
| จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่สามีหลังปลดประจำการทหารแล้วไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับภริยา ไม่ขวนขวายจัดหาที่อยู่อาศัย ไม่อุปการะเลี้ยงดู และเพียงอ้างว่าเคยติดต่อบ้างเล็กน้อย จะถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีหน้าที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ หากฝ่ายใดไม่กลับมาอยู่ร่วมกันภายหลังสิ้นเหตุจำเป็น และแสดงพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์จะใช้ชีวิตร่วมกันอีก ย่อมเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง” เมื่อเกินกำหนดหนึ่งปี อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันฉันสามีภริยาเพียงประมาณสองเดือน ต่อมาจำเลยเข้ารับราชการทหาร และปลดประจำการเป็นกองหนุนในปี 2531 ภายหลังปลดประจำการแล้ว จำเลยมิได้กลับไปอยู่ร่วมกับโจทก์ มิได้จัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ มิได้แสดงความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมในการนำพาโจทก์ไปอยู่ด้วย จำเลยอ้างว่าได้เคยส่งจดหมายและโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานหรือพฤติการณ์ชัดแจ้งว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ในปี 2533 โจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่นและมีบุตรร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลย โดยอ้างเหตุจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หย่า จำเลยฎีกาโดยโต้แย้งว่าไม่ได้จงใจละทิ้งร้าง คำวินิจฉัยและการแยกประเด็น ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ได้แก่ 1. ภายหลังปลดประจำการแล้ว จำเลยไม่มีเหตุจำเป็นต้องแยกกันอยู่ แต่กลับไม่ไปอยู่ร่วมกับโจทก์ 2. จำเลยย้ายออกจากที่พักเดิมโดยไม่ติดต่อโจทก์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ 3. การอ้างว่าเคยติดต่อทางจดหมายหรือโทรศัพท์เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอแสดงถึงความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตคู่ 4. การสมรสโดยจดทะเบียนก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป และถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า วิเคราะห์หลักกฎหมาย เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี คำว่า “จงใจละทิ้งร้าง” มิได้หมายถึงเพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสร่วมกัน โดยประเมินจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น การไม่ติดต่อ ไม่อุปการะ ไม่จัดหาที่อยู่ ไม่แสดงความรับผิดชอบตามฐานะสามีภริยา คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า ภาระการพิสูจน์มิได้จำกัดเฉพาะการขาดการอยู่ร่วมกัน แต่รวมถึงการละเลยหน้าที่ตามกฎหมายด้วย หากปรากฏพฤติการณ์ชัดเจนว่าฝ่ายหนึ่งทอดทิ้งอีกฝ่ายโดยไม่เอาใจใส่ และไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมเข้าองค์ประกอบของการจงใจละทิ้งร้าง เจตนารมณ์ของมาตราและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้คู่สมรสที่ถูกทอดทิ้งสามารถปลดเปลื้องพันธะสมรสได้ เมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติหน้าที่ขั้นพื้นฐานของชีวิตคู่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไปวางหลักว่า การแยกกันอยู่เพราะเหตุจำเป็น เช่น การไปทำงานต่างถิ่นโดยยังติดต่อและอุปการะกัน ย่อมไม่ถือเป็นละทิ้งร้าง แต่หากพฤติการณ์บ่งชี้ชัดว่าฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสอีกต่อไป การกระทำนั้นย่อมเป็นเหตุหย่า คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การอ้างการติดต่อเล็กน้อยไม่เพียงพอ หากขาดการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ศาลอาจถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้างได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าจำเลยภายหลังปลดประจำการทหารแล้ว มิได้กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่แสดงความประสงค์อย่างจริงจังที่จะดำรงชีวิตสมรสต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าพฤติการณ์ของจำเลยภายหลังปลดประจำการแล้ว แสดงถึงการไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป การอ้างว่าเคยติดต่อโจทก์เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอหักล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน วินิจฉัยว่าการจดทะเบียนสมรสก่อให้เกิดหน้าที่ต้องอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูกัน เมื่อจำเลยไม่กลับไปอยู่ร่วมกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ขวนขวายติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ จึงถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า “การจงใจละทิ้งร้าง” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ทางกายภาพ แต่เป็นการละเลยหน้าที่สมรสโดยมีพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตคู่ต่อไป การสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง สามีภริยาต้องอยู่กินฉันสามีภริยา และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ การไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการประสานความสัมพันธ์ ย่อมเข้าลักษณะ “จงใจละทิ้งร้าง” แนววินิจฉัยนี้ย้ำว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ไม่ยึดติดเพียงคำกล่าวอ้างว่ามีการติดต่อบ้าง หากการกระทำนั้นไม่เพียงพอในเชิงรูปธรรมและไม่สะท้อนเจตนาที่แท้จริงในการใช้ชีวิตคู่ ย่อมไม่อาจหักล้างข้อกล่าวหาเรื่องละทิ้งร้างได้ อีกทั้งยังเป็นบรรทัดฐานว่าการสิ้นสุดเหตุจำเป็น เช่น การปลดประจำการทหาร หากไม่กลับไปปฏิบัติหน้าที่คู่สมรส ย่อมถือว่าการแยกกันอยู่ต่อจากนั้นเป็นไปโดยเจตนา มิใช่เพราะเหตุสุดวิสัย คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางปฏิบัติสำหรับคดีหย่า โดยกำหนดเกณฑ์การพิสูจน์ “เจตนา” ผ่านพฤติการณ์ภายนอกอย่างชัดเจน และเป็นแนวทางให้คู่สมรสที่ถูกทอดทิ้งสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้อย่างมั่นคง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่า “จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยภายหลังปลดประจำการทหารแล้วไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยา ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นพฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป อันเข้าลักษณะจงใจละทิ้งร้างเกินกำหนดหนึ่งปี จึงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โดยศาลพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่เพียงแต่แยกกันอยู่ แต่มีพฤติการณ์ส่อเจตนาไม่ประสงค์ใช้ชีวิตคู่ต่อไป เช่น ไม่กลับมาอยู่ร่วมกันหลังหมดเหตุจำเป็น ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างจริงจัง เมื่อพฤติการณ์ดังกล่าวต่อเนื่องเกินหนึ่งปี ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ 2. หน้าที่สามีภริยาตามกฎหมาย การจดทะเบียนสมรสก่อให้เกิดหน้าที่ต้องอยู่กินฉันสามีภริยา และช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ หากฝ่ายใดละเลยหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่แสดงความพยายามในการรักษาชีวิตสมรส ย่อมถือเป็นการฝ่าฝืนสาระสำคัญของสัญญาสมรสและอาจเป็นเหตุหย่าได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การจงใจละทิ้งร้างต้องพิสูจน์อย่างไร คำตอบ ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าคู่สมรสอีกฝ่ายไม่เพียงแต่แยกกันอยู่ แต่มีพฤติการณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะดำรงชีวิตสมรสต่อไป เช่น ไม่กลับมาอยู่ร่วมกันภายหลังหมดเหตุจำเป็น ไม่อุปการะเลี้ยงดู ไม่จัดหาที่อยู่อาศัย และไม่ติดต่ออย่างจริงจัง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว 2. หากมีการติดต่อกันบ้าง จะถือว่าละทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ว่าการติดต่อเพียงเล็กน้อยจะเพียงพอ ศาลจะพิจารณาว่าการติดต่อนั้นเป็นการขวนขวายอย่างจริงจังเพื่อใช้ชีวิตคู่หรือไม่ หากเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หรือไม่มีการดำเนินการเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ไม่จัดหาที่อยู่ ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ก็ยังอาจถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างได้ 3. การไปทำงานต่างจังหวัดถือเป็นละทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากไปทำงานโดยยังติดต่อ อุปการะ และแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป ย่อมไม่ถือเป็นละทิ้งร้าง แต่หากพฤติการณ์บ่งชี้ว่าฝ่ายนั้นไม่ประสงค์กลับมาอยู่ร่วมกันอีก ก็อาจเข้าข่ายจงใจละทิ้งร้างได้ 4. ระยะเวลาหนึ่งปีนับอย่างไร คำตอบ ระยะเวลาหนึ่งปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ปรากฏว่ามีการละทิ้งร้างโดยเจตนา เช่น วันที่สิ้นสุดเหตุจำเป็นแล้วไม่กลับมาอยู่ร่วมกัน การนับต้องเป็นระยะเวลาต่อเนื่องครบหนึ่งปีโดยไม่มีการกลับมาปฏิบัติหน้าที่คู่สมรสอย่างแท้จริง 5. หากภายหลังอีกฝ่ายไปมีครอบครัวใหม่ จะมีผลอย่างไร คำตอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการละทิ้งร้างเกิดขึ้นก่อน และครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว สิทธิฟ้องหย่าย่อมเกิดขึ้นแล้ว การที่ฝ่ายผู้ถูกทอดทิ้งไปมีความสัมพันธ์ใหม่ภายหลัง มิได้ลบล้างสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน 6. การอ้างว่าอีกฝ่ายไม่ยอมมาอยู่ด้วย จะตัดความรับผิดได้หรือไม่ คำตอบ หากเป็นเพียงคำกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานหรือพฤติการณ์สนับสนุน เช่น ไม่ได้จัดเตรียมที่อยู่ ไม่ได้แสดงความพร้อมอย่างจริงจัง ศาลอาจเห็นว่าเป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่เพียงพอหักล้างการละทิ้งร้าง 7. หน้าที่สามีภริยาตามกฎหมายมีความสำคัญอย่างไรในคดีหย่า คำตอบ หน้าที่อยู่กินฉันสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูกันเป็นสาระสำคัญของสัญญาสมรส หากฝ่ายใดละเลยหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมกระทบต่อความมั่นคงของชีวิตคู่ และอาจเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ได้ 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานชัดเจนว่าศาลจะพิจารณา “เจตนา” จากพฤติการณ์ภายนอก มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง และยืนยันว่าการไม่กลับมาใช้ชีวิตคู่ภายหลังหมดเหตุจำเป็น โดยขาดความพยายามอย่างจริงจัง ย่อมเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4156/2548 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้วอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน ต่อมาจำเลยไปรับราชการทหารและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากที่จำเลยปลดประจำการทหารแล้วจำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับ ฉ. จนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจดทะเบียนสมรสทั้งสองอยู่กินกันเพียงสองเดือน จากนั้นจำเลยไปรับราชการทหารและปลดประจำการในปี 2531 แต่ไม่กลับมาอยู่ร่วมกับโจทก์ ไม่จัดหาที่อยู่อาศัย ไม่อุปการะเลี้ยงดู และไม่ติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ การอ้างว่าเคยส่งจดหมายหรือโทรศัพท์เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างที่ไม่เพียงพอ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงการไม่ประสงค์ดำรงชีวิตสมรสต่อไป ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน หลังจากนั้นจำเลยไปรับราชการทหารตลอดมาและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยควรจะมาอยู่กินกับโจทก์ในฐานะสามีภริยา ควรหาที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่จำเลยกลับย้ายออกจากบ้านน้าสาวที่เขตห้วยขวางโดยไม่ขวนขวายเพื่อติดต่อกับโจทก์ เป็นการส่อเจตนาว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้โจทก์ไปอยู่ร่วมกันมากกว่า จำเลยอ้างว่าหลังจากปลดประจำการทหารเคยชวนโจทก์มาอยู่ด้วยก็เป็นการกล่างอ้างลอย ๆ หากจำเลยนำพาที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันโจทก์จำเลยควรที่จะติดต่อให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อพาโจทก์ไปอยู่ด้วย จำเลยอ้างแต่เพียงว่าเคยส่งจดหมายและโทรศัพท์ไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ตอบนั้นเป็นการขวนขวายที่ไม่เพียงพอ การเป็นสามีภริยากันนั้นเมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้วตามกฎหมายสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน แต่ไม่ปรากฏวาจำเลยปฏิบัติเช่นนั้นกลับหนีหายไปพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยไม่เอาใจใส่ดูแลโจทก์ในฐานะสามีที่จะพึงปฏิบัติต่อภริยา แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเฉลิมพลจนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย” พิพากษายืน |



.jpg)
