ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516, ฟ้องหย่าเพราะคู่สมรสแยกกันอยู่โดยไม่มีเหตุอันสมควร, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องละทิ้งร้าง, องค์ประกอบเหตุหย่าจงใจละทิ้งร้าง, การย้ายออกจากบ้านถือเป็นละทิ้งร้างหรือไม่, การแยกกันอยู่เพราะถูกบอกให้ย้ายบ้าน, สิทธิฟ้องหย่าในคดีครอบครัว, ผลของการไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้าง, การพิจารณาเจตนาในการแยกกันอยู่, ละทิ้งร้างกับปฏิปักษ์ต่อการสมรส, การแบ่งสินสมรสเมื่อไม่มีเหตุหย่า, อำนาจปกครองบุตรในคดีหย่า, หนี้สมรส

 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่ภริยาย้ายออกจากบ้านพักของสามีไปอยู่บ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสินสมรสร่วมกัน จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินกว่าหนึ่งปีหรือไม่ และสามีสามารถอ้างเหตุนี้เพื่อฟ้องหย่าได้หรือไม่

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า เหตุหย่าเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องตีความอย่างเคร่งครัด การแยกกันอยู่จะเป็น “ละทิ้งร้าง” ได้ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งการแยกกันอยู่โดยปราศจากเหตุอันสมควร และต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการย้ายที่อยู่โดยมีเหตุจากความขัดแย้งหรือจากการร้องขอของอีกฝ่าย

คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว เพราะเป็นบรรทัดฐานว่าการกล่าวอ้าง “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน และมีทั้งสินสมรสและหนี้ระหว่างสมรส ต่อมาเกิดความขัดแย้งในครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาการเงิน จนมีการทะเลาะและทำร้ายร่างกายกัน

ภายหลังเหตุทะเลาะดังกล่าว จำเลยย้ายออกจากแฟลตตำรวจที่โจทก์พักอาศัย ไปอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยพาบุตรสาวไปด้วย โจทก์จึงอ้างว่าจำเลย “จงใจละทิ้งร้าง” เกินหนึ่งปี ไม่ติดต่อและไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอีก จึงฟ้องหย่า พร้อมทั้งขอแบ่งสินสมรส จัดการหนี้ และขออำนาจปกครองบุตร

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่รับกันคือ การย้ายออกของจำเลยเกิดจากการที่โจทก์บอกให้ย้าย และเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับ อีกทั้งบ้านที่จำเลยย้ายไปนั้นเป็นสินสมรสร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ประเด็นปัญหากฎหมาย

ปัญหาสำคัญคือ การกระทำดังกล่าวเป็น “การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” ตามมาตรา 1516 (4) หรือไม่

มาตรา 1516 (4) บัญญัติให้สามีหรือภริยาฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายหนึ่ง “จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี” การตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่

(1) มีการแยกกันอยู่จริง

(2) เป็นการกระทำโดยเจตนา

(3) เป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านปลายทางเป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโดยเจตนา

การแยกกันอยู่จึงมิใช่การตัดขาดความสัมพันธ์โดยสมัครใจฝ่ายเดียว แต่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งและคำสั่งของโจทก์เอง

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึกและเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4)

มาตรา 1516 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่าย “จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี” บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นข้อยกเว้นต่อหลักความมั่นคงของสถาบันสมรส จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่ขยายความเกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย

คำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ

(1) มีการแยกกันอยู่โดยแท้จริง

(2) เป็นการกระทำโดยเจตนาของฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

(3) เป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีลักษณะตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา

ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับกันว่า จำเลยย้ายออกจากแฟลตตำรวจภายหลังมีการทะเลาะรุนแรง และการย้ายออกนั้นเกิดจากการที่โจทก์บอกให้ย้าย พร้อมทั้งเป็นผู้ติดต่อบิดาจำเลยให้มารับ อีกทั้งบ้านที่จำเลยไปอยู่นั้นเป็นสินสมรสร่วมกัน มิใช่การหลบหนีไปตั้งหลักแหล่งใหม่โดยตัดขาดจากครอบครัว

การแยกกันอยู่จึงมิใช่ผลจากเจตนาของจำเลยฝ่ายเดียว หากแต่เป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิด การจะถือว่าจำเลย “จงใจละทิ้งร้าง” ย่อมต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดแจ้งว่า จำเลยตั้งใจไม่กลับมาใช้ชีวิตสมรสอีกต่อไปโดยปราศจากเหตุอันสมควร ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีไม่ถึงระดับดังกล่าว

เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4) มุ่งคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งโดยไม่มีความผิด มิใช่เปิดโอกาสให้คู่สมรสฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดความแตกแยก นำเหตุการณ์นั้นมาอ้างเป็นเหตุหย่าเอง หากยอมรับเช่นนั้น จะเป็นการเปิดช่องให้บุคคลสร้างเหตุแห่งการแยกกันอยู่ แล้วใช้เป็นฐานฟ้องหย่า อันขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในคดีครอบครัว

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การละทิ้งร้างต้องเป็นการละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และต้องมีเจตนาตัดความสัมพันธ์สมรสอย่างชัดเจน หากเป็นการแยกกันอยู่เนื่องจากการทะเลาะ การถูกทำร้าย หรือถูกขับไล่ออกจากบ้าน ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละทิ้งร้างของฝ่ายที่ออกไป

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4)

บรรทัดฐานที่คดีนี้วางไว้มีความสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ

หนึ่ง การพิจารณาเหตุหย่าต้องดูที่ “เจตนา” และ “ความไม่มีเหตุอันสมควร” อย่างเคร่งครัด

สอง ฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ ไม่อาจอ้างการแยกนั้นเป็นเหตุหย่าได้

สาม การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกัน มิใช่พฤติการณ์ที่สะท้อนการตัดขาดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน กำหนดการแบ่งทรัพย์สินและหนี้ระหว่างสมรส จัดให้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ โดยยกคำขอหย่า และไม่แบ่งสินสมรสหรือกำหนดให้โจทก์รับผิดชำระหนี้เพียงฝ่ายเดียว เห็นว่าไม่เป็นการจงใจละทิ้งร้าง

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า การย้ายออกของจำเลยเกิดจากคำบอกของโจทก์ และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน จึงไม่ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า เหตุหย่าเป็นข้อยกเว้นที่กระทบต่อสถานะบุคคลและความมั่นคงของสถาบันสมรส จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดและพิสูจน์องค์ประกอบให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเหตุ “จงใจละทิ้งร้าง” ตามมาตรา 1516 (4) ซึ่งมิใช่เพียงการแยกกันอยู่ แต่ต้องเป็นการละทิ้งโดยเจตนา ตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และปราศจากเหตุอันสมควร

หลักสำคัญที่คดีนี้วางไว้คือ ฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ หรือเป็นผู้บอกให้อีกฝ่ายย้ายออก ไม่อาจอาศัยผลแห่งการแยกนั้นมาอ้างเป็นเหตุหย่าได้ เพราะขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรม การใช้สิทธิฟ้องหย่าต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต มิใช่การสร้างสถานการณ์เพื่อประโยชน์แห่งคดี

อีกทั้ง การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสร่วมกัน ไม่ใช่พฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดขาดชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด จึงไม่เข้าองค์ประกอบการละทิ้งร้าง บรรทัดฐานนี้มีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีครอบครัวในทางปฏิบัติ เพราะช่วยจำกัดการขยายความเหตุหย่าเกินขอบเขตกฎหมาย และคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัวตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น จะเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการย้ายออกเกิดจากคำบอกของโจทก์ และบ้านที่ย้ายไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นการละทิ้งร้างโดยเจตนา โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “จงใจละทิ้งร้าง”

หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งแยกกันอยู่โดยเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และปราศจากเหตุอันสมควร ต้องมีพฤติการณ์แสดงถึงความตั้งใจไม่กลับมาดำรงชีวิตคู่ มิใช่เพียงการย้ายที่อยู่ชั่วคราวหรือเกิดจากความขัดแย้งที่อีกฝ่ายมีส่วนก่อให้เกิด

2. “เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4)”

เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิฟ้องหย่าเมื่ออีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ต้องพิสูจน์องค์ประกอบทั้งเรื่องเจตนา ระยะเวลา และความไม่มีเหตุอันสมควรอย่างครบถ้วน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นเหตุหย่าได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแยกกันอยู่เกินหนึ่งปีถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้างเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป การแยกกันอยู่เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางกายภาพ แต่การจะเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากการแยกกันอยู่เกิดจากการทะเลาะ ถูกขับไล่ หรือมีเหตุจำเป็น ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4)

