
| การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่ภริยาย้ายออกจากบ้านพักของสามีไปอยู่บ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสินสมรสร่วมกัน จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินกว่าหนึ่งปีหรือไม่ และสามีสามารถอ้างเหตุนี้เพื่อฟ้องหย่าได้หรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า เหตุหย่าเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องตีความอย่างเคร่งครัด การแยกกันอยู่จะเป็น “ละทิ้งร้าง” ได้ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งการแยกกันอยู่โดยปราศจากเหตุอันสมควร และต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการย้ายที่อยู่โดยมีเหตุจากความขัดแย้งหรือจากการร้องขอของอีกฝ่าย คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว เพราะเป็นบรรทัดฐานว่าการกล่าวอ้าง “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน และมีทั้งสินสมรสและหนี้ระหว่างสมรส ต่อมาเกิดความขัดแย้งในครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาการเงิน จนมีการทะเลาะและทำร้ายร่างกายกัน ภายหลังเหตุทะเลาะดังกล่าว จำเลยย้ายออกจากแฟลตตำรวจที่โจทก์พักอาศัย ไปอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยพาบุตรสาวไปด้วย โจทก์จึงอ้างว่าจำเลย “จงใจละทิ้งร้าง” เกินหนึ่งปี ไม่ติดต่อและไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอีก จึงฟ้องหย่า พร้อมทั้งขอแบ่งสินสมรส จัดการหนี้ และขออำนาจปกครองบุตร อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่รับกันคือ การย้ายออกของจำเลยเกิดจากการที่โจทก์บอกให้ย้าย และเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับ อีกทั้งบ้านที่จำเลยย้ายไปนั้นเป็นสินสมรสร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ประเด็นปัญหากฎหมาย ปัญหาสำคัญคือ การกระทำดังกล่าวเป็น “การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” ตามมาตรา 1516 (4) หรือไม่ มาตรา 1516 (4) บัญญัติให้สามีหรือภริยาฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายหนึ่ง “จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี” การตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ (1) มีการแยกกันอยู่จริง (2) เป็นการกระทำโดยเจตนา (3) เป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านปลายทางเป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโดยเจตนา การแยกกันอยู่จึงมิใช่การตัดขาดความสัมพันธ์โดยสมัครใจฝ่ายเดียว แต่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งและคำสั่งของโจทก์เอง วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึกและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4) มาตรา 1516 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่าย “จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี” บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นข้อยกเว้นต่อหลักความมั่นคงของสถาบันสมรส จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่ขยายความเกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย คำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ (1) มีการแยกกันอยู่โดยแท้จริง (2) เป็นการกระทำโดยเจตนาของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา (3) เป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีลักษณะตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับกันว่า จำเลยย้ายออกจากแฟลตตำรวจภายหลังมีการทะเลาะรุนแรง และการย้ายออกนั้นเกิดจากการที่โจทก์บอกให้ย้าย พร้อมทั้งเป็นผู้ติดต่อบิดาจำเลยให้มารับ อีกทั้งบ้านที่จำเลยไปอยู่นั้นเป็นสินสมรสร่วมกัน มิใช่การหลบหนีไปตั้งหลักแหล่งใหม่โดยตัดขาดจากครอบครัว การแยกกันอยู่จึงมิใช่ผลจากเจตนาของจำเลยฝ่ายเดียว หากแต่เป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิด การจะถือว่าจำเลย “จงใจละทิ้งร้าง” ย่อมต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดแจ้งว่า จำเลยตั้งใจไม่กลับมาใช้ชีวิตสมรสอีกต่อไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีไม่ถึงระดับดังกล่าว เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4) มุ่งคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งโดยไม่มีความผิด มิใช่เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดความแตกแยก นำเหตุการณ์นั้นมาอ้างเป็นเหตุหย่าเอง หากยอมรับเช่นนั้น จะเป็นการเปิดช่องให้บุคคลสร้างเหตุแห่งการแยกกันอยู่ แล้วใช้เป็นฐานฟ้องหย่า อันขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในคดีครอบครัว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การละทิ้งร้างต้องเป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และต้องมีเจตนาตัดความสัมพันธ์สมรสอย่างชัดเจน หากเป็นการแยกกันอยู่เนื่องจากการทะเลาะ การถูกทำร้าย หรือถูกขับไล่ออกจากบ้าน ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละทิ้งร้างของฝ่ายที่ออกไป ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4) บรรทัดฐานที่คดีนี้วางไว้มีความสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ หนึ่ง การพิจารณาเหตุหย่าต้องดูที่ “เจตนา” และ “ความไม่มีเหตุอันสมควร” อย่างเคร่งครัด สอง ฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ ไม่อาจอ้างการแยกนั้นเป็นเหตุหย่าได้ สาม การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกัน มิใช่พฤติการณ์ที่สะท้อนการตัดขาดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน กำหนดการแบ่งทรัพย์สินและหนี้ระหว่างสมรส จัดให้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ โดยยกคำขอหย่า และไม่แบ่งสินสมรสหรือกำหนดให้โจทก์รับผิดชำระหนี้เพียงฝ่ายเดียว เห็นว่าไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้าง 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า การย้ายออกของจำเลยเกิดจากคำบอกของโจทก์ และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน จึงไม่ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า เหตุหย่าเป็นข้อยกเว้นที่กระทบต่อสถานะบุคคลและความมั่นคงของสถาบันสมรส จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดและพิสูจน์องค์ประกอบให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเหตุ “จงใจละทิ้งร้าง” ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งมิใช่เพียงการแยกกันอยู่ แต่ต้องเป็นการละทิ้งโดยเจตนา ตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และปราศจากเหตุอันสมควร หลักสำคัญที่คดีนี้วางไว้คือ ฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ หรือเป็นผู้บอกให้อีกฝ่ายย้ายออก ไม่อาจอาศัยผลแห่งการแยกนั้นมาอ้างเป็นเหตุหย่าได้ เพราะขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรม การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต มิใช่การสร้างสถานการณ์เพื่อประโยชน์แห่งคดี อีกทั้ง การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสร่วมกัน ไม่ใช่พฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดขาดชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด จึงไม่เข้าองค์ประกอบการละทิ้งร้าง บรรทัดฐานนี้มีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ เพราะช่วยจำกัดการขยายความเหตุหย่าเกินขอบเขตกฎหมาย และคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัวตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น จะเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการย้ายออกเกิดจากคำบอกของโจทก์ และบ้านที่ย้ายไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างโดยเจตนา โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “จงใจละทิ้งร้าง” หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งแยกกันอยู่โดยเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และปราศจากเหตุอันสมควร ต้องมีพฤติการณ์แสดงถึงความตั้งใจไม่กลับมาดำรงชีวิตคู่ มิใช่เพียงการย้ายที่อยู่ชั่วคราวหรือเกิดจากความขัดแย้งที่อีกฝ่ายมีส่วนก่อให้เกิด 2. “เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4)” เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิฟ้องหย่าเมื่ออีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ต้องพิสูจน์องค์ประกอบทั้งเรื่องเจตนา ระยะเวลา และความไม่มีเหตุอันสมควรอย่างครบถ้วน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นเหตุหย่าได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่เกินหนึ่งปีถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้างเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การแยกกันอยู่เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางกายภาพ แต่การจะเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากการแยกกันอยู่เกิดจากการทะเลาะ ถูกขับไล่ หรือมีเหตุจำเป็น ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4) 2. หากสามีเป็นผู้บอกให้ภริยาย้ายออก จะถือว่าภริยาละทิ้งร้างได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่อาจถือได้ เพราะการย้ายออกมิใช่การตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยเจตนาละทิ้ง หากเกิดจากคำสั่งหรือความยินยอมของสามี การอ้างว่าภริยาละทิ้งร้างย่อมขาดองค์ประกอบเรื่องเจตนา และขัดต่อหลักความสุจริตในการใช้สิทธิ 3. การย้ายไปอยู่บ้านที่เป็นสินสมรสร่วมกัน มีผลอย่างไรต่อการวินิจฉัยเรื่องละทิ้งร้าง คำตอบ การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินที่เป็นของคู่สมรสร่วมกัน ไม่ใช่พฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดขาดชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด ยังสะท้อนความเชื่อมโยงทางทรัพย์สินและครอบครัว จึงยากที่จะตีความว่าเป็นการละทิ้งร้างโดยสมบูรณ์ 4. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) ต้องพิสูจน์เรื่องใดบ้าง คำตอบ ต้องพิสูจน์ว่ามีการแยกกันอยู่จริง เกินหนึ่งปี มีเจตนาละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีลักษณะตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างชัดแจ้ง หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลย่อมไม่รับฟังเป็นเหตุหย่า 5. หากมีการทะเลาะรุนแรงจนอีกฝ่ายย้ายออก จะถือเป็นละทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป หากการย้ายออกเกิดจากการถูกทำร้าย ถูกกดดัน หรือเกิดจากความรุนแรงในครอบครัว ย่อมถือว่าเป็นเหตุอันสมควร ไม่ใช่การละทิ้งร้างโดยเจตนา 6. ศาลตีความเหตุหย่าอย่างไรในทางปฏิบัติ คำตอบ ศาลตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการหย่าเป็นการยุติสถานภาพสมรสซึ่งมีผลกระทบกว้างขวาง จึงต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ไม่อาจอาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว 7. การที่คู่สมรสไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันอีก มีผลเป็นละทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ การไม่มีความสัมพันธ์ทางกายหรือการติดต่อกัน อาจเป็นพฤติการณ์ประกอบ แต่ไม่เพียงพอโดยลำพัง ต้องพิจารณาร่วมกับเจตนาและเหตุแห่งการแยกกันอยู่ หากมีเหตุอันสมควร ก็ไม่เข้าข่ายละทิ้งร้าง 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการอ้างเหตุ “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์องค์ประกอบอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและความไม่มีเหตุอันสมควร และฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ไม่อาจนำเหตุการณ์นั้นมาใช้เป็นฐานฟ้องหย่าได้ ช่วยคุ้มครองความเป็นธรรมและความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4480/2553 จำเลยซึ่งเป็นภริยาย้ายออกจากบ้านพักของโจทก์ซึ่งเป็นแฟลตตำรวจไปอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาดเนื่องจากโจทก์บอกให้ย้ายไป โดยโจทก์โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับจำเลยไป ทั้งบ้านที่อำเภอน้ำปาดก็เป็นที่ดินของโจทก์และจำเลยอันเป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโจทก์ โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน มีสินสมรสหลายรายการและหนี้ระหว่างสมรส โจทก์รับราชการตำรวจเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ต่อมาทะเลาะกันรุนแรงเรื่องการเงิน จำเลยย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อำเภอน้ำปาดเกิน 1 ปี โดยไม่ติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอีก โจทก์เห็นว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง ขอให้หย่า แบ่งสินสมรส ชำระหนี้ และส่งคืนพระเลี่ยมทองซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ จำเลยให้การว่า มิได้จงใจละทิ้งร้าง เดิมพักอาศัยอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาด เมื่อโจทก์ย้ายไปรับราชการที่อื่น จำเลยและบุตรยังอยู่บ้านเดิม พระเลี่ยมทองเป็นของหมั้นอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และไม่มีเหตุให้ถอนอำนาจปกครองบุตร ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า จัดการแบ่งทรัพย์ กำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และกำหนดค่าเลี้ยงดู จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ โดยยกคำขอหย่า ไม่แบ่งสินสมรส และไม่ให้โจทก์ชดใช้หนี้เพียงผู้เดียว โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับกันว่าจำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน จึงไม่ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน คือ นายศุภภักดิ์ และเด็กหญิงภักดิ์กมล มีสินสมรส 5 รายการ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3, 4, 5, 6 และ 7 รวมเป็นเงิน 1,130,000 บาท มีสินส่วนตัวของโจทก์ คือ พระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) ราคา 20,000 บาท ที่จำเลยนำไปสวมใส่ มีหนี้ระหว่างสมรสเป็นเงิน 980,000 บาท โจทก์รับราชการเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย เป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงดูครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเหตุให้จำเลยหาเรื่องด่าว่าทะเลาะกับโจทก์เกี่ยวกับเรื่องเงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัวถึงขั้นตบตีกันเป็นประจำ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2547 จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์จากบ้านเลขที่ 308 ถนนศรีพนมมาศ ตำบลศรีพนมมาศ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไปเกิน 1 ปี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 72/4 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงปัจจุบันโจทก์และจำเลยไม่ได้ติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันอีก การกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง เป็นการทรมานร่างกายและจิตใจของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้แบ่งสินสมรสคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 565,000 บาท หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน ให้จำเลยชดใช้หนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 490,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบพระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) คืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยให้การว่า หลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 72/9 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อโจทก์ย้ายไปรับราชการที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวตลอดมา จำเลยไม่ได้จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปตามฟ้อง พระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) เป็นของหมั้นจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย จำเลยไม่ได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้โจทก์เป็นผู้ชดใช้หนี้สินระหว่างสมรสแต่เพียงผู้เดียว สินสมรส คือ รถจัรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนดาสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กบธ อุตรดิตถ์ 851 ยกให้นายศุภภักดี รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนดา สีดำ หมายเลขทะเบียน อุตรดิตถ์ ฉ 2881 ยกให้เด็กหญิงภักดิ์กมล บ้านเลขที่ 72/4 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และบ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 4 ตำบลแม้จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ยกให้นายศุภภักดิ์ และเด็กหญิงภักดิ์กมล คนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนายศุภภักดิ์เดือนละไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท เด็กหญิงภักดิ์กมลเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขออื่นเสียด้วย (คือ ยกคำขอที่ให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและยกคำขอที่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว) ไม่แบ่งสินสมรสและไม่ให้โจทก์ชดใช้หนี้ระหว่างสมรสเพียงผู้เดียวตามข้อตกลงของโจทก์จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยเพราะจำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงรับกันว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขนาดโจทก์ตบตีจำเลยและจำเลยย้ายออกจากบ้านพักของโจทก์ที่เป็นแฟลตตำรวจ ตั้งอยู่ถนนศรีพนมมาศ ตำบลศรีพนมมาศ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไปอยู่ที่บ้านตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยจำเลยพาเด็กหญิงภักดิ์กมล บุตรสาวของโจทก์และจำเลยไปอยู่ด้วย จนเป็นเหตุให้โจทก์อ้างเป็นเหตุหาว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์เป็นคดีนั้น โจทก์จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงรับกันด้วยว่า การที่จำเลยย้ายออกจากบ้านพักแฟลตตำรวจไปอยู่ที่บ้านที่อำเภอน้ำปาดเป็นเพราะโจทก์บอกให้ย้ายไป โดยโจทก์โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับจำเลยไปและบ้านที่อำเภอน้ำปาดดังกล่าวนั้น ก็เป็นบ้านที่เป็นของโจทก์และจำเลยอันเป็นสินสมรสร่วมกัน ดังนี้ การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโจทก์ โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
