ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่

ฟ้องหย่าเพราะจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี, เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516, การไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาหลังปลดประจำการ, หน้าที่สามีภริยาต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน, พฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์อยู่ร่วมกัน, การอ้างติดต่อแต่ไม่เพียงพอในทางกฎหมาย, ละทิ้งร้างโดยพฤติการณ์, การตีความคำว่าจงใจละทิ้งร้าง, อยู่แยกกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร, การละเลยหน้าที่สมรสตามกฎหมาย, ฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสทอดทิ้ง, ความรับผิดตามหน้าที่คู่สมรส, เกณฑ์เหตุหย่าละทิ้งร้าง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่สามีหลังปลดประจำการทหารแล้วไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับภริยา ไม่ขวนขวายจัดหาที่อยู่อาศัย ไม่อุปการะเลี้ยงดู และเพียงอ้างว่าเคยติดต่อบ้างเล็กน้อย จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีหน้าที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ หากฝ่ายใดไม่กลับมาอยู่ร่วมกันภายหลังสิ้นเหตุจำเป็น และแสดงพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์จะใช้ชีวิตร่วมกันอีก ย่อมเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง” เมื่อเกินกำหนดหนึ่งปี อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันฉันสามีภริยาเพียงประมาณสองเดือน ต่อมาจำเลยเข้ารับราชการทหาร และปลดประจำการเป็นกองหนุนในปี 2531 ภายหลังปลดประจำการแล้ว จำเลยมิได้กลับไปอยู่ร่วมกับโจทก์ มิได้จัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ มิได้แสดงความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมในการนำพาโจทก์ไปอยู่ด้วย

จำเลยอ้างว่าได้เคยส่งจดหมายและโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานหรือพฤติการณ์ชัดแจ้งว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ในปี 2533 โจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นและมีบุตรร่วมกัน

โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลย โดยอ้างเหตุจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หย่า จำเลยฎีกาโดยโต้แย้งว่าไม่ได้จงใจละทิ้งร้าง

คำวินิจฉัยและการแยกประเด็น

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ได้แก่

1. ภายหลังปลดประจำการแล้ว จำเลยไม่มีเหตุจำเป็นต้องแยกกันอยู่ แต่กลับไม่ไปอยู่ร่วมกับโจทก์

2. จำเลยย้ายออกจากที่พักเดิมโดยไม่ติดต่อโจทก์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

3. การอ้างว่าเคยติดต่อทางจดหมายหรือโทรศัพท์เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอแสดงถึงความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตคู่

4. การสมรสโดยจดทะเบียนก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป และถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี

คำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” มิได้หมายถึงเพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสร่วมกัน โดยประเมินจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น การไม่ติดต่อ ไม่อุปการะ ไม่จัดหาที่อยู่ ไม่แสดงความรับผิดชอบตามฐานะสามีภริยา

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า ภาระการพิสูจน์มิได้จำกัดเฉพาะการขาดการอยู่ร่วมกัน แต่รวมถึงการละเลยหน้าที่ตามกฎหมายด้วย หากปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายโดยไม่เอาใจใส่ และไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมเข้าองค์ประกอบของการจงใจละทิ้งร้าง

เจตนารมณ์ของมาตราและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้คู่สมรสที่ถูกทอดทิ้งสามารถปลดเปลื้องพันธะสมรสได้ เมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ขั้นพื้นฐานของชีวิตคู่

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไปวางหลักว่า การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างถิ่นโดยยังติดต่อและอุปการะกัน ย่อมไม่ถือเป็นละทิ้งร้าง แต่หากพฤติการณ์บ่งชี้ชัดว่าฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสอีกต่อไป การกระทำนั้นย่อมเป็นเหตุหย่า