2. หากสามีเป็นผู้บอกให้ภริยาย้ายออก จะถือว่าภริยาละทิ้งร้างได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่อาจถือได้ เพราะการย้ายออกมิใช่การตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยเจตนาละทิ้ง หากเกิดจากคำสั่งหรือความยินยอมของสามี การอ้างว่าภริยาละทิ้งร้างย่อมขาดองค์ประกอบเรื่องเจตนา และขัดต่อหลักความสุจริตในการใช้สิทธิ

3. การย้ายไปอยู่บ้านที่เป็นสินสมรสร่วมกัน มีผลอย่างไรต่อการวินิจฉัยเรื่องละทิ้งร้าง

คำตอบ

การย้ายไปอยู่ในทรัพย์สินที่เป็นของคู่สมรสร่วมกัน ไม่ใช่พฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดขาดชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด ยังสะท้อนความเชื่อมโยงทางทรัพย์สินและครอบครัว จึงยากที่จะตีความว่าเป็นการละทิ้งร้างโดยสมบูรณ์

4. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) ต้องพิสูจน์เรื่องใดบ้าง

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ว่ามีการแยกกันอยู่จริง เกินหนึ่งปี มีเจตนาละทิ้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีลักษณะตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างชัดแจ้ง หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ศาลย่อมไม่รับฟังเป็นเหตุหย่า

5. หากมีการทะเลาะรุนแรงจนอีกฝ่ายย้ายออก จะถือเป็นละทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป หากการย้ายออกเกิดจากการถูกทำร้าย ถูกกดดัน หรือเกิดจากความรุนแรงในครอบครัว ย่อมถือว่าเป็นเหตุอันสมควร ไม่ใช่การละทิ้งร้างโดยเจตนา

6. ศาลตีความเหตุหย่าอย่างไรในทางปฏิบัติ

คำตอบ

ศาลตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการหย่าเป็นการยุติสถานภาพสมรสซึ่งมีผลกระทบกว้างขวาง จึงต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ไม่อาจอาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

7. การที่คู่สมรสไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันอีก มีผลเป็นละทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

การไม่มีความสัมพันธ์ทางกายหรือการติดต่อกัน อาจเป็นพฤติการณ์ประกอบ แต่ไม่เพียงพอโดยลำพัง ต้องพิจารณาร่วมกับเจตนาและเหตุแห่งการแยกกันอยู่ หากมีเหตุอันสมควร ก็ไม่เข้าข่ายละทิ้งร้าง

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการอ้างเหตุ “จงใจละทิ้งร้าง” ต้องพิสูจน์องค์ประกอบอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและความไม่มีเหตุอันสมควร และฝ่ายที่มีส่วนก่อให้เกิดการแยกกันอยู่ไม่อาจนำเหตุการณ์นั้นมาใช้เป็นฐานฟ้องหย่าได้ ช่วยคุ้มครองความเป็นธรรมและความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในทางปฏิบัติ

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4480/2553

จำเลยซึ่งเป็นภริยาย้ายออกจากบ้านพักของโจทก์ซึ่งเป็นแฟลตตำรวจไปอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาดเนื่องจากโจทก์บอกให้ย้ายไป โดยโจทก์โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับจำเลยไป ทั้งบ้านที่อำเภอน้ำปาดก็เป็นที่ดินของโจทก์และจำเลยอันเป็นสินสมรสร่วมกัน การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโจทก์ โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน มีสินสมรสหลายรายการและหนี้ระหว่างสมรส โจทก์รับราชการตำรวจเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ต่อมาทะเลาะกันรุนแรงเรื่องการเงิน จำเลยย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อำเภอน้ำปาดเกิน 1 ปี โดยไม่ติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอีก โจทก์เห็นว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง ขอให้หย่า แบ่งสินสมรส ชำระหนี้ และส่งคืนพระเลี่ยมทองซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์

จำเลยให้การว่า มิได้จงใจละทิ้งร้าง เดิมพักอาศัยอยู่บ้านที่อำเภอน้ำปาด เมื่อโจทก์ย้ายไปรับราชการที่อื่น จำเลยและบุตรยังอยู่บ้านเดิม พระเลี่ยมทองเป็นของหมั้นอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และไม่มีเหตุให้ถอนอำนาจปกครองบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า จัดการแบ่งทรัพย์ กำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และกำหนดค่าเลี้ยงดู

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ โดยยกคำขอหย่า ไม่แบ่งสินสมรส และไม่ให้โจทก์ชดใช้หนี้เพียงผู้เดียว

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับกันว่าจำเลยย้ายออกเพราะโจทก์บอกให้ย้าย และบ้านที่ไปอยู่เป็นสินสมรสร่วมกัน จึงไม่ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน คือ นายศุภภักดิ์ และเด็กหญิงภักดิ์กมล มีสินสมรส 5 รายการ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3, 4, 5, 6 และ 7 รวมเป็นเงิน 1,130,000 บาท มีสินส่วนตัวของโจทก์ คือ พระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) ราคา 20,000 บาท ที่จำเลยนำไปสวมใส่ มีหนี้ระหว่างสมรสเป็นเงิน 980,000 บาท โจทก์รับราชการเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย เป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงดูครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเหตุให้จำเลยหาเรื่องด่าว่าทะเลาะกับโจทก์เกี่ยวกับเรื่องเงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัวถึงขั้นตบตีกันเป็นประจำ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2547 จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์จากบ้านเลขที่ 308 ถนนศรีพนมมาศ ตำบลศรีพนมมาศ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไปเกิน 1 ปี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 72/4 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงปัจจุบันโจทก์และจำเลยไม่ได้ติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันอีก การกระทำของจำเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง เป็นการทรมานร่างกายและจิตใจของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้แบ่งสินสมรสคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 565,000 บาท หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน ให้จำเลยชดใช้หนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 490,000 บาท และให้จำเลยส่งมอบพระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) คืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยให้การว่า หลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 72/9 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อโจทก์ย้ายไปรับราชการที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จำเลยและบุตรผู้เยาว์ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ดังกล่าวตลอดมา จำเลยไม่ได้จงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปตามฟ้อง พระเลี่ยมทอง (พระพุทธโกสัย) เป็นของหมั้นจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย จำเลยไม่ได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุให้ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้โจทก์เป็นผู้ชดใช้หนี้สินระหว่างสมรสแต่เพียงผู้เดียว สินสมรส คือ รถจัรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนดาสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กบธ อุตรดิตถ์ 851 ยกให้นายศุภภักดี รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนดา สีดำ หมายเลขทะเบียน อุตรดิตถ์ ฉ 2881 ยกให้เด็กหญิงภักดิ์กมล บ้านเลขที่ 72/4 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และบ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 4 ตำบลแม้จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ยกให้นายศุภภักดิ์ และเด็กหญิงภักดิ์กมล คนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนายศุภภักดิ์เดือนละไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท เด็กหญิงภักดิ์กมลเดือนละ 3,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขออื่นเสียด้วย (คือ ยกคำขอที่ให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและยกคำขอที่ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว) ไม่แบ่งสินสมรสและไม่ให้โจทก์ชดใช้หนี้ระหว่างสมรสเพียงผู้เดียวตามข้อตกลงของโจทก์จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยเพราะจำเลยทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงรับกันว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขนาดโจทก์ตบตีจำเลยและจำเลยย้ายออกจากบ้านพักของโจทก์ที่เป็นแฟลตตำรวจ ตั้งอยู่ถนนศรีพนมมาศ ตำบลศรีพนมมาศ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไปอยู่ที่บ้านตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านฝาย อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยจำเลยพาเด็กหญิงภักดิ์กมล บุตรสาวของโจทก์และจำเลยไปอยู่ด้วย จนเป็นเหตุให้โจทก์อ้างเป็นเหตุหาว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์เป็นคดีนั้น โจทก์จำเลยนำสืบข้อเท็จจริงรับกันด้วยว่า การที่จำเลยย้ายออกจากบ้านพักแฟลตตำรวจไปอยู่ที่บ้านที่อำเภอน้ำปาดเป็นเพราะโจทก์บอกให้ย้ายไป โดยโจทก์โทรศัพท์แจ้งบิดาจำเลยให้มารับจำเลยไปและบ้านที่อำเภอน้ำปาดดังกล่าวนั้น ก็เป็นบ้านที่เป็นของโจทก์และจำเลยอันเป็นสินสมรสร่วมกัน ดังนี้ การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งร้างโจทก์ โจทก์จึงอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง”

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย