดิมยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย คู่สมรสเดิมยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดมา ดังนั้นการไปจดทะเบียนสมรสใหม่ในระหว่างยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ จึงเป็นการสมรสซ้อนและเป็นโมฆะตามกฎหมาย

6. คำถาม: ทำไมการแยกกันอยู่นานหรือไม่ช่วยเหลือกัน จึงไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดเองโดยอัตโนมัติ?

คำตอบ: เพราะกฎหมายกำหนดวิธีสิ้นสุดการสมรสไว้ชัดเจน ได้แก่ การหย่าโดยการจดทะเบียนหย่า หรือการหย่าโดยคำพิพากษาศาล การแยกกันอยู่หรือการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 1461 เป็นเพียงเหตุหรือพฤติการณ์ที่อาจนำไปใช้ฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดเองตามกฎหมาย

7. คำถาม: คู่สมรสสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ หากยังไม่ประสงค์จะหย่า?

คำตอบ: ฟ้องได้ เพราะหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูเป็นหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 คู่สมรสฝ่ายที่ถูกละเลยสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า เนื่องจากเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นระหว่างที่สถานะสมรสยังคงอยู่ ต่างจาก “ค่าเลี้ยงชีพ” ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภายหลังการหย่า

8. คำถาม: การสมรสซ้อนที่เป็น “โมฆะ” ตามมาตรา 1495 มีผลทางกฎหมายอย่างไร?

คำตอบ: เมื่อเป็นการสมรสที่เป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เกิดผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เสมือนไม่มีการสมรสดังกล่าว การอ้างสิทธิในฐานะคู่สมรสจากการสมรสซ้อนจึงทำไม่ได้ และย่อมกระทบถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผูกพันกับสถานะคู่สมรส เช่น สิทธิรับบำเหน็จตกทอดหรือสิทธิทางครอบครัวอื่น ๆ ตามกฎหมาย




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย