
| การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยความสมบูรณ์ของการสมรส โดยวินิจฉัยว่าแม้สามีภริยาจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วแต่ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและมิได้อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน การสมรสดังกล่าวก็ยังไม่สิ้นสุดและยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุให้ฝ่ายหนึ่งอ้างฟ้องหย่าได้เท่านั้น ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การที่ฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่ในขณะที่ยังมีคู่สมรสชอบด้วยกฎหมายอยู่ จึงเป็นการสมรสซ้อน อันเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และพลตำรวจตรีวัฒนาได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาภายหลังทั้งสองมิได้อยู่กินร่วมกันและมิได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน พลตำรวจตรีวัฒนาได้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอีกสองครั้ง โดยครั้งหลังสุดจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในปี 2541 ขณะที่ยังมีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ ต่อมาเมื่อพลตำรวจตรีวัฒนาถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับพลตำรวจตรีวัฒนาเป็นโมฆะ และขอให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นปัญหาทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีคือ การที่สามีภริยาไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน ทำให้การสมรสสิ้นสุดหรือไม่ และการที่สามีไปจดทะเบียนสมรสใหม่โดยยังไม่ได้หย่ากับภริยาคนแรก จะมีผลเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นโมฆะ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ซึ่งบัญญัติหน้าที่ของสามีภริยาให้ต้องอยู่กินฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน โดยศาลอธิบายว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ภายหลังการสมรส มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส หากฝ่ายใดฝ่าฝืนก็เป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 เท่านั้น ไม่ใช่เหตุให้การสมรสสิ้นสุดหรือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนายังคงสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดมา การสมรสซ้อนและผลทางกฎหมาย การที่พลตำรวจตรีวัฒนาไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสตามมาตรา 1452 ซึ่งห้ามมิให้ชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ การสมรสดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ภายหลังพลตำรวจตรีวัฒนาจะถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมายก็ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะได้ ประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลยังย้ำหลักกฎหมายว่า การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก็สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของคู่สมรส การไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่า มิใช่เหตุให้การสมรสสิ้นสุด และแตกต่างจากกรณีค่าเลี้ยงชีพซึ่งเป็นสิทธิภายหลังการหย่า สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า การสมรสจะสิ้นสุดได้ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น การแยกกันอยู่หรือไม่อุปการะเลี้ยงดูกันไม่ทำให้สถานะคู่สมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ไปจดทะเบียนสมรสใหม่โดยยังไม่ได้หย่ากับคู่สมรสเดิมย่อมเสี่ยงต่อการสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สิน มรดก และบำเหน็จตกทอดอย่างร้ายแรง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างพลตำรวจตรีวัฒนากับจำเลยเป็นการสมรสซ้อน ฝ่าฝืนกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการสมรสเดิมของโจทก์ยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการไม่อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่า ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด การสมรสใหม่จึงเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2549 ป.พ.พ. มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งเป็นเรื่องภายหลังการสมรสตามหมวด 2 เรื่อง เงื่อนไขแห่งการสมรส กล่าวคือ เมื่อสมรสกันแล้วหากฝ่ายใดปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 1461 ดังกล่าวก็จะเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) หรือ (6) ที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจนำมาฟ้องร้องได้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. และไม่มีคำพิพากษาของศาลให้หย่ากัน การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จึงยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้หากโจทก์กับพลตำรวจตรี ว. จะมิได้อยู่ด้วยกันและมิได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันในระยะหลังก็มิได้มีผลต่อความสมบูรณ์ของการสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรี ว.โจทก์จึงยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจตรี ว. อยู่ตลอดมา เมื่อจำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับพลตำรวจตรี ว. ขณะที่พลตำรวจตรี ว. มีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่จึงเป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสในมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ต่อมาพลตำรวจตรี ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับตำรวจตรี ว. เป็นโมฆะได้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับพลตำรวจตรีวัฒนาเป็นโมฆะ และให้โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของพลตำรวจตรีวัฒนาแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ต่อมาพลตำรวจตรีวัฒนาได้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นและหย่ากันในภายหลัง และเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ทั้งที่ขณะนั้นยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนาไม่ได้อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 จึงทำให้การสมรสเดิมไม่สมบูรณ์ ศาลเห็นว่า มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาภายหลังการสมรส มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือคำพิพากษาให้หย่า การสมรสระหว่างโจทก์กับพลตำรวจตรีวัฒนายังคงสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันในระยะหลังก็ตาม ดังนั้น การที่จำเลยมาจดทะเบียนสมรสกับพลตำรวจตรีวัฒนาในขณะที่ยังมีโจทก์เป็นคู่สมรสอยู่ จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 และเป็นการสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้พลตำรวจตรีวัฒนาจะถึงแก่ความตาย โจทก์ก็ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สำหรับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องฟ้องหย่าจึงจะเรียกร้องได้ สามีภริยามีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ คู่สมรสฝ่ายใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่จำเป็นต้องหย่า การไม่อุปการะเลี้ยงดูยังอาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ การช่วยเหลืออุปการะกันต้องพิจารณาจากสุขภาพ รายได้ และฐานะของคู่สมรส โดยมุ่งให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้ตามสมควรและไม่เกินฐานะ จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นโมฆะ การสมรสเป็นนิติกรรมสำคัญที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด เพราะเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ในครอบครัว สิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยา ตลอดจนสิทธิในทรัพย์สิน มรดก และสวัสดิการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักเกิดกรณีที่บุคคลไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากับคู่สมรสเดิม ซึ่งกฎหมายเรียกว่า “การสมรสซ้อน” และมีผลทางกฎหมายร้ายแรงคือ เป็นโมฆะ บทความนี้จะอธิบายความหมาย หลักกฎหมาย ผลทางกฎหมาย และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมรสซ้อน เพื่อให้เข้าใจหลักกฎหมายอย่างถูกต้องและนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ 1. ความหมายของการสมรสซ้อน การสมรสซ้อน หมายถึง การที่ชายหรือหญิงจดทะเบียนสมรสกับบุคคลหนึ่งในขณะที่ตนยังมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว โดยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าหรือไม่มีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การสมรสลักษณะนี้ถือว่าฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งการสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายไทยรับรองการสมรสได้เพียงครั้งละหนึ่งคู่เท่านั้น กล่าวคือ บุคคลหนึ่งจะมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายได้เพียงคนเดียว หากยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาของบุคคลใดอยู่ จะไปสมรสกับบุคคลอื่นไม่ได้ 2. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ บทบัญญัตินี้เป็น “เงื่อนไขแห่งการสมรส” หากฝ่าฝืน การสมรสนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย เมื่อการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมเข้าหลักตามมาตรา 1495 ซึ่งบัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะ หมายความว่า การสมรสดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้น 3. แยกแยะระหว่าง “การสมรสซ้อน” กับ “การไม่อยู่กินกัน” ประเด็นที่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือ บางกรณีคู่สมรสจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่แยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยา หรือไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน หลายคนเข้าใจว่าการสมรสเช่นนี้สิ้นสุดไปแล้วโดยพฤตินัย ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 การอยู่กินและการอุปการะเลี้ยงดูเป็น “หน้าที่ของสามีภริยาภายหลังการสมรส” หากฝ่าฝืนย่อมเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ การสมรสจะสิ้นสุดได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากันเท่านั้น ดังนั้น หากยังไม่มีการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย การไปจดทะเบียนสมรสใหม่ย่อมเป็นการสมรสซ้อนและเป็นโมฆะ 4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการสมรสซ้อน ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนในหลายคดีว่า การไม่อยู่กินกันหรือไม่อุปการะเลี้ยงดูกัน ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของการสมรสเดิม หากยังไม่มีการหย่า การสมรสเดิมยังคงอยู่และมีผลตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2549 วินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสเดิมจะไม่ได้อยู่กินและไม่ได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องหย่าหรือมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสเดิมยังสมบูรณ์อยู่ การที่ฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สถานะการสมรสเป็นเรื่องของกฎหมาย มิใช่เรื่องของข้อเท็จจริงทางพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว 5. ใครบ้างมีสิทธิฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ผู้มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ได้แก่ คู่สมรสเดิมซึ่งยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แม้คู่สมรสฝ่ายที่ไปสมรสซ้อนจะถึงแก่ความตาย คู่สมรสเดิมก็ยังมีอำนาจฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน เช่น สิทธิในมรดกหรือบำเหน็จตกทอด 6. ผลทางกฎหมายของการสมรสซ้อน เมื่อการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เกิดการสมรสขึ้นตั้งแต่ต้น คู่สมรสจากการสมรสซ้อนไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิที่เกิดจากการสมรสได้ เช่น สิทธิในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สิทธิรับมรดก หรือสิทธิรับบำเหน็จตกทอด อย่างไรก็ตาม เรื่องบุตรที่เกิดจากการสมรสซ้อน กฎหมายยังคงคุ้มครองสถานะของบุตรโดยไม่ให้เสียสิทธิ เนื่องจากความเป็นบุตรเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กฎหมายพิจารณาแยกจากความสมบูรณ์ของการสมรส 7. ข้อควรระวังในทางปฏิบัติ ก่อนการจดทะเบียนสมรส ควรตรวจสอบสถานะการสมรสของตนเองและอีกฝ่ายอย่างรอบคอบ หากเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากันแล้วหรือไม่ การเข้าใจผิดหรือประมาทอาจทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายร้ายแรงในภายหลัง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและมีผลเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่ว่าคู่สมรสเดิมจะอยู่กินกันหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย สถานะการสมรสเดิมยังคงอยู่ ผู้ที่ประสงค์จะเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่จึงต้องดำเนินการให้การสมรสเดิมสิ้นสุดตามกฎหมายเสียก่อน เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาท สิทธิในครอบครัว และผลทางกฎหมายที่อาจตามมาในอนาคต คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: การที่สามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ภายหลังไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยาและไม่อุปการะเลี้ยงดูกัน ทำให้การสมรสสิ้นสุดหรือไม่? คำตอบ: ไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุด การสมรสยังคงสมบูรณ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่าหรือมีคำพิพากษาศาลให้หย่ากัน การไม่อยู่กินและไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงการฝ่าฝืนหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 ซึ่งเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เท่านั้น ไม่ทำให้การสมรสเดิมสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ 2. คำถาม: ป.พ.พ. มาตรา 1461 เป็น “เงื่อนไขแห่งการสมรส” หรือเป็น “หน้าที่หลังสมรส” และมีผลอย่างไร? คำตอบ: มาตรา 1461 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “หน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาภายหลังการสมรส” มิใช่เงื่อนไขแห่งการสมรส หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม เช่น ไม่อยู่กินร่วมกันหรือไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู ย่อมก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้องหรืออ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ทำให้การสมรสเดิมกลายเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ 3. คำถาม: หากฝ่ายหนึ่งไปจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับคู่สมรสเดิม การสมรสใหม่นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? คำตอบ: ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการสมรสซ้อน ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 ที่ห้ามสมรสในขณะที่ยังมีคู่สมรสอยู่ และเมื่อฝ่าฝืนมาตรา 1452 ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495 การจดทะเบียนสมรสใหม่จึงไม่ก่อให้เกิดสถานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย 4. คำถาม: ใครบ้างที่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ? คำตอบ: คู่สมรสเดิมซึ่งยังมีสถานะเป็นสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสใหม่ที่เป็นการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ แม้ต่อมาฝ่ายที่ไปสมรสซ้อนจะถึงแก่ความตาย ผู้มีส่วนได้เสียก็ยังคงมีสิทธิฟ้องให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะของการสมรสนั้นได้ 5. คำถาม: ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3192/2549 ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลักไว้ว่าอย่างไร? คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสเดิมจะไม่ได้อยู่กินร่วมกันและไม่อุปการะเลี้ยงดูกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการหย่าหรือมีคำพิพากษาให้หย่า การสมรสเดิมยังสมบูรณ์ตามกฎหมาย คู่สมรสเดิมยังเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายอยู่ตลอดมา ดังนั้นการไปจดทะเบียนสมรสใหม่ในระหว่างยังมีคู่สมรสเดิมอยู่ จึงเป็นการสมรสซ้อนและเป็นโมฆะตามกฎหมาย 6. คำถาม: ทำไมการแยกกันอยู่นานหรือไม่ช่วยเหลือกัน จึงไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดเองโดยอัตโนมัติ? คำตอบ: เพราะกฎหมายกำหนดวิธีสิ้นสุดการสมรสไว้ชัดเจน ได้แก่ การหย่าโดยการจดทะเบียนหย่า หรือการหย่าโดยคำพิพากษาศาล การแยกกันอยู่หรือการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 1461 เป็นเพียงเหตุหรือพฤติการณ์ที่อาจนำไปใช้ฟ้องหย่าได้ แต่ไม่ใช่เหตุที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดเองตามกฎหมาย 7. คำถาม: คู่สมรสสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ หากยังไม่ประสงค์จะหย่า? คำตอบ: ฟ้องได้ เพราะหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูเป็นหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 คู่สมรสฝ่ายที่ถูกละเลยสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า เนื่องจากเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นระหว่างที่สถานะสมรสยังคงอยู่ ต่างจาก “ค่าเลี้ยงชีพ” ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภายหลังการหย่า 8. คำถาม: การสมรสซ้อนที่เป็น “โมฆะ” ตามมาตรา 1495 มีผลทางกฎหมายอย่างไร? คำตอบ: เมื่อเป็นการสมรสที่เป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เกิดผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เสมือนไม่มีการสมรสดังกล่าว การอ้างสิทธิในฐานะคู่สมรสจากการสมรสซ้อนจึงทำไม่ได้ และย่อมกระทบถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผูกพันกับสถานะคู่สมรส เช่น สิทธิรับบำเหน็จตกทอดหรือสิทธิทางครอบครัวอื่น ๆ ตามกฎหมาย |