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การอ้างการติดต่อเล็กน้อยไม่เพียงพอ หากขาดการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ศาลอาจถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้างได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าจำเลยภายหลังปลดประจำการทหารแล้ว มิได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่แสดงความประสงค์อย่างจริงจังที่จะดำรงชีวิตสมรสต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าพฤติการณ์ของจำเลยภายหลังปลดประจำการแล้ว แสดงถึงการไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป การอ้างว่าเคยติดต่อโจทก์เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอหักล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน วินิจฉัยว่าการจดทะเบียนสมรสก่อให้เกิดหน้าที่ต้องอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกัน เมื่อจำเลยไม่กลับไปอยู่ร่วมกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ขวนขวายติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ จึงถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า “การจงใจละทิ้งร้าง” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่เป็นการละเลยหน้าที่สมรสโดยมีพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตคู่ต่อไป

การสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง สามีภริยาต้องอยู่กินฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ การไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการประสานความสัมพันธ์ ย่อมเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง”

แนววินิจฉัยนี้ย้ำว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ไม่ยึดติดเพียงคำกล่าวอ้างว่ามีการติดต่อบ้าง หากการกระทำนั้นไม่เพียงพอในเชิงรูปธรรมและไม่สะท้อนเจตนาที่แท้จริงในการใช้ชีวิตคู่ ย่อมไม่อาจหักล้างข้อกล่าวหาเรื่องละทิ้งร้างได้

อีกทั้งยังเป็นบรรทัดฐานว่าการสิ้นสุดเหตุจำเป็น เช่น การปลดประจำการทหาร หากไม่กลับไปปฏิบัติหน้าที่คู่สมรส ย่อมถือว่าการแยกกันอยู่ต่อจากนั้นเป็นไปโดยเจตนา มิใช่เพราะเหตุสุดวิสัย

คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางปฏิบัติสำหรับคดีหย่า โดยกำหนดเกณฑ์การพิสูจน์ “เจตนา” ผ่านพฤติการณ์ภายนอกอย่างชัดเจน และเป็นแนวทางให้คู่สมรสที่ถูกทอดทิ้งสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้อย่างมั่นคง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่า “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยภายหลังปลดประจำการทหารแล้วไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยา ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นพฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป อันเข้าลักษณะจงใจละทิ้งร้างเกินกำหนดหนึ่งปี จึงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โดยศาลพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี

หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่เพียงแต่แยกกันอยู่ แต่มีพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์ใช้ชีวิตคู่ต่อไป เช่น ไม่กลับมาอยู่ร่วมกันหลังหมดเหตุจำเป็น ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างจริงจัง เมื่อพฤติการณ์ดังกล่าวต่อเนื่องเกินหนึ่งปี ย่อมเป็นเหตุหย่าได้

2. หน้าที่สามีภริยาตามกฎหมาย

การจดทะเบียนสมรสก่อให้เกิดหน้าที่ต้องอยู่กินฉันสามีภริยา และช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ หากฝ่ายใดละเลยหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่แสดงความพยายามในการรักษาชีวิตสมรส ย่อมถือเป็นการฝ่าฝืนสาระสำคัญของสัญญาสมรสและอาจเป็นเหตุหย่าได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การจงใจละทิ้งร้างต้องพิสูจน์อย่างไร

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าคู่สมรสอีกฝ่ายไม่เพียงแต่แยกกันอยู่ แต่มีพฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะดำรงชีวิตสมรสต่อไป เช่น ไม่กลับมาอยู่ร่วมกันภายหลังหมดเหตุจำเป็น ไม่อุปการะเลี้ยงดู ไม่จัดหาที่อยู่อาศัย และไม่ติดต่ออย่างจริงจัง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

2. หากมีการติดต่อกันบ้าง จะถือว่าละทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ว่าการติดต่อเพียงเล็กน้อยจะเพียงพอ ศาลจะพิจารณาว่าการติดต่อนั้นเป็นการขวนขวายอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่หรือไม่ หากเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หรือไม่มีการดำเนินการเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ไม่จัดหาที่อยู่ ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ก็ยังอาจถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างได้

3. การไปทำงานต่างจังหวัดถือเป็นละทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากไปทำงานโดยยังติดต่อ อุปการะ และแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป ย่อมไม่ถือเป็นละทิ้งร้าง แต่หากพฤติการณ์บ่งชี้ว่าฝ่ายนั้นไม่ประสงค์กลับมาอยู่ร่วมกันอีก ก็อาจเข้าข่ายจงใจละทิ้งร้างได้

4. ระยะเวลาหนึ่งปีนับอย่างไร

คำตอบ

ระยะเวลาหนึ่งปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ปรากฏว่ามีการละทิ้งร้างโดยเจตนา เช่น วันที่สิ้นสุดเหตุจำเป็นแล้วไม่กลับมาอยู่ร่วมกัน การนับต้องเป็นระยะเวลาต่อเนื่องครบหนึ่งปีโดยไม่มีการกลับมาปฏิบัติหน้าที่คู่สมรสอย่างแท้จริง

5. หากภายหลังอีกฝ่ายไปมีครอบครัวใหม่ จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากพิสูจน์ได้ว่าการละทิ้งร้างเกิดขึ้นก่อน และครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว สิทธิฟ้องหย่าย่อมเกิดขึ้นแล้ว การที่ฝ่ายผู้ถูกทอดทิ้งไปมีความสัมพันธ์ใหม่ภายหลัง มิได้ลบล้างสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

6. การอ้างว่าอีกฝ่ายไม่ยอมมาอยู่ด้วย จะตัดความรับผิดได้หรือไม่

คำตอบ

หากเป็นเพียงคำกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานหรือพฤติการณ์สนับสนุน เช่น ไม่ได้จัดเตรียมที่อยู่ ไม่ได้แสดงความพร้อมอย่างจริงจัง ศาลอาจเห็นว่าเป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอหักล้างการละทิ้งร้าง

7. หน้าที่สามีภริยาตามกฎหมายมีความสำคัญอย่างไรในคดีหย่า

คำตอบ

หน้าที่อยู่กินฉันสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูกันเป็นสาระสำคัญของสัญญาสมรส หากฝ่ายใดละเลยหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตคู่ และอาจเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ได้

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานชัดเจนว่าศาลจะพิจารณา “เจตนา” จากพฤติการณ์ภายนอก มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง และยืนยันว่าการไม่กลับมาใช้ชีวิตคู่ภายหลังหมดเหตุจำเป็น โดยขาดความพยายามอย่างจริงจัง ย่อมเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4156/2548

โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้วอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน ต่อมาจำเลยไปรับราชการทหารและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากที่จำเลยปลดประจำการทหารแล้วจำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับ ฉ. จนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจดทะเบียนสมรสทั้งสองอยู่กินกันเพียงสองเดือน จากนั้นจำเลยไปรับราชการทหารและปลดประจำการในปี 2531 แต่ไม่กลับมาอยู่ร่วมกับโจทก์ ไม่จัดหาที่อยู่อาศัย ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ การอ้างว่าเคยส่งจดหมายหรือโทรศัพท์เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่ไม่เพียงพอ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงการไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า ศาลฎีกาพิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน หลังจากนั้นจำเลยไปรับราชการทหารตลอดมาและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยควรจะมาอยู่กินกับโจทก์ในฐานะสามีภริยา ควรหาที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่จำเลยกลับย้ายออกจากบ้านน้าสาวที่เขตห้วยขวางโดยไม่ขวนขวายเพื่อติดต่อกับโจทก์ เป็นการส่อเจตนาว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้โจทก์ไปอยู่ร่วมกันมากกว่า จำเลยอ้างว่าหลังจากปลดประจำการทหารเคยชวนโจทก์มาอยู่ด้วยก็เป็นการกล่างอ้างลอย ๆ หากจำเลยนำพาที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันโจทก์จำเลยควรที่จะติดต่อให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อพาโจทก์ไปอยู่ด้วย จำเลยอ้างแต่เพียงว่าเคยส่งจดหมายและโทรศัพท์ไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ตอบนั้นเป็นการขวนขวายที่ไม่เพียงพอ การเป็นสามีภริยากันนั้นเมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้วตามกฎหมายสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน แต่ไม่ปรากฏวาจำเลยปฏิบัติเช่นนั้นกลับหนีหายไปพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยไม่เอาใจใส่ดูแลโจทก์ในฐานะสามีที่จะพึงปฏิบัติต่อภริยา แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเฉลิมพลจนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย”

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย